<<
กรกฏาคม 2551
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
16 กรกฏาคม 2551

เตรียมตัวไปเรียนต่อ…เริ่มต้นยังไงดี..

เตรียมตัวไปเรียนต่อ…เริ่มต้นยังไงดี..
Oct 18th 2007PaTTaMoNEWhat's up & Study in Finland
ที่มา //blog.atspf.org/blog/index.php?p=92

สวัสดีค่ะ
พอดีว่า ทั้งๆ ที่หนูเอง ก็กำลังจะไปเป็นน้องใหม่ที่ฟินแลนด์

แต่ทว่า…ก็มีน้องใหม่กว่า..มาถามข้อมูลเรื่องเรียนต่อที่ฟินแลนด์เยอะเหมือนกัน…ก็เลยเขียนสรุปมาให้นะคะว่าต้องทำยังไงบ้าง..
ทั้งหมด..ประมาณว่า กินเวลา หนึ่งปี เลยละกันนะคะ แต่โดยส่วนตัว ไม่ถึง…นะ…

1. หาที่เรียน
ก็คือหาดูว่า อยากเรียนที่ไหน มหาวิทยาลัยไหน รัฐไหน เมืองไหน
แล้วก็เก็บไว้ว่าเค้าต้องการอะไรบ้าง ใน website มีให้แทบจะหมดทุกอย่าง
ว่าทางมหาวิทยาลัยต้องการเอกสารอะไรบ้าง หรือต้องการคะแนนอะไรเท่าไหร่บ้าง
อีกอย่างวัน…เปิดปิดรับสมัคร..Dead Line ต่างๆ ก็บอกไว้หมด..
แล้วก็ลองอ่านกระทู้เก่าๆ ที่นี้ Forum และที่ Blog ดูนะคะ….จะได้ความรู้เยอะแยะเลยค่ะ…
เวบที่หาที่เรียนก็นี้เลยค่ะ

ป.ตรี
https://www.admissions.fi/

ทุกหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนในฟินแลนด์…
//finland.cimo.fi/studying/international_study_programmes.html

2. หาแหล่งทุน
สำหรับบางคน อาจจะหาสมัครทุนไปทุน คิดว่า ก็ต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบแข่งขันซึ่งกินเวลาหลายเดือน หรือบางคน อาจจะมาด้วยทุน Eramus Mundus รู้สึกว่า พี่ๆ จะมีให้แล้วนะคะ ที่หัวข้อแนะนำนะคะ

**เพิ่มเติม
เพิ่มเรื่องทุนนิดหนึ่งแล้วกัน สำหรับคนที่…ยังไม่ทราบ…Eramus เป็นทุนที่ทางยุโรป เค้าจับมือร่วมกัน จัดสรรเงินทุนให้นักเรียนที่ต้องการเรียน ปริญญาโท หรือวิจัย ไม่มีเอก ไม่มีตรี เป็นทุนที่…ไม่ต้องใช้คืน….
แต่ละทุนต้องไปเรียน ที่มหาวิทยาลัย อย่างต่ำ สองแห่ง ใน ยุโรป..
รายละเอียด…โดยละเอียด…
อ่านได้ที่ Blog นะคะ พี่ hi_tidty เขียนไว้โดยละเอียดแล้วค่ะ….
ที่นี้นะคะ..
//blog.atspf.org/blog/?p=69

สำหรับคนที่จะไปเรียนต่อฟินแลนด์ โดยที่จะมาเรียนด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง (จ่ายค่ากินอยู่ด้วยตนเอง)
ต้องมีเงินในบัญชี 6000 ยูโร ต่อปีนะคะ ตอนไปขอวีซ่า…
เพราะทางมหาวิทยาลัย เค้าจะคำนวณว่าอย่างต่ำ ที่เราใช้ต่อเดือนนั้นคือ 500 ยูโร ต่อปี เลยเป็น 6000 ยูโร ค่ะ… ^^~
แต่ไม่ต้องเสียค่าเรียน ที่จะต้องมีเสียบ้างก็คือ ค่า Student Union หรือค่าอื่นๆ แล้วแต่มหาวิทยาลัย อันนี้ไม่แน่ใจนะคะ
แต่ที่ TUT ที่เราเรียนอยู่ เสีย Student Union 76 ยูโร ต่อปี และถ้ารักการออกกำลังกาย ก็เสียค่า Sport Fee 74 ต่อปี

**เพิ่มเติม โดยพี่ hi_tidty
ทุนอื่น ทางแถบนี้ นอกจาก Erasmus แล้ว มีเยอะพอสมควร แต่ส่วนมากเป็นระดับ Ph.D. มากกว่า ไม่ค่อยเห็นทุนระดับ ตรีหรือโท เท่าไหร่ ทุนพวกนี้จะเป็นทุนจาก ทางมหาลัยนั้นโดยตรง อยากเรียนต่อที่มหาลัยไหน ก็เข้าไปดูใน website ของมหาลัยนั้น โดยตรงนะคะ

ส่วนทุน Erasmus (โปรแกรมที่เราเรียน)ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องกลับไปประเทศเกิดตัวเอง
คือว่าใครเรียนจบแล้ว อยากเรียนเอกหรือทำงานต่อ ในยุโรปก็อยู่ได้ไม่มีปัญหาค่ะ
แต่ไม่แน่ใจว่า โปรแกรมอื่นๆ ของ Erasmus มีข้อกำหนดนี้หรือเปล่านะ

อีกเว็บทุนที่แนะนำ จะมีคนใจดีมา post เกี่ยวกับเรื่องทุน เรื่อยๆ หน่ะค่ะ
//www.vcharkarn.com/vlearn/?catid=5

3. ติวเข้มภาษาอังกฤษ
เพื่อเตรียมตัวสอบ TOEFL หรือ IELTS สำหรับบางคน อาจจะต้องเตรียม GMAT ด้วย(หรือป่าว ไม่แน่ใจค่ะ ถ้าเรียนด้าน Business)
สำหรับเรา เราว่า สอบ IELTS ดีกว่านะคะ เร็วด้วย…
และมีความเชื่อกันมานานว่า ทางยุโรป ชอบ IELTS มากกว่า TOEFL อิอิ ..
**เพิ่มเติม
ใครยังลังเลใจ ไม่รู้ว่าจะสอบอะไรดี … ลองอ่านกระทู้เก่าๆ ดูนะคะ มีคนเคยถาม..แล้วก็ช่วยกันตอบแล้วค่ะ

4. สอบภาษา
และแล้ววันสอบจริงก็มาถึง ถ้าเป็น IELTS ก็จะรอผลคะแนน สองอาทิตย์ เป๊ะๆ ไม่มีเกิน…
ถ้าคะแนนผ่าน ได้ดังใจก็ผ่าน
แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไปเริ่มข้อสามใหม่…กินเวลาแล้วแต่ความสามารถค่ะ ช่วงนี้อาจจะเครียดหน่อย แต่ก็เชื่อค่ะว่า ไม่มีอะไรเกินความสามารถ…
**เพิ่มเติม
วันที่ไปสอบไอเอล…อย่าลืมนำเสื้อหนาวไปด้วย…เพราะแอร์จะเย็นมาก…ใครดวงซวย..เจอใต้แอร์เข้าไป..จะหนาวสะท้าน…มาก…ค่ะ
***เพิ่มเติม
พอดี เหมือนจะไม่สบาย เลยนึกถึงช่วงที่ไปสอบไอเอล
ก่อนสอบดั้น..เป็นหวัด..ตัวร้อน..น้ำมูกไหล
วันไปสอบ…ดั้นลืมเอาเสื้อหนาวไป…
และดวงซวย…ดั้นได้นั่งใต้แอร์..

สอบพาร์ทแรก listening น้ำมูกก็ไหลย้อย…เค้าไม่ให้เอาอะไรเข้าไป…
ไม่ได้สกมกนะคะ…แต่…ก็ใช้ผ้าในร่างกายที่มี และสะดวกที่สุด เช็ดไปนั่นแหละค่ะ..
แถม ไม่กล้าทำเสียง ซืด ซาด …ต้องปล่อยให้น้ำมูกไหล…
ซวย…มาก..

ด้วยความโกรธตัวเอง…แล้วน้อยใจที่เค้าไม่ให้เอาทิชชู่เข้าไป แทบจะเอาผ้าปูโต๊ะ มาเช็ดแล้ว…อิอิ…
แต่สงสารคนข้างๆ ค่ะ เพราะถึงไม่ซืดซาด แต่มันก็มีเสียง ซึดๆ วึดๆ อยู่ดี

ทำไม ต้องมาประจานตัวเองด้วยเนี๊ยะ
ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ มาเล่าให้เป็นบทเรียนว่า…
ก่อนสอบ…ต้องระวังรักษาสุขภาพ..อย่าให้ป่วย…
ก่อนสอบ…ถ้าป่วยจริงๆ ก็ให้เอาเสื้อหนาว พร้อมทำที่เช็ดน้ำมูก ผ้าปิดปากเวลาไอ เย็บติดไปกับเสื้อหนาว หรือเสื้อ ไปเลยก็จะดี…ฮะฮะ

จะได้ไม่ต้องมานั่งทรมาน ทรกรรม แบบนี้….คะ

5. เตรียมเอกสารทุกอย่าง
หลังจาก ทราบคะแนนแล้ว ว่าผ่าน หรืออาจจะทำก่อนหน้านั่นก็ได้ ก็แล้วแต่ค่ะ โดย
เริ่มขอ Letter of recommendation จากอาจารย์ ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจค หรืออาจารย์ท่านอื่นๆ ที่น่านับถือ และรู้จักเรา… ส่วนใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 2 ฉบับ

ไปจัดการเรื่อง Bank Statement ขอไม่นานค่ะ ฉบับละ 100 บาท อย่างที่บอกไว้ค่ะ ในบัญชี อย่างน้อย ต้องมี 6000 ยูโร ต่อปีนะคะ

เตรียม transcript ใบรับรองต่างๆ ใบแปลปริญญา อะไรทำนองนี้..ให้พร้อม…ไว้ก่อนเลย..ถึงเวลาจะได้ไม่ลนลาน…

กรอกใบสมัครเข้าเรียน..ซึ่งบางมหาลัย จะเยอะมาก…เหมือนกันนะ.. หลายหน้าเชียว

เตรียม Resume ค่ะ เอาให้เฉี่ยวบาดใจ กรรมการไปเลย

และที่สำคัญที่สุดคือ Statement Of purpose อันนี้อาจจะเตรียมพร้อมๆ ไปกับ การอ่านหนังสือสอบก็ได้ มันจะกินเวลานานมาก สำหรับเรานะ เพราะไม่รู้จาเขียนยังไงดี ให้ออกมาดูดี…อิอิ…คือเราต้องเขียนเองหมดเลย…ดังนั้นก็ต้องแสดงความเป็นตัวเองออกมาให้หมด ทำไมถึงอยากไปเรียนที่นั้น เรียนจบแล้วทำอะไร แล้วเราเป็นใครมาจากไหน อะไรแบบเนี๊ยะละคะ…เขียนให้ดีๆ ให้กรรมการเห็นแล้ว…โอ้ว…รับหนูคนนี้แหละ…อิอิ…ต้องเขียนให้บาดตา..บาดใจ..ไปเลยค่ะ…

** เพิ่มจากที่ฟังพี่หนูดีให้สัมภาษณ์ ในรายการ จับเข่าคุยกัน…
พี่หนูดีบอกว่า ตอนสมัคร Havard ทุกคน ได้ 4.00 หมด…คุณต้องเขียน SOP ของคุณออกมา..ให้อาจารย์ที่จะรับคุณเข้าไป เห็นแล้ว รู้สึกว่า คุณแตกต่าง จาก 4.00 คนอื่นๆ…ในหน้ากระดาษ A4 สองแผ่น คุณลองคิดดู ว่าคุณจะทำยังไง..

6.ส่งเอกสาร
หลังจากทุกอย่างพร้อม ก็ส่งเอกสารโลดคร่า…

ส่ง FedEx หรือ DHL ราคา อยู่ที่ประมาณ 1200 กว่าๆ แพงแต่ชัวร์ (ราคาตอนเจ้าตัวส่งนะคะ)

ถ้า DHL กะ FedEx มันราคาประมาณเดียวกัน (FedEx ถูกกว่าหน่อยนึง)
เค้าจะถามว่าเอกสารของเราเป็นประเภทไหน…ก็บอกไปว่า เอกสารส่งมหาวิทยาลัย
ก็จะเป็นราคาส่งเอกสารไปมหาวิทยาลัยค่ะ ซึ่งเข้าใจว่า ยังไงก็แพงอยู่ดี หรืออาจจะแพงกว่าปรกติหรือป่าว
ฮะฮะ
แต่เค้าจะไม่ส่ง PO BOX นะคะ เค้าบอก กลัวหาย

เท่าที่ทราบ DHL ส่งเสาร์ อาทิตย์ ด้วย แต่ FedEx ไม่ส่งค่ะ

ถ้าส่งกับ สองเจ้านี้ ให้เตรียม เบอร์โทรศัพท์ กับ อีเมล ของผู้ที่จะรับเอกสารเราไปด้วย…
เพราะเค้าต้องการ เพื่อความชัวร์ มันเป็นกฏด้วยค่ะ เตรียมไปด้วยนะคะ

ถ้าส่งไปรษณีย์ไทย ถ้าเอาแบบ EMS อลังการ ก็ 950 บาท
ไม่ทราบว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง ไม่เคยส่งนะคะ

แต่ถ้าส่งไปรษณีย์ปรกติก็น่าจะร้อยกว่าๆ ค่ะ หรือไม่ก็สองร้อยกว่าๆ อันนี้แล้วแต่น้ำหนักค่ะ
เชคราคาที่เวบได้เลยค่ะ สำหรับไปรษณีย์ไทย..
แต่ไม่แนะนำให้ส่งค่ะ มัน Track ไม่ได้ ว่าเอกสารเราถึงที่ไหนแล้ว
//www.thailandpost.com/search_ems.asp

**เพิ่มเติม
ประสบการณ์ส่วนตัว ด้วยความงก ที่ส่ง แพงๆ มาหลายรอบ
ตอนที่ต้องส่งเอกสารไปมหาวิทยาลัยอีกรอบ เห็นว่า เวลาเหลือเป็น เดือน สองเดือน ก็เลยส่งแบบธรรมดา ลงทะเบียน
รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ ทาง U ก็ไม่ตอบมาสักทีว่า ได้รับหรือยัง แถม Track ไม่ได้ด้วย ร้อนใจมาก
ติดต่อเจ้าหน้าที่ไป ก็ไม่ยอมตอบเมล
จนในที่สุด ส่งเมลไปหาเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มี ถามว่า ได้รับเอกสารหรือยัง
พอเค้าตอบมาว่า ได้รับแล้ว ดีใจแทบเป็นลม
ดังนั้น…จึงไม่แนะนำค่ะ แพงแต่สบายใจ ดีกว่าค่ะ
เพราะถูก…แต่ร้อนใจ…ไม่ไหวค่ะ… หัวใจจะวายตาย..

***เพิ่มเติม
พอดีเพิ่งไปส่งเอกสาร ไป TOAS กับ DHL มา จะบอกว่า ด้วยความที่เงินดอลแข็ง…
ราคาส่งเอกสารเลยอยู่ที่ 1000 บาท บวก vat 7% เลยเป็น 1070
ค่าเงินแข็ง…มันดีอย่างนี้…นี่เอง…หุหุ

7. รอฟังผล
ช่วงนี้จิตใจจะตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะได้ป่าวน้า…กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กระสับ กระส่าย อิอิ…
แนะนำให้ ไปไหว้พระ พรม น้ำมนต์ค่ะ…หุหุ
จะได้…มีจิตใจสงบ…ร่มเย็น..
เจ้าตัว..ไปไว้พระ เก้า วัด กันเลยทีเดียว..เพื่อความสบายใจ..
ก็ได้โอกาส ท่องเที่ยวไปในตัวด้วยนะคะ
ในระหว่างนี้ จะไปเดินเล่น เล็งพวกเสื้อผ้าสำหรับหน้าหนาวก็ไม่เสียหายนะคะ ^__^

8. ทราบผล
ส่วนใหญ่ผลจะประกาศผ่านเวบ
พอได้ก็ดีใจ…แต่ก็จะเหนื่อยต่อไปเพราะต้องเตรียมอีกหลายอย่าง…ค่ะ
ระหว่างนี้ก็จะต้องรอเอกสาร จากมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะเอาใบตอบรับ Letter of Acceptance ไปทำวีซ่า
รวมทั้งทางมหาวิทยาลัยจะให้เราส่ง Confirmation Form ไปยืนยันด้วย…ว่าเราเรียนแน่นอน…นะคะ..
เมื่อทราบว่า ตัวเองได้เรียนแล้ว ก็เริ่มกรอกเอกสาร ขอวีซ่า ได้เลยค่ะ หลายหน้าเหมือนกัน…
สรุป….หลังทราบผล…สิ่งที่ต้องทำคือ
วีซ่า (ขอเอาไว้อีกข้อนะคะ)
ส่งใบ Confirmation ไปยังมหาวิทยาลัย
ส่งเอกสารขอสมัครหอพัก
**เพิ่มเติม
เข้ามาเพิ่มเรื่องหอพักให้นะคะ..
(ตอนนี้..โดยส่วนตัวก็ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าได้อยู่หอไหน..แต่ลุ้น Mikontalo อยู่ค่ะ 15 กค นี้รู้กัน..)
เพิ่มเติม..ทราบแล้วค่ะ…ได้อยู่ Mikontalo ค่ะ

เอาหลักการไปก่อนแล้วกัน..
(ที่ TOAS นะคะ ไม่ทราบว่าที่อื่นจะเหมือนกันหรือป่าว…)

หลังจากได้รู้แน่ชัดว่า..ได้เรียนแน่นอน..ก็ทำการจองหอพักค่ะ
โดยจองออนไลน์ เค้าก็จะขอชื่อ นามสกุล มหาวิทยาลัยที่เรียน แล้วก็จะถามว่า ต้องการห้องแบบไหน อยู่คนเดียวไหม แชร์หรือป่าว โดยในเวบจะมีบอกไว้หมดว่า ลักษณะห้องเป็นอย่างไร มีรูป มีแปลน ให้นะคะ
วิธีคิดค่าหอที่นี้
พื้นที่ห้อง * rate ของหอ
เช่น ห้องกว้าง 20.25 ตารางเมตร rate หอ 6.4 ก็จะเป็นค่าหอคะ (แต่ละหอจะมี Rate ต่างกันค่ะ)
ออ ที่ TOAS ต้องเสียเพิ่มเติม 17 ยูโร คาดว่า คงเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เนตนะคะ เพราะที่นี้เป็นแบบเหมาจ่ายค่ะ

หลังจากจองเสร็จ ก็ไปจ่ายค่าจองบวกค่ามัดจำหอ รู้สึกว่า 225 ยูโร
หลังจากนั้นไม่นาน..เค้าก็จะส่งเมลมาบอกว่า..ได้เงินแล้วจ้า…

..จะบอกว่า..เวลามาเรียน..ไม่ต้องห่วงเรื่องหอหรอกค่ะ..
คือหออะ..จะมีประจำแต่ละรัฐเลย..หอพักสำหรับนักศึกษามีให้เลือกมากมาย..หลากหลายราคา..
โดย..จะมีชื่อเรียก..ตามชื่อเมืองที่ไปอยู่เช่น

Tampere ก็จะเป็น TOAS (โดยย่อมาจาก The Tampere Student Housing Foundation)
Vasaa ก็จะเป็น VOAS
Helsinki ก็จะเป็น HOAS

ซึ่งถ้าอยากทราบว่าเป็นยังไง..เอาของ TOAS ไปดูเล่นๆ ก่อนก็ได้ค่ะ อิอิ
//www.toas.fi/Frontpage.1121.0.html

9.1 วีซ่า
หลังจากได้ใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย … ก็ไปทำวีซ่า โลดค่ะ
รีบไปทำนะคะ….เพราะเวลาจะกระชั้นชิดมาก… 45 วัน นี้เหมือนแป๊บเดียวนะคะ แต่เอาเข้าจริง นานนะคะ

[สังเกตการณ์
ลองคิดดูว่า ผลออก ต้นพฤษภาคม ระหว่างนั้น ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะต้องรอเอกสารจากมหาวิทยาเท่านั้น
เอกสารที่คอก็คือ Letter of Acceptance ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ กว่าจะได้ทำวีซ่า อย่างเร็ว ก็ต้น มิถุนายน ก็รอไป 45 วัน คงได้ประมาณต้นสิงหาคม
(ไม่นับเสาร์อาทิตย์ ก็เป็น 9 อาทิตย์ สองเดือนกับอีกนิดนึงนะคะ)
…. ย้ำ กรอกเอกสารแต่เนิ่นๆ… นะคะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
และด้วยทั้งหมดทั้งปวง มหาวิทยาลัยเปิด กลางสิงหาคม คิดดูค่ะ ว่ากระชั้นชิด แค่ไหน]

รายละเอียดเรื่องการทำวีซ่า หาอ่านได้จากกระทู้พี่ Ballad ค่ะ ชื่อว่า ขั้นตอนการทำวีซ่า
หรือไปอ่านที่บลอค ก็ได้ค่ะ ตามนี้นะ..
//blog.atspf.org/blog/?p=76 )

ออ…อย่าลืมทำ passport ก่อนก็ได้ค่ะ ทำแป๊บเดียว ไม่นาน ทำตอนว่างๆ ตอนไหนก็ได้ค่ะ….
ถ้าอยู่ กรุงเทพ เคยไปทำที่ สถานกงศุล ที่ถนนแจ้งวัฒนะค่ะ สามวันก็ได้แล้ว…ถ้าไปรับเองนะคะ…

หรือใครไม่ได้อยู่กรุงเทพ ขึ้นมาทำพร้อมกับทำวีซ่า ที่สถานทูตทีเดียวก็ได้ค่ะ
ดำเนินการวันเดียวก็เสร็จ เพราะไปสถานทูตช่วงเช้าก็เสร็จ แล้วบ่าย ค่อยไป กรมการกงสุลต่อ
แล้วก็ให้ใช้วิธีส่งไปรษณีย์ไปค่ะ
(วิธีไป … ขึ้น BTS ไป หมอชิต (ลงฝั่งสวนจตุจักรนะคะ) นั่ง 52 ไปปากเกร็ด บอกกระเป๋าว่า จะลงกงศุลค่ะ )

9.2 ตั๋วเครื่องบิน
ถ้ามั่นใจว่า อะไรๆ ชัวร์แล้ว ก็จองตั๋วเครื่องบินโลด
ยิ่งจองเร็วยิ่งดี เพราะราคาจะถูก……จองตั๋วเครื่องบิน เหมือนเล่นหุ้นค่ะ อิอิ
แต่ถ้าซื้อกับ Agency เค้าจะรอให้เราได้วีซ่าก่อน ถึงจะให้เราซื้อ แต่เค้าก็จะจองไว้ให้….
ตอนนี้ลุ้นอยู่เหมือนกันค่ะ…
แนะนำให้ทำบัตร ISIC แล้วหา Agency ที่ขายให้กับนักศึกษา เช่น STA ETC (แนะนำ STA)

10. เตรียม Check List
จะเป็นช่วงที่ ทรมานมาก…เพราะกระเป๋ามันโดนจำกัดน้ำหนัก ก็ต้องคิดกันให้ละเอียดว่าจะเอาอะไรไปบ้าง ก็ต้องหาข้อมูลกันต่อไป….ซึ่ง…มันก็จะ…ตะลุบตุ๊บป่อง…ก้ง ก๊ง คร่า… กรณีนี้ พันทิพย์ช่วยได้ค่ะ
[ส่วนนี้ เดี๋ยวมีเวลา มีสมาธิ จะลองนั่งนึกนะคะ ว่าควรเอาอะไรมาบ้าง…]
**เพิ่มเติมจากพี่ hi_tidty
ช่วย list ของใช้ที่จำเป็นให้นะค่ะ
เสื้อกันหนาวมาซื้อที่นี่อุ่นกว่า สวยกว่า ถูกกว่า เอามาแต่ Sweater สักสองสามตัวก็พอ
แต่ถ้ามาหน้าหนาว ก็ซื้อ coat มาด้วยนะคะ เดี๋ยวเดินออกจาก airport ไม่ได้ อิอิ
2. อันนี้ สำคัญมากค่ะ ที่นี่ใช้ไฟเหมือนเหมือนไทย แต่ปลั๊กไฟเค้าจะเป็นกลมๆ เหมือนที่คุณ ballad post ไว้ในอีกกระทู้หน่ะค่ะ ก็อย่าลืมเตรียมที่แปลงหัว + ปลี๊กสามตา สักอัน
3. บางมหาลัย เค้า require ให้เอา ปริญญาบัตรตัวจริงมาแสดงด้วยก่อนเปิดเรียนอ่ะค่ะ ไม่รู้เป็นเหมือนกันทุกมหาลัยหรือเปล่า หรือว่าเป็นแค่โปรแกรม NordSecMob อย่างเดียว (แต่เราก็ลืมเอามา ต้องรบกวนน้องอีกคนให้เอามาให้ แหะๆ)

คิดออกแค่นี้เอง แหะๆๆ ของอื่นๆ ที่นี่ก็มีขายหมดหน่ะค่ะ
อ๋อ อย่าลืมไปหา หมอ ทำฟัน อะไรให้เรียบร้อยนะคะ เพราะว่าที่นี่แพงอ่า เพื่อนเรามาแล้วปวดฟัน น่าสงสาร ^__^

11. แพคของ
คราวนี้ก็….แพคของโลดค่ะ
ระวังเรื่องน้ำหนักด้วยนะคะ….อิอิ…

….ประมวลเวลา…..
เราทำข้อแรกอยู่นานค่ะ ราวๆ ตุลาคม 49 – มกราคม 50
เริ่มเรียนภาษาอ่านหนังสือสอบ ต้นมกราคม – ต้นมีนาคม
สอบ ต้นมีนาคม
ผลคะแนนออก กลางมีนาคม
ส่งเอกสารทุกอย่าง ปลายมีนาคม
รอฟังผล ต้นพฤษภาคม (ถ้าได้ ก็จองตั๋วเครื่องบินเลยก็ได้ค่ะ จะได้ถูกๆ)
รอเอกสารมหาวิทยาลัยส่งมา ปลายพฤษภาคม
ดำเนินเรื่องทำวีซ่า ต้นมิถุนายน (ช่วงนี้ก็แพคของ เตรียมของ ได้แล้วค่ะ จะได้ไม่ลนนะคะ)
ได้รับวีซ่า ต้นสิงหาค
เดินทาง ต้นสิงหาคม (หลังรับวีซ่า เพียง สองถึงสามวัน)

จากที่เห็น
ไม่ควรทำตามนะคะ ทุกอย่างมันกระชั้นชิดไปหมด ฮะฮะ
ถ้าอยากเรียนที่ Helsinki จำได้ว่า Deadline ปลาย มกรา นะคะ ดังนั้น ถ้ารู้ตัว รู้ใจตัวเองว่า อยากมาเรียนแน่ๆ ก็หาข้อมูลได้แล้วค่ะ จะได้ทันเวลา

หวังว่า คงพอจะช่วยได้นะคะ…. ^^
มีอะไรก็ถามต่อได้นะคะ…ถ้าพอช่วยได้..ก็จะช่วยค่ะ…
ในฐานะ น้องใหม่ด้วยกัน…
ถ้าพอจะแนะนำน้องใหม่กว่า…ได้อะนะค่ะ….ก็ยินดีค่ะ….

ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2551
1 comments
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 6:34:12 น.
Counter : 1930 Pageviews.

 



ดีมากเลยค่ะ

 

โดย: Cheria (SwantiJareeCheri ) 16 กรกฎาคม 2551 10:47:48 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


werton
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add werton's blog to your web]