! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2564
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 ธันวาคม 2564
 
All Blogs
 
ชาติ ครุณา ::: บทที่ ๖ : ครุฑี


 


            ห้องพักรับรองแขกหนึ่งในจำนวนสองห้อง บนชั้นสองของบ้าน มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเท่ากับห้องของผู้อยู่อาศัยประจำ รวมถึงมีเครื่องเรือนมาตรฐานและของใช้ส่วนตัวบางส่วนของแขกประจำ จัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยฝีมือคนดูแลบ้านอย่างนางบุญเลื่อน

            หน้าต่างห้องของวรวิกเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา แม้ตกกลางดึกจะมีลมเย็นชวนหนาวสั่นโชยพัดเข้ามาเป็นระลอก หากแต่เจ้าของห้องก็ไม่คิดจะปิดกั้นตัวเองกับธรรมชาติภายนอกแต่อย่างใด เหนือสิ่งอื่นใดคือมักมีพวกนกสารพัดชนิดแวะเวียนบินร่อนเข้ามาเกาะลงตามโต๊ะ หรือตามเครื่องเรือนต่าง ๆ ที่เท้าเล็ก ๆ ของพวกมันจะสามารถยึดจับหรือยืนบนนั้นได้ ดูราวกับเหล่าวิหคต้องการที่จะชิดใกล้กับมนุษย์เพียงคนเดียวในห้องนี้เสียเหลือเกิน

            แสงสุดท้ายของยามเย็นลับหายไปจากฟากฟ้า ทว่าวรวิกยังคงอยู่ตามลำพังบนเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่ในห้องมืดสลัว บนหน้าตักของเขามีหนังสือปกแข็งเล่มหนาหนักเปิดกางเอาไว้ ในขณะที่ดวงตาของผู้ต้องการรับสารจากหน้ากระดาษอยู่ในลักษณะปรือจนเกือบปิด ดั่งการมองเห็นทีละนิดเป็นสิ่งซึ่งเจ้าตัวปฏิบัติมาอย่างยาวนานจนคุ้นชินไปเสียแล้ว

            หากไม่ฆ่าเวลาไปกับการจมจ่อมอยู่กับกองหนังสือ หรือแหล่งให้ความรู้ประเภทอื่น ชายหนุ่มก็มักจะนั่งหรือนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม ชนิดไม่กระดุกกระดิกตัวได้นานเป็นวัน อีกทั้งคู่คนงานชายหญิงสูงวัยประจำบ้านก็จะไม่เข้ามารบกวนหรือยุ่งวุ่นวาย เว้นแต่ช่วงขึ้นมาเรียกให้ลงไปรับประทานอาหารเท่านั้น มนุษยสัมพันธ์หรือสัมพันธภาพกับผู้อื่นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งไม่สำคัญ คงมีแต่เพียงเรื่องของกรุณาคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในห้วงคิดคำนึงใส่ใจ

            เขามีเหตุผลของเขา เหมือนอย่างที่ทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง..

            มือซึ่งประกอบไปด้วยนิ้วเรียวขาวทั้งสิบเตรียมจะขยับพับปิดหนังสือ หลังนั่งอ่านซึมซับความรู้แขนงหนึ่งมาอย่างยาวนาน เริ่มมาตั้งแต่ช่วงสายที่กรุณาออกจากบ้านไปกับเพื่อนทั้งสอง แม้นึกห่วงหาอาทรสักเพียงใด แต่วรวิกก็จำต้องควบคุมจิตใจ ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใช้ชีวิตอย่างเสรี มีอิสระที่จะทำทุกสิ่งตามแต่ใจต้องการ น้องสาวของเขาเปรียบเสมือนนกตัวเมียในนิทาน แม้มีปีกและขนอันแสนงดงาม ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถเหนี่ยวรั้งหรือบังคับเจ้านกตัวนั้นได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากตัวมันเอง

            วรวิกรู้ตัวดีว่า ตนไม่เคยเป็นพี่ชายคนโปรดที่น้องสาวให้ความสนิทสนมรักใคร่ แม้พยายามมากสักเพียงใด แต่ดูเหมือนกรุณาก็ยิ่งห่างไกลจากตนมากขึ้นทุกที สวนทางกับวาระเวลาบางอย่างที่จวนใกล้เข้ามาทุกขณะด้วยเช่นกัน

            บังเกิดเสียงแหลมเล็กหวีดดังจากด้านนอกหน้าต่าง ก่อนเงาของสัตว์ปีกขนาดเล็กตัวหนึ่งจะพุ่งวูบเข้ามาตกกระทบพื้นห้องเสียงดังกุกกัก มันเซถลาพลาดท่ากลิ้งไถลไปกับพื้นห้องสองสามทีคล้ายดั่งยั้งแรงไม่ทัน พอตั้งหลักลุกขึ้นมายืนสองขาได้ เจ้านกสีน้ำตาลไหม้ตัวจ้อยก็กางสองปีกออกกว้างพร้อมกับส่งเสียงลั่น

            “.. คู-ต๊ะ ..”

            สำเนียงหวีดร้องดังกล่าวทำให้วรวิกนิ่วหน้า แม้รับรู้ความและเข้าใจภาษาสัตว์ หากจำเป็นต้องเอ่ยถามซ้ำย้ำชัดให้แน่ใจ

            “เจ้าว่ายังไงนะ เห็นครุฑอย่างนั้นหรือ”

            นกตัวจ้อยมีอาการกระตุก ทำท่าเหมือนชะงัก ก่อนเริ่มต้นกรีดร้องคำใหม่รัวเร็วอย่างเอาเป็นเอาตาย

            “.. คู-ตี ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ..”

            “ครุฑี”

            วรวิกพึมพำแปลความหมายตามสำเนียงเสียงวิหค ก่อนรีบผุดลุกตรงไปยังหน้าต่าง ความมืดมิดแห่งยามราตรีครอบคลุมไปทั่วจนทำให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นเพียงเงาสลัวเลือนราง ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการค้นหาสิ่งต้องสงสัยสำหรับวรวิกแต่อย่างใด

            ดวงตาคู่ปิดพลันเบิกกว้าง เขาแหงนหน้าขึ้น พลางจ้องเขม็งไปยังทิศเบื้องสูง ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อยดุจกำลังเขม้นมองบางสิ่งบางอย่างที่มาปรากฏอยู่บนธารฟ้ากว้างให้แน่ใจ

            ท้องฟ้าในคืนเดือนมืดซึ่งอับแสงจันทรา แม้แต่ดวงดาราก็ยังอ่อนแสงมัวซัวจนยากแก่การมองเห็นสิ่งผิดปกติบนชั้นนภาได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ดวงตาคู่พิเศษของวรวิกก็ยังสามารถมองฝ่าทะลุความมืดอันสูงลิบลิ่วขึ้นไป เขาเห็นร่างของปักษาประหลาดตัวใหญ่ ปีกสีฟ้าแซมสลับระดับอ่อนเข้ม รวมถึงมีแพขนหางยาวกรุยกรายแลละม้ายคล้ายคลึงกับนกยูง กำลังบินร่อนอยู่เหนือบริเวณบ้าน กลมกลืนไปกับท้องฟ้ายามราตรี

            “กมลา..”

            เสี้ยววินาทีที่พี่ชายต่างสายเลือดของกรุณาเผลอหลุดอุทานออกมา ร่างของนกสีฟ้าก็พลันบินจากไปในทันที ราวกับมันล่วงรู้ได้ว่า มีสายตาของใครบางคนจับจ้องมองตรงมาที่มัน
ไม่ใช่ทุกอย่างที่วรวิกจะสามารถรู้เห็นล่วงหน้า โดยเฉพาะสิ่งอื่นซึ่งไม่ใช่ของโลกนี้ การได้มองเห็นนกจำแลงตัวสีฟ้าดังกล่าว ไม่ได้ทำให้เขาตื่นตระหนกตกใจเท่ากับการถูกเปิดเผยความลับ เรื่องสำคัญซึ่งควรมีบุคคลรู้เห็นกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น ทว่าบัดนี้ กลับมีพยานรู้เห็นเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหนึ่ง ซึ่งนับต่อแต่นี้ไป เรื่องวุ่นวายจะต้องบังเกิดขึ้นกับคนที่นี่ กับคนที่เขาพยายามปิดบังซุกซ่อนไว้อย่างแน่นอน

            -- เหตุใด นางกมลาถึงมาที่นี่ นางเห็นข้าและคงรู้แล้วว่า ข้ากำลังทำอะไร และนั่นย่อมหมายความว่า เจ้านั่นเองก็คงจะรู้แล้วด้วยเช่นกัน --

            วรวิกเดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้งอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางคล้ายคนหมดแรง สีหน้าระบายด้วยความวิตกกังวลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้ความจริงแล้วนั้น เขาไม่จำเป็นต้องหวาดหวั่นหรือกลัวเกรงในสิ่งใด ทว่าสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ก็อาจส่งผลทำให้ผลลัพธ์ปลายทางไม่ได้เป็นไปตามคาด

            ในนิทานที่ตนเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา นางนกครุณามีพี่ชายห้าตน หนึ่งในบรรดาพวกนั้น มีอยู่ตนหนึ่งซึ่งนางนกน้อยให้ความสนิทสนมชื่นชอบมากกว่าตนใด มันทั้งสุภาพ อ่อนโยนและอ่อนหวาน เข้าอกเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของพวกนกยักษ์เพศเมียยิ่งกว่าตนใด มันเก็บซ่อนความฉลาดกึ่งเจ้าเล่ห์เจ้ากลเอาไว้ ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่แลดูไม่เป็นพิษเป็นภัยของมัน

            มันเป็นนกยักษ์จากเผ่าตะวันตก เจ้านกหนุ่มตัวนั้นมีพี่สาวร่วมบิดามากถึงเจ็ดตน โดยที่มีนางกมลาเป็นพี่สาวคนโตลำดับแรกสุดของมัน !

            วรวิกนั่งในสภาพลืมตาค้าง ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับห้วงคิดคำนึงอยู่อย่างนั้น ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ว่าชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดในสิ่งใด เหมือนกับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปด้วยบรรยากาศสนุกสนานเบิกบานในที่ไกล ซึ่งวรวิกไม่อาจมองเห็นหรือรับรู้ได้เลยว่า น้องสาวคนสำคัญของตนกำลังทำอะไรอยู่ในเวลานี้
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
            พิธีกรชายจำเป็นบนเวทีชั่วคราว เริ่มต้นกล่าวเชิญชวนให้ทุกคนตั้งใจรับชมการแสดงจากหมู่คณะต่าง ๆ ที่ต่างจัดเตรียมกันไว้เป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ถ้อยสำนวนชวนติดตลกรวมถึงไหวพริบลูกล่อลูกชนต่าง ๆ นานาของผู้ดำเนินรายการอารมณ์ดี หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคลท่านนี้ สร้างบรรยากาศครื้นเครงเฮฮาให้แก่งานได้เป็นอันมาก

            กรุณาปรบมือร่วมไปด้วยกับทุกคนรอบข้าง นั่งหลบมุมอยู่ตรงโต๊ะหนึ่งที่ค่อนข้างห่างไกลจากเวทีและโต๊ะของเจ้าภาพ บรรดาคนแปลกหน้าที่ร่วมโต๊ะอยู่ด้วยนั้น ทั้งหมดเป็นครอบครัวของพนักงานบริษัทร่วมแผนกของพรกมล ซึ่งต่างขับรถมาไกลจากในกรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน ทุกคนกำลังอิ่มอร่อยกับอาหารและเครื่องดื่มมากมายซึ่งมีให้ดื่มกินไม่อั้น จากร้านรับจัดเลี้ยงและโต๊ะจีนชื่อดังที่มาให้บริการภายในค่ำคืนนี้

            แม้สายตามองไกลไปทางด้านหน้าเวที แต่หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่ลอบชำเลืองดูด้านข้างของผู้ชายคนหนึ่ง ผู้นั่งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณด้านหน้า เจ้าของใบหน้าอันหล่อเหลาที่กำลังแย้มยิ้มโอภาปราศรัย อยู่ข้างกายหญิงชราผู้งามสง่าในชุดผ้าไหมสีทอง ตัดเย็บเรียบหรูแลดูประณีตงดงามสมวัย

            แม้บอกตัวเองว่า ไม่ได้คิดหรือรู้สึกอะไร เพียงแค่ชื่นชมยินดีไปกับน้ำใจไมตรีที่ได้รับ แต่ถึงกระนั้น ความสนใจที่มีต่อเพื่อนใหม่เพศตรงข้ามกลับเป็นดั่งฝุ่นคลุ้งฟุ้งกระจายอยู่ในอก ส่งผลทำให้จิตใจเริ่มเกิดอาการไหวหวั่น นึกถึงตอนที่อีกฝ่ายกล่าวขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อด้วยท่าทางสุภาพ หลังพาตนขึ้นไปเที่ยวชมดูบนตัวอาคาร บ้านเรือนไทยเก่าแก่ซึ่งแวดล้อมไปด้วยเครื่องเรือน และข้าวของเครื่องใช้โบราณแปลกตามากมาย

            หญิงสาวไม่เคยมีความรัก ตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้น รับรู้เพียงความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและชาย แม้มีบางคนผ่านเข้ามาในบางช่วงจังหวะเวลา แสดงทีท่าเหมือนสนใจหรือต้องการอยากคบหาดูใจกัน ทว่าสุดท้าย ผู้ชายเหล่านั้นก็มักถอยห่างหรือถอนตัวไปภายในชั่วเวลาเพียงไม่นาน กรุณาผู้ซึ่งไม่เคยพานพบกับความรู้สึกรักใคร่ชอบพออย่างแท้จริงกับใคร จึงได้แต่ใช้ชีวิตเสมือนหนึ่งคนไม่ประสีประสาเรื่องความรักเรื่อยมา

            อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ในตอนแรกที่ถูกขอเบอร์โทรศัพท์ เธอจึงลังเลที่จะให้อีกฝ่ายเพราะเห็นเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ ยิ่งเคยรับรู้เรื่องกิตติศัพท์ความเจ้าชู้จากเพื่อนมาก่อนบ้างแล้วนั้น ก็ได้ทำให้จิตใจพานมีอคติต่อต้าน นึกหวาดระแวงไปก่อนล่วงหน้าเสียมากมาย

            สุดท้ายแล้ว ความอ่อนต่อโลกก็เป็นฝ่ายแพ้พ่าย ให้กับความจริงใจที่แสดงออกอย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติ ต่างฝ่ายต่างได้รับในสิ่งที่ตัวเองต้องการ กรุณาได้เที่ยมชมเรือนไทยหลังใหญ่ที่ตนหมายตา ในขณะที่ไชยยันต์ได้ช่องทางติดต่อเผื่อไว้สานสัมพันธ์ในอนาคตข้างหน้า

            หลังจบการพาเที่ยวชมสถานที่ ต่างคนต่างแยกย้าย กรุณากลับไปหาเพื่อนทั้งสอง ขณะที่ไชยยันต์เริ่มต้นเดินสายทักทายแขกเหรื่อผู้ทยอยมาร่วมงาน ทำหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเคียงคู่ไปกับคุณยายผู้เป็นที่รัก ควบคู่กับได้รับการแนะนำให้รู้จักกับสตรีหน้าใหม่วัยใกล้เคียงกันหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นลูกหลานคนรู้จักของมารดาและน้าสาวเกือบทั้งสิ้น

            ปฏิบัติการหาคู่ดูตัวเกิดขึ้นแล้ว และคงจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าเขาจะตกลงปลงใจกับใครสักคน

            ท่ามกลางเสียงดนตรีและแสงสีจากไฟประดับอันสว่างไสว ชายหนุ่มคอยลอบมองไปทางใครบางคนอยู่เป็นระยะ สลับกับวางท่าให้แลดูเป็นปกติสุข ไม่แสดงพิรุธอันใดออกมา

 
            การแสดงละครเวทีแนวตลกสั้น ๆ ประมาณสิบนาที ของกลุ่มพนักงานแผนกของพรกมลเพิ่งจบสิ้นลงไป เรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือเกรียวกราวไปทั่วงาน แม้แต่กรุณาเองก็ยังหัวเราะร่วนไปกับบทบาทนักแสดงนำ ด้วยเพื่อนสาวตัวกลมลงทุนแต่งหน้าฉูดฉาด ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดสีแดงแปร๊ด เพื่อล้อเลียนภาพลักษณ์สาวเซ็กซี่ที่วางแผนพิชิตใจผู้จัดการ รับบทบาทโดยพนักงานหนุ่มคนหนึ่งซึ่งคอยแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายซังกะตายชวนขบขันตลอดทั้งเรื่อง

            ระหว่างพักช่วงรอการแสดงชุดต่อไป มีคนเข้ามาแจ้งบางอย่างกับทางเจ้าภาพ ข่าวสารที่ได้ยินได้ฟังทำให้นางบุหลัน ผู้กำลังนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางบรรดาลูกหลาน ออกอาการแปลกใจเล็กน้อย ขณะปรายตามองไปทางกลุ่มคนคณะหนึ่ง ซึ่งทยอยพากันเดินออกมาจากทิศทางด้านหลังตัวคฤหาสน์

            เมื่อพ้นออกจากมุมอับ ดำเนินเข้าสู่แสงไฟ ทุกสายตาจึงได้เห็นภาพของบรรดาหญิงชายที่ต่างมีรูปร่างสะโอดสะอง สวมใส่เสื้อแขนยาวทรงกระบอกสีขาวแบบเรียบง่าย หน้าตาและผิวพรรณขาวกระจ่างแลดูคล้ายคลึงกลมกลืนซึ่งกันและกัน ในมือของแต่ละคนมีเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องเดี่ยวคนละชิ้น ประกอบกันเป็นวงเครื่องสายวงเล็กที่พร้อมบรรเลงบทเพลงภายในค่ำคืนนี้

            แม้ถูกพาไปอยู่ต่อหน้าเจ้าภาพหรือผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครสักคนในกลุ่มนั้นยกมือขึ้นไหว้สวัสดีทักทาย หรือทำความเคารพดังมารยาทอันพึงกระทำ ทุกคนต่างแสดงออกเพียงอาการค้อมศีรษะลงต่ำ โดยที่สายตาของพวกเขาต่างมองจับจ้องไปยังไชยยันต์เป็นจุดเดียวกัน สร้างบรรยากาศและความรู้สึกแปลก ๆ ให้เกิดแก่คนทั้งหมดอยู่ไม่น้อย

            ชายหนุ่มวัยปลายยี่สิบ ผู้เป็นหัวหน้าของคนทั้งหมดก้าวออกมาตรงหน้า พร้อมกล่าวถ้อยความบอกกล่าวเล่าแจ้งถึงความประสงค์ของพวกตน

            “พวกกระผมเป็นชาวบ้านฟากกระโน้น ได้ยินว่า วันนี้มีงานฉลองวันเกิดของคุณนาย เลยชักชวนสมัครพรรคพวกที่เคยเล่นดนตรีมาด้วยกัน กับบางส่วนจากโรงลิเก พากันลงเรือข้ามฟากมา อยากมาแสดงเพื่อเป็นการอวยพรและตอบแทนพระคุณที่คุณนายมักให้คนเอาข้าวของไปทำบุญ ไปแจกให้ได้กินได้ใช้กันอยู่บ่อย ๆ น่ะ ขอรับ”

            นางบุหลันได้รับฟังความแล้วถึงค่อยคลายจากความสงสัย ด้วยเห็นคล้อยไปกับเหตุผลที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างอิงมาทุกคำ เวลามีงานบุญจัดขึ้นแถววัดละแวกใกล้บ้าน หรือมีงานที่ต้องการรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค นางก็มักออกเงินส่วนตัวสั่งซื้อข้าวของมาเป็นจำนวนมาก แล้วสั่งให้พวกคนงานช่วยกันจัดแบ่งเป็นชุด ก่อนนำไปส่งมอบหรือแจกจ่ายเป็นลำดับต่อไป

            ปฏิบัติเช่นนี้มานานตามกำลังทรัพย์ที่มี ด้วยตระหนักดีถึงสัจธรรมความจริงข้อที่ว่า แม้ตายไปก็ไม่อาจนำสิ่งใดติดตัวไปด้วยได้ สู้แปรทรัพย์เป็นความสุขและความพึงพอใจ ทำในสิ่งที่ไม่เบียดเบียนหรือเดือดร้อนใคร ก็ช่วยทำให้มีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นและเป็นสุขได้ในทุกวัน

            หญิงชราตอบรับน้ำใจไมตรีจากชาวบ้าน เรียกลูกสาวคนรองเข้ามาสั่งความให้เป็นธุระช่วยจัดเตรียมเงินใส่ซอง เพื่อมอบเป็นสินน้ำใจให้แก่คนเหล่านี้หลังจบการแสดง เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ภายในงานพลันเงียบลงในบัดดล หลังชาวคณะนั่งพับเพียบลงกับพื้นเวทีและเริ่มต้นบรรเลงเพลงจังหวะช้า ทว่าเสียงดนตรีทั้งเจ็ดชิ้นซึ่งประกอบด้วยเครื่องดีดคือจะเข้ เครื่องเป่าคือขลุ่ยเพียงออ เครื่องสีได้แก่ ซออู้ ซอด้วง และเครื่องตีได้แก่ ฉิ่ง โทนมโหรีบรรเลงคู่กับรำมะนา ต่างเล่นเสียงสอดประสานกันอย่างลงตัว ดึงดูดความสนใจของคนทุกผู้ให้จดจ่อและเคลิบเคลิ้มไปกับความไพเราะเสนาะโสต

            ไชยปราการในร่างจำแลงแผลงกายเป็นมนุษย์เป่าลมจากปาก ไล่ระดับเสียงสูงต่ำประสานกับนิ้วมือขยับพลิ้วบนเลาขลุ่ย แสดงสีหน้าตั้งอกตั้งใจในการเล่นเครื่องดนตรีของพวกมนุษย์เป็นอันมาก เมื่อมองเห็นเป็นโอกาสอันดี ในค่ำคืนนี้ เขาจึงเกณฑ์พวกนาคบริวารที่มีฝีมือทางด้านดีดสีตีเป่า พากันเนรมิตร่างเป็นคนพร้อมขนเอาเครื่องดนตรีติดมาด้วย เพื่อจัดแสดงถวายให้แก่นาคอาวุโส หรือก็คือ ดวงจิตของชเยนทรนาคะในร่างของไชยยันต์ได้รับชม

            สำหรับไชยยันต์ ดนตรีบรรเลงเพลงโบราณฟังเพลินมากอยู่ก็จริง ทว่าในยามนี้ สิ่งที่เร้าความสนใจของเขามากกว่ากลับเป็นหญิงสาวหน้าแฉล้ม ผู้กำลังนั่งรับชมการแสดงอยู่ทางโต๊ะด้านหลัง เขานึกหาจังหวะอันเหมาะสมเพื่อปลีกตัวไปพูดคุยกับอีกฝ่ายอีกสักครั้ง แต่ยังไม่สบช่องว่างหรือหาโอกาสนั้นไม่ได้สักที

            เวลาผ่านไปร่วมสิบกว่านาที การแสดงของวงเครื่องสายก็จบลงท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราว ขณะนักดนตรีทุกคนทยอยลงจากเวที พวกเขาต่างหันหน้าไปทางไชยยันต์และค้อมศีรษะลงเล็กน้อยดุจต้องการแสดงความคารวะ ก่อนเดินเรียงแถวเป็นระเบียบตามหลังหัวหน้าคณะ ผู้เพิ่งกล่าวปฏิเสธเงินค่าตอบแทนหรือสินน้ำใจจากบุญธิดาตัวแทนฝ่ายเจ้าภาพ พากันเดินกลับไปลงเรือที่จอดลอยลำอยู่ตรงท่าน้ำ โดยไม่มีใครรับเอาน้ำหรืออาหารมาดื่มกินกันเลยสักคน

            มาอย่างเงียบ ๆ แล้วก็พากันจากไปเงียบ ๆ ปรากฏกายในคราบกลุ่มชาวบ้านลึกลับ แต่ก็ไม่ถึงกับไร้ร่องรอยเสียเลยทีเดียว
 

            บรรยากาศภายในงานกลับมาครื้นเครงเฮฮาอีกครั้ง พรกมลในชุดสีแดงที่ใส่เล่นละครกลับมาที่โต๊ะ ลงนั่งบนเก้าอี้ว่างด้านข้างกรุณา ก่อนเริ่มต้นตักอาหารใส่จานตัวเอง แสดงอาการหิวจัดอย่างเห็นได้ชัด

            “โฮ้ย เหนื่อยจัง ยังไงก็คอยดูละกัน แผนกฉันคว้ารางวัลแน่ เพราะนังเพียวคนนี้ทุ่มสุดตัว เป็นไง ละครฉันสนุกไหมล่ะ”

            ถ้อยคำท้ายสุดพูดยังไม่ทันจบดี ข้าวผัดสับปะรดคำโตก็ตักสวนเข้าปาก เพื่อนสาวตัวกลมทำตาเบิกกว้างให้กับรสชาติอาหารซึ่งอร่อยถูกปากเกินคาด

            “สนุกและก็ตลกมากด้วย ฉันหัวเราะไม่หยุดเลย แกเล่นดีมาก” กรุณาเอ่ยชมเชยเพื่อนอย่างจริงใจ

            “เนี่ย..แผนกยัยปลาที่กำลังจะแสดงต่อจากนี้ เขาจะร้องเพลงประสานเสียงกัน แต่ดูเหมือนคงจะจืดไปเลยล่ะ เล่นเจอวงดนตรีไทยขั้นเทพเล่นตัดหน้าก่อนแบบนี้ นี่ดีนะ ที่แผนกฉันได้คิวแสดงก่อน”

            กรุณาไม่พูดอะไร ได้แต่ยิ้มกับถ้อยวิจารณ์ดังกล่าว อย่าว่าแต่การแสดงของแผนกพรกมล ถ้าให้นับผลโหวตของคนทั้งงาน เธอเชื่อว่า วงเครื่องสายเมื่อสักครู่คงได้คะแนนชนะอย่างขาดลอย

            บนเวที นักดนตรีกำลังเล่นเพลงรักแนวลูกกรุงจังหวะช้า คลอประกอบเสียงร้องขับขานให้แก่คณะนักร้องจำเป็นชายหญิงจำนวนหกคน ผู้ยืนเรียงแถวหน้ากระดานและต่างทำงานสอดประสาน ด้วยการส่งเสียงขับร้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ปณิตายืนเด่นสุดอยู่ตรงกลาง ดวงหน้าสวยหวานในเวลานี้กำลังเฉิดฉายท่ามกลางแสงไฟอยู่อย่างเต็มที่

            “แหม เด่นเชียวนะ ยัยปลา แบบนี้ก็เข้าตากรรมการหมดน่ะสิยะ ไม่ได้นะคะ คุณเชน อย่ามองมันค่ะ หันมาทางนี้สิคะ โอมเพี้ยง เพียวนั่งอยู่นี่ค่ะ”

            พรกมลบ่นอุบทำนองอิจฉา พลางเล่นมุกตลกละเมอเพ้อหาชายในฝัน ซึ่งดูเหมือนคำภาวนาดังกล่าวจะเป็นจริงขึ้นมาในฉับพลัน เมื่อไชยยันต์ขยับเปลี่ยนอิริยาบถ ทำท่าเอี้ยวตัว หันมองมาทางสองเพื่อนสาวเข้าอย่างพอดิบพอดี

            “ว้าย กรี๊ด คุ่ม แกเห็นนั่นไหม คุณเชนเขาหันมามองฉันด้วยอ่า”

            ในขณะที่เพื่อนทำบิดม้วนตัวไปมาด้วยความเขินอาย หัวใจของกรุณาเต้นแรงขึ้นชั่วขณะอย่างไม่มีสาเหตุ เธอพยายามอ่านรูปการณ์ที่ได้เห็นให้เป็นอย่างอื่น คุณไชยยันต์อาจจะแค่บังเอิญหันหน้ามาทางนี้ อาจจะหันมามองดูพรกมลกับคนอื่น ๆ อีกมากมายที่มาร่วมงานก็เป็นได้

            -- ความสนใจของเขาไม่ได้มุ่งมาที่เธอหรอก อย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองเลยเชียว กรุณา.. --

 
            ข้างฝ่ายไชยยันต์ ผู้กำลังแสดงออกถึงอารมณ์แจ่มใสเบิกบานอยู่ข้างคุณยายของตน นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างพึงพอใจเมื่อได้หันไป แล้วมีโอกาสได้สบประสานสายตากับกรุณา ภายในค่ำคืนนี้ คงมีเพียงสตรีเดียวที่กุมความสนใจของตนไว้ได้มากกว่าคนใด และต่อให้ไม่มีโอกาสได้พูดคุยสานสัมพันธ์กันมากไปกว่านี้ เขาก็มีวิธีหรือช่องทางเตรียมเอาไว้เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว

            เขาไม่เคยมองหรือประเมินตัวเองเป็นผู้ชายประเภทเจ้าชู้ ตระหนักรู้เพียงแค่หากมีใครหรือสิ่งใดก็ตามที่ทำให้ตนเองสนใจ เขาก็จะตั้งเป้าหมายรวมถึงใช้ความพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งต้องประสงค์นั้น ๆ ช่วงเวลาหอมหวานคือตอนแรกพบ หมดรสชาติคือตอนจบความสัมพันธ์ ด้วยอุปนิสัยส่วนตัวคือเป็นคนเบื่อง่ายหน่ายเร็วแล้วด้วยนั้น ส่งผลทำให้ที่ผ่านมา เขาผ่านการคบหากับผู้หญิงมากหน้าหลายตา เพียงเพื่อแสวงหาใครสักคนที่ตนจะรู้สึกรักใคร่ชอบพออย่างแท้จริง

            หากจะว่าไป เขาก็คงมีนิสัยคล้ายคลึงกับงูตามอย่างที่พูดบอกกับอีกฝ่าย ต่อให้เปรียบเป็นนกที่อยู่บนฟ้า บินลิ่วลอยอยู่สูงสักแค่ไหน เขาก็จะติดตามอย่างไม่ยอมลดละ จนกว่าจะได้สมใจในสิ่งที่ต้องการ

 
            เวลาสองทุ่มกว่า นางบุหลันขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณแขกเหรื่อ โดยมีหลานชายรูปหล่อคอยอยู่เคียงข้างไม่ห่าง หลังจบคำพูดของเจ้าภาพหลัก เจ้าภาพร่วมอย่างไชยยันต์ก็เป็นฝ่ายกล่าวต่อจากผู้เป็นยาย น้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวานไปทั่วผ่านเครื่องขยายเสียงที่ติดตั้งไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางแววตาแสดงความปลาบปลื้มชื่นชมอย่างไม่ปิดบังของบรรดาสาวน้อยใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่กรุณาผู้ถูกโชคชะตาชักนำไปให้ได้มารู้จักกัน

            หลังจบการประกาศทีมผู้ชนะซึ่งได้รับรางวัลใหญ่ ผลปรากฏว่าการแสดงรำวงพื้นเมืองประกอบจังหวะ ซึ่งจับเอาพวกลูกหลานของพวกคนงานประจำที่นี่มาแต่งตัว จับคู่รำกันเป็นวงอย่างสนุกสนาน แม้ไม่ได้พร้อมเพรียงหรือสวยงามเท่าการแสดงชุดอื่น หากแต่ชนะใจท่านประธานใหญ่ผู้แสดงความชอบอกชอบใจ ถึงขนาดตบรางวัลเป็นทุนการศึกษาก้อนใหญ่ พร้อมมอบเงินพิเศษให้พวกเด็ก ๆ ไว้ซื้อของที่ตัวเองอยากได้โดยไม่ต้องรบกวนพ่อแม่กันถ้วนหน้า

            ไม่มีใครประท้วงผลการตัดสิน แม้ต่างลงทุนลงแรงช่วยกันแสดงกันอย่างสุดความสามารถ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างภายในค่ำคืนนี้ เริ่มต้นและจบลงด้วยความครื้นเครงสนุกสนาน เมื่อถึงเวลาอันสมควร แขกเหรื่อต่างทยอยพากันเดินทางกลับ รวมถึงกลุ่มของกรุณาที่ยังต้องใช้เวลาขับรถกลับกันอีกไกล

 
            “คุณคุ่มครับ”

            เสียงเรียกรั้งจากทางด้านหลัง ทำให้สามสาวผู้กำลังจะก้าวขึ้นรถต่างพากันชะงัก พรกมลกับปณิตาทำตาโตเหมือนไม่เชื่อสายตา ทั้งสองมองไปทางไชยยันต์ จากนั้นหันมองหน้ากัน แล้วเบนสายตาไปทางกรุณาเป็นคนสุดท้าย

            “คะ ค่ะ”

            หญิงสาวขานตอบติดตะกุกตะกัก ใจเต้นแรงผิดจังหวะขึ้นมาทันที เมื่อได้เห็นร่างสูงสง่ากำลังตรงเข้ามาใกล้ ไชยยันต์ปลดปล่อยแววตาและรอยยิ้มนุ่มนวลชวนฝัน หวังให้มันประทับติดอยู่ในความคิดคำนึงถึงของอีกฝ่าย

            “เดินทางกลับปลอดภัยกันนะครับ มืดแล้ว ถึงถนนจะโล่ง แต่คุณเพียวก็อย่าขับเร็วนะครับ มันอันตราย คุณปลาคอยดูคุณเพียวด้วยนะครับ ขอบคุณอีกครั้งที่มางานของคุณยายวันนี้ แล้วเจอกันที่บริษัทครับ”

            สองลูกน้องสาวตอบรับเสียงใส ก่อนถลาเข้าประกบติดชิดใกล้ทั้งซ้ายขวา ขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกก่อนแยกจาก ยกเว้นก็แต่กรุณาผู้ทำหน้าที่เป็นตากล้องให้แก่คนทั้งหมด

            “ผมขอถ่ายรูปคู่กับคุณคุ่มบ้าง ได้ไหมครับ”

            คำขอดังกล่าวมาพร้อมกับแววตาเป็นประกายแบบมีความหวัง ทว่ายังไม่ทันได้คิดปฏิเสธหรือตอบกลับ เธอก็ถูกเพื่อนผลักให้เข้าไปยืนคู่กับผู้แสดงความประสงค์เสียแล้ว

            ไชยยันต์ส่งเครื่องโทรศัพท์มือถือของตนให้ปณิตาช่วยทำหน้าที่เป็นผู้ถ่าย ในขณะที่พรกมลแยกเขี้ยวใส่กรุณา ทำสัญญาณมือยุกยิกแถวริมฝีปาก ประหนึ่งต้องการบังคับให้เพื่อนฉีกยิ้มกว้างออกมาให้ได้

            “ขออนุญาตนะครับ”

            ชายหนุ่มกล่าวอย่างสุภาพก่อนขยับเข้าไปยืนเคียงใกล้ ส่งยิ้มให้แก่กล้องด้วยแววตาเป็นประกาย หัวใจเกิดเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างนึกไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า เหตุใดถึงต้องตื่นเต้นหนักหนา เวลาที่เข้าใกล้อีกฝ่าย

            รู้สึกหวิวไหวแปลก ๆ ในอก คล้ายประกอบด้วยอารมณ์สุขสมปนเศร้า พลันรู้สึกหดหู่อยู่ลึก ๆ คล้ายคลื่นแห่งความเปลี่ยวเหงาแผ่กระจายไปถ้วนทั่วข้างใน ยามเมื่อถึงเวลาต้องกล่าวคำอำลา

            “แล้วพบกันใหม่นะครับ”

            เขากระซิบบอกเสียงเบา มองดูดวงหน้าผุดผ่องน่ารักดังกล่าวให้เต็มตาอีกครั้ง ก่อนปลีกตัวแยกจากไปทางอื่น เพื่อทำหน้าที่ส่งแขกตามมารยาทของเจ้าภาพที่ดีต่อไป ปล่อยให้สามสาวกลับขึ้นรถ ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดวุ่นวายกันอยู่ตามลำพัง

            “เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย แกไปรู้จักกับคุณเชนตอนไหน”

            ปณิตาหันมาคาดคั้นถามด้วยสีหน้าแปลกใจปนสงสัย ขณะกรุณามองเห็นประกายไฟแห่งความอิจฉาเต้นไหว ในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

            “อย่านะ คุ่ม แกห้ามแย่งแฟนฉันนะ”

            ส่วนพรกมลเองก็ไม่น้อยหน้า หันมาสำทับราวกับมองเห็นเพื่อนกลายเป็นศัตรูหัวใจอย่างจริงจัง

            “บ้าสิ ! ฉันไม่ได้คิดอะไร เพิ่งจะรู้จักกันก็วันนี้แหละ ตอนพวกแกซ้อมกันอยู่ไง ฉันออกมาหาเดินดูอะไรข้างนอกนี่ เขาคงสงสารมั้ง ก็เลยอาสาพาชมสถานที่แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไรหรอก”

            กรุณากล่าวปฏิเสธด้วยสีหน้าท่าทางที่พยายามแสดงให้แลดูเป็นปกติ แม้ความรู้สึกเห่อร้อนบนสองแก้มและตามใบหน้าจะยังไม่คลายหายไปก็ตามที

            คำว่า ‘ไม่มีอะไร’ มักให้ความหมายตรงกันข้ามเสมอในการรับรู้ของคนสนิท ดังนั้น แม้สองเพื่อนสาวจะทำหน้าตาประหนึ่งว่ารับรู้และเข้าใจ ทว่าความสงสัยในประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ย่อมยังคงขังเป็นตะกอนนอนก้นอยู่ในใจ รอวันพิสูจน์ให้แน่ชัดในกาลเบื้องหน้าอย่างแน่นอน

            ตาอินกับตานา ผู้นั่งเคียงคู่กันอยู่ตรงเบาะหน้า ลอบมองหน้ากันอย่างมีนัย ส่วนกรุณาผู้รับบทเป็นตาอยู่ผู้คว้าพุงปลาไปกิน ในเรื่องแต่งของบทสอนอ่านเรียนเขียนหนังสือไทยไปโดยปริยาย นั่งเบาะหลังชิดติดริมกระจก ก้มหน้าพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับพวงกล้วยไม้ที่ได้รับเป็นของขวัญจากใครบางคนในวันนี้
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++

 
 
            ท้องฟ้าในคืนเดือนมืดแลดูหม่นมัว แสงสลัวเพียงบางเบาของเหล่าดวงดาราที่สาดส่องลงมายังผืนโลกา ไม่ได้ทำให้สิ่งต่าง ๆ มองเห็นอย่างแจ่มชัดภายใต้ม่านหมอกแห่งราตรี บนชั้นดาดฟ้าอันแสนกว้างแห่งหนึ่งของยอดตึกสูงใหญ่ หญิงสาวนิรนามคนหนึ่งกำลังนั่งหมิ่นเหม่อยู่ในท่าแกว่งเท้า รับลมเล่นอยู่บนขอบปูนซึ่งสร้างเป็นรั้วกำแพงกางกั้นโดยรอบสี่ทิศ บนระดับความสูงที่จะทำให้ถึงแก่ความตาย หากพลาดพลั้งตกลงไปเบื้องล่างอย่างแน่นอน

            ดวงหน้าสวยประหลาดนั้นปราศจากอาการหวาดเสียวหรือหวาดกลัว เรือนผมยาวตรงสีดำอมน้ำเงินเข้มปลิวไสวไปตามแรงลม เฉกเช่นเดียวกับอาภรณ์คล้ายแถบผ้ายาวที่สวมพันปกปิดอยู่บนเรือนกาย ตามข้อแขนและข้อเท้าเต็มไปด้วยกำไลทองสวมคล้องเรียงเป็นชั้น ทั่วทั้งตัวคาดประดับด้วยเครื่องทองแกมเพชรนิลจินดาสูงค่า ตั้งแต่ส่วนศีรษะจดปลายเท้า

            ร่างลึกลับนั่งม้วนพันเส้นผมเล่น คล้ายฆ่าเวลาในการรอคอยบางสิ่งบางอย่าง กระทั่งดวงตาคู่คมวาวขึ้นคล้ายแสดงอาการสมใจ เมื่อมองเห็นเงาของนกสีฟ้าตัวหนึ่งโผลงมาจากฟากฟ้า ร่อนถลาลงมาทิ้งตัวเกาะลงตรงที่ว่างบนขอบปูนข้างกัน ด้วยกิริยาอาการนุ่มนวลปานประหนึ่งนกยูงร่อนปีกและแพขนหาง เยื้องย่างอย่างอ่อนช้อยงดงามยิ่ง

            เพียงชั่วพริบตา ภาพนกยักษ์สีฟ้าคล้ายนกยูงตัวใหญ่พลันเลือนหาย กลับกลายเป็นร่างของสตรีอีกคนในเครื่องแต่งกายคล้ายคลึงกัน ทว่าแลดูมีอาวุโสมากกว่าสตรีคนที่กำลังนั่งอยู่ก่อนแล้ว ร่างดังกล่าวปรากฏกายออกมาจากความว่างเปล่าของอากาศ ออกมาอยู่ในท่ายืนตัวตรง ประสานสองมือไว้ตรงหน้าท้องของตัวเอง ก่อนเผยอริมฝีปากเอ่ยเอื้อนกับคนตรงหน้า ด้วยแววตาและสีหน้าเรียบนิ่ง

            “วิกกาเวนอยู่ที่นี่จริง ข้าเห็นกับตา”
            “จริงรึ พี่กมลา แล้วครุณาเล่า เห็นนางที่นั่นด้วยรึไม่”
            “ไม่เห็น แต่ข้ามั่นใจว่านางต้องอยู่ด้วยแน่ มิเช่นนั้น วิกกาเวนคงไม่มีเหตุอันใดให้ต้องดั้นด้น ข้ามฟากจากโลกนั้นมายังโลกนี้”

            สตรีสองพี่น้องสนทนาโต้ตอบกัน นางกมลามองหน้าน้องสาวต่างมารดา ใช้สายตาพินิจมองรัศมีสีฟ้าบางเบาที่ทอจับอยู่รอบตัวของคนทั้งคู่ในยามนี้

            “หลงทางมาไกลเหลือเกิน เจ้าครุณา เป็นไปตามอย่างที่มาตุอิลลาคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด เรารีบกลับไปบอกอนุชาของเรากันดีกว่า ให้เขารีบรุดมา..ก่อนที่เผ่าเหนือจะโกงเอาสิ่งซึ่งควรเป็นของพวกเราไป”

            หญิงสาวผู้อยู่ในท่านั่ง กล่าวด้วยสีหน้าแสดงอารมณ์ขุ่นมัว เหมือนไม่พอใจในข้อเท็จจริงที่ได้ยินได้ฟัง

            “ใจเย็นก่อนเถิด จัมปาตี เราจำเป็นต้องจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ไว้รองรับการมาถึงของเขา”

            ฟังคำของพี่สาวแล้ว นางจัมปาตีจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ ยกแขนข้างหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยกำไลทองของมีค่าขึ้นสูงกลางอากาศ ยื่นออกไปทางพี่สาว

            “โชคดีที่โลกนี้ ทองเป็นของมีมูลค่าอยู่มากนัก ข้ายินดีสละเครื่องประดับเล็กน้อยเหล่านี้ เพื่อใช้มันแลกกับความสุขสบายของน้องชายข้า”
            “เจ้าผิดแล้ว ยังมีสิ่งอื่นที่พวกเรานำติดมา ซึ่งมีค่ามากกว่าหลายเท่านัก”
            “อันใดหรือ พี่กมลา”

            รอยยิ้มเยือกเย็นของนางกมลาผุดเผยขึ้นบนใบหน้า แม้สายลมแรงบนที่สูงกระพือพัดกระโชกผ่าน แต่ก็ไม่อาจทำให้ร่างที่ยืนสง่าอยู่บนขอบตึกนั้น เกิดอาการซวดเซหรือเสียหลักแต่อย่างใด

            นิ้วยาวเรียวของนางกมลายื่นออกมาตรงหน้า แตะถูกหลังมือของนางจัมปาตีที่กำลังยกชูค้างเอาไว้ ดวงหน้าสวยซึ้งกล่าวด้วยเสียงเนิบนาบต่อไป เรียกร้องบางสิ่งที่มีราคาค่างวดมากกว่านั้น

            “ขนเงามันอันแสนสวยของเจ้า จัมปาตี มนุษย์ในโลกนี้อยากได้ของหายาก ของเล็กน้อยด้อยค่าสำหรับพวกเรา แต่เป็นของที่พวกเขาหาจากที่ไหนไม่ได้ ต่อให้ต้องถอนมันออกมาด้วยเลือดและน้ำตา เจ้ากับข้าก็จำเป็นต้องทำ เพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้าของเผ่าตะวันตกของพวกเรา”

            ฟังความแล้ว ดวงเนตรสวยคมของนางวิหคจำแลงผู้น้องหรี่ลงเหมือนนึกชั่งใจ แขนซึ่งเต็มไปด้วยประกายแวววับวูบวาบของกำไลทองคำมากมายค่อย ๆ ลดลงกลับแนบข้างลำตัว จัมปาตีช้อนสายตาขึ้นมองพี่สาว มองสบประสานกับดวงตาคู่สวยซึ้ง ทว่ายากจะอ่านความรู้สึกออกนั้นได้

            ฉับพลันทันใด ร่างซึ่งนั่งหมิ่นเหม่ชวนหวาดเสียวอยู่แต่แรก พลันทิ้งตัวจากยอดตึกสูงลงสู่เวิ้งมรณะเบื้องล่าง สายลมแรงพัดเข้าแทรกแทนที่ความว่างเปล่าทันควัน ขณะดวงตาของนางกมลาผู้ยืนนิ่งอย่างสง่า ยังคงมองตรงไปข้างหน้าเสมือนหนึ่งไม่รู้สึกสมใด ๆ

            บังเกิดแรงลมสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นจากเบื้องล่าง พร้อมกับร่างอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนกตัวใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปเท่าหนึ่ง ร่างดังกล่าวสัณฐานช่วงลำตัวและทรวดทรงแลละม้ายคล้ายกับอิสตรี หากแต่มีส่วนหัวและขาเป็นรูปลักษณ์เหมือนดั่งวิหค ร่างดังกล่าวโผผินบินสูงขึ้นสู่ห้วงนภา ปีกขนาดใหญ่สองข้างซึ่งแผ่ขยายสยายออกบดบังดวงจันทรา ปกคลุมถ้วนทั่วด้วยขนสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกับเส้นเกศา ตอนอยู่ในร่างเนรมิตให้เห็นเป็นรูปมนุษย์

            นางครุฑีกรีดร้องเสียงแหลมบาดหู ขณะใช้จะงอยปากสีเหลืองสดของตน ดึงทึ้งเอาขนปีกออกจากกายา สำหรับพวกสัตว์ปีกแล้วไซร้ การทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการถูกแล่เนื้อเถือหนัง ซึ่งสร้างความเจ็บปวดมหาศาลให้ก่อเกิดอย่างสุดแสน ขนนกสีน้ำเงินเส้นยาวเท่าฝ่ามือจำนวนหนึ่งโปรยปลิวลงจากท้องนภา ทิ้งตัวลงสู่ฝ่ามือของนางกมลา ผู้ยื่นมือออกมาคอยรองรับอยู่ด้วยสีหน้าพึงพอใจ
 
            “ทำได้ดีมาก จัมปาตี ทำเพื่อทวิชชะกัตต์ เพื่อความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์ในอนาคต..ของผองเรา”
 
            กระแสธารวายุบนที่สูงได้หยุดพัด ลมสงัดชั่วขณะส่งผลทำให้ทุกสิ่งหยุดนิ่งไม่ติงไหว แม้แต่ร่างอมนุษย์ในตำนานหรือเรื่องเล่าขานดึกดำบรรพ์ ผู้ลดตัวบินต่ำลงมาสู่พื้นอาคารชั้นดาดฟ้าก็พลันมลายหายไป กลับกลายเป็นร่างของมนุษย์หญิงผมยาวสีน้ำเงินเข้มคนหนึ่ง ทรุดตัวลงนั่งคล้ายหมอบฟุบไปกับพื้นปูนขรุขระ พลางยกมืออันสั่นระริกของตนลูบลากไปมาแถวบริเวณหัวไหล่ เหนือบาดแผลสดใหม่ซึ่งมีโลหิตสีแดงไหลซึมออกมาเป็นทางอย่างช้า ๆ
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 31 ธันวาคม 2564
Last Update : 31 ธันวาคม 2564 18:51:52 น. 4 comments
Counter : 608 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**, คุณสองแผ่นดิน


 
สุขสันต์วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ครับ


โดย: **mp5** วันที่: 31 ธันวาคม 2564 เวลา:22:02:42 น.  

 


โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 31 ธันวาคม 2564 เวลา:23:23:28 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ คุณ mp5 และ คุณ สองแผ่นดิน นะคะ

ขอให้ทั้้งสองท่านมีความสุขสดชื่นรื่นเริงตลอดทั้งปีค่ะ


โดย: zionzany วันที่: 1 มกราคม 2565 เวลา:9:33:57 น.  

 
สวัสดี

ฉันเป็นมุสลิมและฉันขอเชิญผู้คนให้เรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม

โปรดดูบล็อกของฉัน 👇อธิบายด้วยรูปภาพและวิดีโอเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม

https://is1t.blogspot.com/2018/04/blog-post.html


ขอให้ชีวิตมีความสุขนะ....ขอบคุณค่ะ

........

❤ ประโยชน์บางประการของศาสนาอิสลาม 💙

💙 ประตูสู่สรวงสวรรค์ชั่วนิจนิรันดร

❤ การช่วยให้พ้นจากขุมนรก

💙 ความเกษมสำราญและความสันติภายในอย่างแท้จริง

❤ การให้อภัยต่อบาปที่ผ่านมาทั้งปวง

💙 สิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมในศาสนาอิสลาม

❤ านภาพของสตรีในศาสนาอิสลามเป็นอย่างไร?

💙 ครอบครัวในศาสนาอิสลาม

❤ ชาวมุสลิมปฏิบัติต่อผู้สูงอายุอย่างไร?

💙 ชาวมุสลิมมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเยซูอย่างไร?


https://is1t.blogspot.com/2018/04/blog-post.html

.........

❤️ ตัวอย่างพระดำรัสของพระศาสดามูหะหมัด 💙

🔴 {ยิ้มให้แก่พี่น้องของพวกเจ้าเป็นการทำบุญกุศล...}

🔵 {การกล่าวดีเป็นการทำบุญกุศล}

🔴 {ผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าและวันสิ้นโลก (วันพิพากษา) ควรกระทำความดีต่อเพื่อนบ้านของตนด้วย}

🔵 {จ่ายค่าแรงคนงานก่อนที่เหงื่อของเขาจะแห้ง}

.........

🔴"ความหมายของชีวิต"🎬👇

https://youtu.be/yPMpqfoiS4A

⚠️🔴⚠️🔵⚠️

🔴ถ้าเรามีความปรารถนาที่จะทราบว่าศาสนาใดเป็นศาสนาที่แท้จริงหรือจอมปลอมนั้น เราจงอย่านำอารมณ์ ความรู้สึก หรือประเพณีของเราเองมาตัดสิน เราควรนำเหตุผล สติปัญญาของเรามาใช้จะดีกว่า

⚠️ เว็บไซต์แห่งนี้ จะเป็นการตอบคำถามที่สำคัญบางเรื่องซึ่งมีผู้สนใจสอบถามมา ดังนี้:

1- พระคำภีร์กุรอานที่มาจากพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้นั้น นำมาเปิดเผยโดยพระองค์เองใช่หรือไม่?

2- พระมูหะหมัด คือพระศาสดาที่แท้จริง ที่ประทานมาโดยพระผู้เป็นเจ้าใช่หรือไม่?

3- ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงใช่หรือไม่? 👇

🔻หลักฐานบางประการที่บอกถึงความเป็นจริงของศาสนาอิสลาม 🔻

https://www.islam-guide.com/th


โดย: islam IP: 51.36.113.54 วันที่: 19 มกราคม 2565 เวลา:15:29:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.