! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2563
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
24 พฤศจิกายน 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 13 : รวมตัว


ขอบคุณภาพปกนิยายจาก คุณรัชต์สารินท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ





            เป็นเวลาหนึ่งเดือนเศษ หลังงานแต่งงานของสุชาญกับพิศมณี  อรุณสวัสดิ์ก็ได้ดำเนินการจัดงานแต่งงานครั้งที่สามของตนขึ้นในที่สุด  แม้ไม่ได้รวดเร็วตามอย่างที่เคยบอกกล่าวไว้กับพลอยแสงในทีแรก  ทว่าความสมบูรณ์พร้อมในทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ หรือแม้กระทั่งองค์ประกอบจิปาถะอื่น ๆ ต่างลงตัวสมบูรณ์ดี ไม่มีติดขัด ปราศจากเค้าลางแห่งวิบัติ หรือมีอุปสรรคใด ๆ มาขัดขวางโดยสิ้นเชิง

            บัตรเชิญร่วมงานแต่งเดินทางมาสู่มือของสุชาญในเย็นวันหนึ่ง ด้วยมือของว่าที่บ่าวสาว ผู้ควงคู่กันแวะมานำส่งและเรียนเชิญด้วยตัวเอง  ใบหน้าผ่องใสเปี่ยมด้วยความสุขสมหวังของคนทั้งสอง  ทำให้สุชาญพลอยรู้สึกยินดีร่วมไปด้วยจากใจจริง  เขาตอบรับคำเชื้อเชิญด้วยความเต็มใจ ตกปากรับคำกับอรุณสวัสดิ์และรุ่งทิวาว่า ตนจะเดินทางไปร่วมงานนี้อย่างแน่นอน

            งานดังกล่าวมีการประกอบพิธีการในช่วงเช้าที่บ้านของฝ่ายชาย ก่อนจะย้ายมาจัดงานเลี้ยงฉลองในช่วงเย็นที่สโมสรแห่งหนึ่ง  สุชาญวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าว่า ตนคงไปร่วมงานของเพื่อนเฉพาะในส่วนของงานเลี้ยง เพราะงานดังกล่าวจัดขึ้นตรงกับวันเสาร์ช่วงเย็น  ส่วนช่วงเช้าและบ่ายนั้น เขาตั้งใจจะใช้เวลาแวะไปเยี่ยมหาบิดาก่อน แล้วจึงค่อยเดินทางไปร่วมงานตามลำพัง

            บางที สุชาญก็ลืมไปว่า พิศมณีเองก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของตนไปเสียแล้ว  โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ที่พวกเขาต่างใช้เวลาด้วยกันนานเป็นพิเศษ  ภรรยาของเขาเริ่มคุ้นเคยกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของเขามากขึ้น ด้วยคอยติดสอยห้อยตามไปเล่นกับเพื่อนใหม่ในวันเสาร์ ซึ่งก็คือ กุ๊กไก่หลานสาวของตนเป็นหลัก  ส่วนวันอาทิตย์ สุชาญใช้เวลาอยู่กับพิศมณีทั้งวัน ทั้งรับหน้าที่เป็นคนพาอีกฝ่ายออกไปเดินเล่นที่สวนหย่อมซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลาง เลยมีโอกาสได้พบปะและทักทายทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมหมู่บ้าน ที่ต่างพากันออกมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลาย หรือวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในตอนเย็น

            ดังนั้น เมื่อถึงวันเสาร์ซึ่งเป็นวันสำคัญของอรุณสวัสดิ์เวียนมาถึง สุชาญจึงเตรียมที่จะออกจากบ้านตั้งแต่เช้า เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยง  ไม่ให้เกิดเหตุการณ์พิศมณีร้องตามอย่างที่เคยเป็นมา เขาเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนใส่ไปงาน แขวนไว้ในรถเรียบร้อย  ทว่าจังหวะที่รถกำลังเคลื่อนพ้นออกจากประตูรั้วนั้น  เขามองผ่านกระจกหลังเห็นใครบางคนวิ่งเท้าเปล่าเร็วรี่ออกมาจากตัวบ้าน โดยมีอีกสองคนที่เหลือร้องห้ามปราม เกิดเป็นเหตุการณ์เอะอะวุ่นวายอยู่ข้างหลัง นั่นทำให้เขาจำเป็นต้องจอดรถทันที

            “คุณพิศ ! วิ่งออกมาแบบนี้ อันตรายนะครับ รองเท้าก็ไม่ใส่”
            “ฮือ.. ชาญทิ้งพิศทำไม พิศจะไปด้วย อยากไปด้วย !”

            พิศมณีผู้ยังอยู่ในสภาพชุดนอน ทำหน้าตายู่ยี่อยู่ภายใต้เรือนผมอันยุ่งเหยิง ร้องเสียงดังเป็นการประท้วงอีกฝ่าย  หญิงสาวโถมตัวเข้ากอดสุชาญไว้แน่น ด้วยกลัวจะถูกทอดทิ้งให้อยู่กับบ้าน  แม้สมองจดจำวันเวลาตามปกติไม่ได้  แต่นาฬิการ่างกายกลับสามารถจดจำ และส่งสัญญาณเตือนให้รับรู้ได้ว่า วันนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ตามปกติแล้ว ตนจะต้องได้นั่งรถออกไปข้างนอกกับอีกฝ่าย

            ได้ไปยังอีกบ้านหนึ่ง ที่ซึ่งมีผู้ชายแก่เอาแต่นอนอยู่บนเตียง ได้ไปเล่นสนุกกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ผู้ชอบยิ้มและพูดคุยกับเธอทั้งวัน  ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลาตลอดทั้งสัปดาห์ เธอจึงไม่รบเร้าเซ้าซี้คนตรงหน้า เพราะจดจำได้ว่า เมื่อถึงเวลา เขาก็จะพาเธอไปที่นั่นเอง

            -- แล้วทำไมวันนี้ ชาญถึงไม่ยอมพาเธอไปด้วยล่ะ !? --

            พิศมณีตื่นลืมตาขึ้นมาทันที ตอนที่ได้ยินเสียงรถยนต์สตาร์ทเครื่อง อารามรีบร้อนโผเผลงจากเตียงเพื่อติดตามอีกฝ่าย เลยเกิดเป็นสภาพไม่น่าดูอย่างที่เห็น

            “คุณพิศครับ วันนี้ ผมต้องไปธุระ เลยพาคุณพิศไปด้วยไม่ได้นะครับ”

            สุชาญชี้แจงด้วยเหตุผล ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเช่นทุกครั้ง  นอกเหนือไปจากความสงสาร เขาเริ่มมีความรู้สึกแปลก ๆ ปั่นป่วนอยู่ในอกชอบกล ยามที่อีกฝ่ายเอาตัวเข้ามาแนบชิดสนิทใกล้

            “ไม่เอา พิศจะไปด้วย  ฮือ.. ชาญต้องให้พิศไปด้วย”

            คำขู่บังคับมาพร้อมกับน้ำหูน้ำตาที่ไหลพรากลงมาเป็นสาย  ด้วยเหตุนี้ สุชาญผู้จนมุมเพราะถูกทำให้รู้สึกจนใจ เลยจำต้องพาอีกฝ่ายกลับเข้าในบ้าน  เพราะสังเกตเห็นบ้านใกล้เรือนเคียงเริ่มพากันออกมาเมียงมองดูเหตุการณ์ ด้วยสายตาแสดงความอยากรู้อยากเห็นกันบ้างแล้ว

            นางเย็นจิตจัดการเลือกชุดเดรสออกงานตัวเก่า ซึ่งไม่ได้ใช้สวมใส่ตามเวลาปกติของพิศมณีออกมาจากในตู้เสื้อผ้า ทั้งเลือกเสื้อคลุมไหล่สีขาวผ้าลูกไม้ เพื่อช่วยปกปิดลำตัวช่วงบนให้แลดูสุภาพเรียบร้อยมากขึ้น จัดการประกอบกันขึ้นเป็นหนึ่งชุด ก่อนส่งให้แจ่มจรัสนำไปแขวนไว้คู่กันกับชุดของสุชาญในรถ  ส่วนเครื่องแต่งตัวนอกเหนือจากนี้ อาทิเช่น กระเป๋าถือ รองเท้าส้นสูง และเครื่องประดับต่าง ๆ  พี่เลี้ยงชราพิจารณาเห็นควรแล้วว่า คงไม่เหมาะกับคุณหนูของตนในเวลานี้ จึงไม่ได้จัดเตรียมควบคู่ไปถึงขนาดต้องใส่ให้ครบเครื่อง ตามแบบอย่างที่เคยสวมใส่ขนาดนั้น

            ถ้าไม่แผลงฤทธิ์หรือทำตัวดื้อดึงขึ้นมาให้ต้องปวดหัว  อย่างดีก็คงแค่ติดตามสามีเข้าไปนั่งในงาน แบบคนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับใครเขา  ทานอาหารนิดหน่อยแล้วก็คงพากันกลับ  แต่ที่สำคัญคือ ได้มีโอกาสพบปะกับครอบครัวของตัวเองอีกครั้ง  เพราะนางเย็นจิตรับรู้และมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า พวกคุณท่านจะต้องเดินทางมาร่วมงานนี้กันอย่างแน่นอน

            หญิงชรายกมือซึ่งห่อหุ้มด้วยเนื้อหนังอันเหี่ยวย่น โบกตอบกลับคุณหนูของตน ผู้ซึ่งหันมาโบกมือให้ตนกับแจ่มจรัสจากในรถตรงที่นั่งข้างคนขับ ด้วยสีหน้าท่าทางร่าเริงสดใส มีความสุขสมดั่งใจปรารถนา  ส่วนสุชาญหันมากล่าวขอบคุณผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งสอง ก่อนเคลื่อนรถพาตัวเองและภรรยาออกจากบ้านไป
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

 
            “น้าชาญ ให้หนูไปด้วยนะ หนูอยากไปงานแต่งงานอ่า~ นะคะ..นะ ให้หนูไปด้วย”
 
            ดูเหมือนว่า ไม่ใช่เพียงแค่ภรรยาเท่านั้นที่ร้องตาม เรื่องชวนปวดหัวแบบเดียวกันยังลามมาเกิดขึ้นที่อีกบ้าน เมื่อหลานสาวเกิดได้ยินว่า ตนจะเดินทางไปร่วมงานแต่งงานในตอนเย็น สาวน้อยก็งัดเอาสารพัดลูกอ้อนขึ้นมาวิงวอนร้องขอ เพื่อให้ตนได้มีโอกาสไปเห็นงานที่เขาจัดในสถานที่หรูหรา ตามประสาความคิดฝันของเด็ก เผื่อเอาไว้คุยโวโอ้อวดกับพวกเพื่อน ๆ ได้ไปอีกนานเลยทีเดียว

            ทั้งแม่และน้าชายต่างปฏิเสธเป็นเสียงเดียว  ถึงกระนั้น เด็กหญิงก็ไม่ยอมแพ้โดยง่าย  ตราบใดที่มีไม้ตายซึ่งสามารถดลบันดาลได้ทุกอย่าง นั่งปั้นดินน้ำมันเล่นอยู่ข้าง ๆ คงไม่ยากที่จะขอแรงใครอีกคนช่วยโน้มน้าวให้น้าชายเปลี่ยนใจ พาตนติดตามไปด้วยอีกคน

            “น้าพิศ หนูอยากไปงานแต่งงานด้วยค่ะ น้าพิศช่วยขอน้าชาญให้หน่อยสิคะ”

            กุ๊กไก่ลงทุนออดอ้อนน้าสะใภ้ ถึงขนาดกระเถิบตัวเข้าใกล้ กระซิบพลางกะพริบตาปริบปรอย ทำหน้าตาละห้อยชวนให้น่าสงสารเต็มที่

            “ไปไหน”

            พิศมณีหยุดมือจากของเล่นชั่วขณะ หันมาตอบสนองต่อคนที่กำลังพูดอยู่กับตน

            “งานแต่งไงคะ ที่น้าชาญกับน้าพิศจะไปเย็นนี้ไง หนูอยากไปด้วย”
            “อยากไปเหรอ”
            “อื้อ หนูอยากไป น้าพิศบอกน้าชาญ ให้พาหนูไปด้วยนะคะ”
            “ไปสิ ไปด้วยกัน”

            เด็กหญิงนั่งตัวเกร็ง ออกอาการลุ้นอย่างหนัก จังหวะที่ความหวังเดียวของตนหันไปบอกกล่าวความประสงค์กับเป้าหมาย  ในทีแรก เธอเห็นน้าชายตอบปฏิเสธหนักแน่น ก่อนท่าทีจะพลันอ่อนลงทันตา เมื่อเห็นว่าน้าสะใภ้ทำหน้างอ อยู่ในท่าเตรียมพร้อมจะออกฤทธิ์ออกเดชด้วยถูกขัดใจ

            สุชาญจำต้องเอ่ยปากอนุญาต เนื่องจากเห็นแก่บิดาที่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียง ไม่อยากให้ท่านต้องสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมา เพียงเพราะมีใครบางคนส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย  หลังเอ่ยปากสัญญาเป็นมั่นเหมาะแล้วว่า จะไม่ทำตัวดื้อรั้นหรือซุกซน  กุ๊กไก่ก็วิ่งตึงตังขึ้นบันไดไปยังห้องชั้นบน เปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อค้นหาชุดกระโปรงที่คิดว่าสวยที่สุดแล้วของตน ออกมาเตรียมพร้อมไว้ทันที

            สุรีย์ส่ายหน้าให้กับความทะเล้นล้นของลูกสาว หันไปถามน้องชาย เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

            “เออ ชาญ ต้องแต่งหน้า ทำผมให้คุณพิศด้วยไหม  งานใหญ่ทั้งที ไปทั้งหน้าสดแบบนี้ พี่ว่า..มันก็ออกจะดูแปลก ๆ อยู่นะ”

            “นั่นสิ แล้วผมควรทำอย่างไรดีล่ะ พี่มีเครื่องสำอางนี่ เอามาแต่งให้คุณพิศหน่อยสิ”

            “ได้ที่ไหนล่ะ ชาญ อย่างดีพี่ก็มีแค่แป้งตลับหนึ่งกับลิปแท่งหนึ่ง เอาไว้ทาไม่ให้หน้ามันดูซีดแค่นั้นเอง  เอาแบบนี้ดีกว่า เดี๋ยวพี่ไปเรียกเจ๊ยุ้ย ร้านเสริมสวยตรงหน้าปากซอย จ้างเขามาแต่งให้ น่าจะดีกว่า”

            สองพี่น้องเห็นดีเห็นงามด้วยกับทางออกที่น่าจะลงตัวที่สุด  สุรีย์จึงออกจากบ้านไปครู่ใหญ่ ก่อนกลับเข้ามาอีกทีพร้อมกับผู้หญิงวัยกลางคนตัวเล็กผิวคล้ำ ผู้หอบหิ้วกล่องใหญ่ใส่เครื่องสำอางสารพัน พร้อมอุปกรณ์ทำผมมาด้วย  พอได้เห็นเป้าหมายที่ต้องให้บริการ เจ้าของร้านเสริมสวยประจำชุมชนแห่งนั้นก็ถึงกับร้องอุทานออกมาอย่างชอบอกชอบใจ

            “แม่เจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ย นั่นคนหรือตุ๊กตากันล่ะนั่น  ผิวก็ค้าว~ขาว หน้า~เน้อได้รูป ตาหูจมูกปากสวยไปหมด แบบนี้คงไม่ต้องแต่งอะไรมากหรอก เครื่องหน้าดีอยู่แล้ว”
            “แหม เจ๊ก็พูดซะโอเวอร์เชียว ลงมือเลยเถอะ เดี๋ยวเขาไปงานสายกัน”

            สุรีย์พูดตัดบท ด้วยรับรู้ถึงนิสัยช่างจ้อของอีกฝ่าย  ขณะสุชาญจูงมือพิศมณีให้มานั่งลงบนเก้าอี้พับกลางบ้าน และต้องยืนเป็นเพื่อนอยู่ด้วย ตลอดช่วงเวลาแห่งการเนรมิตความสวยความงาม  เพราะภรรยาของเขามีอาการกลอกตามองคนโน้นคนนี้ไปมา ทั้งเขม้นมองจ้องหน้าช่างเสริมสวยเขม็ง เหมือนไม่พอใจที่คนแปลกหน้าเข้ามายุ่งวุ่นวายกับตน

            ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ทั้งทรงผมและใบหน้าก็ได้รับการตกแต่งเรียบร้อย  เจ๊ยุ้ยจัดการใช้เครื่องหนีบผมไฟฟ้า ม้วนปลายผมของลูกค้าให้เป็นลอนคลื่นเล็ก ๆ แต่พองาม ก่อนรวบมัดเก็บครึ่งศีรษะ ปล่อยปอยผมด้านหน้าระเรี่ยเคลียสองแก้ม แลดูเข้ากันเป็นอย่างดีกับใบหน้า ซึ่งบรรจงแต่งแต้มออกไปทางโทนชมพูหวาน

            ผลงานออกมาเป็นที่น่าประทับใจ  โดยเฉพาะเมื่อผลัดเปลี่ยนเป็นชุดที่นางเย็นจิตจัดมาให้  จากหญิงสาวสติไม่ดี บัดนี้กลายร่างเป็นผู้หญิงที่สวยน่ารักมากคนหนึ่ง  สุชาญถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชนิดหุบไม่ลง  เพราะตามปกติในสายตาของเขามองว่า พิศมณีเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามตามธรรมชาติอยู่แล้ว ยิ่งถูกแต่งเติมให้สวยเด่นขึ้นไปอีก เลยพลอยทำให้หัวใจของคนมอง เต้นแรงกว่าปกติไปโดยปริยาย

            แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น  เพราะเอาแต่ยืนแหงนหน้าตรงจุดรับลมเย็นตกกระทบใบหน้า รองรับความฉ่ำเย็นจากเครื่องปรับอากาศใหม่เอี่ยม ที่สุชาญสั่งซื้อและให้ช่างมาติดตั้งที่บ้าน เพื่อบิดาจะได้ไม่ต้องทนนอนร้อน ๆ มีแค่พัดลมเป่าเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา  ส่วนนายสุธนผู้ตื่นขึ้นมานั่งมองดูกิจกรรมทั้งหมดภายในบ้าน ได้แต่อมยิ้มและมองดูลูกหลานของตน ด้วยสายตาอ่อนโยนรักใคร่

            “ตกลงกันก่อนนะ คุณพิศ กุ๊กไก่ ถ้าดื้อหรือพูดไม่ฟัง กลับบ้านทันทีเลยนะ เข้าใจไหมครับ”

            สุชาญพูดกับผู้หญิงสองวัย ทว่ามีระดับสติปัญญาและความเข้าใจใกล้เคียงกัน

            “เข้าใจค่า” 

            มีเพียงเด็กหญิงตอบเสียงดังฟังชัดทั้งยิ้มร่าหน้าบาน  ขณะที่อีกคนไม่ได้ตอบกลับ เพราะมัวแต่หันมองไปทางอื่น  ทำให้สุชาญต้องถอนหายใจออกมาเบา ๆ

            “กุ๊กไก่ เราต้องช่วยน้าดูน้าพิศด้วยนะ ถ้าน้าพิศร้องหรือทำอะไรแปลก ๆ ขึ้นมา พวกเราก็ต้องกลับเลยเหมือนกัน เพราะให้อยู่งอแงที่นั่นไม่ได้ รบกวนคนอื่นเขา”
            “โอเคค่า”

            นาทีนี้ กุ๊กไก่ตกปากรับคำยอมทำทุกอย่าง ขอแค่ให้ได้ไปงานแต่งงานกับน้าชายและน้าสะใภ้  ก่อนออกจากบ้าน สุรีย์ผู้นึกอยากเก็บภาพแห่งช่วงเวลาประทับใจ จึงขอให้ทุกคนถ่ายรูปร่วมกันเก็บไว้เป็นที่ระลึก  สุชาญจึงส่งโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่ได้รับจากไพฑูรย์ รบกวนให้เจ๊ยุ้ยเป็นคนช่วยถ่ายรูปครอบครัว โดยมีบิดาผู้นั่งอยู่บนเตียงเป็นจุดศูนย์กลาง รายล้อมด้วยลูกหลานขนาบข้าง บรรยากาศภายในบ้านอบอุ่นด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ในแบบที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

            ไม่มีใครพูดถึงกุสุมาอีก  เพราะทุกคนต่างรับรู้และเข้าใจว่า อดีตเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้น ปัจจุบันย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจและปล่อยให้เรื่องราวในอดีตผันผ่าน  เฉกเช่นเดียวกับเรื่องของสมาชิกคนใหม่ของบ้าน ผู้ซึ่งทั้งน่าสงสารและน่าหมั่นไส้ในตอนแรก  แต่เวลานี้ก็ได้กลายมาเป็นขวัญใจของบ้านชำนะโชค ในท้ายที่สุด

            กุ๊กไก่เปิดประตูด้านหลังรถคันสีน้ำเงินสวย ก้าวขึ้นไปนั่งเบาะหลังด้วยตัวเองอย่างเริงร่า หยิบเอาหมอนอิงรูปตุ๊กตาขึ้นมากอดไว้ ขณะมองดูน้าชายของตนจัดแจงคาดเข็มขัดให้น้าสะใภ้ผู้นั่งตรงเบาะหน้า ด้วยสีหน้าท่าทางอ่อนโยนเหมือนเช่นทุกที
           
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

 
            “ชาญ ! ดีใจที่มานะ เพื่อน”
 
            อรุณสวัสดิ์ในมาดเจ้าบ่าวชุดขาวหล่อหรู ยืนต้อนรับแขกเคียงคู่กับรุ่งทิวา เจ้าสาวผู้สวยเป็นพิเศษในชุดขาวบริสุทธิ์อันแสนงดงาม อยู่ตรงบริเวณด้านหน้าสโมสรแห่งหนึ่งซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงาน  เจ้าบ่าวโผเข้ากอดทักทายเพื่อนคนสำคัญของตน แสดงออกถึงความยินดีปรีดาและความสุขสดชื่นเป็นอันมาก

            “ต้องมาสิ ยินดีด้วยนะ รุณ  ยินดีด้วยนะครับ คุณรุ่ง ขอให้มีความสุขมาก ๆ ครับ”
            “ขอบคุณมาก เพื่อน”
            “ขอบคุณมากค่ะ คุณชาญ ดีใจที่มานะคะ”

            สุชาญแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวจากใจจริง  ก่อนหันไปพนมมือไหว้สวัสดีบิดามารดาของทั้งสองฝ่าย ผู้ร่วมยืนทำหน้าที่ต้อนรับและอำนวยความสะดวก ให้แก่บรรดาแขกเหรื่อที่ทยอยมาร่วมงาน  ด้านหลังของเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นฉากถ่ายรูป ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นซุ้มดอกไม้ประกอบภาพพื้นหลังที่มีตัวอักษรประดิษฐ์ A&R ย่อมาจากของชื่อคู่บ่าวสาวขนาดใหญ่ อีกทั้งมีทีมช่างภาพคอยจัดแสงและบันทึกภาพอย่างครบวงจรอีกด้วย  ทุกใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใส สมกับบรรยากาศงานแต่งอันแสนชื่นมื่นรื่นเริง

            “มา.. เพื่อน ถ่ายรูปกันหน่อย เป็นที่ระ...”

            ประโยคสุดท้ายของอรุณสวัสดิ์ขาดหาย  เมื่อไพล่มองไปเห็นใครบางคนที่โผล่มาปรากฏกายทางด้านหลังของสุชาญ  บุคคลดังกล่าวสร้างความอัศจรรย์ใจปนตื่นตะลึง รวมถึงมีผลกระทบต่อใครหลายคนในที่แห่งนั้น ราวหยาดหยดที่ตกกระทบผิวน้ำ ก่อเกิดเป็นปฏิกิริยากระเพื่อมไหวเป็นวงกว้าง

            “นั่น พิศมณีหรือ ! ชาญ นายพาพิศมณีมาด้วยเหรอ !”

            อาการตื่นเต้นตกใจของเพื่อน ทำให้สุชาญใจเสียเพราะไพล่คิดไปว่า เพื่อนคงเกิดความกังวล เกรงกลัวภรรยาของเขาจะมาก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย พลอยทำให้งานปั่นป่วนจนเสียบรรยากาศอันดี

            “ขอโทษนะ พอดีคุณพิศร้องตามมาด้วย ฉันก็เลย..”
            “ไม่เลย ๆ นี่ดีมากเลย ชาญ เป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดเลย เพื่อน !”

            พิศมณีเดินหน้านิ่ง เข้ามาหยุดยืนข้างสุชาญ โดยมีกุ๊กไก่เป็นคนจูงมือพาเดินเข้ามา สาเหตุที่ทั้งคู่เข้างานตามมาทีหลัง เพราะหญิงสาวมัวแต่หยุดสนใจยืนดูฝูงปลาคาร์ฟ ในสระน้ำขนาดเล็กด้านหน้าสโมสร  สุชาญจึงเป็นฝ่ายล่วงหน้าเข้ามาทักทายเพื่อนก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

            อรุณสวัสดิ์กล่าวทักทายลูกพี่ลูกน้องสาวของตน ทว่าพิศมณีไม่ตอบรับแต่อย่างใด มือข้างหนึ่งของหญิงสาวเอื้อมมาจับมือของสุชาญไว้แน่น ดั่งต้องการที่พึ่งท่ามกลางผู้คนและสถานที่แปลกตา  แต่ถึงแม้พิศมณีจะไม่แสดงทีท่าอะไร ทว่าคู่บ่าวสาวก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีเป็นล้นพ้น ที่ได้ต้อนรับเหล่าบุคคลผู้ซึ่งช่วยคลี่คลายอาถรรพ์คำสาป จนทำให้งานวิวาห์ของพวกตนเกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จในวันนี้

            นับเป็นแขกคู่แรกและคู่เดียว ที่ทางเจ้าภาพต้องย้ายตัวเองมาถ่ายรูปร่วมเฟรมด้วย เพราะพิศมณีไม่ยอมขยับก้าวเข้าไปตรงหน้าฉาก  มันเป็นการถ่ายภาพหมู่ที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของสุชาญ  เพราะไม่เพียงแค่คู่บ่าวสาวและพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย  แต่ดูเหมือนบรรดาญาติคนอื่น ๆ พวกที่ถือนามสกุลอัญวณิชย์ซึ่งเดินทางมาร่วมงาน พอได้เห็นพิศมณีปรากฏตัวขึ้น ณ ที่แห่งนั้น พวกเขาจึงไปตามกันมาเพราะต้องการทักทาย และมีส่วนร่วมถ่ายรูปคู่กับทั้งสองคนด้วยเช่นกัน

            สุชาญจำเป็นต้องจูงภรรยาแยกออกมาอีกทางด้านหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผองญาติได้ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานเต็มที่  คงมีเพียงสาวน้อยกุ๊กไก่ ผู้ยืนเป็นดาวเด่นตรงกลาง ยืนฉีกยิ้มแฉ่งให้กล้องอย่างไร้เดียงสา โดยไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอันใดกับใครเขา  บรรยากาศยิ่งทวีความรื่นเริงบันเทิงใจมากยิ่งขึ้นไปอีก  เมื่อประจวบเหมาะกับจังหวะที่คุณอุดมชัยและครอบครัว เพิ่งเดินทางมาถึงในช่วงเวลานั้นพอดี
 
            “พี่พิศ พี่ชาญ”

            คนแรกที่รีบเดินนำหน้า แยกจากสมาชิกครอบครัวคนอื่น ตรงเข้ามาหากลุ่มของสุชาญคือ ไพฑูรย์  เขายกมือขึ้นไหว้และเพื่อเป็นการรับไหว้จากญาติคนอื่น ๆ ในคราวเดียวกัน  กล่าวทักทายพี่เขยและพี่สาวของตน  ทั้งยิ้มและยกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กหญิงผู้ยืนตรงหน้าของคนทั้งสอง ด้วยสีหน้าท่าทางแสดงความเอ็นดูอย่างไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ

            ขณะเดียวกัน กุ๊กไก่เงยหน้าขึ้นมองผู้ชายผิวขาวจัด ใบหน้าหล่อเหลานั้นมีเค้าหน้าคล้ายกันกับน้าสะใภ้ ด้วยสายตาแสดงความปลาบปลื้มกึ่งชื่นชม

            “ไม่รู้ว่า พี่ชาญจะมางานนี้ด้วย ไม่อย่างนั้น ผมจะได้เลือกมากับพวกพี่ดีกว่า นั่งมาในรถ รำคาญยัยพลอยจะแย่ เอาแต่พูดเรื่องตัวเองไม่หยุดปากเลย”

            ไพฑูรย์พูดพลางแทรกตัวเข้าไปยืนฉีกยิ้ม ตรงกลางระหว่างพี่สาวและพี่เขย เปิดโอกาสให้ทีมงานช่างภาพซึ่งบัดนี้แยกเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มหนึ่งทำการเก็บภาพตัวเขาและครอบครัวพี่สาวอย่างเต็มที่  ส่วนอีกกลุ่มทำหน้าที่ถ่ายภาพฝั่งเจ้าภาพ ซึ่งกำลังต้อนรับขับสู้พ่อแม่และน้องสาวของเขาอยู่อีกฟาก

            “คุณพิศร้องตามครับ เลยต้องพามาด้วย กะว่าเห็นท่าไม่ดี ค่อยพากลับครับ”
            “ดีแล้วครับ พาออกมาข้างนอกบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศ ได้เห็นโลก เห็นสังคมกับเขาบ้าง  ว่าแต่..คิวถ่ายรูปยาวเฟื้อยเลยนะครับ ดังใหญ่แล้ว พี่ชาญ”
            “ไม่ใช่ผมหรอกครับ พวกเขาอยากถ่ายรูปกับคุณพิศมากกว่า”

            สุชาญพูดพลางหัวเราะ ผินหน้าไปทางภรรยาของตน เลยพลอยทำให้พิศมณีผู้กำลังจ้องมองอยู่ เผยอยิ้มตามเขาไปด้วยอย่างไร้เดียงสา

            “คุณฑูรย์ไม่ไปถ่ายรูปกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว ตรงโน้นก่อนหรือครับ”
            “ไม่จำเป็นหรอกครับ ถ้าเขาอยากได้รูปผม เขาก็ต้องมาหาผมเอง  เรารอตรงนี้แหละ เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่ท่าน อย่างไรก็ต้องเดินมาหาพี่พิศอยู่ดี”

            น้องชายของพิศมณีพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส  ในถ้อยคำที่ฟังผ่าน ๆ เหมือนไม่มีอะไรนั้น แฝงไว้ด้วยนัยยะบางอย่างที่สุชาญไม่อาจเข้าใจหรือล่วงรู้ได้  ไพฑูรย์ในชุดกั๊กสูทสีฟ้าขยับเปลี่ยนที่ คราวนี้ ทรุดตัวลงมานั่งคุกเข่าข้างเด็กหญิงในชุดกระโปรงสีขาวพิมพ์ลายดอกไม้ ก่อนพูดคุยผูกมิตรด้วยสีหน้าท่าทางเป็นกันเอง   
 
            “สวัสดีครับ พี่ชื่อฑูรย์ เป็นน้องชายของพี่ผู้หญิงคนนี้นะครับ หนูเรียกเธอว่ายังไงครับ พี่จะได้เรียกตามได้ถูก”  

            เขาชี้มือไปทางพี่สาวของตัวเอง ผู้ยืนอยู่ทางด้านหลัง

            “อ๋อ เรียกน้าพิศค่ะ หนูชื่อกุ๊กไก่ เป็นหลานของน้าชาญค่ะ” 

            เด็กหญิงตอบด้วยท่าทางเอียงอาย เมื่อมีผู้ใหญ่ที่ทำตัวเหมือนกับเป็นเจ้าชายในการ์ตูน เข้ามาพูดคุยโอภาปราศรัยด้วย

            “งั้นก็ไม่ใช่พี่แล้วล่ะ ต้องเป็นน้าฑูรย์สินะ  กุ๊กไก่ครับ แล้วน้าชาญของหนู ดูแลน้าพิศดีไหมครับ”

            ไพฑูรย์ถามด้วยน้ำเสียงรื่นเริง สร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนต่างวัย ทั้งถือโอกาสเก็บข้อมูลไปด้วยในตัว

            “ดีค่ะ น้าชาญพาน้าพิศมาเยี่ยมตาที่บ้านทุกอาทิตย์  เวลากินข้าวก็ป้อนให้น้าพิศทุกครั้งเลยค่ะ เพราะน้าพิศไม่ชอบกินเอง  เวลาเข้าห้องน้ำก็ต้องไปยืนเฝ้าด้วย เพราะน้าพิศไม่ล็อกประตูและกลัวแมลงสาบค่ะ”

            คำตอบซื่อใสของเด็กน้อย ทำให้ผู้ถามส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน  ในขณะที่ผู้ถูกพาดพิงยืนหน้าแดงเล็กน้อย ด้วยยืนอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก ที่ไม่สมควรได้ยินได้ฟังเรื่องแบบนี้ไปด้วย

            “แล้วหนูชอบน้าพิศไหมครับ”
            “ชอบค่ะ แต่ตอนแรกไม่ชอบ เพราะน้าพิศแย่งของที่หนูจะเอาไปให้เพื่อน  แต่แม่ก็บอกว่า อย่าโกรธน้าพิศ เพราะน้าเขาไม่สบาย เขาไม่รู้เรื่องหรอก คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด เราต้องรู้จักการให้อภัยค่ะ”

            ไพฑูรย์ยิ้มอย่างชอบใจในถ้อยความเหล่านั้น  เขายกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กหญิงอีกครั้ง พลางกล่าวชมเชย

            “หนูเป็นเด็กฉลาด และคุณแม่ของหนู สอนลูกได้ดีมาก ๆ เลย”

 
            จังหวะนั้น อุดมชัยและภรรยาพากันเดินมาสมทบกับลูกชาย  ดวงตาของสองสามีภรรยาต่างเบิกกว้างขึ้น เมื่อมองเห็นลูกสาวคนโตของพวกตนมาปรากฏกายอยู่ด้วย ณ ที่แห่งนี้  พิศมณีตรงหน้าแลดูเหมือนกับคนเก่าผู้แสนเฉิดฉายทุกอย่าง  แตกต่างไปเพียงแค่สีหน้าและแววตาที่ไม่เหมือนคนเดิมเท่านั้นเอง

            สุชาญยกมือขึ้นพนมไหว้พ่อตาแม่ยายของตน พลางก้มหน้าลงบอกหลานสาวให้ทำตาม  กุ๊กไก่กระพุ่มมือขึ้นไหว้ผู้ใหญ่อย่างอ่อนช้อยสวยงาม ผิดกับพิศมณีที่ยังคงยืนเกาะแขนสุชาญนิ่งเฉย ไม่ยอมทำตามที่สามีของตนบอกกล่าว  จนชายหนุ่มต้องกระซิบบอกอีกครั้ง

            “คุณพิศครับ ไหว้คุณพ่อ คุณแม่สิครับ”
            “ไม่เอา”
            “เราคุยกันแล้วนะ ถ้าดื้อแบบนี้ กลับบ้านเลยนะ”
            “ไม่เอา ไม่กลับ”
            “ถ้าไม่อยากกลับ ก็ต้องไหว้ครับ ไหว้สวย ๆ ด้วย”

            หญิงสาวเม้มปากพลางหรี่ตา เขม้นมองดูคู่บิดามารดาผู้ซึ่งตนไม่อาจจดจำได้ ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นประกบเข้าหากัน แล้วค้อมศีรษะขึ้นลงสองที เป็นอันเสร็จสิ้นการไหว้ในแบบฉบับของตน  นางพิชญ์สินีถึงกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาทำท่าปิดปาก  ด้วยรู้สึกตื่นเต้นยินดีในภาพที่ได้เห็นเป็นอันมาก

            แสงวิบวับซึ่งเกิดจากประกายแหวนเพชรล้อแสงไฟ ดึงดูดความสนใจของพิศมณี  เธอจึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปใกล้ผู้หญิงหน้าตาท่าทางใจดีตรงหน้า ทำคอเอียงไปด้วย ขณะใช้สายตาจับจ้องมองสร้อยเพชรเส้นงามบนลำคอของอีกฝ่าย พูดและยิ้มหวานออกมาอย่างชอบใจในสิ่งที่กำลังพินิจดู

            “สวย อันนี้สวย”
            “เรียบร้อย มีคนโดนปล้นเครื่องเพชรแล้วล่ะ”

            ไพฑูรย์พูดลอยลมด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ  ณ เวลานี้ บริเวณโถงด้านหน้าสถานที่จัดงาน กลายเป็นลานชุมนุมบรรดาผู้ถือนามสกุลอัญวณิชย์ไปโดยปริยาย  ทุกคนต่างพากันออกมาจากส่วนของห้องจัดเลี้ยง เพื่อมาทักทายคุณอุดมชัย และถือโอกาสอันดีนี้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกัน

            “อยากได้หรือคะ” 

            นางพิชญ์สินีถามพร้อมกับส่งยิ้มอ่อนหวานให้ลูกสาว ยกมือขึ้นทาบจับตรงรัตนชาติซึ่งเป็นตัวเรือน  คือทับทิมล้อมด้วยเพชรน้ำดีแพรวพราย เครื่องประดับบนเรือนกายสั่งทำเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้าชุดกันกับต่างหู กำไลข้อมือ และแหวนที่กำลังสวมใส่อยู่

            “ขอหน่อยค่ะ”

            เกินกว่าใครจะคาดคิด  พิศมณีพูดบอกออกไปตามอย่างที่เคยถูกสอนสั่ง  ทางด้านหลังมีเสียงตีมือดังฉาด ประกอบอาการหัวเราะชอบอกชอบใจของไพฑูรย์  ประสานไปกับเสียงร้องห้ามปรามจากสุชาญ

            “คุณพิศ ไม่เอาครับ นั่นของคุณแม่ ไม่รบกวนท่านนะครับ”
            “คุณแม่  ขอหน่อยค่ะ”

            หญิงสาวสร้างความประหลาดใจให้บังเกิดอีกรอบ ด้วยการพูดตามคำพูดของสามี  เล่นเอาอุดมชัยและภรรยาหันมองหน้ากัน ด้วยเกิดความรู้สึกประหลาดใจปนยินดีอย่างสุดแสน

            “คุณคะ ได้ยินไหมคะ ลูกเรียกฉันว่า คุณแม่”
            “ได้ยิน  คุณช่วยปลดสร้อย แล้วส่งมาให้ผมก่อน  เอาไว้ผมจะสั่งทำเส้นใหม่ ทดแทนให้ก็แล้วกัน”
           
            พลอยแสงเดินเข้ามาร่วมวงด้วยพอดิบพอดี  จังหวะตอนที่มารดาถอดสร้อยทับทิมล้อมเพชรออกจากคอวางลงในมือของบิดา โดยมีสายตาของพี่สาวมองตามชนิดตาไม่กะพริบ  เห็นเพียงแค่นี้ก็พอเดาได้แล้วว่า เหตุการณ์ข้างหน้านี้กำลังจะดำเนินไปเช่นไร

            โอ.. ไม่นะ !  นั่นชุดเครื่องเพชรของมารดา ที่เธอหมายตาไว้ก่อนแล้ว มันควรต้องเป็นของเธอสิ
 
            “พิศ อยากได้ไหม ลูก”

            อุดมชัยยิ้มอย่างมีความหวัง ขณะชูสร้อยเพชรเส้นงามไปตรงหน้าลูกสาว  พิศมณีผู้สนใจแต่ประกายวิบวับของวัตถุโดยที่ไม่รู้มูลค่าหรือราคาแต่อย่างใด พยักหน้าตอบรับต่อคำถามดังกล่าว

            “ถ้าอยากได้ต้องทำอย่างไร ลูก”
            “ขอหน่อยค่ะ”
            “ลูกกำลังขอจากใครอยู่ล่ะ”

            คำถามนั้น หญิงสาวไม่สามารถที่จะพูดบอกออกมา เพราะไม่อาจจดจำบุคคลตรงหน้าได้  เธอจึงยืนก้มหน้า กลอกตาไปมา เริ่มเกิดความสับสนวุ่นวายใจ  กระทั่งเสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งช่วยนำทางตนจากทางด้านหลัง

            “น้าพิศ จำที่เราเล่นพ่อแม่ลูกกันได้ไหม น้าพิศเป็นลูก คุณป้าคนนี้เป็นแม่ แล้วคุณลุงคนนี้ต้องเป็นใคร”

            ด้วยความช่วยเหลือจากกุ๊กไก่  หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง  ดวงตาส่อประกายสดใสเหมือนกับรอยยิ้มกระจ่างที่สว่างไสวขึ้นบนใบหน้า

            “เป็นพ่อ  เป็นคุณพ่อ”
            “ใช่แล้วลูก  พ่อเป็นพ่อของพิศอย่างไรล่ะ”

            และไม่ว่า ลูกสาวจะจดจำตนได้จริงหรือไม่  อุดมชัยก็ยินดีที่จะจ่ายราคาค่าตอบแทนอันแสนแพง แลกกับความสุขใจในช่วงเวลาแบบนี้  ขอแค่ได้ยินบุตรีเรียกขานตนว่า ‘พ่อ’ อีกสักครั้ง

            “คุณพ่อ ขอหน่อยค่ะ” 

            พิศมณีพูดบอกความต้องการของตัวเองออกไปอีกครั้ง

            “ได้สิลูก มา.. พ่อสวมให้พิศนะ” 

            อุดมชัยพยักหน้าให้ลูกสาว ก่อนขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างช้า ๆ

            “ขอบคุณค่ะ” 

            หญิงสาวกล่าวคำขอบคุณ เพราะจำที่สุชาญสอนได้ว่า ทุกครั้งที่ได้รับสิ่งที่ต้องการ ตัวเองจะต้องพูดคำนี้ควบคู่ไปกับคำขอเสมอ

            น้ำตาของนางพิชญ์สินีปริ่มขึ้นมา จนต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับ ขณะมองดูภาพประทับใจตรงหน้า  ภาพของสามีและบิดาคนหนึ่ง ผู้กำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข ขณะสวมสายสร้อยลงบนช่วงลำคออันขาวผ่องของลูกสาว  พิศมณีถึงขนาดยอมให้คนทั้งสองสวมกอดแต่โดยดี เพราะกำลังถูกอกถูกใจกับของสวยงามที่ได้รับ  เธอหันกลับไปอวดสร้อยเส้นใหม่กับสุชาญ ผู้ยืนทำหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่ข้างกันกับไพฑูรย์  ก่อนจะก้มตัวลงเพื่ออวดมันและยอมให้กุ๊กไก่จับต้องด้วย

            “แล้วผมจะรีบนำสร้อยมาคืน ให้คุณแม่ท่านนะครับ คุณฑูรย์”  

            สุชาญหันไปบอกกล่าวกับน้องภรรยา ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแสดงความเกรงอกเกรงใจเป็นอันมาก

            “ไม่ต้องหรอกครับ  แม่เขาตั้งใจจะให้พี่พิศอยู่แล้ว  ยังไงฝากพี่ชาญช่วยเก็บรักษาไว้ให้พี่พิศด้วย ก็แล้วกันนะครับ”

            ณ เวลานั้น ไพฑูรย์กำลังนึกขันต่อสีหน้าของคนสองคนไปพร้อม ๆ กัน  คนหนึ่งคือพี่เขยผู้ออกอาการวิตกกังวลจนเกินเหตุ  ส่วนอีกคนคือน้องสาวร่วมอุทร ผู้ออกอาการงอนจนหน้าเง้าอย่างเห็นได้ชัด  พลอยแสงไม่ใช่คนละโมบโลภมากก็จริง  แต่ดูเหมือนหลายสิ่งหลายอย่างที่ฝ่ายนั้นอยากได้ มักถูกพี่สาวแย่งชิงเอาไปครอบครองเสียทุกครั้ง จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจกันมาโดยตลอด

            มันเป็นปัญหาคาราคาซังของพี่น้องสองสาว ..ที่ยังไม่มีโอกาส หรือจังหวะเวลาให้ได้คลี่คลาย
 
            โมงยามนี้ อัญวณิชย์ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่  ขาดไปก็แต่เพียงเพชรกล้า ผู้เป็นน้องคนสุดท้องของบ้านเพียงคนเดียวเท่านั้น  ซึ่งน้องชายคนเล็กกับพี่สาวคนโตต่างมีนิสัยใจคอที่ผกผัน  พิศมณีคนก่อนมักทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล  ในขณะที่เพชรกล้าไม่แยแสเลยด้วยซ้ำว่า โลกหมุนไปกี่รอบ หรือใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ฝ่ายนั้นชอบทำอะไรตามใจตัวเองคล้ายกันกับพี่สาว แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่พอจะบอกกล่าวกันได้

            เหมือนกับงานแต่งงานของญาติสนิทในวันนี้  ทั้งที่รับปากเป็นมั่นเหมาะแล้วว่าจะมา  แต่สุดท้าย เจ้าเพชรยังหาทางขุดตัวเองขึ้นมาจากที่นอนตอนนี้ ..ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ !
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 24 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2563 13:35:30 น. 0 comments
Counter : 559 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณรัชต์สารินท์


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.