! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2563
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 8 : ให้


ขอบคุณภาพปกนิยายจาก คุณรัชต์สารินท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ




 

            อาหารเช้าสำหรับสุชาญถูกจัดเตรียมไว้พร้อมรับประทาน บนชุดโต๊ะเก้าอี้ที่สามารถพับเก็บได้ตามสะดวก  ข้าวต้มกุ๊ยร้อนจนควันฉุยบรรจุอยู่ในชามเคลือบมีฝาปิดอย่างดี  เรียงรายด้วยกับข้าวซึ่งเป็นเครื่องเคียงมากถึงห้าอย่าง อาทิเช่น ผัดกุยช่ายขาวเต้าหู้หมูสับ  ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์  ยำไข่ดาว  ผัดผักบุ้งไฟแดง  และปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว

            ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตนเองนั่งอยู่ในร้านอาหาร มากกว่าจะแค่นั่งทานอาหารอยู่กับบ้าน  ยังดีที่แต่ละอย่างจัดมาในจานแบ่งที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่  เตรียมมาในปริมาณที่คนหนึ่งคนจะสามารถทานจนอิ่ม เหลือบ้างนิดหน่อยก็คงไม่เป็นไร  ส่วนของพิศมณีจัดวางบนโต๊ะข้างเตียง  อาหารมีร่องรอยถูกทานไปบ้างแล้วบางส่วน  และส่วนหนึ่งอยู่ในมือของนางเย็นจิต ผู้พยายามพูดหลอกล่อหว่านล้อม เพื่อให้อีกฝ่ายรับประทานมากกว่านี้

            “คุณพิศขา ทานอีกหน่อยนะคะ  ทานนิดเดียวเองเดี๋ยวจะไม่สบาย  ขนมปังปิ้งทาแยมนี่ไงคะ ของชอบไม่ใช่หรือ  อ้าปากนะคะ นมป้อนให้ อ้าม..”
            “ไม่เอา”

            คนบนเตียงในสภาพชุดนอนสะบัดหน้าพรืด ออกห่างจากมือเหี่ยวย่นที่พยายามจ่ออาหารมาใกล้ปาก  พิศมณีชะโงกตัว มองดูจานอาหารบนโต๊ะชั่วคราวที่ตั้งอยู่กลางห้อง ด้วยกิริยาท่าทางซึ่งแสดงออกอย่างสนอกสนใจ  เธอทิ้งตัวลงจากเตียงทางด้านหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปใกล้สุชาญ ผู้ซึ่งนั่งมองตนอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน

            “ชาญ กินไร”
            “ข้าวต้มครับ”
            “อร่อยไหม”
            “อร่อยครับ  คุณพิศทานไหมครับ”
            “กิน”

            เพราะอีกฝ่ายตอบอย่างตรงไปตรงมาตามความต้องการของตัวเอง  สุชาญจึงใช้ช้อนตัดชิ้นไก่ในผัดมะม่วงหิมพานต์ให้เล็กลง แล้วตักออกมาวางบนข้าวต้มกะพอดีคำ  ยกช้อนขึ้นเป่าให้ข้าวหายร้อน ก่อนป้อนใส่ปากเล็กที่อ้ารอรับอาหารอยู่ด้านข้างของตน

            “ตายจริง.. ของตัวเองก็มี แต่ไม่ยอมทาน  ไปแย่งของคุณชาญเสียอย่างนั้น  เดี๋ยวป้าให้คนจัดมาให้ใหม่นะคะ”

            เสียงนางเย็นจิตบ่นพึมลอยลมมาให้ได้ยิน  ขณะตัวการชี้นิ้วไปที่กับข้าวอย่างอื่น เป็นเชิงสั่งให้ตักป้อนเป็นลำดับต่อไป

            “ไม่เป็นไรครับ  คุณพิศคงทานไม่กี่คำหรอกครับ  ถ้าทานหมดก็ไม่เป็นไร  เดี๋ยวผมทานที่เหลือนั่นต่อจากคุณพิศก็ได้  น่าเสียดายออกครับ เหลือเยอะแยะเลย”

            “จะดีหรือคะ ของเหลือนะคะ เริ่มเย็นหมดแล้วด้วย อย่าทานเลยค่ะ”
            “ผมทานได้ครับ  ไม่ถือ”

            เพราะสุชาญมองไปเห็นแล้วรู้สึกเสียดาย เกินกว่าจะทิ้งขว้างให้เสียเปล่าไป  ของดีมีประโยชน์ทั้งนั้นใส่มาเต็มถาดเงินใบใหญ่  หากตีเป็นเงินคงไม่ต่ำกว่าหลักร้อย  มันเป็นอาหารเช้าที่แลดูหรูหราในความรู้สึกของตน  ทั้งไข่ดาวและแฮมอย่างดีทอดในน้ำ  มีแม้กระทั่งออมเล็ตหรือไข่เจียวแบบฝรั่ง  ขนมปังโฮลวีทปิ้งสีน้ำตาลสวยสองแผ่น จัดชุดมาพร้อมกับเนยเค็ม และแยมสตรอเบอรี่ถ้วยเล็กให้เลือกทานตามใจชอบ  ประกบชุดกับเครื่องดื่มคือ นมสดและน้ำส้มคั้นสดสองแก้วใหญ่

            อาหารอย่างดีจัดใส่มาเต็มถาด ไม่ใช่เพราะมั่งมีเลยกินทิ้งกินขว้างได้  หากแต่ต้องมีหลายอย่างไว้เพื่อล่อตาล่อใจ ให้คนกินยากเกิดความอยากอาหาร และกินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  หลังใช้เวลาใกล้ชิดและศึกษาพิศมณีอยู่พักใหญ่  สุชาญสังเกตเห็นว่า อีกฝ่ายไม่ค่อยรับทานอะไร  จะมีหยิบกินเองบ้างเพียงไม่กี่คำ หลังจากนั้นก็จะวางมือเลิกสนใจ  เดือดร้อนนางเย็นจิตผู้ต้องคะยั้นคะยอ ตามป้อนข้าวป้อนน้ำแทบทุกมื้อ 

            เห็นภาพเหตุการณ์ทำนองนี้อยู่หลายครั้งหลายหน  เพราะก่อนงานแต่งจะอุบัติขึ้น  เขาใช้เวลานานเป็นเดือน เข้ามาทำความรู้จัก เรียนรู้และสร้างความสนิทสนมกับพิศมณี จนอีกฝ่ายเริ่มจดจำและเกิดความไว้ใจ ยินยอมให้เขาเข้าใกล้หรือเข้าถึงตัวได้ในท้ายที่สุด

            นอกเหนือไปจากขนมและของว่าง  นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาทานอาหารร่วมกัน  สุชาญไม่ได้รู้สึกขัดเขินแต่อย่างใดกับการตักอาหารป้อนอีกฝ่าย  เนื่องจากช่วงเวลาวันหยุดอยู่กับบ้าน  เขาก็ทำหน้าที่ป้อนอาหารให้บิดาทานเป็นประจำอยู่แล้ว

            ทำในสิ่งที่คุ้นชินอยู่แล้ว  เลยไม่ได้ฝืนตัวเองหรือตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด

            “แหวะ”

            พิศมณีเบ้หน้า ทำท่าถ่มถุยน้ำลาย  ตอนคว้าเอาถ้วยกาแฟดำที่ยังไม่ผ่านการผสมน้ำตาลหรือครีมเทียมใด ๆ ขึ้นมาลองจิบ  แต่นั่นก็เป็นตอนหลังจากหญิงสาวมาแย่งกินข้าวต้มไปเกือบครึ่งชามแล้ว

            “มานี่เลยค่ะ คนดี ขมใช่ไหม มาล้างปากค่ะ อาบน้ำด้วยเลย วันนี้ออกไปข้างนอกกันนะคะ”

            นางเย็นจิตตรงเข้ามาจับมืออีกฝ่าย พาจูงตรงไปยังห้องน้ำ  แต่ก่อนหน้านั้น หญิงชราได้ค้อมตัวลงบอกกล่าวกับเจ้านายคนใหม่เสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ

            “ทานเสร็จแล้ว เชิญคุณชาญ ลงไปพบคุณท่านที่ชั้นล่างด้วยนะคะ”

            ชายหนุ่มผงกศีรษะรับคำ แล้วเร่งมือรับประทานให้ตัวเองอิ่มหนำ  สุชาญลุกขึ้นเดินไปยกถาดอาหารเช้าของพิศมณีมาจัดการต่อจนหมดด้วยความเสียดาย  พลางนึกในใจว่า หากเป็นแบบนี้ต่อไปทุกวัน สองปีต่อจากนี้ เขาคงหนีไม่พ้นต้องคอยเก็บกวาดของเหลือจากภรรยาเป็นแน่แท้

            เพราะเห็นคุณค่าของเงินและวัตถุดิบที่ต้องสูญเสียไป  ข้าวทุกจานอาหารทุกอย่างจะปล่อยทิ้งขว้างให้เสียเปล่าไม่ได้  แม้ไม่ถึงกับยากจนข้นแค้น ทว่าสุชาญรู้จักความหิวดีว่า มันเป็นเช่นไร  เวลาที่กระเพาะว่างเปล่าไม่มีอะไรตกลงไปให้น้ำย่อยกัดกร่อนย่อยสลาย  มันเป็นความทรมานที่ไม่แพ้รูปแบบใดเลยเช่นกัน

            หลังดื่มน้ำเปล่าเป็นลำดับสุดท้าย  ชายหนุ่มรวบช้อนส้อมทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน  ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้องนั้น ลงไปยังชั้นล่างเพื่อพบกับพ่อตาตามความประสงค์ของฝ่ายนั้น 
           


 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

            กุญแจรีโมทรถยนต์ดอกหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้า บนโต๊ะกลางซึ่งเป็นกระจกใสคั่นระหว่างบุรุษสองวัย  สุชาญเหลือบตาลงมองดูวัตถุตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจในเจตนาของผู้ให้

            “รถคันเก่าของยัยพิศน่ะ  เอาไปใช้สิ  เวลาไปไหนมาไหนจะได้สะดวก”

            อุดมชัยพูดอนุญาตอย่างใจดี  ทั้งมองสบตาลูกเขยราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง

            “แต่รถของผมก็มี ถึงจะเก่า แต่มันก็ยังใช้การได้ดีอยู่นะครับ”

            “ดีสำหรับเธอ  แต่ไม่ดีพอสำหรับลูกสาวฉัน  คิดเผื่อถึงอนาคตด้วยสิ อีกหน่อยไปหาหมอ ฉุกเฉินหรือมีเรื่องด่วนอะไร รถควรต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้  อีกอย่าง.. รถคันนี้จอดทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ได้ใช้นานแล้ว  ให้เธอนำไปใช้งาน น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า”

            คำพูดรวบรัดเชิงบังคับเหล่านั้นทำให้สุชาญปฏิเสธไม่ออก  นอกจากกล่าวคำขอบคุณตอบกลับคนตรงหน้า  รถยนต์ที่ได้รับมานั้นก็ไม่ใช่มอบโอนให้เป็นสิทธิ์ขาด แต่เป็นลักษณะให้ยืมขับเพื่อประโยชน์ของลูกสาวโดยตรง  ในตอนแรก ชายหนุ่มไม่เข้าใจถึงมูลเหตุของการกระทำดังกล่าว  แต่พอหลังจากพาพิศมณีไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามกำหนดแล้ว  สุชาญถึงได้บรรลุจุดประสงค์ที่แท้จริงของพ่อตา

            แต่ก่อนหน้าที่ขบวนเสด็จของเจ้าหญิงจะเคลื่อนออกจากปราสาท  อุดมชัยก็ได้บอกกล่าวอีกหนึ่งเรื่องสำคัญให้ลูกเขยได้รับทราบ เพื่อปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            “มีอีกเรื่องหนึ่ง  อีกสองวันข้างหน้า  ให้เธอไปรายงานตัวที่ฝ่ายบุคคลบริษัท วี.ซี.เอ็ม  ฉันต้องการให้เธอเข้าทำงานที่นั่น  เดี๋ยวรายละเอียดอื่น ๆ เลขาของฉันจะโทรหาเธอ พรุ่งนี้”

            ถึงแม้จะมารู้เอาภายหลังว่า คุณอุดมชัยเป็นถึงประธานกรรมการบริษัทที่ตนเคยทำงาน  แต่การที่อีกฝ่ายหยิบยื่นตำแหน่งงานของบริษัทอื่นให้นั้น  สุชาญก็ไม่อาจเข้าใจได้อีกเช่นกันว่า เพราะเหตุใด

            แต่คนว่างงานอย่างตนจะทำหยิ่งยโสหรือปฏิเสธไม่ได้  การได้ออกไปทำงานข้างนอกย่อมหมายถึง เขาจะไม่ต้องติดอยู่กับพิศมณีตลอดเวลา ตามอย่างที่คิดเอาไว้ในตอนแรก

            “ครับ”
            “เอาล่ะ ระหว่างรอยัยพิศลงมา เธอไปจัดการย้ายข้าวของในรถตัวเองก่อนก็ดี จะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมา ให้เสียเวลา”
            “ครับ”

            ต่อหน้าบิดาของภรรยา  สุชาญแทบไม่ค่อยได้พูดอะไรนอกจากคำว่า ‘ครับ’ หรือไม่ก็เออออไปตามความประสงค์ของอีกฝ่าย  เพราะในความรู้สึกของเขายังไม่สามารถที่จะมอง หรือวางตัวเองเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวนี้ได้อย่างสนิทใจ  ตราบใดที่ยังรับเงินค่าตอบแทน ทำงานเสมือนเป็นลูกจ้างคนหนึ่ง

            เมื่อคุณอุดมชัยพยักหน้าเป็นสัญญาณปล่อยตัวแล้วนั่นแหละ  สุชาญถึงค่อยรับเอากุญแจรถแล้วเดินออกจากตัวคฤหาสน์ ลัดเลาะไปตามทางเดินเลียบตึก มุ่งหน้าไปทางโรงรถที่ซึ่งมีรถยนต์คู่ยากของตนจอดนิ่งสงบ รอคอยเขาอยู่ท่ามกลางเพื่อนใหม่ที่ดูดีมีชาติตระกูลทั้งหลาย

           
            เขาส่งกุญแจรถที่ได้รับมาให้ลุงชดเจ้าเก่าคนเดิม สารถีผู้ประจำอยู่โรงรถแทบจะตลอดเวลา  และเป็นคนเดียวกันกับที่ได้พบ เมื่อครั้งแรกตอนที่มาเยือนที่นี่นั่นเอง 

            “อ้อ รถของคุณพิศนี่เอง รอสักครู่นะครับ คุณชาญ  เดี๋ยวผมไปถอยรถมาให้ครับ”

            ไม่จำเป็นต้องเดินด้อมมองค้นหาให้เสียเวลา  เพียงอาศัยความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนที่ดูแลจัดการเรื่องตรงนี้อยู่แล้วก็จะประหยัดเวลาไปได้อักโข  สุชาญกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนตรงไปที่รถของตนซึ่งจอดอยู่ริมสุดทางหนึ่งของโรงรถ

            สภาพรถสะอาดเอี่ยมเรี่ยมเร้ ขัดเงารอบคันจนมันวับที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เล่นเอาชายหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อสายตา  ผ่านมาเพียงแค่สองวันที่จอดทิ้งเอาไว้ ดูเหมือนมีคนช่วยจัดการดูแลทำความสะอาดให้อย่างดีเยี่ยม ชนิดไม่ให้น้อยหน้าคันอื่นที่จอดแวดล้อมอยู่เคียงข้าง  สุชาญไขกุญแจเปิดประตูรถ เข้าไปนั่งฝั่งคนขับด้วยความรู้สึกใจหาย  เมื่อต้องอำลาเพื่อนยากที่พึ่งพาอาศัยกันมานาน  รถคันนี้เป็นของตกทอดต่อจากบิดา  เป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ครอบครัวไม่ได้ขายเพื่อใช้หนี้เหมือนชิ้นอื่น

            อย่างน้อย พ่อก็อยากให้ลูกชายได้มีรถขับไปทำงาน  เป็นความภาคภูมิใจเดียวที่หลงเหลืออยู่ ท่ามกลางมรสุมร้ายที่สาดซัดเข้ามาในเวลานั้น

            “แกได้พักแล้วนะ วางใจเถอะ ฉันไม่ขายหรือยอมให้ใครเอาแกไปทิ้งแน่นอน  จอดอยู่นี่ไม่ต้องตากแดดตากฝน  มีคนคอยดูแลอย่างดี  ครบสองปีแล้ว เราค่อยกลับมาเป็นคู่หูกันใหม่นะ เจ้าเพื่อนยาก”

            ชายหนุ่มพูดเปรยในรถ ทำราวกับมันมีชีวิตสามารถฟังความเข้าใจ  ตบไปตามเบาะและพวงมาลัยคล้ายต้องการแสดงความขอบคุณและอำลา  ก่อนเริ่มต้นเก็บรวบรวมเอกสารและข้าวของที่จำเป็นใช้ ออกจากลิ้นชักใต้คอนโซลรถและตามซอกหลืบต่าง ๆ

            ไฟหน้ารถคันหนึ่งสาดมาเป็นทาง ก่อนที่รถเก๋งไฮบริดแบบห้าประตู เคลือบสีน้ำเงินเป็นมันปลาบคันหนึ่งจะแล่นตรงเข้ามาจอด บริเวณด้านหน้ารถของสุชาญอย่างนุ่มนวลด้วยฝีมือการขับของลุงชด  ขณะชายหนุ่มมองดูรถคันใหม่ตาค้าง อึ้งไปกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า

            -- ไหนว่า..รถคันเก่าของคุณพิศ เพราะคันที่เห็นจอดอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งถอยออกมาจากโชว์รูมเลยเสียด้วยซ้ำ -- 

            สุชาญลงจากรถคันเก่า เพื่อรับกุญแจรถคันใหม่จากลุงชด ผู้มายื่นส่งให้ด้วยท่าทางนอบน้อม

            “ลุงชดครับ ใช่คันนี้หรือครับ  คุณลุง เอ่อ คุณพ่อท่านบอกว่า รถคันเก่าของคุณพิศ”
            “คันนี้แหละครับผม  เมื่อก่อนคุณพิศขับคันนี้  ส่วนคันใหม่ไม่อยู่แล้วครับ”

            สารถีเก่าแก่ประจำบ้านตอบเสียงดัง ด้วยท่าทางของคนอารมณ์ดี  บอกเล่าไปตามข้อเท็จจริง งดเว้นไม่กล่าวถึงเรื่องอุบัติเหตุร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นกับลูกสาวเจ้าของบ้าน

            “แล้วทำไม.. ถึงไม่มีใครเอาไปใช้ล่ะครับ” 

            สุชาญยังคงถามต่อ ตามความสงสัยของตน ด้วยเห็นว่า ยังมีน้องชายและน้องสาวอีกตั้งสามคนที่มีสิทธิ์นำรถคันนี้ไปใช้ต่อได้

            “พวกคุณ ๆ เขามีรถประจำตัวกันหมดแล้วครับ  อีกอย่าง ไม่มีใครกล้ายุ่งของคุณพิศหรอกครับ ไม่เสี่ยงจะดีกว่า เธอค่อนข้าง เอ่อ เจ้าอารมณ์น่ะครับ”

            “อ่อ..”  สุชาญพยักหน้านิดเป็นเชิงเข้าใจในความหมาย  เพราะที่ผ่าน ๆ มาจากการเลียบเคียงสอบถามจากคนรับใช้ส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ที่นี่ มักตอบไปในทางเดียวหรือคล้ายคลึงกัน ทำนองนิสัยส่วนตัวของลูกสาวเจ้านายไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างหน้าตา

            “ดูใหม่มากเลย ท่าทางแพงเอาเรื่องอยู่นะ”

            ประโยคดังกล่าว ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง ทว่าคนหูดีที่ยืนอยู่ใกล้ชิงตอบแทนให้

            “คันนี้ไม่แพงเท่าคันที่พังไปหรอกครับ  ถ้าคุณท่านมอบให้คุณชาญนำไปใช้  นั่นแสดงว่า ท่านคิดดีแล้ว คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกครับ”

            ถ้อยคำพูดปลอบที่มาจากน้ำใสใจจริงของคนรับใช้ใกล้ชิด ผู้นับเป็นคนสนิทใกล้ตัวคนหนึ่งของคุณอุดมชัย  ช่วยทำให้สุชาญคลายจากอาการวิตกกังวลที่มี

            “ลุงชดครับ  เป็นลุงใช่ไหมครับ ที่ช่วยทำความสะอาดรถของผมให้ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะครับ”

            เขายกมือขึ้นไหว้ขอบคุณ ในความเอื้ออารีของบุคคลตรงหน้า 

            “โอ๊ย อย่าไหว้ผมเลยครับ คุณชาญ  ขอบคุณเฉย ๆ ก็พอแล้วครับ  ยังไงตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของผมรับผิดชอบดูแลอยู่แล้วครับผม  ไม่เป็นไร ๆ”

            ชายวัยกลางคนรีบยกมือเป็นทำนองห้าม  ขณะเสียงโทรศัพท์มือถือของเจ้าตัวดังขึ้น จากด้านหลังกระเป๋ากางเกงตัวสีน้ำเงินเข้มที่กำลังสวมใส่  ลุงชดหยิบเครื่องโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย  พูดโต้ตอบกลับไปสองสามคำ  ก่อนหันมาบอกกล่าวแก่สุชาญ

            “ข้างในโทรมา ให้เอารถออกไปรอหน้าตึก  คุณพิศจะไปโรงพยาบาล  คุณท่านบอกให้คุณชาญขับตามกันไปด้วยเลยครับผม”

            “เข้าใจแล้วครับ”

            บอกเสร็จ ลุงชดก็เดินฉากหนีไปทางหนึ่ง คงไปเตรียมแต่งเนื้อแต่งตัวเสียใหม่ให้เรียบร้อย  ปล่อยให้เจ้านายคนใหม่จัดการขนถ่ายย้ายข้าวของ ระหว่างรถสองคันอยู่คนเดียวตรงนั้น

            สุชาญนึกภาพหญิงสาวเจ้าของรถ ผู้ซึ่งเคยนั่งอยู่ตรงเบาะที่นั่งคนขับไม่ออกเลยว่า มันเป็นอย่างไร  เพราะเขาไม่มีภาพจำใด ๆ เลยเกี่ยวกับพิศมณีคนเก่า  รู้จักเพียงคนปัจจุบันที่อย่าว่าแต่จะขับรถ  แม้แต่ไปไหนมาไหน หรือทำอะไรด้วยตัวเองก็ยังเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเธอ

            หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในวันนี้แล้ว  เขามีความคิดที่จะขออนุญาตคุณอุดมชัย เพื่อไปเยี่ยมบิดาที่โรงพยาบาล  เนื่องจากตอนนี้ พ่อของเขาต้องเข้าพักรักษาตัวอีกรอบ สืบเนื่องจากโรคมะเร็งกระเพาะอาหารที่เกิดสำแดงอาการขึ้นมาเมื่อสัปดาห์ก่อน

            คนสูงวัยส่วนใหญ่มักมีปัญหาสุขภาพก็จริง  แต่สำหรับนายสุธนบิดาของสุชาญ เปรียบไปก็คล้ายเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเสียมากกว่า เพราะโรคภัยที่เป็นแต่ละอย่าง ล้วนแล้วแต่สร้างความเจ็บปวดทรมาน  บั่นทอนสุขภาพกายของตัวเอง ทั้งยังบั่นทอนสุขภาพจิตของลูกหลานที่ต้องคอยเฝ้าดูแล

            โชคดีที่รอบนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ในการดูแลของพ่อตา  ค่าหมอค่ายาทั้งหมด สุชาญไม่ต้องรับผิดชอบจ่ายสักบาท  เพราะคุณอุดมชัยเกิดใจดี อาสารับเป็นเจ้าของไข้เบ็ดเสร็จทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

            รวมถึงเงินที่ชายหนุ่มชำระคืนให้แก่อรุณสวัสดิ์ ในทันทีที่ได้รับมา ก็เป็นเงินที่มาจากแหล่งเดียวกัน

            ..เงินจากบ้านของภรรยา  ..เงินจากบ้านอัญวณิชย์
 
            สุชาญถอนหายใจ  น้ำหนักของหนี้บุญคุณอันท่วมท้น โถมทับลงมาบนตัวเขาจนรู้สึกหนัก  แม้ไม่ได้เป็นทุกข์ แต่ก็ไม่ได้เป็นสุข กับสถานะที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ด้วยเลยเช่นกัน
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++
 

 
            นายแพทย์กรกิต ส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แก่คนไข้สาว ผู้นั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตรงหน้า  เขาพยายามพูดหว่านล้อมขอความร่วมมือจากคนไข้  เพื่อใช้หูฟังทางการแพทย์ตรวจหาความผิดปกติที่อาจมี จากการฟังเสียงปอดและหัวใจ แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะคนตรงหน้ากำลังมองเขาตาขวางเลยทีเดียว

            ด้านหลังพิศมณีมีร่างของบิดามารดาและสามี รวมถึงพี่เลี้ยงชรายืนเรียงราย คล้ายกำลังลุ้นกันอยู่อย่างเงียบ ๆ ทั้งที่เป็นเพียงแค่การตรวจร่างกายตามปกติ  กระทั่งคุณหมอหันไปเอ่ยกับทางครอบครัว ด้วยต้องการความช่วยเหลือนั่นแหละ นางเย็นจิตถึงเป็นตัวแทนขยับเข้ามาใกล้ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก

            “ท่าทางอารมณ์ไม่ดีนะครับ  วันนี้ คนไข้ไม่ให้ความร่วมมืออะไรกับหมอเลย”

            นายแพทย์วัยกลางคนพูดด้วยสีหน้าหนักใจเล็กน้อย  แต่ยังคงประดับรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า

            “คุณพิศขา ให้คุณหมอตรวจหน่อยสิคะ แป๊บเดียวเอง ประเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว”
            “ไม่”
            “นะคะ แป๊บเดียว คนดี”
            “ไม่ !”

            คราวนี้ หญิงสาวตะเบ็งเสียงดัง พร้อมกับใช้มือผลักร่างพี่เลี้ยงชราให้ถอยห่างออกจากตน  นายอุดมชัยและนางพิชญ์สินี ถึงกับออกอาการผงะตกใจกับภาพและเสียงที่เห็นตรงหน้า  สุชาญที่เห็นท่าไม่ดี จึงรีบก้าวเข้าไปแทนที่นางเย็นจิตในจังหวะนั้น  ถือวิสาสะก้าวไปยืนด้านข้างหมอ แล้วยกมือขึ้นทำท่าจุปาก ดึงความสนใจจากพิศมณีให้หักเหมาที่ตน

            “คุณพิศ เล่นกัน”

            ได้ยินคำว่า ‘เล่น’ อารมณ์ที่กำลังขุ่นมัวก็แปรเปลี่ยนทันที  พิศมณีทำตาโต เอียงคอ มองดูสุชาญที่กลับมายืนตัวตรงอย่างให้ความสนใจเต็มที่

            “เล่นไร”
            “เล่นทำตัวนิ่งกัน ใครขยับก่อน แพ้”

            สุชาญอธิบายกติกาพร้อมแกล้งทำตัวแข็งค้างอยู่ในท่าเดิม ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง  ขณะเดียวกันก็ส่งเสียงกระซิบกระซาบ บอกหมอให้แกล้งทำเป็นใช้หูฟังแตะตัวเขาก่อนเป็นรายแรก

            “นิ่ง”

            พิศมณีทวนคำ ทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะเลียนแบบอีกฝ่าย ด้วยการทำตัวแข็งนิ่งเป็นหุ่นตามไปในบัดดล  นายแพทย์กรกิตจึงได้อาศัยจังหวะนั้น ตรวจร่างกายคนไข้ ผู้ซึ่งบัดนี้ยอมให้แตะต้องสัมผัสแต่โดยดี

            เมื่อได้ยินเสียงคุณหมอบอกเสร็จแล้ว  สุชาญถึงค่อยแสร้งขยับตัว ทำหน้าเศร้าเสียดาย

            “ว้า.. ผมแพ้แล้ว”
            “ชาญแพ้”

            หญิงสาวในชุดกระโปรงสีน้ำเงินพิมพ์ลายขาวตัวสวย หัวเราะคิกคักพร้อมกับตบมือดีใจ ท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจของคนทางด้านหลัง ที่ต่างหวั่นกลัวจะได้เห็นภาพชวนระทึกอย่างเช่น เจ้าตัวลุกขึ้นมาอาละวาดกลางห้องตรวจเสียแล้ว

 
            “คนนี้เก่งนะครับ สามารถจับความสนใจ และทำให้คนไข้โอนอ่อนผ่อนตามได้”

            นายแพทย์กรกิตกล่าวชมไปตามภาพที่เห็น  ขณะจดปากกาเขียนลงบันทึกประวัติของคนไข้พร้อมใบสั่งยา  โดยมีบิดามารดาของคนไข้สาวขยับมายืนแทนที่ลูก อยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของตนแทน

            “สามีน่ะค่ะ  เขาเพิ่งแต่งงานกัน” 

            นางพิชญ์สินีบอกกล่าวไปตามความจริง โดยไม่คิดปิดบังแต่อย่างใด

            “โอ.. หรือครับ  ขอแสดงความยินดีด้วยครับ”  สีหน้าของหมอแปรเปลี่ยนไป  มีทั้งความแปลกใจระคนยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้า

            “หมอ เดี๋ยวช่วยตรวจร่างกายให้ลูกเขยผมด้วยเป็นลำดับต่อไป  เอาแบบตรวจละเอียดที่สุดเลยนะ  ก่อนหน้านี้ เขาเคยมีไปตรวจทีหนึ่งแล้ว แต่อยากให้ตรวจซ้ำที่นี่อีกครั้ง เพื่อความแน่ใจ”

            อุดมชัยแจ้งความประสงค์ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าอันราบเรียบ ทว่าจริงจัง

            “เข้าใจแล้วครับ  เดี๋ยวผมดำเนินการให้  ส่วนคนไข้แข็งแรง เป็นปกติดีครับ  ทำนัดครั้งต่อไป อีกสามเดือนข้างหน้านะครับ”

            หมอพูดเรื่อย ๆ ด้วยท่าทางสบาย ๆ ส่งเอกสารให้นางพยาบาลมารับเอาไป  ก่อนหันมาพยักหน้าเป็นเชิงให้สุชาญ ผู้ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวลำพังกับหมอขยับเข้าไปหา ด้วยสีหน้างง ๆ เล็กน้อย

            “คนไข้ เชิญครับ”
            “ผมหรือครับ”

            “ตรวจร่างกายกันหน่อยนะครับ”  มือของหมอชี้ออกไปทางนอกห้อง  “พ่อภรรยาของคุณแจ้งเอาไว้”
            “อ่อ ครับ”

            ถึงแม้หญิงสาวที่เพิ่งเสร็จสิ้นการตรวจไปไม่ใช่คนไข้ประจำ และนายแพทย์กรกิตเองก็ไม่ใช่หมอประจำตัวของคุณอุดมชัย  ทว่าความเข้ากันได้ระหว่างหมอกับคนไข้ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ครอบครัวอัญวณิชย์เลือกใช้บริการกับคุณหมอท่านนี้ ที่ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้  พากันเดินทางมาตามอย่างคนปกติ ไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษแต่อย่างใด ทั้งที่สามารถทำเช่นนั้นได้ทุกเมื่อ

            หมอคนอื่นที่ใจดีกว่านี้ พูดจาดีกว่านี้ก็มี  แต่ถ้าพิศมณีไม่ชอบ ไม่ยอมให้จับเนื้อต้องตัวเพื่อตรวจรักษา มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

            จุดอ่อนอย่างหนึ่งของคนเป็นพ่อ นั่นคือ อุดมชัยทนฟังเสียงร้องคร่ำครวญของลูกสาวไม่ได้  ต่อให้ร้องจริงหรือแกล้งร้อง  หัวใจของคนเป็นพ่อก็แทบจะขาดรอน ๆ ทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังอยู่ดี  เป็นมาอย่างนี้ตั้งแต่ลูกยังเล็กจนโต

            แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา พิศมณีก็มักจะร้องอย่างถูกที่ ถูกเวลาเสียด้วย..
 
 
            “การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานเป็นเรื่องที่ดีนะครับ  ต่อให้แต่งแล้วค่อยมาตรวจก็ยังไม่สาย อย่างน้อยควรทำก่อนวางแผนเตรียมตัวมีบุตร  เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคู่สมรส  หมอเองก็จะสามารถประเมินความเสี่ยงของโอกาสที่อาจมีภาวะแทรกซ้อน เมื่อมีการตั้งครรภ์ในอนาคตได้ง่ายขึ้น”
 
            ท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องตรวจ  สุชาญนั่งนิ่งฟังคุณหมอพูดเป็นทำนองชวนคุยไปเรื่อย  ขณะทำการตรวจร่างกายเบื้องต้นไปด้วย  สายตาของเขามองเลยผ่านไปยังรูปภาพบนป้ายโฆษณาของทางโรงพยาบาลที่ติดอยู่ด้านหลัง  มันเป็นภาพของทารกเพศหญิงวัยแบเบาะ หน้าตาน่ารักน่าชัง กำลังส่งยิ้มหวานให้แก่ใครก็ตามที่มองมา

            “ทางเราจะตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หมู่เลือด แล้วก็ตรวจหาโรคติดต่อที่พ่อหรือแม่อาจมี ซึ่งบางชนิดเป็นพาหะไปสู่ลูกโดยไม่รู้ตัว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่าง ซิฟิลิส หรือ เอชไอวี ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง”

            ฟังแล้ว สุชาญก็เกิดอาการหน้าร้อนขึ้นมาเล็กน้อย  ต่อให้ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นระหว่างตนและพิศมณี  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีเพศสัมพันธ์หรือมีบุตรก็ตามที  ทว่าฟังแล้วก็อดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้

            หมอยิ้มเมื่อสังเกตเห็นคนไข้มีท่าทีเขินอาย  ตามหลักจรรยาบรรณของแพทย์  ตนไม่จำเป็นต้องล้วงลึกหรือรู้ตื้นลึกหนาบางของคนไข้ให้มาก  เว้นเสียแต่จำเป็นต้องรู้เพื่อประกอบการรักษาโดยละเอียด  เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นนี้ ทำเพียงอธิบายให้ความรู้ รวมถึงคำแนะนำที่ดีและมีประโยชน์ก็นับเป็นการเพียงพอแล้ว

            ทำไปทำมา ฝ่ายที่ดูจะมีความกังวลในเรื่องนี้มากกว่าใครก็คือ พ่อตา  เพราะถึงขนาดสั่งให้ตรวจร่างกายลูกเขยละเอียดยิบเช่นนี้  ย่อมแสดงให้เห็นถึงความละเอียดรอบคอบ  ความกังวลห่วงใยต่อประโยชน์และผลกระทบที่จะมีต่อลูกสาว  ทั้งเป็นลักษณะของคนที่จะ ‘วางใจ’ ได้ต่อเมื่อตัวเอง ‘มั่นใจ’ แล้วเท่านั้น
           
            นายแพทย์กรกิตเขียนชื่อและนามสกุล รวมถึงข้อมูลเบื้องต้นอื่น ๆ ของคนไข้ชายคนใหม่ลงบนแผ่นกระดาษด้วยลายมือแกมหวัด  พลางพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพและประวัติการรักษาในอดีต  ก่อนที่นางพยาบาลจะกลับเข้ามาอีกครั้ง พร้อมถาดบรรจุชุดเข็มฉีดยาที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน พร้อมหลอดใสเก็บตัวอย่างน้ำปัสสาวะ

            “เอาล่ะ คุณสุชาญ เจาะเลือดกันหน่อยนะครับ”

            สุชาญเหลือบมองดูเข็มฉีดยา ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่บ้าง  เพราะเอาตามความจริงแล้ว ตัวเขาเองไม่ถูกโฉลกกับการเจาะเลือดและเข็มฉีดยามาตั้งแต่ไหนแต่ไร  อาจเป็นด้วยความทรงจำในวัยเด็กที่มีประสบการณ์ไม่ดีต่อการฉีดยาก็เป็นได้

            แว่วได้ยินเสียงหัวร่อชอบใจของพิศมณีดังทะลุห้องกระจกเข้ามา  สลับกับเสียงโอ้โลมเอาใจของคนที่เหลือซึ่งกำลังรอคอยเขาอยู่ด้านนอกนั่น
 
            “แพ้  ชาญแพ้  พิศเก่ง”
 
            ชายหนุ่มหลับตาลงอย่างจำยอม ตอนที่ปลายเข็มกะจิริดอันนั้น ถูกยกขึ้นมาจดจ่อแถวบริเวณข้อพับแขนของตน ด้วยฝีมือของนางพยาบาลในชุดขาว
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 21 ตุลาคม 2563
Last Update : 21 ตุลาคม 2563 12:54:43 น. 0 comments
Counter : 197 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณรัชต์สารินท์, คุณnewyorknurse


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16


 
zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.