! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2563
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
16 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 7 : เผชิญหน้า






 

            ตอนสายของวันใหม่มาเยือน แสงสว่างจากดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในห้อง ผ่านบานหน้าต่างที่ถูกเปิดออกกว้าง ด้วยฝีมือของหญิงรับใช้สองนาง  คนหนึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนผิวค่อนข้างคล้ำ รูปร่างท้วม ทว่าเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง  ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวรุ่นปลายสามสิบ รูปร่างผอมแห้ง หน้าตาเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา บ่งบอกว่าเป็นคนอารมณ์ดี  ทั้งคู่กระวีกระวาดจัดเก็บข้าวของที่เกลื่อนกล่นตามพื้นกลับคืนที่  ทำงานกันอย่างเบามือและเบาเสียง โดยไม่รบกวนหรือปลุกชายหนุ่ม ผู้ซึ่งกำลังหลับอยู่บนฟูกนอนบนพื้นให้ตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด

            อาจเป็นเพราะแสงแยงตา ที่ทำให้สุชาญค่อยรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเองในที่สุด  ภาพแรกที่ได้เห็นคือหน้ายิ้มเผล่ของตุ๊กตาม้าลายตัวหนึ่ง ซึ่งนอนกลิ้งเค้เก้อยู่ตรงหน้าตน  เขารีบชันตัวลุกขึ้นนั่ง เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่ได้อยู่ตามลำพังอีกต่อไป

            “หลับสบายดีไหมคะ คุณชาญ”

            แจ่มจรัส สาวใช้รูปร่างผอมเอ่ยถาม พร้อมรอยยิ้มคล้ายขบขันปรากฏขึ้นบนใบหน้า ขณะเข้ามาเก็บเจ้าม้าลายและผองเพื่อนที่พากันนอนเรียงรายอยู่บนฟูกนอนของเจ้าบ่าว

            ชายหนุ่มยังไม่ทันตอบกลับอะไร  นางเย็นจิตผู้ยืนชิดอยู่ข้างเตียง และกำลังแตะแขนเจ้านายสาวเบา ๆ เพื่อปลุกให้ตื่น  ได้หันมาถามเขาเสียก่อน

            “คุณชาญ รับอาหารเช้าพร้อมคุณพิศเลยไหมคะ ป้าจะได้ให้คนจัดขึ้นมาพร้อมกัน”

            “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมลงไปทานที่ครัวเองก็ได้ครับ”

            คำตอบนั้นทำให้หญิงชราเผยรอยยิ้มเอ็นดู  นางเอ่ยเอื้อนต่อไปดังต้องการบอกกล่าว ราวกับสอนให้รู้ถึงข้อควรปฏิบัติของบ้านนี้ด้วยความเมตตา

            “ได้อย่างไรกันคะ ตอนนี้ คุณเป็นสามีคุณพิศแล้ว เจ้านายไม่รับอาหารกันที่ครัวนะคะ หรือจะให้จัดตรงห้องทานอาหารชั้นล่างดีคะ”

            “เอ่อ ทานที่นี่ก็ได้ครับ”

            สุชาญตอบอย่างลังเลใจเล็กน้อย  เพิ่งสังเกตเห็นฝุ่นสีขาวเกาะตามเนื้อตัวและเสื้อผ้าเต็มไปหมด  พอยกแขนขึ้นมาสูดดมกลิ่นถึงได้รู้ว่าเป็นแป้งหอม

            ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแป้งมาจากไหน  กระป๋องแป้งคงเดินมาเองไม่ได้  ผู้ต้องสงสัยมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือคนที่ยังคงนอนนิ่ง หลับอุตุเป็นเจ้าหญิงนิทรา

            นางเย็นจิตยังคงถามต่อไป  พร้อมกับเริ่มตีแปะเบา ๆ ไปตามเนื้อตัวของพิศมณีไปด้วย  ลงมือปลุกด้วยความอ่อนโยนและใจเย็นเหมือนอย่างเช่นทุกวัน

            “รับแบบไทย หรือฝรั่งดีคะ  ถ้าแบบไทยก็จะเป็นข้าวต้มกับเครื่องเคียง  ถ้าแบบฝรั่งก็พวกขนมปังปิ้ง แฮม ไข่ดาว  ปกติแล้ว คุณพิศกับคุณพลอยมักจะรับแบบฝรั่งกันน่ะค่ะ  ที่นี่เลยจัดเตรียมไว้ทั้งสองแบบ”

            “ผมขอเป็นข้าวต้มก็ได้ครับ  แต่ขอกาแฟด้วยหนึ่งถ้วยครับ”

            สุชาญลุกขึ้นยืน ทำท่าจะช่วยเก็บที่นอน ทว่าได้ยินเสียงพี่เลี้ยงสูงวัยร้องห้าม  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำต้องเดินตัวขาวโพลนมีแป้งร่วงหล่นตามพื้นไปเป็นทาง  กลับไปยังห้องติดกันเพื่ออาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วจึงค่อยย้อนกลับมาทานอาหารเช้าร่วมกันกับพิศมณีอีกที

            เขายังนึกไม่ออก ทำอะไรไม่ถูกกับเช้านี้ บางที คุณอุดมชัยอาจรอให้เขาตื่นนอนเสียก่อน จากนั้นค่อยเรียกไปรับคำสั่ง หรือบอกกล่าวให้ทำอะไรเป็นลำดับต่อไปก็เป็นได้

           
            กลิ่นหอมเย็นของดอกบุนนาคแฝงมากับสายลมโชยอ่อน  กลิ่นเดียวกับวันแรกที่สุชาญเหยียบย่างเข้ามายังอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของคฤหาสน์แห่งนี้  หลังได้รับความสดชื่นผ่านสายน้ำและผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่  ความรู้สึกบางอย่างดลจิตดลใจให้สุชาญเปิดบานหน้าต่างออกไป เพื่อรับเอาอากาศบริสุทธิ์จากแมกไม้ พลางทอดสายตามองดูกิ่งก้านใบอันดกหนาของต้นไม้ใหญ่ ที่ยืนต้นอยู่ห่างไปไม่ไกลจากตัวอาคาร

            ใบของต้นบุนนาคมีลักษณะเรียวแหลมคล้ายรูปใบหอก  ดอกมีสีขาวไล่ระดับจนถึงสีเหลืองอ่อน กลีบดอกทั้งห้าซ้อนกันเป็นรูปทรงคล้ายไข่กลับหัว ตรงกลางมีกระจุกเกสรสีเหลืองส้มเป็นฝอย แลดูสวยงามแปลกตา  มันเป็นต้นไม้ซึ่งไม่ได้มีลำต้นหนาใหญ่ขนาดหลายคนโอบ เหมือนอย่างจำพวกต้นโพธิ์หรือต้นไทร  ซึ่งพอลองประเมินจากความสูงของมันแล้วนั้น  สุชาญคิดว่า บุนนาคต้นนี้คงมีอายุเก่าแก่ และผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานเลยทีเดียว

            และบริเวณแถวใต้ต้นไม้ต้นเดียวกันนี้เอง ที่สุชาญได้พบเจอกับเจ้าสาวของเขาเป็นครั้งแรก
 
            ชายหนุ่มเท้ามือทั้งสองข้างลงบนขอบหน้าต่าง  ซึมซับรับเอาความอบอุ่นของแสงแดด  สูดลมหายใจเข้าลึกยาว  ปล่อยให้กลิ่นหอมเย็นของดอกบุนนาคนำทาง ย้อนกลับไปสู่ความทรงจำในวันนั้น

            วันที่อรุณสวัสดิ์พาเขามาที่นี่  วันที่ชะตาชีวิตของเขาและพิศมณี เริ่มต้นเดินไปพร้อมกัน
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

 
            รถยนต์สีขาวคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดยังที่ว่างในโรงรถ ซึ่งสร้างขึ้นเป็นตัวอาคารชั้นเดียวสำหรับจอดรถโดยเฉพาะ ตั้งอยู่ทางด้านข้างไม่ไกลจากตัวคฤหาสน์  รถยนต์หลากรุ่นหลายสีนับสิบคันจอดเรียงราย  บริวารชายรุ่นลุงคนหนึ่งซึ่งกำลังเช็ดถูรถคันหนึ่งอยู่ด้วยท่าทางขมีขมัน  วางอุปกรณ์ในมือลงก่อนเดินกึ่งวิ่งเข้ามาเทียบใกล้ ยืนรอคอยเปิดประตูรถ อำนวยความสะดวกให้แก่แขกผู้มาเยือน

            อรุณสวัสดิ์ลงจากรถฝั่งคนขับ  กล่าวขอบคุณและทักทายชายวัยกลางคนสองสามประโยค  ก่อนผินหน้าหันมาทางใครอีกคนที่นั่งมาคู่กัน ผู้ซึ่งก้าวลงมายืนข้างรถอีกฝั่งด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ  แววตกประหม่าอย่างเห็นได้ชัดฉายขึ้นบนใบหน้าของผู้มาใหม่

            “มาสิ ชาญ ไปไหว้คนที่ต้องการพบนายกัน”

            สุชาญรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก กับเคหสถานอันใหญ่โตโอ่โถงและกว้างขวาง เกินกว่าจะใช้คำเรียกเป็นเพียงแค่บ้าน  ในชีวิตเคยแต่เห็นสถานที่คล้ายกันนี้ จากในหนังสือหรือโทรทัศน์  แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่า วันหนึ่งข้างหน้า ตนจะมีโอกาสได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตาของตัวเอง
 

            ก่อนหน้าจะมาที่นี่ในวันนี้  เขาได้ทำการพูดคุย บอกกล่าวการตัดสินใจของตัวเองแก่อรุณสวัสดิ์  ในทีแรก สีหน้าของเพื่อนแลดูตื่นเต้นดีใจ แต่แล้วก็กลับสลดลง มีอาการอึกอัก เหมือนไม่สบายใจที่จะตอบกลับ หรือตอบรับ เรื่องที่ว่าจะให้ตนรับบทเจ้าบ่าวกำมะลอ

            “ขอบใจมากนะ เพื่อน แต่ไอ้เรื่องที่ฉันเคยคุยกับนาย เรื่องที่ว่าอยากจะจ้างนายหนึ่งวัน เพื่อไปเป็นเจ้าบ่าวอะไรนั่น มันคงเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ”

            “ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ”

            สุชาญเป็นฝ่ายถามกลับด้วยความแปลกใจ  เพราะก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายยังมีทีท่าเดือดเนื้อร้อนใจ ต้องการอยากให้เขาช่วยอย่างจริงจังอยู่เลย

            “ฉันก็แค่อยากแต่งงานจนหูอื้อตาลาย  เอาเข้าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้น่ะ คนที่จะยอมรับและอนุญาตให้งานแต่งเกิดขึ้นได้ ก็มีแต่พ่อของผู้หญิงคนนั้น หรือคุณลุงของฉัน แค่คนเดียวเท่านั้นแหละ”

            “แล้วนายไม่ได้คุยกับเขาหรือ”
            “เขารู้เรื่องหมดแล้ว เพื่อน  แล้วเขาก็ไม่พอใจมากด้วยกับเรื่องนี้”

            ถ้อยความบอกเล่าจากใบหน้าแสนเศร้าของอรุณสวัสดิ์ พลอยทำให้จิตใจของสุชาญห่อเหี่ยวตามไปด้วย  การตัดสินใจไม่ว่าเรื่องใดล้วนมีข้อจำกัดและเวลาในตัวของมัน  เรื่องเหลวไหลไร้สาระถึงอย่างไรก็คงเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝัน  ตราบที่มันไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นจริงตั้งแต่แรก

            “แล้ว.. นายจะ ทำอย่างไร ต่อไปล่ะ”

            เวลานั้น เพื่อนชายทั้งสองนั่งพูดคุยสนทนากัน ในร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ชั้นล่างสุดของโรงพยาบาล ดวงตาของอรุณสวัสดิ์เหม่อมองออกไปข้างนอกร้าน  ก่อนหักเหกลับมามองจ้องตาสุชาญ ดวงตาปรากฏแววเคร่งเครียดและจริงจัง ขณะตอบคำถามดังกล่าว

            “ทำอะไรไม่ได้ คุณลุงท่านไม่ต้องการเจ้าบ่าวแค่วันเดียว แบบจัดงานเสร็จแล้วก็จบกัน  แต่ท่านต้องการคนที่สามารถอยู่และดูแลลูกสาวของท่านได้ด้วย  อย่างน้อย.. สองปี”

            “สองปี !”  สุชาญอุทานอย่างตื่นตะลึง กับเงื่อนไขเวลาที่ได้ยินได้ฟัง

            “ฉันถึงพูดว่า ทำอะไรไม่ได้แล้วไง  คนอื่นเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน  เฮ้อ.. ช่างมันเถอะ ก็คงมีแต่ต้องยอมรับความจริงแล้วล่ะ  ถึงยังไงก็ขอบใจนายมากนะ ที่คิดจะช่วยฉัน”
 

            คืนเดียวกันนั้น สุชาญเก็บเอาคำพูดและใบหน้าเศร้าหมองเป็นทุกข์ของเพื่อน กลับมานอนคิดใคร่ครวญอีกครั้ง  ระยะเวลาสองปีนับเป็นเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน  หลายสิ่งหลายอย่างสามารถเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้ภายในช่วงเวลาดังกล่าว  และแน่นอนว่า หากเลือกที่จะทำเพื่อเพื่อน  ความรักของเขาและกุสุมาก็ต้องสิ้นสุดหยุดลงแต่เพียงเท่านี้ด้วยเช่นกัน  เขายังไม่ได้คุยกับเธอเรื่องนี้ บอกกล่าวแต่เพียงเรื่องที่บิดาเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเท่านั้น

            สายตาของแฟนสาวเหมือนมีคำถาม  ตอนที่เดินทางมาเยี่ยมบิดาของฝ่ายชาย  ชายหนุ่มล่วงรู้ความในใจของอีกฝ่ายว่า คงนึกสงสัยในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล เพราะคนตกงานทั้งไร้ญาติขาดมิตรอย่างเขา จะหาเงินก้อนใหญ่จากที่ไหน มาใช้ในยามเกิดเหตุฉุกเฉินได้แบบนี้ นอกจากเพิ่มพูนหนี้สินเข้าไปให้ก้อนโตยิ่งขึ้นกว่าเดิม

            เมื่อคิดถึงกุสุมา สุชาญก็รู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นล้วงเข้ามาในอก แล้วจัดการบีบรัดหัวใจจนเขาหายใจไม่ออก  ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน เขาก็ไม่สามารถทำให้เธอมีความสุขได้  แม้รักอีกฝ่ายมากเพียงใด แต่ต่อให้ผ่านไปอีกสักกี่ปี  คนอย่างเขาก็ยังไม่มีปัญญา ไม่มีความพร้อมที่จะขอเธอแต่งงาน หรือสร้างครอบครัวร่วมกันได้อยู่ดี

            อย่าว่าแต่สองปี  ทั้งชีวิตนี้ก็ยังมองไม่เห็นเลยว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร..

            เช้าวันต่อมา  สุชาญโทรหาอรุณสวัสดิ์ เพื่อยืนยันในเจตนาเดิมของตนอีกครั้ง
                       
 
            อุดมชัยพยักหน้านิดเป็นเชิงรับไหว้ จากชายหนุ่มสองคนที่เดินเข้ามาใกล้  เวลานั้น เขากำลังนั่งอยู่กับภรรยาและลูกสาวคนเล็กภายในห้องนั่งเล่น ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ต่างคนต่างแสร้งทำเป็นผ่อนคลายอิริยาบถ ทั้งที่กำลังรอคอยใครบางคนกันอยู่อย่างใจจดใจจ่อเสียมากกว่า

            ไม่มีสิ่งใดทำให้รู้สึกสะดุด หรือก่อให้เกิดอคติตั้งแต่แรกพบเห็นหน้า  แม้ว่าที่ลูกเขยในอนาคตจะมีรูปลักษณ์ภายนอกแลดูธรรมดา ไม่โดดเด่นสะดุดตาแต่อย่างใด  ทว่าอุดมชัยก็รู้สึกถูกใจในกิริยามารยาทที่แสดงออกอย่างสุภาพและเป็นตัวของตัวเอง  คนทั่วไปมักแสดงอาการพินอบพิเทาเวลาเข้าหาตน บ้างก็ยิ้มหรือพูดประจบมากเสียจนน่ารำคาญ  ทว่าเจ้าหนุ่มตรงหน้ากลับแสดงทีท่าสำรวมเป็นปกติ ทำราวกับชื่อเสียงหรือฐานะของตน ไม่ได้มีอิทธิพลกับอีกฝ่ายแต่อย่างใด

            “สุชาญใช่ไหม”
            “ครับ เอ่อ คุณ..”

            สุชาญเกิดอาการอ้ำอึ้ง เพราะไม่รู้ว่าควรใช้คำเรียกแทนตัวอีกฝ่ายอย่างไรถึงจะดี  ด้วยเหตุนี้ อรุณสวัสดิ์ผู้ยืนอยู่ข้างกันจึงกระซิบบอกคำว่า ‘ท่าน’ ให้ด้วยความหวังดี

            “..คุณท่าน”  เขาเอ่ยทวนคำเรียกนั้นอีกครั้ง

            “คุณท่านอะไรกัน  ตอนนี้ ฉันไม่ใช่เจ้านายของเธอเสียหน่อย  ถึงแม้จะเคยเป็นก็เถอะ  เรียกตามตารุณเถอะ ฉันไม่ถือหรอก”

            นางพิชญ์สินีที่มานั่งคอยการมาถึงของว่าที่ลูกเขยอยู่ด้วย ชำเลืองสายตามองผู้เป็นสามี พลางจุดยิ้มอ่อนโยนปนขบขันขึ้นตรงมุมปาก  ผายมือออกไปตรงหน้าเป็นทำนองเชื้อเชิญ ให้แขกผู้มาเยือนทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกตัวใหญ่ใกล้กัน

            “ป้าจะลุกไปเตรียมของว่าง กับน้ำชายามบ่ายพอดี  สองหนุ่มนี้รับเครื่องดื่มอะไรกันดีจ๊ะ”

            “เอ่อ อะไรก็ได้ ชาก็ได้ครับ ขอบคุณครับ คุณป้าสิ”

            อรุณสวัสดิ์ตอบแทนเพื่อน พลางหันไปส่งสายตากับพลอยแสง ผู้นั่งวางท่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทว่าใบหน้ามีรอยยิ้มเลศนัยชนิดปกปิดไม่มิดอยู่ข้างผู้เป็นบิดาของตน

            “พลอย ลุกไปที่อื่นก่อน พ่อมีธุระจะคุยกับสองคนนี้”
            “แต่..”

            เพียงแค่บิดาหรี่ตามอง โดยไม่ต้องให้พูดซ้ำ  หญิงสาวก็จำต้องลุกตามมารดาไปอีกคน  ถึงอย่างไรเสีย..ความเป็นไปได้ก็บังเกิดขึ้นแล้ว  ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบิดาควบคุมจัดการ ตามแต่ท่านจะเห็นชอบก็แล้วกัน

            ผู้อาวุโสของบ้านเอ่ยถามถึงบุคคลที่ตนยังไม่รู้จัก แต่อาจมีสถานะเป็นดองกันในภายภาคหน้า

            “ได้ยินว่า พ่อของเธอเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ ตอนนี้ อาการเป็นอย่างไรบ้างล่ะ”
            “การผ่าตัดราบรื่นดีครับ อีกวันสองวันนี้ ก็จะกลับบ้านได้แล้วครับ”

            “อืม ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้  ฉันรู้เรื่องที่เธอรับความช่วยเหลือจากหลานชายฉัน  ดังนั้น ฉันจะไม่อ้อมค้อมล่ะนะ  ถ้ามาถึงที่นี่ก็คงรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า ฉันต้องการอะไร”

            “ผมทราบครับ”

            แววตาของชายสูงวัยหน้าตาท่าทางโอบอ้อมอารี แปรเปลี่ยนไปเป็นแววตาของนักธุรกิจ  ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง  และคนอย่างอุดมชัยจะไม่ลงทุนไปกับธุรกิจ หรือสิ่งที่เสี่ยงแล้วสร้างผลงอกเงยให้ไม่ได้ 

            ทว่าในบางเรื่องก็อาจต้องยอมขาดทุนไป  ถ้ามันเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักทางจิตใจ เกินกว่าจะประเมินค่าเป็นตัวเงินออกมาได้ตามปกติธรรมดา

            เวลาแห่งการหยิบยื่นให้ดำเนินมาถึงแล้ว  อุดมชัยค่อนข้างมั่นใจในข้อเสนอและผลตอบแทนทั้งหมดที่ตนได้ร่างเอาไว้  สัญญาซึ่งระบุข้อกำหนดชัดเจนและยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย  จำนวนเงินที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป  คิดเผื่อเอาไว้แล้วสำหรับอะไรต่อมิอะไรที่จะเกิดขึ้น นับต่อไปจากนี้

            โชคดี..ที่สุชาญปฏิเสธข้อเสนอของอรุณสวัสดิ์ไปตั้งแต่ในทีแรก  ความหนักแน่นในความรักที่มีต่อแฟนสาว และความไม่เห็นแก่เงินของเขาในวันนั้น ได้มีส่วนช่วยเขาเอาไว้ในตอนนี้  ทำให้ภาพลักษณ์ของสุชาญออกมาดูดีและค่อนข้างน่าพอใจ ในสายตาของประมุขบ้านอัญวณิชย์
 

            “สิ่งที่จะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากมีการแต่งงานเกิดขึ้นจริง ๆ นั่นคือ การจดทะเบียนสมรสระหว่างเธอกับลูกสาวฉัน เพราะมันจะมีผลทางกฎหมาย ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการอยู่แล้วก็ได้  แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า เธอจะเข้ามา เพียงเพื่อทำหน้าที่เป็นสามี แค่ในนามแต่อย่างเดียว  อย่าเข้าใจอะไรผิด  ฉันไม่ได้ต้องการคนที่จะต้องมาทำใจ ให้รักชอบลูกสาวของฉัน  แต่ต้องการคนที่พร้อมจะอดทน และดูแลลูกของฉันได้เป็นอย่างดี  เธอจะคิดเสียว่า มันเป็นงานอย่างหนึ่งก็ได้  เอาไว้เมื่อไหร่ที่แน่ใจว่า ตัวเองสามารถทำตามอย่างที่ฉันได้กล่าวไปแล้วได้ ภายในระยะเวลาสองปี  แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องทำสัญญากัน”
 
            ฉาดฉานในทุกประเด็น ตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม  ข้อเสนอถูกยื่นออกไปแล้ว ขึ้นอยู่กับผู้รับว่า จะตอบรับหรือตอบกลับเมื่อไหร่  อรุณสวัสดิ์ที่นั่งฟังการเจรจาอยู่ด้วยถึงกับลอบกลืนน้ำลาย  บรรยากาศรอบตัวพลันเคร่งเครียดจริงจังขึ้นมา ราวกับกำลังนั่งประชุมอยู่ในบอร์ดผู้บริหาร 

            -- ไหนคุณลุงเคยพูดว่า ถ้ามันเป็นความประสงค์ของย่าชวด คุณลุงก็พร้อมที่จะทำตาม แล้วดูตอนนี้สิ เล่นจัดหนักจัดเต็มตั้งแต่ยกแรกแบบนี้  เกิดสุชาญใจฝ่อ ถอดใจขึ้นมาล่ะก็ อะไรที่หวังกันไว้มีหวังพังกันหมดพอดี --  หลานชายเจ้าสัวใหญ่แอบคิดอย่างเป็นกังวลในใจ

            อุดมชัยยังคงพูดต่อไป  เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงนั่งทำหน้านิ่งรับฟัง โดยไม่ปริปากพูดอะไร

            “มันไม่ง่ายหรอกนะ  การต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  ฉันไม่สนหรอกว่า ใครจะพูดถึงลูกสาวของฉันว่าอย่างไร  เพราะฉันสามารถดูแลแกอย่างดีไปได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว  แต่ในเมื่อจำเป็นต้องเห็นแก่คนอื่น  ในฐานะพ่อและผู้นำตระกูล ฉันก็อยากจะทำให้ดีที่สุดเช่นกัน  ต่อให้เธอเป็นคนที่ตารุณกับยัยพลอยเห็นพ้องต้องกัน  แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องอยู่ในสายตา อยู่ในการพิจารณาของฉันอยู่ดี”

            สุชาญได้แต่นิ่งฟัง ผู้มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจแสดงเจตจำนงของตัวเอง  จริงตามอย่างที่อีกฝ่ายพูดมาทุกประการ  ไม่จำเป็นต้องแต่งงาน หรือดิ้นรนค้นหาผู้ชายที่ไหนมาตบแต่งเป็นสามี  เจ้าหญิงอย่างคุณพิศมณีก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปราสาทหลังใหญ่ได้ตลอดไป  ตราบเท่าที่พระราชาหรือบิดาของเธอยังคงปกครองดูแลดีอยู่

            คำพูดทั้งหมดไม่ได้เจือปนด้วยอาการดูถูกเหยียดหยาม  มีแต่ความเป็นจริงทั้งหมดที่หยิบยกเอามาพูดกัน  สุชาญไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกดดันมากมาย ตามอย่างที่นึกวิตกไปเองก่อนหน้า  เพราะหากมองว่านี่เป็นงานอย่างหนึ่ง  ตนก็เปรียบเหมือนผู้สมัครที่กำลังนั่งอยู่ภายในห้องสัมภาษณ์  และตอบคำถามไปตามความคาดหวังในศักยภาพของว่าที่บุคลากรใหม่ จากตัวแทนบริษัทซึ่งกำลังเอ่ยสัมภาษณ์อยู่ ณ ที่แห่งนั้น

            ไม่ต่างกัน.. เขามาที่นี่ในฐานะผู้สมัคร ตำแหน่งที่ต้องการคือ เจ้าบ่าวและสามี  โดยมีอัตราค่าตอบแทนอยู่ในระดับที่สมน้ำสมเนื้อน่าพึงพอใจ  ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเข้าสู่ช่วงทดลองงาน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความเข้ากันได้ระหว่างเพื่อนร่วมงานกับตน

            -- พอคิดแบบนี้แล้ว อะไรต่อมิอะไรสำหรับเขา มันก็จะง่ายขึ้น --  ทัศนคติเป็นเรื่องที่สำคัญ  เพราะมันสอดคล้องกับความอดทน ซึ่งควรมีควบคู่กันในการทำสิ่งต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
           
 
            หลังอดทนนั่งตอบสารพันคำถามของว่าที่พ่อตาหรือผู้ว่าจ้าง ซักไซ้ไต่ถามตามความประสงค์อยู่นาน  สุชาญกับอรุณสวัสดิ์ถึงค่อยถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระ  พวกเขาพากันย้ายไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นสวนสวยบริเวณด้านหลังตัวคฤหาสน์  ณ ที่แห่งนั้นมีร่างสะโอดสะองของพลอยแสง ยืนคอยท่ารอคอยพวกเขาอยู่ ด้วยสีหน้าท่าทางแช่มชื่นเป็นอย่างยิ่ง

            ใบหน้าเย่อหยิ่งในทีแรก เวลานี้แลดูเป็นมิตรมากขึ้น  บุตรสาวคนที่สองของนายอุดมชัยเอ่ยโอภาปราศรัยกับว่าที่พี่เขย แสดงออกด้วยท่าทีและท่าทางเป็นกันเอง  ก่อนวกเข้าสู่เรื่องที่ต้องการบอกกล่าวในขณะนั้น

            “พอดีเลยค่ะ  นมเย็นพาลงมาเล่นข้างล่างพอดี  พี่ชาญลองเข้าไปหาพี่พิศดูสิคะ  ตรงนั้นน่ะ  ตรงต้นไม้สูง ๆ นั่นน่ะค่ะ”

            สุชาญมองตามมือของพลอยแสงที่ชี้มือไปทางด้านหนึ่ง  ต้นไม้สูงที่ว่านั้นอยู่เลยไปทางด้านหลังของแนวระแนงไม้สีขาว ซึ่งตีกางกั้นขึ้นเป็นทางบังคับร่วมไปกับแนวไม้พุ่ม นำไปสู่ทางลอดใต้ซุ้มไม้เลื้อยต่ออีกทอดหนึ่ง

            อรุณสวัสดิ์พยักหน้าให้เพื่อน เป็นเชิงสนับสนุนให้ทำตามคำบอกดังกล่าว  ก่อนทรุดนั่งลงบนม้านั่งสนามตัวยาวกับพลอยแสง เพื่อใช้เวลาสนทนากับญาติผู้น้องของตัวเองสักครู่  คนทั้งสองเริ่มต้นเปิดฉากพูดคุยกัน นั่นจึงเท่ากับเป็นการบังคับสุชาญ ให้ต้องออกเดินไปตามลำพังโดยปริยาย

            ก้าวย่างไปด้วยจิตใจอันสงบ  เดินไปตามการเชื้อเชิญของสีเขียวชอุ่มจากพันธุ์ไม้  ไม่เพียงตัวอาคาร แม้แต่พื้นที่ด้านหลังนี้เองก็กว้างใหญ่  เขาจะไม่แปลกใจเลย หากพาตัวเองทะลุทางเดินตรงนี้ออกไป แล้วพบเห็นสวนวงกตแบบต่างประเทศอยู่ข้างหน้านี้
 
            “คุณพิศขา จับใบไม้เล่นได้ แต่อย่าคุ้ยดินนะคะ เดี๋ยวมือสกปรกหมด”
 
            แว่วได้ยินเสียงเครือต่ำของหญิงชราดังลอยลมมาแต่ไกล  สิ่งที่สายตามองเห็นหลังโผล่พ้นซุ้มไม้ลอดออกไปคือ ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อกระโปรงเย็บติดกันยาวคลุมเข่า เนื้อผ้าพริ้วมีลวดลายสีเหลืองอ่อน กำลังยองนั่งทำท่าก้ม ๆ เงย ๆ อยู่บนสนามหญ้า ที่มีเศษซากใบไม้กองรวมกันอยู่หย่อมหนึ่ง โดยมีต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านใบเป็นองค์ประกอบอยู่เบื้องหลัง

            ดวงหน้าที่หันขวับมองมายังตน ไม่ใช่ใบหน้าของสาววัยแรกรุ่น ทว่าแลดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงตามคำบอกเล่าอยู่มากนัก  คิ้วและผมสีดำสนิทหยักยาวระเรี่ยบ่าดำเป็นมันขลับ ตัดกับริมฝีปากสีเรื่อแดงบาง ๆ บนใบหน้า ทั้งมีผิวพรรณที่ขาวผุดผ่องประดุจเนื้อในของหยวกกล้วย    
 
            สำหรับสุชาญ  นั่นเป็นคนสติไม่ดีที่สวยมาก  สวยจนเข้าขั้นน่าตกตะลึงเลยทีเดียว

            “อ๊า !”

            มือน้อยนั่นชี้ตรงมาที่เขา  เจ้าของมือทำตาโตเบิกกว้าง  ส่งเสียงร้องอุทานออกมาคล้ายตกอกตกใจที่มองเห็นคนแปลกหน้า ปรากฏตัวขึ้นมาอยู่ใน ‘พื้นที่’ ของตน

            “อุ๊ย.. คุณเป็นใคร แขกหรือคะ อย่าเพิ่งมาทางนี้  อันตรายค่ะ”

            หญิงชรารูปร่างท้วม หน้าตาท่าทางใจดีคนหนึ่ง ซึ่งยืนห่างออกไปไม่ไกลจากสุชาญเท่าไหร่ รีบโบกไม้โบกมือเป็นเชิงห้าม ไม่ให้ชายหนุ่มก้าวล่วงล้ำเข้ามาใกล้เกินกว่านั้น  ในทีแรก สุชาญยังงุนงงกับคำว่า ‘อันตราย’ ที่ได้ยินได้ฟัง  เพราะมองไม่เห็นสิ่งที่จะคุกคาม หรือก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด

            จนกระทั่งร่างที่กำลังนั่งอยู่ พลันลุกขึ้นก้าวตรงเข้ามาหานั่นแหละ  เขาถึงได้รับรู้ อันตรายที่ว่านั้น..หมายความถึงอะไร

            “อา..”

            พิศมณีส่งเสียงครางสั้น ๆ พลางเอียงคอไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย ใช้ดวงตาคู่กลมและคมสวยของตน ช้อนสายตาขึ้นมองดูใบหน้าของคนแปลกหน้า จับจ้องมองดูอย่างให้ความสนใจเต็มที่

            “ใคร  ใคร”
            “อ่า.. สวัสดีครับ”

            วินาทีนั้น สุชาญนึกอะไรไม่ออก นอกจากเอ่ยคำทักทายอันแสนเรียบง่ายของปกติชนออกไป  พร้อมกับจ้องมองลึกลงในดวงเนตรสีนิลที่มีภาพเงาของเขาสะท้อนอยู่ในนั้น

            “สวัสดีใคร”
            “ก็..สวัสดีคุณ ..ไงครับ”

            อีกฝ่ายทำหน้าย่นยู่ คล้ายไม่เข้าใจในสิ่งที่สุชาญเพิ่งพูดบอกออกไป  เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว เขาก็มีความคิดที่จะถอยกลับไปตั้งหลักใหม่ เพื่อเฝ้าสังเกตอาการของคนตรงหน้าในระยะไกล น่าจะเป็นการดีกว่าสำหรับการพบกันในครั้งแรกนี้

            ทว่าหญิงสาวยื่นใบไม้สีเขียวสดในมือมาตรงหน้า พร้อมด้วยคำบอกกล่าวที่สุชาญไม่อาจปฏิบัติตามได้

            “กิน”

            “คุณพิศขา อย่าค่ะ คุณเขาเป็นแขกมาเยี่ยมเฉย ๆ  แล้วใบไม้มันก็กินไม่ได้นะคะ คนดี”

            พี่เลี้ยงชรารีบกระวีกระวาดเดินเข้ามาหาคนทั้งคู่  ส่งเสียงร้องห้ามปรามมาแต่ไกล

            “กิน”

            อีกฝ่ายยังคงพูดย้ำคำเดิม ทั้งยกมือที่กำใบไม้ขึ้นสูง จนเกือบประชิดติดใบหน้าของสุชาญ ทำให้เขาจำต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทั้งยกแขนขึ้นมาทำท่าป้องมือไปตรงหน้า เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างกัน

            ได้ยินเสียงแหลมเล็กกรีดร้องเหมือนดั่งขุ่นเคืองใจ  ทันทีทันใดนั้นเอง แขนของเขาก็ถูกกระชากออกไปด้วยฝีมือของคนตรงหน้า  ก่อนที่ฟันสองแถวบนล่างของหญิงสาวจะงับลงมา บนท่อนแขนขวาอันเปลือยเปล่าของสุชาญในเวลานั้น

            “โอ๊ะ !”
            “ว้าย ! ตายแล้ว คุณพิศไม่เอา ปล่อยค่ะ ปล่อยเดี๋ยวนี้เลย กัดคนอื่นไม่ได้นะคะ คุณเขาเจ็บเห็นไหมคะ อย่าทำแบบนี้ค่ะ ปล่อยเร็ว คนดี”

            สุชาญไม่ได้ร้องเพราะเจ็บปวด หากแต่ร้องเพราะตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แบบไม่ทันให้ตั้งตัวเสียมากกว่า  อีกฝ่ายยังคงจับแขนตนเอาไว้แน่น ทั้งออกแรงขบกัดอย่างเมามันในอารมณ์ต่อไป กระทั่งหญิงชรารีบเข้ามาแยกพาเอาตัวออกไปนั่นแหละ จึงได้เห็นบริเวณที่ถูกกัดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย และมีรอยฟันเล็ก ๆ โค้งเรียงเป็นแถวกดลึกเข้าในผิวเนื้อ ประทับไว้เป็นที่ระลึกสำหรับการพบกันครั้งแรก

            อรุณสวัสดิ์และพลอยแสงที่ได้ยินเสียงดังผิดปกติแว่วมา จึงรีบรุดพากันมายังที่เกิดเหตุ และทันได้เห็นภาพเหตุการณ์ชวนตกใจเข้าพอดี

            “เป็นอะไรไหม เพื่อน ได้เลือดรึเปล่า” 

            อรุณสวัสดิ์ถามไถ่เพื่อนด้วยความเป็นห่วง  สีหน้าแลดูตกอกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นพอสมควร

            “ต้องขอโทษแทนพี่พิศด้วยนะคะ พี่ชาญ เจ็บมากไหม ไปหาหมอไหมคะ  แต่ปกติแล้ว พี่พิศไม่เคยกัดใครแบบนี้เลยนะคะ แกไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้ ส่วนใหญ่จะเอาของใกล้ตัวมาปาใส่มากกว่า”

            “พลอย.. นั่นปกติแล้วเหรอ”

            พลอยแสงทำท่าชะงักไปนิด เมื่อถูกญาติผู้พี่พูดติงสวนกับประโยคบอกเล่าของตน

            “เอ่อ พลอยก็พูดไปตามจริงน่ะ เพิ่งเคยเห็นพี่พิศกัดคนอื่น ก็พี่ชาญนี่แหละ คนแรกเลย”
            “ผมไม่เป็นอะไรหรอกครับ”

            สุชาญยกแขนข้างที่ถูกกัดค้างไว้ในอากาศ สอดส่ายสายตามองหาก๊อกน้ำแถวนั้น เผื่อได้เปิดเอาน้ำมาชำระรอยแผล ล้างคราบน้ำลายที่กำลังจะแห้งในอีกไม่ช้า  ส่วนผู้ก่อเหตุหายตัวไปเรียบร้อยแล้ว  พี่เลี้ยงคงพากลับคืนที่ของตัวเอง อาจพากลับไปกักขังไว้ในห้อง โทษฐานทำร้ายแขกผู้มาเยือน

            ได้แต่หวังว่า คงจะไม่ได้ไปกัดใครต่ออีกหรอกนะ..
           
           
            ทุกครั้งที่ความคิดคำนึงแล่นมาถึงตรงนี้ สุชาญก็มักเผลอยิ้มออกมาทุกที ด้วยรู้สึกตลกไม่หายกับประสบการณ์ความประทับใจครั้งแรกเจอที่ล่มไม่เป็นท่า  แต่จะถือสาหาความอะไรกับบุคคลที่มีความผิดปกติทางสติปัญญา  ในเมื่อรับรู้อยู่ก่อนแล้วว่า ตัวเองจะต้องมาประสบพบเจอกับอะไร

            พิศมณีเป็นคนพิเศษ  พิเศษทั้งในความหมายของความผิดปกติทางกายและใจ  และพิเศษในแง่ของการเป็นบุคคลที่ไม่มีใครสามารถทำอะไรกับเธอได้  ต่อให้เจ้าตัวอาละวาด โวยวาย หรือก่อความเดือดร้อนวุ่นวายสักเพียงใดก็ตาม

            ครั้งหนึ่ง เขาเคยเห็นหญิงสาวจัดการคว่ำแจกันลายครามใบใหญ่ ที่ตั้งโชว์อยู่ตรงแถวบริเวณห้องรับแขกชั้นล่างลงจากแท่นวางต่อหน้าต่อตา  จากของมีค่ากลายสภาพเป็นเศษกระเบื้องแตกหักเสียหายภายในชั่วพริบตา  เจ้าตัวส่งเสียงหัวร่อชอบใจอย่างไม่รู้ประสีประสา  สุชาญเพิ่งมารู้ทีหลังว่า แจกันโบราณใบนั้นเป็นของเก่าล้ำค่าที่นำเข้ามาจากประเทศจีน และราคาค่างวดของมันใกล้เคียงกับค่าผ่าตัดหัวใจบิดาของเขา ห่างกันอยู่เพียงไม่กี่หลักเท่านั้น

            เหนือยิ่งไปกว่านั้นคือ เขาไม่เห็นคุณอุดมชัยแสดงอาการโกรธ หรือตำหนิต่อว่าลูกสาวแม้เพียงคำ  กิริยาอาการที่คนเป็นพ่อทำคือ ถอนหายใจยาว ๆ ไปพลาง สั่นศีรษะไปพลาง พร้อมกับพูดคำว่า “ไม่เป็นไร”   
 

            สุชาญยิ้มรับแสงแรงร้อนจากดวงอาทิตย์  กวาดสายตามองดูสวนสวยด้านล่างจากมุมมองบนที่สูงเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนเอื้อมมือออกไปปิดบานหน้าต่างไว้ให้สนิทตามเดิม จากนั้นจึงสาวเท้าก้าวออกจากห้อง มุ่งหน้าตรงกลับไปยังห้องของพิศมณี เพื่อร่วมรับประทานอาหารเช้าของวันใหม่นี้ ..ด้วยกัน
 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 16 ตุลาคม 2563
Last Update : 16 ตุลาคม 2563 11:40:06 น. 0 comments
Counter : 170 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณรัชต์สารินท์


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16


 
zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.