! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2564
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
1 ธันวาคม 2564
 
All Blogs
 
ชาติ ครุณา ::: บทที่ ๔ : นิทาน



            เสียงโทรศัพท์มือถือซึ่งวางทิ้งไว้บนโต๊ะดังขึ้น ตอนที่กรุณากำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่กับการจัดม้วนผ้ามัสลินหลากสีตรงมุมหนึ่งของหลังร้าน เหลือบมองดูนาฬิกาแขวนผนังบอกเวลาจวนใกล้ห้าโมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ลูกจ้างทุกคนจะเตรียมตัวยุติการขาย ปิดร้านและแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน

            ร้านขายผ้าสาขานี้ตั้งอยู่ในย่านเดียวกับตลาดใหญ่ คุณลุงวิกรมซื้ออาคารพาณิชย์สองชั้นสี่คูหาสภาพเก่ากลางใหม่ แบ่งครึ่งทำเป็นร้านขายผ้าและร้านขายสารพัดเครื่องเทศอยู่ติดกัน ลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรแวะเวียนเข้ามาเลือกชมเลือกซื้อสินค้าตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ยังมีบริการสั่งซื้อออนไลน์และจัดส่งถึงบ้าน อันเป็นการขายรูปแบบใหม่ที่ปรับเปลี่ยนไปตามความสะดวกสบาย และพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

            คิ้วสองข้างเหนือนวลแก้มเนียนเลิกขึ้นนิดหนึ่ง เมื่อมองเห็นเบอร์และรายชื่อติดต่อของบุคคลผู้ซึ่งโทรเข้ามา กรุณายกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู พร้อมกับลงมือจัดเก็บเอกสารต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์เครื่องเขียนบนโต๊ะของตนไปด้วย

            “ว่าไง เพียว มีอะไรเหรอ”
            “-- คุ่ม วันอาทิตย์นี้ว่างไหม ไปเที่ยวอยุธยากัน --”

            ประโยคชักชวนล่องลอยมาพร้อมกับน้ำเสียงกระตือรือร้นของพรกมล บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวมีความคาดหวังอย่างมากที่จะได้ยินคำตอบรับจากตน

            “อยุธยาเหรอ จู่ ๆ ก็โทรมาชวนแบบนี้ ต้องมีอะไรใช่ไหม”

            ถ้าไม่รู้เท่าทันกันย่อมไม่ใช่เพื่อนสนิท.. ด้วยความคิดเช่นนี้เองทำให้กรุณาเอ่ยดักทางคนปลายสายแบบไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา

            “-- มีสิแก ก็ขับรถไปเที่ยวกันไง พวกเราสี่คน เนี่ยโทรมาชวนแกก่อน เดี๋ยวค่อยโทรชวนอ๊อฟ ถ้าแกไป มันก็คงไปด้วยแหละ นะ..ไปด้วยกันนะ คุ่ม --”

            “ทัวร์วัดอีกรึไง ไม่เอาหรอก ฉันชอบกิน ชอบดูนั่นดูนี่ ประเภทโทรมาชวนไปตระเวนเที่ยวทำบุญเสริมดวง เสริมโชคลาภ ถ้าออกแนวนี้แบบที่แกชอบอ่ะ ฉันขอผ่านนะ ไม่ไป”

            “ -- งวดนี้ไม่พาเข้าวัดหรอกน่า คือยังงี้ พอดีที่บริษัทน่ะ เขาจะจัดงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดให้แก่ท่านประธานบริษัท คุณบุหลัน คุณยายของคุณเชนน่ะ แล้วได้ยินว่าทางครอบครัวเขาจะจัดแบบควบรวม เลี้ยงวันเกิดย้อนหลังให้คุณเชนเขาด้วย พอดีเขาเพิ่งหายป่วยน่ะ งานนี้เขาเชิญพนักงานทุกคนกับครอบครัวด้วยนะ ใครสะดวกก็ไป ใครไม่สะดวกก็ไม่ได้บังคับหรอก แต่ฉันกับยัยปลาสองคน มันก็ควรจะไปใช่ไหมล่ะ --”

            ฟังเพื่อนสาวเล่ามาเป็นฉากแล้วก็ให้นึกขำ แต่ก็ปฏิเสธเหตุผลของอีกฝ่ายไม่ลงด้วยเช่นกัน เป็นธรรมดาของกฎเกณฑ์โลก หากต้องการก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มนุษย์สัมพันธ์และการให้ความร่วมมือเองก็เป็นสิ่งสำคัญ และคงเพราะด้วยเหตุนี้ พรกมลจึงโทรมาชักชวนตนให้ติดสอยห้อยตามไปด้วย

            “แกสองคนควรไปน่ะถูกต้องแล้ว แต่ฉันคนนอกนะ ไปด้วยคงไม่เหมาะมั้ง”

            “-- ไม่เห็นเป็นไรเลย งานเลี้ยงเขาจัดตอนเย็น ๆ ที่บ้าน ตอนเช้าพวกเราก็ไปเที่ยวที่อื่นกันก่อนไง แล้วค่อยเข้าไปช่วงบ่าย สักค่ำ ๆ ก็ขอตัวกลับ ยังไงฉันก็มาส่งแกถึงบ้านอยู่แล้วล่ะน่า ไม่ต้องกลัวหรอก --”

            “แกก็ไปกับยัยปลาสองคนไม่ได้รึไง ไม่เห็นต้องชวนฉันกับอ๊อฟไปด้วยเลยนี่นา”

            “-- ไปเหอะน่า รู้ไหม พี่ที่ทำงานเขาเล่าให้ฟังว่า บ้านคุณยายของคุณเชนน่ะ เป็นบ้านเรือนไทยโบราณหลังใหญ่เลยนะ อยู่ติดแม่น้ำด้วย เรือกสวนไร่นาเป็นสิบ ๆ ไร่ คงมีอะไรให้ดูเยอะแยะอยู่หรอก หรือวันหยุดแกอยากอยู่บ้านกับพี่วิกล่ะ เขายังไม่กลับไม่ใช่รึไง --”

            พอชื่อของบุคคลดังกล่าวถูกเอ่ยพาดพิงขึ้นมาตอนช่วงท้าย ความลังเลใจในทีแรกก็เหมือนถูกปัดเป่าให้ปลิวหายไปจนหมดสิ้น พรกมลช่างสังเกตและจับจุดอ่อนของตนได้อย่างอยู่หมัด รู้แม้กระทั่งว่า ช่วงเวลาที่เธอต้องอยู่ต่อหน้าพี่วิกผู้ค่อนข้างเอาใจใส่กึ่งเจ้าระเบียบนั้น เป็นไปด้วยความไม่บันเทิงเริงใจสักแค่ไหน

            ช่วงพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด ถ้าไม่ใช่ถูกขอแกมบังคับให้อ่านพวกหนังสือหนังหา ตำรับตำราต่าง ๆ ให้เจ้าตัวฟัง บางที พี่วิกกับตนก็จะออกนอกสถานที่ไปเที่ยวชมตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งก็ไม่พ้นพวกพิพิธภัณฑ์ หอสมุด หรือไม่ก็เป็นแหล่งให้ความรู้ทางด้านใดด้านหนึ่งอยู่ตลอด จนหลายครั้ง กรุณาเองก็ไม่เข้าใจว่า พี่ชายคนนี้ผู้มีวิถีชีวิตประหนึ่งคนตาบอด มักขวนขวายแสวงหาสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุผลกลใด

            แม้ปลายสายยังไม่ได้เร่งเอาคำตอบ แต่กรุณาก็พร้อมแล้วที่จะตัดสินใจ ระหว่างนั่งรถเที่ยวกินลมชมวิวไปกับผองเพื่อน กับอยู่เหย้าเฝ้าเรือนและทำกิจกรรมร่วมกับพี่วิก หญิงสาวก็ขอเลือกตัวเลือกแรกซึ่งน่าจะให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจกว่าอย่างแน่นอน

            “โอเค ไปก็ไป แล้วจะมารับกี่โมงล่ะ”
            “-- เย้ ! น่ารักที่สุดเลยคุณเพื่อนขา เจอกันวันอาทิตย์ เจ็ดโมงเช้านะ งั้นแค่นี้นะ ไม่รบกวนแล้ว ได้เวลาเลิกงานพอดี บ๊ะบายจ้า --”

            พอได้ในสิ่งที่ต้องการ อีกฝ่ายก็ขอตัววางสาย กรุณาส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับถอนหายใจ ก่อนกดปุ่มปิดหน้าจอโทรศัพท์ให้มืดดับ สลับกับมองดูความเรียบร้อยบนโต๊ะทำงานของตนเป็นหนสุดท้าย  

             -- เอาเถอะ..อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่บ้านกับพี่วิกแหละนะ --

            หญิงสาวคิด ขณะเก็บเครื่องโทรศัพท์ใส่ลงในกระเป๋าสะพายใบเล็ก ขยับเก้าอี้ล้อเลื่อนให้ชิดติดกับโต๊ะทำงาน แล้วจากนั้นจึงเดินไปกดปิดสวิตช์ไฟ ก่อนสาวเท้าก้าวออกจากร้านเป็นคนสุดท้าย โดยมีลูกจ้างหญิงคนหนึ่งยืนถือแท่งเหล็กปลายงอคล้ายตะขอ รอดึงบานพับเหล็กชั้นนอกสุดจากช่องเก็บด้านบน ก่อนคล้องแม่กุญแจตัวใหญ่อันเป็นการปิดล็อกร้านเสร็จเรียบร้อย

            ต่างคนต่างกล่าวคำอำลา ต่างอวยพรให้อีกฝ่ายเดินทางกลับถึงบ้านกันอย่างปลอดภัย ก่อนจะต้องกลับมาพบเจอกันใหม่ในวันรุ่งพรุ่งนี้
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++
 

 
            นางบุญเลื่อนประคองถาดใบย่อมซึ่งจัดวางชุดน้ำชาและขนมหวานสำหรับสองที่ เดินเข้ามาในบริเวณส่วนของห้องรับแขกที่ซึ่งมีชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งสนทนากันอยู่ภายในนั้น ดวงตาของหญิงชราทอดแววเอ็นดูปนเมตตาไปทางเด็กหนุ่มอ่อนวัยผู้มีศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของหลานสาว ทว่าในขณะเดียวกัน กิริยาท่าทางซึ่งแลดูนอบน้อมเป็นพิเศษเวลาอยู่ต่อหน้าใครอีกคนนั้น ก็ได้ทำให้คุณากรอดที่จะนึกคิดไม่ได้ว่า คุณยายของกรุณาดูจะมีความเกรงอกเกรงใจ ต่อหลานชายของเจ้านายอยู่ไม่น้อย

            หนุ่มแว่นรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ปรี่เข้าไปรับเอาถาดใส่เครื่องดื่มจากมืออีกฝ่ายโดยไว กล่าวคำขอบคุณด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตามประสาคนที่โตมาในครอบครัวขยาย ซึ่งประกอบด้วยคนสามชั่วรุ่นภายในบ้าน จึงคุ้นเคยกับการปรนนิบัติและอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุเป็นอย่างดี

            “ทานขนมรองท้องกันก่อนนะ ระหว่างรอคุ่มกลับมา แล้วค่อยทานข้าวเย็นกัน”
            “ขอบคุณครับ คุณยาย มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
            “ไม่มีหรอก ขอบใจนะหนุ่ม นั่งคุยกันต่อเถอะ ยายขอตัวไปเตรียมสำรับให้ตาสมพรก่อนละ”
            “ครับ ขอบคุณครับ คุณยาย”

            จานขนมและถ้วยเครื่องดื่มถูกทยอยนำออกจากถาดอย่างบรรจงด้วยมืออันเบาของคุณากร วางเอาไว้บนโต๊ะกลางต่อหน้าวรวิกผู้ซึ่งถูกขัดจังหวะอันดี ในขณะที่กำลังเตรียมเล่านิทานเริงใจให้ชายหนุ่มรุ่นน้องได้รับฟัง

            แม้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ หากแต่วรวิกก็ขยับเปลี่ยนอิริยาบถเป็นท่วงท่าแปลกพิกล ยกขาข้างซ้ายขึ้นมาพาดทับหน้าขาข้างขวา นั่งยืดตัวหลังตรงอย่างสง่า แล้วจากนั้นจึงค่อยเริ่มต้นถ่ายทอดเรื่องราวที่ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าตรงหน้า พึงกระหายใคร่อยากฟังเสียเหลือเกิน

            “นิทานส่วนใหญ่มักขึ้นต้นด้วยคำว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เรื่องนี้ก็เช่นกัน..” รอยยิ้มน้อยผุดเผยขึ้นตรงมุมปากที่กำลังขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว “..กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่ ทะเลสาบมากมาย แม่น้ำลำธารหลายสาย ต้นไม้ใบหญ้าสารพัดชนิด รวมถึงมีสัตว์มากมายที่ต่างอาศัยอยู่ในถิ่นสถานของพวกมัน”

            กระแสเสียงทุ้มนุ่มนวลของผู้บรรยาย สร้างจินตภาพให้โลดแล่นไปในหัวสมองของผู้รับสาร คุณากรวาดภาพผืนป่ากว้างที่อยู่ท่ามกลางขุนเขาลำเนาไพร ป่าลึกลับซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ในจินตนาการอย่างนกยักษ์

            วรวิกยังคงเอื้อนเอ่ยต่อไป ลูกนัยน์ตาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทขยับยุกยิกเคลื่อนไหว คล้ายเจ้าตัวกำลังใช้ความคิดไปด้วยขณะเอ่ยถ้อยคำจำนรรจา

            “ป่าแห่งนั้นมีนกยักษ์สายพันธุ์หนึ่ง พวกมันทั้งตัวใหญ่ แข็งแรงและมีพละกำลังมาก รวมถึงมีอายุขัยที่ยืนยาวนาน นกยักษ์เหล่านั้นแม้มีจำนวนไม่มาก แต่พวกมันก็แบ่งอาณาเขตพื้นที่ปกครอง รวมตัวกันเป็นเผ่าแล้วกระจายตัวกันออกไปอาศัยอยู่ตามที่ต่าง ๆ แม้มีกำเนิดเป็นชาติเดรัจฉาน แต่พวกนกยักษ์ส่วนใหญ่ต่างให้เกียรติและเคารพในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข และมีสันติตามวิถีชีวิตของพวกมัน”

            แม้คนตรงหน้าจะบอกว่าเป็นนิทาน หากแต่วิธีการเรียบเรียงและถ้อยความที่ถ่ายทอดออกมานั้น ฟังดูแล้วให้ความรู้สึกเข้มขรึมจริงจังมากกว่าชวนผ่อนคลาย ด้วยเหตุนี้ คุณากรจึงยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบขณะรับฟังร่วมไปด้วย เพื่อรับรสชาติหอมหวานในทางอื่นแทน

            พวกนกยักษ์ในแบบฉบับของพี่วิกดูเหมือนจะมีสติปัญญา ทั้งมีรูปแบบพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกับสังคมมนุษย์อยู่ไม่น้อย ซึ่งนั่นอาจเจือปนด้วยตัวตนของผู้เล่าเองด้วยส่วนหนึ่งก็เป็นได้

            เสียงของวรวิกยังคงพูดต่อ และเข้าสู่ช่วงตอนที่ติดตรึงอยู่ในความคิดคำนึงของคุณากรไม่เสื่อมคลาย

            “วันหนึ่ง มีลูกนกตัวเมียตัวหนึ่ง ฟักออกมาจากฟองไข่โบราณที่ถูกเก็บเอาไว้นานจนกลายเป็นหิน พวกนกยักษ์ต่างพากันชื่นชมยินดีกับการกำเนิดของลูกนกตัวนี้ พวกหัวหน้านกซึ่งเป็นผู้ปกครองเผ่าทั้งห้าจึงตกลงกันว่า จะผลัดกันเลี้ยงดูลูกนก โดยแบ่งสรรปันส่วนช่วงเวลาตามกำหนดการเริ่มต้นและสิ้นสุดของฤดูกาล ด้วยเหตุนี้ ลูกนกตัวนี้จึงได้เดินทางไปทั่วป่า เติบโตควบคู่ไปกับการเรียนรู้ อาศัยอยู่ร่วมกับฝูงนกยักษ์ทั้งหลาย จนกว่าจะถึงเวลาของมัน”

            เพราะคนเล่าหยุดพักเว้นจังหวะ ทิ้งท้ายท่อนจบประโยคค้างเอาไว้เช่นนั้น หนุ่มแว่นจึงถือโอกาสซักถามเพิ่มเติมในประเด็นปลีกย่อยที่ตนให้ความสนใจ

            “พี่วิกครับ ตอนแรกที่พี่บอกว่า นิทานเรื่องนี้ชื่อ ชาติ ครุณา สองคำนี้มันมีความหมายไหมครับ หรือว่าเป็นชื่อตัวละครในเรื่อง”

            คำถามดังกล่าวเรียกรอยยิ้มน้อยขึ้นบนดวงหน้าขาวอันโสภณ รอยยิ้มดังกล่าวคล้ายระบายความรู้สึกเอ็นดูหรืออ่อนโยนขึ้นมาให้ได้เห็นชั่วขณะหนึ่ง

            “คำว่า ชา-ติ ไม่มีความหมายในภาษาไทย แต่ให้เข้าใจว่า มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า มานี่ หรือ กลับมา
            “แล้วมันเป็นคำในภาษาอะไรหรือครับ อันนี้ ผมขอถามได้ไหม”
            “ไม่มีอะไรหรอก มันเป็นแค่ภาษาสมมติขึ้นมา ภาษาของพวกสัตว์ในป่านี้นั่นแหละ ส่วนครุณานั้นเป็นชื่อของลูกนกตัวที่ถูกกล่าวถึง”
            “อ้อ ผมเข้าใจละ งั้นแบบนี้ ชาติ ครุณา ก็หมายถึง กลับมา ครุณา ใช่ไหมครับ”

            อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อยแทนการตอบรับ วรวิกผินหน้าไปทางบานหน้าต่างที่เปิดรับแสงสว่างจากภายนอก แม้แสงสุริยาเริ่มโรยราเพราะจวนใกล้มืดค่ำแล้ว ทั้งภายในบ้านรวมถึงห้องรับแขกก็สว่างไสวด้วยแรงไฟจากหลอดนีออน หากชายหนุ่มรุ่นพี่ก็แสดงออกคล้ายดั่งกำลังมองหา หรือรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ในท่าที

            และถ้าหากตาไม่ฝาดหรือมองผิดเพี้ยนไป คุณากรคิดว่าตนมองเห็นดวงตาคู่ที่ปิดสนิทอยู่ของอีกฝ่าย เผยอเปลือกตาเปิดขึ้นเล็กน้อย ก่อนปิดลงตามเดิมภายในเสี้ยววินาที

            “เล่าต่อเลยครับ ผมขอโทษที่ขัดจังหวะ เมื่อกี้ที่พี่พูดค้างเอาไว้ว่า จนกว่าจะถึงเวลาของมัน ตรงนี้หมายถึงอะไรหรือครับ”
            “อ้อ หมายถึงตอนที่มันจะถึงวัยโตเต็มที่ แล้วถึงเวลาเลือกคู่ของมันน่ะ”

            วรวิกหันหน้ากลับมา แม้อยู่ในสภาพไม่ได้ลืมตา ทว่าคุณากรกลับรู้สึกกดดัน เหมือนตัวเองกำลังถูกอีกฝ่ายจ้องมองด้วยดวงตาอันแหลมคมของเหยี่ยวหรือนกอินทรี

            “หัวหน้านกทั้งห้าต่างเลือกหนึ่งในบรรดาลูกชายของพวกตน ให้มาทำหน้าที่ดูแลลูกนก ในยามที่ถึงวาระต้องไปพำนักอาศัยอยู่ด้วย นกตัวผู้ทั้งห้าตัวนี้จึงมีศักดิ์เป็นเหมือนพี่ชายและพี่เลี้ยง คอยผลัดกันเลี้ยงดูลูกนก ตามแบบอย่างลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไปของพวกมัน”

            “ตรงนี้แหละครับที่คุ่มเคยบอกว่า เรื่องมันต่างกัน ในเรื่องที่พี่พีเล่าบอกว่า มีนกอยู่แค่สองตัวเท่านั้น คือ นกตัวเมียเป็นน้องสาว กับอีกตัวเป็นนกตัวผู้เป็นพี่ชาย แค่นั้นเองครับ”

            ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจเบา ๆ ก่อนคำพูดทำนองบ่นพาดพิงถึงบุคคลที่สามจะหลุดออกมาให้ได้ยิน

            “เจ้าพีมันก็แค่ไม่อยากเล่าทั้งหมด หรือไม่ก็แค่.. ไม่อยากเล่าให้เรื่องราวมันออกมาเหมือนกันแค่นั้นเอง”
            “ครับ เชิญพี่วิกเล่าต่อเลยครับ”

            เมื่อได้ยินแบบนั้น คุณากรจึงรีบเอ่ยอย่างเกรงใจ สังเกตเห็นร่องรอยของความไม่ลงรอยเล็กน้อยระหว่างพี่ชายทั้งสองของกรุณา

            “เมื่อเจ้านกครุณาเติบใหญ่ขึ้น วันหนึ่ง นางนกน้อยได้ออกเดินทางตามปกติ โบยบินไปตามลำพังแต่แล้วก็เกิดหายตัวไป ทำให้พวกพี่ชายทั้งห้าต่างออกติดตามค้นหาไปทั่วป่า แต่ก็ไม่พบร่องรอยหรือเบาะแสใด ๆ พวกนกยักษ์ต่างพากันเชื่อว่า นางนกครุณาได้พลัดหลงออกจากป่า หลงไปในที่อื่นหรือป่าอื่น ซึ่งอยู่นอกเหนืออาณาเขตที่พวกมันไม่อาจค้นเจอ”

 
            ในขณะที่เรื่องราวกำลังดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนอันแสนเร้าความสนใจ โทรศัพท์มือถือของหนุ่มแว่นก็พลันส่งเสียงดังขึ้นขัดจังหวะอันดี คุณากรกล่าวคำขออภัยต่อคู่สนทนา ขอตัวลุกเลี่ยงหลบออกไปด้านนอกชาน เมื่อเห็นเป็นสายเรียกเข้าจากพรกมล เพื่อนสาวตัวอวบกลมผู้ติดชอบพูดจาเสียงดังโผงผาง

            “ว่ายังไง มีอะไรรึเปล่า เพียว โทรมาซะเย็นเลย”
            “-- แหม ก็ต้องมีสิจ๊ะ ไม่งั้นจะโทรมาทำไม --”

            ในยามปกติ หากมีเพื่อนคนหนึ่งคนใดโทรมา คุณากรมักพร้อมตอบรับด้วยความยินดีหรือมีอารมณ์แจ่มใสอยู่เสมอ หากแต่ในหนนี้ เขากลับนึกอยากรีบคุยธุระให้เสร็จสิ้นโดยไว เพื่อจะได้กลับไปฟังนิทานที่หาฟังจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้

            ต่อให้มันเป็นเรื่องที่คิดและแต่งขึ้นมาเองตามแต่ใจ ทว่าความรู้สึกแปลก ๆ บางอย่างข้างใน กลับทำให้เขานึกเชื่อมโยงนิทานกับขนนกราคาสิบล้านบาท ที่ตนเพิ่งนำมาคืนให้แก่เจ้าของขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

            หรือมันอาจจะเป็นไปได้ไหมว่า ขนนกเส้นนี้..จะเป็นขนของนกยักษ์ในนิทาน

            “งั้นบอกมาแบบไว ๆ หน่อยนะ พอดีตอนนี้ เราติดธุระอยู่อ่ะ คุยนานไม่ได้”

            คุณากรรีบกรอกเสียงตอบกลับ เหลียวหันมองไปทางวรวิกอีกครั้ง เห็นอีกฝ่ายยื่นมือออกมาตรงหน้า คว้าจับหูถ้วยน้ำชายกขึ้นจิบด้วยท่าทางบรรจง

            “-- คืองี้นะ วันอาทิตย์นี้ เรากับยัยปลาจะไปอยุธยากัน เราก็เลยอยากชวนนายไปด้วย อ้อ คุ่มก็ตกลงไปด้วยนะ เราโทรชวนเรียบร้อยแล้ว สรุปนายไปได้ใช่มะ --”

            พอร้องขอให้พูดบอกแบบรวบรัดตัดความ พรกมลก็พ่นข้อความเร็วปรื๋อชนิดฟังตามแทบไม่ทัน หนุ่มแว่นไม่นิ่งคิดนาน อย่างไรเสียก็แค่ตกปากรับคำเพื่อนไปก่อน หลังจากนั้น จะสะดวกไปหรือไม่ก็ค่อยว่ากันอีกที

            “ได้ วันอาทิตย์เราน่าจะว่าง งั้นแค่นี้ก่อนนะ ไว้กลับถึงบ้านก่อน ค่อยคุยกันอีกที”
            “-- โอเค ๆ บ๊ะบาย --”

            อุตส่าห์รีบตัดบทวางสาย แต่พอหันมาอีกที พี่ชายของกรุณาก็อยู่ในท่าลุกขึ้นยืนเสียแล้ว คุณากรเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียดาย ใจหนึ่งก็นึกอยากเรียกรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ แต่อีกใจก็รู้สึกกริ่งเกรงที่จะทำเช่นนั้น

            เหมือนคนตรงหน้าจะล่วงรู้ความคิดของตนได้ วรวิกหันมาทางเพื่อนของน้องสาว ก่อนบอกกล่าวเป็นเชิงขอตัว

            “เรื่องราวต่อจากนั้น เธอก็คงเคยได้ยินได้ฟังจากคุ่มมาก่อนบ้างแล้ว เอาไว้พบกันคราวหน้า ผมจะเล่าขยายความต่อให้ก็แล้วกัน ขอตัวก่อนล่ะ ผมมีสายสำคัญที่ต้องคุยธุระตอนหกโมงเย็น”
            “ขอบคุณมากนะครับ พี่วิก สำหรับทั้งเครื่องรางที่ให้ยืม แล้วก็นิทานด้วยครับ”

            ในมือซ้ายของวรวิกถือกล่องใส่ขนนกเอาไว้พร้อมสรรพ เตรียมจะนำไปเก็บในห้องพักรับรองแขกที่ตนกำลังเป็นผู้ใช้งานอยู่บนชั้นสอง ส่วนคุณลุงวิกรมเดินทางกลับไปพักที่บ้านของตัวเอง ตั้งแต่เย็นวันที่พาหลานชายมาส่งที่นี่แล้ว

            “ดูแลตัวเองด้วยนะ ไม่ได้ไปไหนสักพัก อาจจะน่าเบื่อสักหน่อย แต่มันก็จะผ่านไปได้ด้วยดีเอง”
            “ครับ”

            แม้งุนงงสงสัย ไม่เข้าใจความหมายของประโยคดังกล่าว กระนั้น คุณากรก็จำต้องตอบรับตามมารยาท ก่อนยืนนิ่ง ใช้สายตามองดูญาติผู้พี่ของกรุณา ผู้เดินหลับตาตรงไปยังบันไดด้วยท่วงท่าอันสง่า ปราศจากอาการคลำหาทางราวกับมองเห็นทิศทางรอบด้านอย่างทะลุปรุโปร่ง

            หนุ่มแว่นกลับลงนั่งบนเก้าอี้รับแขกตัวเดิม เหลือบมองดูนาฬิกานกกุ๊กกูที่แขวนติดผนังอยู่ไม่ไกล บอกเวลาอีกสิบกว่านาทีจะล่วงเข้าสู่ช่วงหกโมงเย็น นั่งทานขนมที่เหลือไปพลาง เล่นโทรศัพท์มือถือไปพลาง รอเพียงไม่นาน กรุณาก็กลับมาถึงบ้าน พูดคุยวางแผนเตรียมตัวกันเรื่องอยุธยาอยู่สักพัก ก็ถึงเวลารับทานอาหารเย็นหากแต่ปราศจากเงาของวรวิกร่วมโต๊ะเหมือนอย่างเคย

 
            ท่ามกลางแสงสลัวของความมืดที่โรยตัวไปทั่วหล้า ขณะที่คนอื่น ๆ กำลังเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารอันโอชาและวงสนทนาอันสนุกสนานครื้นเครง ร่างสูงโปร่งของวรวิกก้าวออกจากห้องของตัวเอง เอื้อมมือจับลูกบิดแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องส่วนตัวของกรุณา ทั่วทั้งห้องมืดมิด ทั้งผู้ล่วงล้ำเข้ามาเองก็ไม่คิดจะเปิดดวงไฟให้ความสว่าง เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายในความมืดราวเรืองแสงสุกสว่าง เฉกเช่นเดียวกับขนนกเส้นใหญ่ในมือที่เจ้าตัวถือครองอยู่ตอนนี้

            ดวงตาคู่หนึ่งซึ่งไม่เปิดขึ้นให้ใครได้เห็นในยามปกติ บัดนี้ ลืมตากว้างขึ้นอย่างเต็มที่ ประดุจสีดำของยามราตรีเอื้อต่อการมองเห็นได้ดีกว่าตอนกลางวัน วรวิกในสภาพปกติธรรมดาเดินเข้าไปหยุดชิดติดปลายเตียงหลังใหญ่ของกรุณา ก่อนใช้มือเพียงข้างเดียวยกฟูกนอนอันหนาหนักขึ้นอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นสิ่งซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ตรงบริเวณกลางเตียง

            มันเป็นขนนกมันวาวอีกอันที่มีลักษณะคล้ายกับที่อยู่ในมือของวรวิก แตกต่างกันตรงส่วนของสีขนอันจัดจ้านราวกับถูกย้อมด้วยสีแดงพรรณราย เรืองแสงเบาบางในความมืดแม้ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด รอดพ้นจากสายตารู้เห็นของมนุษย์คนใดในบ้านหลังนี้

            วรวิกโน้มไปข้างหน้า เอื้อมหยิบเอาขนนกสีแดงเส้นดังกล่าวออกมา ก่อนวางแทนที่ของเดิมด้วยขนนกสีน้ำตาลเส้นที่ตนได้รับคืนมาจากเพื่อนน้องสาว แล้วจากนั้นจึงค่อยผ่อนกำลังแขนวางฟูกนอนลงปิดทับตามเดิม ลงมือจัดเครื่องนอนต่าง ๆ ให้อยู่ในตำแหน่งเดิม ก่อนเดินไปที่หน้าต่าง ปลดตัวล็อกแล้วเปิดออกกว้าง แล้วยื่นฝ่ามือซึ่งมีขนนกสีแดงออกไปในอากาศอันว่างเปล่าเบื้องหน้า

            เปลวไฟอันไร้ที่มาติดพรึ่บขึ้นเผาไหม้ ลามเลียไปถ้วนทั่วจนวัตถุสวยงามกลายสภาพเป็นเพียงเถ้าถ่าน วรวิกกำมือขยำขยี้เศษซากที่หลงเหลืออยู่ให้ป่นสลาย ก่อนคลายมือออก ปล่อยให้เถ้าโปรยปลิวไปกับสายลมเย็นที่พัดผ่าน

            “เห็นไหม.. มันก็เป็นแค่ขนนกธรรมดาเส้นหนึ่งเท่านั้นเอง”

            ชายหนุ่มผมยาวกล่าวถ้อยคำรำพันอันไร้ซึ่งความหมาย ก่อนจะปิดหน้าต่างกลับตามเดิม แล้วพาตัวเองกลับออกไปอย่างเงียบเชียบเหมือนตอนเข้ามา
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++
 

           
            เสียงเคาะบานประตูไม้ดังขึ้นเบา ๆ ในตอนที่ไชยยันต์กำลังนอนเอกเขนกอยู่ตามลำพัง ภายในห้องหับซึ่งตกแต่งด้วยเครื่องเรือนย้อนยุคให้กลิ่นอายความโบราณ ข้าวของทุกชิ้นสะสมไว้ตามความทรงจำของกาลเวลาที่ผันผ่าน คนเดียวที่ยังคงพำนักอาศัยอยู่ภายในเรือนไทยริมน้ำหลังนี้ คงมีแต่คุณยายของตนเท่านั้น ส่วนลูกหลานย้ายไปอยู่ตึกใหญ่ที่ให้ความสะดวกสบายมากกว่า ส่วนญาติพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกันต่างกระจายอยู่กันต่างถิ่น หรือไม่ก็ทยอยล้มหายตายจากไปก่อนแล้วก็มี

            ชายหนุ่มละสายตาจากข้อความในโทรศัพท์มือถือ ลุกขึ้นไปเปิดประตูรับบุคคลด้านนอก ผู้ซึ่งตนรู้ดีว่าเป็นผู้ใด หลังปลีกตัวหนีความวุ่นวายที่ตึกใหญ่ มาอยู่คนเดียวบนเรือนไทยอันแสนเงียบสงบแห่งนี้ เพราะเป็นสถานที่เดียวที่ผองญาติส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าย่างกรายเข้าใกล้ เว้นก็แต่พวกคนงานที่มีหน้าที่ต้องเข้ามาปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาดกันอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอเท่านั้น

            “ตาเชน คืนนี้ หลานจะนอนที่นี่หรือ”

            นางบุหลันเอ่ยถามหลานชายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ขณะร่างงกเงิ่นซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัย ถูกประคองพาตัวมานั่งลงด้วยกันบนเตียง

            “ครับ คืนนี้อากาศเย็นสบายดี ไม่ต้องนอนห้องแอร์ก็ได้ ผมเบื่อพวกที่ตึกใหญ่เสียงดัง เตรียมงานกันให้วุ่นวาย อุตส่าห์บอกคุณแม่ไปแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องจัดงานวันเกิดย้อนหลังให้ผมก็ได้ จัดแค่งานคุณยายคนเดียวก็พอแล้ว”

            รับฟังหลานรักพูดแกมบ่นแล้วก็ได้แต่ยิ้มในหน้า แม้ไม่ใช่หลานชายคนแรกสุดเพราะยังมีคนอื่นที่มีลำดับอาวุโสมากกว่า ทว่าหญิงชราก็ให้ความรักและเอ็นดูไชยยันต์มากกว่าลูกหลานคนใด

            อาจเพราะส่วนลึกในใจ นางบุหลันรู้สึกเหมือนหลานชายคนนี้มีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับสิ่งลี้ลับ อันเปรียบเสมือนความเชื่อหรือศรัทธาที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นก็เป็นได้

            “ยายรู้ว่า หลานอาจจะอยากฉลองกับเพื่อน ๆ วัยหนุ่มสาวด้วยกันมากกว่าใช่ไหมล่ะ ตอนนี้น่ะ มีงานรื่นเริงบ้างก็ดีเหมือนกัน ได้รับขวัญที่หลานหายป่วยไข้ กลับมาแข็งแรงเป็นปกติด้วยยังไงล่ะ”

            “โธ่ คุณยายครับ พูดแบบนี้ผมน้อยใจนะ ผมจะเห็นแก่เพื่อนมากกว่ายายตัวเองได้ยังไงกันล่ะครับ ทั้งสวยทั้งใจดีแบบนี้มีคนเดียวในโลก หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”

            ใบหน้าอันหล่อเหลาพูดพร้อมกับยิ้มหวาน รอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ดึงดูดใจสาวน้อยสาวใหญ่ให้ตกลงสู่บ่วงพิศวาสมานักต่อนัก ผู้เป็นยายรู้จักนิสัยใจคอของหลานชายเป็นอย่างดี รู้แม้กระทั่งกิตติศัพท์ความเจ้าชู้ที่มักลอยลมมาเข้าหูให้ได้ยินอยู่เป็นประจำ

            “พอเลย พ่อคนช่างประจบ จำได้ไหมว่าตัวเองขออะไรไว้ ไม่แน่นะ งานนี้แม่เรากับพวกน้า ๆ เขาอาจจะเชิญบ้านที่เขามีลูกสาวสวย ๆ นิสัยดี ๆ มาให้หลานได้ทำความรู้จัก เผื่อติดใจรักชอบคนไหน ทางบ้านเราจะได้ไปสู่ขอพร้อมตบแต่งกันให้เป็นเรื่องเป็นราว ตาเชนของยายจะได้สมใจปรารถนาเสียที”

            “อันที่จริง ไอ้เรื่องหาคนมาดูตัวอะไรนี่ คุณแม่กับสองน้าเขาก็คอยหาคนมาแนะนำให้ผมอยู่เรื่อยนะครับ เพียงแต่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจเท่านั้นเอง”

            ไชยยันต์หัวเราะเล็กน้อยขณะเท้าความรำลึกถึงความหลัง นึกขบขันกับความพยายามของเหล่าบุคคลในครอบครัวที่ช่างขยันหาคู่ดูตัวให้แก่ตน ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลยก็ได้

            “ถ้าอย่างนั้นก็เอาเป็นว่า ยังไงก็อย่าอยู่เป็นโสดนาน เดี๋ยวจะพานหาทางลงจากคานไม่ได้อย่างน้าบุญเขาก็แล้วกันนะลูก”

            นางบุหลันเอ่ยแซวหลาน โดยพาดพิงไปถึงสถานะของลูกสาวคนเล็ก บุญธิดาน้าสาวของไชยยันต์ครองความโสดมาอย่างเหนียวแน่นยาวนาน กระทั่งย่างเข้าวัยห้าสิบห้าปีในปัจจุบันก็ยังคงอยู่ติดบ้าน นัยว่าคงอยู่เป็นเพื่อนคอยปรนนิบัติดูแลมารดาไปจนกว่าท่านจะสิ้นบุญ

            “ถ้าน้าบุญมาได้ยินคุณยายพูดแบบนี้ มีหวังค้อนจนตาหลุดแน่เลยครับ”

            หญิงชราได้แต่หัวเราะกับคำพูดของอีกฝ่าย คนทั้งสองสนทนาสัพเพเหระกันต่ออยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่นางบุหลันจะเป็นฝ่ายขอตัวจากไปพักผ่อน ปล่อยให้หลานชายได้พักผ่อนตามลำพังอีกครั้ง

            ชายหนุ่มปลดสายรัดมุ้งสี่เสาออกก่อนเดินไปปิดสวิตช์ไฟ เพื่อให้ผ้าตาข่ายเนื้อบางเบาลงมาคลุมเตียงไว้รอบด้าน ป้องกันอันตรายจากยุงหรือแมลงในยามราตรี เนื่องจากค่ำคืนนี้ ไชยยันต์ตั้งใจที่จะเปิดหน้าต่างรับลมเย็นไว้ตลอดทั้งคืน

            เอนตัวลงนอนหงายราบไปกับเตียง ศีรษะหนุนบนหมอนใบนุ่มที่มีกลิ่นกรุ่นจากไอแดดได้ไม่เท่าไหร่ ความง่วงงุนก็พลันบุกจู่โจมขึ้นมาเร็วไว ส่งผลทำให้ชายหนุ่มหลับใหลไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานนัก

 
            กลางดึกสงัด งูสีดำตัวใหญ่เท่าท่อนแขนผู้ใหญ่ ค่อย ๆ เลื้อยพาดผ่านขอบหน้าต่าง พาลำตัวอันยืดยาวที่เต็มไปด้วยเกล็ดแข็งมันวาว เข้ามาภายในห้องที่มีร่างของมนุษย์คนหนึ่งกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง มันอาศัยกิ่งก้านสาขาของต้นสารภีสูงใหญ่ซึ่งปลูกอยู่ใกล้กับตัวเรือน เป็นจุดซุ่มซ่อนคอยดูความเคลื่อนไหวทั้งหมดภายในห้องอยู่เนิ่นนาน รอคอยจนกระทั่งเห็นมนุษย์เพศชายล้มตัวลงนอนหลับ แล้วจึงค่อยคืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ เคลื่อนกายเงียบเชียบชนิดไม่ก่อให้เกิดเสียงผิดปกติแม้สักนิดเดียว

            สายลมจากนอกหน้าต่างโชยพัดเข้ามาหอบหนึ่ง ตอนที่ร่างอสรพิษพาดพ้นขอบหน้าต่าง พาตัวลงมาสู่พื้นไม้เบื้องล่างได้เป็นผลสำเร็จ ลำแสงสีนวลแห่งดวงจันทราส่องสว่างลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน เป็นเวลาชั่วครู่ใหญ่ที่งูสีดำคล้ายพลันเลือนหายไปจากตำแหน่งมุมห้องที่มันแอบซ่อนขดตัวนิ่งอยู่ ก่อนที่จู่ ๆ เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งจะโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าแทนที่งูตัวนั้น

            รูปร่างหน้าตาของชายคนดังกล่าวอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ สัณฐานช่วงบนเปล่าเปลือย หากแต่สวมใส่เครื่องทองเป็นกำไลรัดต้นแขน และสายสังวาลเส้นหนึ่งคล้องเฉวียงบ่าเอาไว้ ช่วงล่างนุ่งโจงผ้าพื้นสีเขียวเข้มปราศจากลวดลาย ผู้ปรากฏกายจากความพันลึกพิสดารยืนนิ่ง ทำหน้าตาคล้ายกำลังขับไล่ความมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยขยับก้าวเข้าไปหาคนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างช้า ๆ

            “มีอันใดรึ ไชยปราการ”

            ทว่าเสียงร้องทักจากปากบุคคลผู้ซึ่งกำลังหลับใหล ก็ได้ทำให้ฝีเท้าอันเบานั้นชะงักหยุดเสียก่อน

            “มิมีกระไรดอกขอรับ แค่กระผมเวียนมาดูให้รู้ว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี ร่างนี้เป็นเยี่ยงไรบ้างขอรับ”

            อุรคใหญ่ผู้กลายร่างเป็นมนุษย์เอ่ยถาม ยืนประสานมือในท่าค้อมหลัง ก้มศีรษะลงต่ำ แสดงออกถึงความเคารพยำเกรงต่อฝ่ายตรงข้ามอยู่ในที

            “ไม่ดีนัก สันดานเจ้าชู้ หากรู้ก่อนนี้ คงวานให้เจ้าช่วยดัดนิสัยแต่เนิ่น ๆ”

            ไชยยันต์ชันตัวขึ้นนั่งในท่าขัดสมาธิทั้งในสภาพหลับตา สองแขนกางออกกว้างวางทาบลงบนหน้าขาแลดูผึ่งผาย ผิดแผกแตกต่างไปจากยามปกติราวกับเป็นคนละคน

            “เด็กนี้ แต่เดิมท่านพ่อไชยเทเวศ ท่านเป็นผู้ช่วยให้ได้ถือกำเนิดเกิดมา ยายของเด็กนี้จึงตั้งชื่อไชยยันต์เพื่อรำลึกคุณ พอพ่อท่านจากไปแล้ว กระผมเป็นผู้รับช่วงต่อ คอยดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนในเรือนนี้ตามคำฝากฝัง ตามที่ท่านปู่ชเยนทรได้เห็นนี่แลขอรับ”

            “เวลาผ่านไปรวดเร็วนัก ครานั้นตอนข้ามา แลเห็นพ่อเจ้ายังเพิ่งเริ่มแก่ตัวลงไม่เท่าไร มาอีกทีก็ตายจากกันไปเสียแล้ว”

            ร่างบนเตียงกล่าวโต้ตอบกับคนลึกลับ ผู้ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าไปกับพื้นตรงข้างเตียง พร้อมกับเอ่ยจำนรรจาขานไขข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผยให้รับรู้รับทราบกันโดยทั่วไป

            “วงศ์วานนาคาในโลกนี้ พวกเรามีชีวิตไม่ยืนนานขอรับ มากสุดก็ไม่เกินห้าร้อยปีของที่นี่ ครั้นจะโยกย้ายกลับไปอาศัยที่โลกนั้น ก็เกรงยากที่จะปรับตัวเพราะคุ้นชินกับวิถีชีวิตที่นี่ไปเสียแล้ว ปกติพวกนาคาอาศัยอยู่ในเมืองบาดาลใต้พิภพ หรือไม่ก็ในถ้ำลึกตามภูเขาลำเนาไพร แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จำต้องแฝงกายอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์บ้าง พวกชนอุษาคเนย์แถบนี้แต่ดั้งเดิมนับถือผี ก่อนเปลี่ยนเป็นกราบไหว้พุทธะ พวกเงือกหงอนอย่างเราจึงถูกยกเป็นพญานาค พลอยได้รับความเลื่อมใสศรัทธาไปด้วยขอรับ”

            ใครบางคนผู้มีนามอื่นในร่างของไชยยันต์ยกยิ้มเย็นขึ้นบนหน้า ก่อนบอกกล่าวความลับให้แก่หนึ่งในบรรดาพวกพ้องร่วมพงศ์พันธุ์

            “เวลาที่นี่กับที่นั่นต่างกันอยู่มากนัก ข้าเอง..หากอยู่ที่นี่นานไป ไม่ช้าคงงอกหงอนขึ้นมาเหมือนเช่นเจ้า และเมื่อใดเกิดมีหงอน อายุขัยของข้าก็จะสั้นลง อ่อนแรงกำลังลง และหากไม่ระวังให้จงหนัก สักวันก็อาจพลาดพลั้งตกเป็นเหยื่ออันโอชะของพวกครุฑที่นั่นก็เป็นได้”

            เจ้าของนามไชยปราการผงกศีรษะไปข้างหน้าทีหนึ่งด้วยอารามเผลอไผล คล้ายติดจากสัญชาติเดิมที่เคยเคลื่อนขยับตอนเป็นร่างงู แม้มีพันธะต่อเหล่ามนุษย์ในเรือนนี้ด้วยสืบทอดตามหน้าที่ แต่กระนั้น ไชยปราการก็ไม่เคยเผยร่างที่แท้จริง หรือแม้แต่ร่างเนรมิตเช่นนี้ให้มนุษย์คนใดได้เห็นมาก่อน

            ทุกครั้งทุกคราว เขาจะมาด้วยร่างจำแลงเป็นงูสีดำตัวใหญ่ ปล่อยให้ผู้คนมีความเชื่อสืบต่อกันไปในคราบ ‘งูเจ้าที่’ ดีกว่าร่ำลืออื้ออึงกันอลหม่านวุ่นวายด้วยศักดิ์ ‘พญานาค’

            “ครุฑเป็นอย่างไรหรือขอรับ เป็นเหมือนอย่างในภาพวาดของพวกมนุษย์หรือไม่ อันตัวข้าไม่เคยข้ามฝั่งไป เคยได้ยินแต่จากท่านปู่นเรนทร ท่านเคยเล่าให้ฟังบ้างเมื่อครั้งข้ายังเยาว์”

            “คราเมื่อมีลมพัด เจ้ายังสามารถรับรู้จากสัมผัสได้ว่า มันมาจากทางทิศไหน..”

            เตียงไม้เก่าแก่ส่งเสียงลั่นออดแอดเบา ๆ ยามเมื่อร่างบุรุษขยับลุกลงจากเตียง เปลี่ยนอิริยาบถเป็นลงมายืนบนพื้นห้อง ก่อนก้าวเข้าไปยืนชิดติดบานหน้าต่าง โดยมีสายตาอีกคู่หนึ่งมองติดตามไปอย่างไม่วางตา

            “..แต่หากเป็นลมใต้ปีกครุฑที่มุ่งพุ่งมาหา เจ้าจะถูกหิ้วลากเอาตัวลอยสูงขึ้นบนฟ้า ก่อนทันได้รู้สึกตัวว่า เกิดอันใดขึ้นกับเจ้าเสียอีก”

            ดวงตาของผู้ฟังวามวาวเป็นประกายขึ้นในความมืด ไชยปราการมองดูบุรุษหนุ่มที่ตนเห็นมาตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มนุษย์คนหนึ่งซึ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือแห่งความตาย เพราะมีสายใยของดวงจิตอื่นเข้ามาแทรกซึมอาศัยร่างเป็นภาชนะ

            ดวงจิตที่แข็งกล้า ทรงพลังอำนาจที่เก่าแก่และโบราณกว่า เพราะมาจากแหล่งอื่นที่ซึ่งเวลาดำเนินไปอย่างเชื่องช้าแตกต่างกัน

            ในขณะที่นเรนทรนาคะ ผู้มีศักดิ์เป็นท่านปู่ของตนชราภาพลงจวนใกล้หมดสิ้นอายุขัย ชเยนทรนาคะผู้เป็นน้องชายกลับยังคงความเยาว์วัย สามารถเดินทางข้ามผ่านสองฝั่งมาได้อย่างไม่ยากเย็น ตามฤทธิ์อำนาจที่สั่งสมอยู่ในตัว

            “ครุฑนั้นมีหลายรูป หลายลักษณะ แม้นแข็งแกร่งกว่า หากแต่พวกมันก็มีจำนวนน้อยกว่าชนเราหลายเท่านัก หนำซ้ำยังถูกพวกนาครัดดึงถ่วงน้ำตายก็มีให้เห็นอยู่เนือง ๆ เว้นก็แต่จำพวกเดียวเท่านั้น ที่นับว่ายากยิ่งแก่การต่อกร”

            “พวกไหนหรือขอรับ”

            “พวกที่มีรูปลักษณ์เป็นพญาปักษา จำพวกเดียวที่ไม่เคยตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหรือถูกล่า แม้แต่เดรัจฉานที่มีฤทธิ์กำลังมากในหิมพานต์ พวกมันยังรู้ดีว่า ต้องรีบหลบซ่อนตัวให้มิดชิดพ้นจากสายตา ยามเมื่อเงาของพญาครุฑบินพาดผ่าน”

            ฟังคำอรรถาธิบายเหล่านั้นแล้ว ใบหน้ามนุษย์ของไชยปราการก็ปรากฏแววหวั่นไหวให้เห็นชั่ววูบหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งเป็นปกติ พร้อมกับเอ่ยถามความเป็นไปล่วงหน้า

            “หลังจากนี้ ท่านปู่ชเยนทรตั้งใจจะทำอันใดหรือขอรับ”

            แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องถูกเครื่องหน้าอันหล่อเหลาชวนหลงใหล หลานชายคนโปรดของนางบุหลันเผยอยิ้มน้อยคล้ายขบขันต่อเจตนาบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใน ร่างมนุษย์ยืนกรอบบานหน้าต่าง ยกมือขึ้นพลางขยับนิ้วมือทั้งสิบไปมา ทำท่าคล้ายดั่งคนละเมอลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว ก่อนเอ่ยเผยความมุ่งมั่นตั้งใจในภาษาสื่อสารของมนุษย์ออกมา
 
            “แก้แค้น..”
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++     



Create Date : 01 ธันวาคม 2564
Last Update : 1 ธันวาคม 2564 11:44:40 น. 0 comments
Counter : 309 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณhaiku, คุณnewyorknurse


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.