! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2563
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
1 ธันวาคม 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 14 : ปลอบ







            โต๊ะของครอบครัวคุณอุดมชัยอยู่ด้านหน้าสุดใกล้กับเวที  ทุกคนจึงได้เห็นทุกการเคลื่อนไหวบนนั้นอย่างชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องชะเง้อแง้หรือเพ่งมองให้เสียสายตา  ท่ามกลางแขกเหรื่อมากมายหลายร้อยคนซึ่งต่างมีความสนิทชิดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาว คนที่ดูเหมือนมีความสุขยิ่งกว่าใครกลับกลายเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ผู้ซึ่งเอร็ดอร่อยกับอาหารรสเลิศมากมาย ที่มีคนนำมาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ

            แถมยังมีน้าชายรูปหล่อคนใหม่นั่งข้างกัน คอยอำนวยความสะดวก ตักโน่นนี่ให้ทานอยู่ตลอดอีกต่างหาก

            “อร่อยไหม  ถ้าอร่อยก็ทานเยอะ ๆ เลยนะ” 

            ไพฑูรย์พูดอย่างใจดี ขณะหมุนแผ่นกระจกทรงกลมบนโต๊ะ เพื่อเลื่อนจานอาหารและจัดการตักแบ่งลงในจานของเด็กน้อย  ที่นั่งฝั่งตรงข้ามมีบิดามารดานั่งประกบพี่สาว ท่านทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับการได้มีโอกาสตักอาหารป้อนลูกสาว  ส่วนพี่เขยขอตัวลุกไปทักทายสนทนากับพวกเพื่อน ๆ ซึ่งนั่งกันอยู่แถวโซนโต๊ะเพื่อนเจ้าบ่าว  ส่วนตัวเขารู้สึกเซ็งเล็กน้อยที่ต้องนั่งติดกับน้องสาว ผู้ยังคงทำหน้าบูดบึ้งอยู่ไม่คลาย

            “ทำหน้าตาให้มันดี ๆ หน่อย พลอย นี่งานพี่รุณนะ”
            “พี่ฑูรย์นั่นแหละ ทำไมถึงไม่ห้ามคุณพ่อ  พลอยก็บอกอยู่ว่า เครื่องเพชรชุดนี้ พลอยอยากได้”

            “ก็เธอขอคุณแม่แล้วหรือยังล่ะ”
            “เคยขอแล้ว แล้วคุณแม่ก็บอกเองว่า เอาไว้ตอนแต่งงานจะยกให้  แต่ตอนนี้ กลับยกให้พี่พิศเฉยเลย เห็นไหมล่ะ”

            “เธอก็เลือกเอาเซตอื่นก็ได้นี่  หรือไม่ก็ขอให้พ่อสั่งทำให้ใหม่ ตอนเธอใกล้จะแต่งก็ได้ อีกอย่างนะ เซตนี้ไม่เข้ากับเธอหรอก  มันดูโอลด์สไตล์  ถ้าเธอใส่แล้วอาจจะดูเชยมากกว่าสวยก็ได้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกกันก่อน”

            คำพูดของพี่ชายฟังดูมีเหตุมีผล สีหน้าของพลอยแสงจึงค่อยดีขึ้นกว่าเดิม  เธอปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเป็นยิ้มแย้มได้ในที่สุด  ก่อนจะลุกพาตัวเองในชุดเดรสหรูสีม่วงอ่อน ออกเดินตะเวนทักทายคนรู้จักตามโต๊ะใกล้เคียงกัน

            อุดมชัยหันมาพูดคุยสนทนากับลูกชาย  เมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กลุกออกไปจากโต๊ะแล้ว

            “ฑูรย์.. ช่วงปลายเดือน พ่อว่าจะส่งฑูรย์ไปประชุมแทนพ่อที่ตึกวัฒนานุกูล”
            “ให้ไปสองที่เลยหรือครับ  เพราะตามกำหนดการ ผมก็มีประชุมกับพวกหิรัญภาคย์ด้วยเหมือนกัน”

            “เดี๋ยวตรงนั้น พ่อจัดการเอง ฑูรย์ไปที่นั่น แล้วลองดูแนวโน้มของบริษัทใหม่ที่คุณอธิวัฒน์เขาตั้งลูกเขยตัวเองขึ้นนั่งตำแหน่งประธาน ถ้าเป็นไปได้..ลองแวะดูฝ่ายการตลาดของที่นั่นด้วยก็แล้วกัน”
            “บริษัทนั่น.. ใช่ที่พ่อส่งพี่เขยไปทำงานที่นั่นรึเปล่าครับ”

            ผู้เป็นบิดาอมยิ้มเล็กน้อยแทนการตอบคำถาม  ก่อนหันกลับไปพะเน้าพะนอเอาใจลูกสาวคนโตตามเดิม  ปล่อยให้ลูกชายทำหน้างุนงงสงสัยถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง ในการสลับสับเปลี่ยนส่งตัวเขาไปยังสถานที่แห่งนั้นแทนตัวเอง

            ไพฑูรย์หันมาสนใจเด็กหญิงอีกครั้ง  เมื่อสังเกตเห็นอีกฝ่ายหยุดรับประทานอาหาร และนั่งจับช้อนนิ่งอยู่เฉย

            “อิ่มแล้วหรือครับ น้องกุ๊กไก่”

            เด็กหญิงเผยสีหน้าเศร้าให้เห็นแวบหนึ่ง ขณะตอบคำถามของเขา

            “เปล่าค่ะ หนูแค่คิดถึงแม่กับตาขึ้นมา เวลาได้กินของอร่อย ๆ แบบนี้ ก็อยากให้แม่กับตาได้กินด้วยค่ะ”

            คำตอบดังกล่าวทำให้ลำคอของไพฑูรย์รู้สึกตีบขึ้นมาเล็กน้อย  อาจเพราะในบ้านไม่มีเด็ก นอกจากพวกลูกหลานคนงาน  ทำให้เขานึกเอ็นดูหลานสาวของพี่เขยขึ้นมาเป็นพิเศษ

            “ได้ยินว่า คุณตาของหนูไม่สบาย เป็นอะไรหรือครับ”

            “ตาเป็นอัมพาตค่ะ  เมื่อก่อน แม่กับน้าชาญต้องช่วยกันดูแลตา ผลัดกันแม่กลางวัน น้าชาญกลางคืน แต่ตอนนี้แม่ดูคนเดียว เพราะน้าชาญต้องไปทำงานที่อื่น เลยกลับมาได้แค่วันเสาร์ แล้วพาน้าพิศมาด้วย”

            “คุณแม่ของหนูคงจะต้องเหนื่อยขึ้นกว่าเดิม ใช่ไหมครับ”

            “แม่บอกว่า แม่เหนื่อยน้อยลงค่ะ เพราะน้าชาญจ้างแม่ให้คอยดูตาอย่างเดียว แม่ไม่ต้องทำงานเป็นแม่บ้านแล้ว เลยมีเวลาทำอะไรมากขึ้น ทำกับข้าวกินกันเองด้วย แต่ไม่อร่อยเท่าที่นี่หรอกค่ะ”

            ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกผิด..  คาดไม่ถึงเลยว่า ชีวิตของพี่เขยจะอุดมไปด้วยเรื่องรันทดถึงเพียงนี้  สมแล้วที่ผู้เป็นบิดาตัดสินใจเลือกผู้ชายคนนี้ให้มาเป็นคู่ชีวิตของพี่สาวตน  เพราะคนที่คุ้นชินกับการมีชีวิตที่ยากลำบาก ย่อมมีน้ำอดน้ำทนมากกว่าคนปกติทั่ว ๆ ไป 

            ไพฑูรย์กวักมือเรียกน้องสาวคนหนึ่งของเจ้าบ่าว ผู้นั่งอยู่ที่โต๊ะของเจ้าภาพให้ช่วยเป็นธุระ แจ้งกับทางห้องจัดเลี้ยงให้ช่วยจัดอาหารทั้งหมดที่มีเสิร์ฟในงาน ใส่กล่องสำหรับนำกลับบ้านให้ด้วยหนึ่งชุด  ชายหนุ่มคิดว่า ตนมีสิทธิ์ร้องขอสิทธิพิเศษตรงนี้ได้ ในเมื่อเช็คจำนวนสองแสนบาทที่ทางครอบครัวของเขา มอบให้เป็นเงินขวัญถุงแก่คู่บ่าวสาว เขาเป็นคนเซ็นอนุมัติสั่งจ่ายเองกับมือ

            “ทำอะไรน่ะ พี่ฑูรย์ ขออาหารกลับบ้านเหรอ น่าเกลียดตายเลย”

            พลอยแสงผู้วนกลับมานั่งประจำที่อีกครั้ง เอ่ยท้วงพี่ชาย เมื่อเห็นพนักงานนำถุงใส่อาหารมาส่งให้

            “น่าเกลียดตรงไหน เจ้าภาพเขาสั่งอาหารเยอะกว่าจำนวนโต๊ะอีก แขกทานไม่อิ่มขายหน้าตายชัก แล้วงานเธอก็อย่าอุตริเลี้ยงแบบค็อกเทลล่ะ ไม่งั้นพี่คนหนึ่งล่ะ ที่จะไม่ไปแน่นอน”
            “รู้แล้วน่า”

            ปะทะคารมกับน้องสาวเสร็จก็หันไปบอกกล่าวกับเด็กหญิง ผู้ซึ่งบัดนี้ นั่งสงบเสงี่ยมมองดูการแสดงคั่นรายการบนเวทีอยู่อย่างเพลิดเพลิน

            “เดี๋ยวตอนกลับ หนูเอาอาหารพวกนี้ไปด้วยนะครับ พี่เจ้าบ่าวกับพี่เจ้าสาว พวกเขาจะต้องยินดีมากแน่ ๆ ที่ได้แบ่งปันความสุขในวันนี้ กับคุณตาและคุณแม่ของหนูนะครับ”
            “ขอบคุณมากค่ะ น้าฑูรย์”

            กุ๊กไก่พนมมือไหว้ขอบคุณพร้อมกับยิ้มดีใจ ที่คนทางบ้านจะได้มีโอกาสทานของอร่อยเหมือนกับตนด้วยเช่นกัน  ความใจดีมีเมตตาที่ผู้ใหญ่คนนี้มอบให้ ยิ่งทำให้สาวน้อยเพิ่มความนิยมชมชอบในตัวอีกฝ่าย มากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

           
            บนเวที พิธีกรในงานกำลังสัมภาษณ์คู่บ่าวสาว บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นเบิกบาน  สุชาญเดินกลับมานั่งที่ของตัวเองด้วยสีหน้าที่ไม่สบสู้ดีนัก  ไพฑูรย์จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย  เพราะตอนก่อนลุกไปยังเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าปกติดีอยู่

            “มีอะไรหรือเปล่าครับ พี่ชาญ”
            “พี่แจ่มโทรมาบอกว่า ป้าเย็นลื่นล้มในห้องครัวครับ”

            แม้ตอบเสียงเบา ทว่าทุกคนในโต๊ะต่างหันมาสนใจในข่าวสารที่ได้ยินได้ฟังในทันที  โดยเฉพาะนางพิชญ์สินีผู้มีอาการตื่นตระหนกตกใจมากกว่าใคร  เพราะคนประสบอุบัติเหตุนั้นเป็นพี่เลี้ยงคนสำคัญของตัวเอง

            “ตายจริง ! นม.. แล้วเป็นอะไรมากไหมจ๊ะ”

            “พี่แจ่มบอกว่า เหมือนจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ไม่กล้าวางใจ  ตอนนี้นอนพักอยู่  ผมเลยว่าจะขอตัวกลับก่อน เพราะต้องพาหลานไปส่งบ้าน แล้วค่อยกลับไปดูอาการป้าเย็นน่ะครับ”

            สุชาญชี้แจงไปตามลำดับ  อุดมชัยผู้นิ่งฟังรับทราบความทั้งหมดแล้ว จึงหันไปบอกกล่าวแก่ภรรยา

            “คุณไปกับฑูรย์ตอนนี้เลยก็ได้  พายัยพิศไปส่งบ้านจะได้แวะดูอาการป้าเย็นด้วย  ทางนี้ผมอยู่กับพลอยได้ ไม่มีปัญหาหรอก”

            จัดแจงแบ่งหน้าที่ จัดสรรตามความสำคัญเป็นลำดับ  เพราะอุดมชัยรู้ดีว่า นางเย็นจิตเป็นบุคคลสำคัญผู้มีความใกล้ชิดสนิทสนมและมีความผูกพันทางจิตใจ ต่อภรรยาและลูกชายมากกว่าผู้ใด ส่วนลูกสาวคนเล็กนั้นไม่ค่อยเท่าไหร่ จึงให้อยู่ที่นี่เก็บเกี่ยวประสบการณ์เข้าสังคมกับตนต่อไป นับเป็นการดีกว่า

            นี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร คนแก่สูงวัยปูนนั้นแล้วทำอะไรเชื่องช้า งก ๆ เงิ่น ๆ จนเผลอพลาดพลั้งหกล้มลงไป ย่อมเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  แต่หลังจากนี้ คนที่จะลำบากก็คือ พิศมณี เพราะจนถึงป่านนี้ เรื่องคนรับใช้เพิ่มเติมที่ควรจะต้องมี ก็ยังไม่เรียบร้อยลงตัวสักที กลายเป็นปัญหาที่ยากต่อการจัดการ 

            หัวหน้าครอบครัวมองตามหลังคนทั้งหมดที่เพิ่งลุกจากไป  มองดูลูกสาวคนโตผู้เกาะแขนสามีไว้แน่น ดั่งไม่ต้องการแยกออกห่าง  เห็นได้ชัดว่า ลูกสาวของเขามีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  เริ่มมีการตอบสนองใกล้เคียงกับภาวะอาการปกติ  ถึงขนาดสามารถออกมาอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากได้ แม้ยังต้องมีคนคอยเฝ้าประกบดูแลอย่างใกล้ชิดก็ตามที

            ดีขึ้น.. ตามอย่างที่ย่าชวดวันดี ท่านได้บอกกล่าวไว้ในความฝันจริง ๆ

            “พ่อคะ ถ้าถึงตอนงานของพลอย ขอจัดให้ใหญ่กว่านี้ อีกสักเท่าหนึ่งได้ไหมคะ พลอยว่า พลอยสามารถทำให้ออกมาเลิศหรูดูดีกว่านี้ได้แน่นอนค่ะ”

            เมื่อทุกคนลุกไปหมดจึงนับเป็นการเปิดโอกาสอันดี ให้พลอยแสงได้ออดอ้อนวอนขอ ในสิ่งที่ตัวเองต้องการจากผู้เป็นบิดา

            “ได้ แต่เครื่องเพชรกับอย่างอื่นต้องตัดออกไป เพราะต้องเลือกเอาแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง  พ่ออยากให้เราคิดถึงอนาคตในวันข้างหน้าด้วย  ตอนนี้พลอยยังเป็นลูกของพ่อ  พลอยจะฟุ่มเฟือยหรือฟุ้งเฟ้อเท่าไหร่ก็ได้  เพราะพ่อยังมีกำลัง ยังจ่ายให้พลอยไหว  แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พลอยแต่งงานออกจากบ้านไปแล้ว พ่อจะหยุดจ่ายทุกอย่างให้พลอย เพราะนั่นเป็นความรับผิดชอบของสามีลูก กับตัวลูกเองแล้ว เข้าใจใช่ไหม”

            คำพูดของบิดา ทำให้พลอยแสงต้องนั่งเงียบสงบปากคำ เพราะถูกข้อเท็จจริงเล่นงานชนิดไม่อาจโต้แย้งอันใดได้  ลำพังแค่ฐานเงินเดือนปัจจุบันของก้องวิชญ์ ยังห่างจากเธอกับไพฑูรย์พี่ชายอยู่มากนัก  ไหนจะยังมีเรื่องความสัมพันธ์ที่ตนแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เรื่องที่พ่อกับพี่ชายต่างแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่ปลื้มใจในตัวแฟนหนุ่มของเธอสักเท่าไหร่ อีกต่างหาก
นึกถึงวันข้างหน้าที่ตนจะต้องถูกตัดออกจากความสะดวกสบาย  ในวันที่ตนไม่ใช่คนของบ้านอัญวณิชย์อีกต่อไป  หากเปรียบไปก็คล้ายเจ้าหญิงที่ต้องถูกถอดยศศักดิ์ กลับกลายมาเป็นสามัญชนคนธรรมดา

            ไม่ยุติธรรมเลย..  บุตรีลำดับที่สามร่ำร้องอย่างขัดเคืองอยู่ข้างใน

            “แล้วทีพี่พิศ พ่อยังให้อยู่ตลอด เมื่อกี้ พ่อก็เพิ่งเอาสร้อยของแม่ให้ไป”

            ด้วยความน้อยอกน้อยใจ ทำให้พลอยแสงอดเปรียบเทียบตัวเองกับพี่สาวขึ้นมาไม่ได้  อุดมชัยถอนหายใจนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อไปจากนั้น

            “พิศไม่ได้จัดงานแต่งใหญ่โตเหมือนพลอย  สินสอดทองหมั้นอะไรที่ควรจะต้องได้ เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นทุนสำรองดูแลตัวเองในอนาคต พี่เขาก็ไม่ได้สักบาท บ้านใหม่ที่ย้ายไปอยู่นั่น พ่อเป็นคนซื้อ มีชื่อพ่อเป็นเจ้าของ ยังไม่ได้ยกให้ใคร  ลองคิดดู ในขณะที่พลอยมีเงินเดือนหลักแสนใช้จ่ายอย่างสบาย แถมมีมาขอพิเศษจากพ่อเพิ่มอยู่บ่อย ๆ  แต่พิศไม่ได้อะไรเลย นอกจากอยู่ไปวัน ๆ  อย่าลืมว่าที่พี่เขาต้องแต่งงานก็เพื่อพลอย เพื่ออนาคตของพวกน้อง ๆ ของตัวเอง ไม่ใช่ใครที่ไหนทั้งนั้น”

            อุดมชัยพูดอธิบายเสียงเรียบ  ใช้เหตุผลตีสอนลูกสาวคนเล็กให้มองเห็นความเป็นจริง  ไม่ใช่มองเห็นแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการอยากจะเห็น  เขายังคงพูดต่อไป แม้บนดวงหน้าสวยงามของคนตรงหน้า ปรากฏเม็ดน้ำกลิ้งออกจากดวงตาแล้วก็ตาม

            “พ่อรักลูกทุกคนเท่ากัน  แต่เพราะพ่อเคยทำผิดพลาดกับพี่เขามาก่อน  พ่อเลยไม่อยากให้มันเกิดขึ้นซ้ำรอยกับพลอย  ลูกสาวของพ่อจะอยู่อย่างมีความสุขมากกว่า ถ้าออกจากบ้านอัญวณิชย์ไปเป็นสะใภ้ที่เฉลียวฉลาด สามารถวางตัวให้เป็นที่น่าเคารพชื่นชมได้  ไม่ใช่ไปเป็นสะใภ้ที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากใช้เงินแก้ปัญหาแต่เพียงอย่างเดียว  เวลาคนเขามอง  เขาไม่ได้มองแค่ตัวพลอย  แต่เขามองมาที่พ่อกับแม่ด้วยว่า เลี้ยงลูกอย่างไร ให้กลายเป็นคนเหลวไหล ไร้ประสิทธิภาพแบบนี้  พลอยเข้าใจที่พ่อพูดใช่ไหม ลูก”

            พลอยแสงพยักหน้ารับคำทั้งน้ำตา  อุดมชัยจึงดึงตัวลูกสาวเข้ามาโอบกอด ถ่ายทอดสัมผัสอ่อนโยนเพื่อปลอบโยนและปลอบประโลมใจ  สองพ่อลูกกอดกันอยู่พักหนึ่ง  ก่อนที่บ่าวสาวจะควงคู่กันนำเค้กแต่งงานซึ่งผ่านพิธีตัดแบ่งมาอย่างเรียบร้อย นำมามอบให้แก่คุณลุงอุดมชัย ในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทุกคนให้การเคารพนับถือ เป็นต้นไม้ใหญ่ที่เหล่านกกาสามารถเข้าหา และพึ่งพิงได้ตลอดเวลาอย่างแท้จริง
 

 
++++++++++++++++++++++++++++
 
 

            นางเย็นจิตนอนร้องครวญครางเบา ๆ อยู่บนเตียงนอน ในห้องส่วนตัวชั้นล่างของแจ่มจรัส รู้สึกเจ็บปวดตรงบริเวณสะโพกด้านซ้าย ข้างที่ลงกระแทกพื้นในจังหวะที่เกิดอาการลื่นไถลจนเสียหลัก  สาเหตุเกิดจากคราบน้ำมันกระเด็นที่เกิดจากการทอดปลาสลิดเมื่อตอนกลางวัน  อาการหูตาฝ้าฟางเลยทำให้มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด  เลยเช็ดทำความสะอาดคราบมันบนพื้นออกได้ไม่ถ้วนทั่ว สาเหตุเพียงเล็กน้อยแค่นั้น แต่กลับกลายมาทำให้ต้องเจ็บตัวหนักอยู่อักโข

            -- อุตส่าห์ห้ามนังแจ่มมันแล้วว่า ไม่ต้องโทรรายงานเจ้านาย ประเดี๋ยวจะพานตื่นตกใจกันไปเสียเปล่า ๆ อีกฝ่ายตกปากรับคำได้ไม่เท่าไหร่ หลังช่วยประคองพาตนมานอนพักในห้องเสร็จ สักพักเห็นเดินออกไปโทรศัพท์หาคุณชาญเสียแล้ว มันน่าเขกกะโหลกเสียจริงหนอ นังแจ่ม --

            หลังอดทนนอนนิ่งอยู่นานพักใหญ่ อาการเจ็บปวดกลับทวีมากขึ้นกว่าเดิม จนหญิงชราสันนิษฐานอาการของตัวเองเบื้องต้นว่า สะโพกอาจเคล็ดหรือเคลื่อน  ขณะกำลังคิดจะให้แจ่มจรัสออกไปหาซื้อพวกยาหม่องยาทา  ประตูห้องก็เปิดกว้างออก พร้อมกับร่างของนางพิชญ์สินีก้าวเข้ามาเป็นคนแรก ตามติดด้วยไพฑูรย์เป็นคนที่สอง

            “นมจ๊ะ เป็นอย่างไรบ้าง”
            “คุณสิ  โถ..พากันมาทำไมคะ นมไม่ได้เป็นอะไร”

            พี่เลี้ยงสูงวัยพยายามจะชันตัวลุกขึ้นแต่ไม่อาจทำได้  ขยับตัวเพียงแค่เล็กน้อย ทว่าอาการปวดกลับแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณสะโพกและแผ่นหลัง รู้สึกเจ็บจนต้องนิ่วหน้า และร้องครางออกมาเสียงแผ่วเบา

            “นมลุกไม่ได้แบบนี้ ต้องเรียกรถพยาบาลแล้วล่ะ” 

            ไพฑูรย์วินิจฉัยอาการของคนเจ็บด้วยสายตา  ทั้งควักเอามือถือขึ้นมา ค้นหารายชื่อโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ที่สุด แล้วโทรไปติดต่อขอรถพยาบาลให้มารับตัวคนเจ็บโดยเร็วที่สุด  ไม่สนใจต่อเสียงร้องทัดทานของนางเย็นจิตแต่อย่างใด

            “นมจ๊ะ ถึงอย่างไรก็ต้องไปให้หมอเขาตรวจดูก่อน ฉันจะได้สบายใจ อย่าดื้อเลยจ้ะ ฑูรย์บอกฉันว่า ช่วงนี้ เห็นหน้าตานมดูไม่ค่อยสดใส บางที นมอาจจะไม่สบาย โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้นะจ๊ะ”

            นางพิชญ์สินีพูดกล่อมคนบนเตียงด้วยเสียงไพเราะอ่อนหวาน พร้อมกับบีบมืออีกฝ่ายไปด้วยอย่างต้องการให้กำลังใจ  นอกเหนือไปจากพวกญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่แล้ว  นางเย็นจิตเป็นอีกคนที่มีความสำคัญต่อตนยิ่งกว่าใคร  เพราะตั้งแต่จำความได้ก็เห็นหน้าพี่เลี้ยงผู้นี้ทุกวัน แทบไม่เคยห่างจากกันไปไหนเลย

            “คุณสิขา นมไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ นวดยาสักหน่อยหนึ่ง ประเดี๋ยวก็หาย  อีกอย่าง.. ถ้านมไม่อยู่ แล้วใครจะเป็นคนดูแลคุณพิศเธอล่ะคะ”

            มารดาของพิศมณีโปรยยิ้มรื่นขึ้นบนใบหน้า ขณะกล่าวถึงบุคคลผู้ไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้ด้วย

            “สามีเขาก็มี แจ่มก็ยังอยู่ นมไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ คงพอดูแลกันเองได้”

            “ใช่ครับ นมห่วงตัวเองก่อนดีกว่า ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา แล้วผมจะอยู่กับใคร  หัวใจดวงน้อย ๆ ของผมต้องแตกสลายแน่  ถ้านมไม่อยู่ให้ผมกอดไปนาน ๆ เพราะฉะนั้น นมต้องไปพักรักษาตัวให้แข็งแรงก่อนนะ”

            ไพฑูรย์กล่าวเสริมด้วยคำพูดติดตลก น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่  ทำให้พี่เลี้ยงชราต้องจำนนต่อความห่วงใยของสองเจ้านาย ผู้สู้อุตส่าห์ทิ้งงานแต่งงานของญาติสนิทกลางคัน เพื่อเดินทางมาดูอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของตนถึงที่นี่

            “โถ.. พ่อคุณ นมยอมไปหาหมอก็ได้ค่ะ”

            รอเพียงไม่นาน รถพยาบาลก็เดินทางมารับตัวผู้ป่วยเพื่อนำส่งโรงพยาบาล โดยมีไพฑูรย์นั่งไปด้วยในรถเป็นเพื่อนนางเย็นจิต  ส่วนนางพิชญ์สินีผู้เป็นมารดาติดตามไปทีหลัง ด้วยรถยนต์ส่วนตัวที่มีนายชดเป็นคนขับ  หลังเหตุการณ์กลับคืนสู่ความสงบ  ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง สุชาญกับพิศมณีก็พากันกลับมาถึงบ้านเป็นคู่สุดท้าย เนื่องจากต้องไปส่งกุ๊กไก่ที่บ้านให้เรียบร้อยเสียก่อน
ผลปรากฏว่า นางเย็นจิตต้องเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากกระดูกสะโพกหัก สาเหตุเกิดจากอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องครัว  โดยทั่วไป ผู้สูงอายุมักมีภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกพรุนกันเสียเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว  เมื่อเกิดการหกล้มขึ้นมา จึงเสี่ยงต่อการเกิดอาการหักของกระดูกสะโพก เหมือนอย่างเช่นที่นางเย็นจิตกำลังประสบอยู่ในตอนนี้

            สุชาญได้รับแจ้งอาการจากน้องเขย  หลังฝ่ายนั้นเป็นธุระจัดการนำตัวคนเจ็บส่งมือหมอ  ไพฑูรย์โทรหาสุชาญ เพื่อต้องการให้พี่เขยคลายจากความกังวล  ทั้งยังห้ามไม่ให้อีกฝ่ายเดินทางมาสมทบที่โรงพยาบาล  เพราะเห็นว่าเป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว และคนไข้ก็อยู่ในการดูแลของแพทย์เป็นที่เรียบร้อย

 
            ในทีแรก พิศมณียังไม่มีอาการหรือท่าทีอะไรต่อการหายตัวไปของนางเย็นจิต  แต่พอถึงตอนที่แจ่มจรัส ผู้ซึ่งจำต้องก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงจำเป็น เลือกเอาชุดนอนออกมาจากตู้เสื้อผ้า หญิงรับใช้หันไปบอกกล่าวแก่เจ้านายสาว ผู้กำลังนอนแผ่อยู่บนเตียงของตัวเอง ด้วยท่วงท่าอันแสนสบาย

            “คุณพิศคะ อาบน้ำค่ะ”
            “นมเย็นอยู่ไหน”
            “คุณนมไม่อยู่ค่ะ ไปโรงพยาบาล”
            “จะหานมเย็น”

            แจ่มจรัสเริ่มมีท่าทีหนักใจ แต่ก็จำต้องกลั้นใจบอกย้ำซ้ำคำเดิม

            “นมเย็นไม่สบายค่ะ คุณพิศต้องอยู่กับแจ่มไปก่อนนะคะ”

            เสียงแผดร้องด้วยความไม่พอใจดังลั่นไปทั่วชั้นสอง  สุชาญที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จถึงกับตกใจกับเสียงดังกล่าว จนต้องรีบรุดออกจากห้องตัวเอง มาสำรวจตรวจดูเหตุการณ์ในห้องข้างกัน  มองเห็นพิศมณีกำลังตั้งหน้าตั้งตา กรีดเสียงร้องอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่บนเตียง โดยมีแจ่มจรัสยืนหน้าเสียอยู่ตรงมุมหนึ่ง

            “คุณพิศ เป็นอะไรครับ ร้องทำไม ไม่ร้องนะครับ รบกวนบ้านอื่นเขานะ”
            “จะหานมเย็น ฮือ.. นมเย็นอยู่ไหน จะหานมเย็น”

            พอเห็นสุชาญโผล่มา พิศมณีถึงค่อยหยุดส่งเสียงดัง แต่เปลี่ยนมาเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้น คร่ำครวญหาคนที่หายไปแทน

            “คุณชาญ ทำอย่างไรดีคะ แจ่มเรียกคุณพิศอาบน้ำ แต่เธอเอาแต่ร้องหาคุณนมค่ะ” 

            แจ่มจรัสถามเจ้านายหนุ่ม ด้วยสีหน้าท่าทางแสดงอาการหนักอกหนักใจอย่างเห็นได้ชัด

            “เดี๋ยวผมจัดการเองครับ” 

            สุชาญพยักหน้าเป็นเชิงรับไม้ต่อจากอีกฝ่าย  แจ่มจรัสจึงล่าถอยออกไปจากห้อง ปล่อยให้เจ้านายทั้งสองดูแลกันเองตามลำพัง

            ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว ก่อนพ่นออกจมูกแรง ๆ ทีหนึ่ง  สภาพของคนตรงหน้าเวลานี้ช่างคล้ายคลึงกับเมื่อตอนวันแต่งงานไม่มีผิด นั่นคือ ใบหน้าเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเครื่องสำอาง เสื้อผ้ายับย่น ทั้งผมเผ้าก็กระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรงอีกต่อไป

            มีสองภารกิจสุดหินที่ต้องผ่านไปให้ได้ภายในค่ำคืนนี้ หนึ่งคือ ปลอบอีกฝ่ายให้สงบลงแล้วส่งเข้าห้องน้ำ กับสองคือ พากล่อมนอนให้หลับพักผ่อนไปตามปกติ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

            เขาทรุดตัวลงนั่งข้างกันบนเตียง เอื้อมมือออกไปลูบหลังของอีกฝ่ายเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน

            “ตอนนี้ คุณนมไม่สบาย ไปหาหมอ เดี๋ยวหายดีแล้ว คุณนมก็จะกลับมา ตอนนี้ คุณพิศอยู่กับผม กับพี่แจ่มไปก่อนนะครับ”
            “ฮือ.. จะหานมเย็น”
            “คุณพิศไม่อยากอยู่กับผมหรือ ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่ได้ไปหากุ๊กไก่อีกแล้วนะ ไม่ได้ไปเที่ยวแบบวันนี้อีกด้วย”

            คำหลอกล่อดังกล่าวทำให้จิตใจไขว้เขว  พิศมณีเริ่มเกิดอาการสับสนลังเล สภาวะอารมณ์มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อความคิดเรื่องอื่นเข้ามาแทนที่ของเดิม ซึ่งคือ ความต้องการตัวพี่เลี้ยงของตน

            “อยาก”
            “ถ้าอยากก็ต้องไม่ร้องไห้นะครับ  คนเก่งเขาไม่ร้องไห้กันนะ  คุณพิศเป็นคนเก่งรึเปล่า”
            “เก่ง พิศเป็นคนเก่ง”
            “ใช่ครับ คุณพิศเป็นคนเก่ง เพราะคนเก่งไม่ร้องไห้ แล้วก็ไม่ร้องโวยวายด้วยล่ะ เพราะถ้าร้อง แสดงว่าไม่เก่งจริง”

            เสียงร้องไห้เงียบหายเป็นปลิดทิ้งภายในชั่วพริบตา  สุชาญส่งยิ้มอ่อนโยนขึ้นบนใบหน้าเมื่อเห็นว่า ผู้เป็นภรรยากำลังคล้อยตามคำพูดของตน  เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบกล่องใส่เครื่องประดับที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เตรียมพร้อมสำหรับการถอดเก็บสร้อยทับทิมล้อมเพชร ที่ตนไม่อาจประเมินมูลค่าได้บนตัวของอีกฝ่าย

            ตั้งใจไว้ว่า ถึงอย่างไรก็ต้องนำไปส่งคืนให้แก่แม่ยาย  แม้น้องเมียจะบอกให้เก็บเอาไว้ให้พี่สาวก็ตาม

            “คุณพิศครับ ถอดสร้อยออกมาเก็บครับ จะได้ไปอาบน้ำนะ คนเก่ง”
            “ถอดไม่ออก”

            พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะกระชากดึงสายสร้อย สุชาญเลยต้องขยับเข้าไปช่วยปลดออกให้อย่างระมัดระวังเป็นที่สุด ก่อนบรรจงวางลงบนที่ว่างในกล่องใบใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องประดับมากมายจนแลดูละลานตาไปหมดของพิศมณี

            ที่สำคัญก็คือ พวกมันไม่ใช่ของปลอมที่เอาไว้ใส่เล่น แบบที่ถึงหายไปก็ไม่ต้องนึกเสียดาย  หากแต่เป็นของจริงทุกชิ้นซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี  และนั่นทำให้สุชาญเริ่มมีความคิดเรื่องหาตู้เซฟสักใบ เพื่อเอามาไว้ใช้เก็บข้าวของมีค่าต่าง ๆ ภายในบ้านหลังนี้

            “อาบน้ำครับ”

            เขาจูงมือภรรยาไปตรงบริเวณหน้าห้องน้ำ ช่วยแกะกิ๊บดำหนีบผมตรงด้านหลังออก ก่อนหยิบผ้าเช็ดตัวจากราวแขวนส่งให้อีกฝ่าย ผู้รับไปถือเอาไว้เฉย ๆ แต่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เพื่อทำตามคำบอกแต่อย่างใด จนสุชาญต้องพูดสำทับซ้ำอีกครั้ง

            “เข้าไปอาบน้ำ แล้วก็แปรงฟัน ในห้องน้ำไงครับ”
            “ชาญ ถอดเสื้อให้หน่อย”

            พิศมณีร้องสั่งด้วยใบหน้าซื่อใส เพราะมันไม่ใช่ชุดตามแบบปกติที่ตัวเองเคยสวมใส่  อีกทั้งตอนสวมชุดนี้ สุรีย์พี่สาวของสุชาญก็เป็นคนช่วยผลัดเปลี่ยนให้อีกต่างหาก  คำขอดังกล่าวเล่นเอาสุชาญเหงื่อตก เกิดอาการอึ้ง เพราะคาดไม่ถึงว่าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้
สามีช่วยถอดชุดให้ภรรยาถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา.. ชายหนุ่มได้แต่ท่องประโยคดังกล่าวซ้ำไปมาอยู่ในใจ ขณะเอื้อมมือซึ่งสั่นเล็กน้อยออกไป ช่วยปลดเปลื้องชุดเดรสเข้ารูปตัวสวย ออกจากเรือนร่างอรชรอ่อนบางของอีกฝ่าย  พยายามที่จะไม่คิดหรือรู้สึกอื่นใด กับภาพเนื้อหนังอันแสนยั่วยวนรบกวนจิตใจตรงหน้า

            “โอ๊ะ ! ถอดตรงนี้ไม่ได้ครับ เข้าไปถอดในห้องน้ำนะ”

            เขารีบหลับตาลง ทั้งร้องห้ามเสียงหลง  เมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะถอดชุดชั้นในออกต่อหน้าต่อตาตน  สำหรับนางเย็นจิตพี่เลี้ยงคงเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะดูแลกันมานานอีกทั้งเป็นผู้หญิงด้วยกัน  แต่สำหรับสุชาญ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นและสัมผัสในระยะใกล้  มันแตกต่างไปจากการจับมือ หรือสวมกอดตามปกติโดยสิ้นเชิง

            ความรู้สึกตื่นตัวบางอย่างเริ่มก่อเกิด และมันคงเตลิดไปไกลกว่านี้แน่ ถ้าเขาไม่รีบควบคุมให้มันสงบลงโดยไว  ในสัญญาที่ทำไว้แม้ไม่ได้ระบุหรือมีข้อห้ามเรื่องการมีสัมพันธ์ทางกาย  ทว่าสุชาญทราบแน่แก่ใจดีว่า เขาไม่ควรแตะต้องหรือล่วงเกินอีกฝ่าย เพราะมันอาจเป็นการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่คุณอุดมชัยมีต่อตน

 
            มันเป็นการอาบน้ำที่ใช้เวลายาวนานเกินกว่าปกติ  บางที พิศมณีอาจเพลิดเพลินกับการรับสัมผัสจากสายน้ำ หรืออาจเล่นสนุกกับสิ่งของอะไรบางอย่างภายในห้องน้ำ  ทว่าสุชาญไม่กล้าละลาบละล้วงเข้าไปสอดส่องดู  ได้แต่นั่งรอเวลาอย่างเงียบ ๆ อยู่บนเตียงของอีกฝ่าย
พิศมณีโผล่ออกมาอีกครั้งในสภาพหมิ่นเหม่ คือ ห่อพันตัวด้วยผ้าขนหนูออกมา เนื้อตัวและผมเปียกลีบลู่แนบไปกับศีรษะและแผ่นหลัง ยืนทำท่าหนาวสั่น เพราะในเวลานั้น อากาศภายในห้องเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศทำงาน สุชาญจึงจำเป็นต้องลุกเดินเข้าไปหา เพื่อใช้ผ้าขนหนูอีกผืนช่วยเช็ดผมอีกฝ่ายให้หมาดน้ำ

            “นอนทั้งผมเปียกไม่ได้ ต้องเป่าผมกันก่อนนะครับ”

            สุชาญยืนหันหลังให้ ตอนพิศมณีดึงชุดนอนออกจากไม้แขวนเสื้อเพื่อนำมาสวมใส่  จากนั้น หญิงสาวจึงเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้สตูลตัวกลมหน้าโต๊ะเครื่องแป้งอย่างรู้หน้าที่ ระหว่างรออีกคนหนึ่งก้มลงเก็บผ้าเปียกชื้นบนพื้น นำออกไปผึ่งไว้ตรงราวแขวนตรงด้านนอกระเบียงชั้นสอง

            เครื่องเป่าผมพ่นลมส่งเสียงดังหวือ  สุชาญถือมันไว้ในมือข้างขวา สลับกับใช้แปรงผมในมือซ้ายแบ่งผมบนศีรษะของภรรยา เป่าลมอุ่นจากเครื่องใช้ไฟฟ้าขับไล่ความเปียกชื้นให้หายไป  โดยมีพิศมณีนั่งจ้องมองเขาจากในกระจกบานใหญ่ ทำสีหน้าเหมือนกำลังชอบอกชอบใจที่ได้รับการปฏิบัติดังกล่าว

            แม้ในอดีต เขาจะเคยช่วยอาบน้ำแต่งตัวให้หลานสาว เมื่อครั้งตอนกุ๊กไก่ยังเป็นเด็กเล็กมาก่อนแล้วบ้าง  ทว่ากรณีคนตรงหน้านี้ มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  พิศมณีอาจมีความคิดอ่านคล้ายกับเป็นเด็กก็จริง  แต่ร่างกายของเธออยู่ในวัยสาวสะพรั่ง ทั้งหน้าตาและองคาพยพบนเรือนร่างมีเสน่ห์ดึงดูด เป็นผู้หญิงประเภทที่สามารถสร้างความสิเน่หาแก่หัวใจชายได้ง่ายดาย โดยไม่ต้องพยายามให้ยากหรือลำบากแต่อย่างใด

            ทว่าสวยเพียงใดก็แตะต้องไม่ได้  ถือเป็นความทรมานของคนที่ต้องอยู่ชิดใกล้ด้วยเช่นกัน
 

            “คืนนี้ อ่านนิทานเรื่องอะไรดีครับ”

            สุชาญเอ่ยถาม หลังจัดการเป่าผมให้จนแห้งสนิทและเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย

            “ซินเดอเรลล่า”

            คนบนเตียงตอบเสียงอู้อี้ เพราะกำลังนอนเกลือกกลิ้ง คว่ำหน้าไปบนหมอน  ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ คนที่คอยทำหน้าที่อ่านนิทานก่อนนอนคือสุชาญ  แม้ในบางวัน ชายหนุ่มจะอ่านไปด้วยอาการง่วงเบลอ จนเผลอหลับไปทั้งในสภาพชุดทำงาน รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที บางทีก็ล่วงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว บางครั้งลืมตาขึ้นมาเห็นภรรยานอนหลับ ในสภาพเอาศีรษะมาอิงแอบแนบซบร่างของตนไว้ก็มี

            พอตื่นแล้วก็ค่อยย่องกลับห้องของตัวเองด้วยฝีเท้าอันเบา เพราะนางเย็นจิตไม่เข้ามาปลุกแต่อย่างใด

            “เรื่องนี้อีกแล้ว สงสัยจะชอบมาก ฟังได้ไม่เบื่อเลยเนอะ”

            เขาหยิบหนังสือนิทานปกแข็ง ซึ่งมีภาพประกอบสวยงามจากชั้นวางหนังสือ  หลายเล่มมีสภาพใหม่เอี่ยมเพราะตนเพิ่งไปเลือกซื้อมา เอาไว้สำหรับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนใช้อ่านให้อีกฝ่ายฟัง ในแต่ละค่ำคืน

            “ชอบ  ชาญเป็นซินเดอเรลล่า”
            “ผมน่ะหรือ ผมเป็นผู้ชายนะครับ เป็นซินเดอเรลล่าไม่ได้หรอก”

            พูดแก้ความเข้าใจผิดดังกล่าวพลางหัวเราะขำ  ก้าวขึ้นไปนั่งพิงหัวเตียงโดยหยิบหมอนใบหนึ่งรองหลังเอาไว้  ก่อนกางหนังสือนิทานลงตรงหน้าอีกคน ผู้พลิกมานอนตะแคงข้างหันหน้าเข้าหาตน

            พิศมณีจิ้มนิ้วลงตรงรูปตัวเอกในหน้าแรก  พูดด้วยสีหน้าจริงจังในแบบที่สุชาญไม่เคยเห็นมาก่อน

            “เหมือนกัน ทำหน้าเศร้าแบบนี้เหมือนกัน  อยู่ในห้องเล็ก ๆ แบบนี้เหมือนกัน  ชาญมีพ่อ ไม่มีแม่เลี้ยงใจร้าย น้องสาวใจร้ายสองคนก็ไม่มี  แต่ชาญมีพี่สาวกับหลานใจดี”

            สุชาญรู้สึกทึ่งกับประโยคยาว ๆ ที่อีกฝ่ายกำลังร่ายออกมา  เพราะมันเป็นคำพูดแสดงอาการรับรู้ความ แตกต่างไปจากทุกครั้ง  พิศมณีพลิกเปิดหน้าถัดไปด้วยตัวเอง ทั้งยังคงพูดเรื่อยเจื้อยออกมาไม่หยุด ตามความคิดและจินตนาการของตน

            “ชาญไม่มีนางฟ้ามาหา แต่พิศมี พี่นางฟ้าในชุดสีส้มมาหาพิศ บอกให้ทำดีกับชาญ อย่าใจร้ายกับชาญ”
            “นางฟ้าหรือครับ คุณพิศเคยเห็นเหรอ”
            “เห็นสิ  พี่เขาชอบมาหา ชอบมาคุย มาเล่นกับพิศ  แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมาแล้ว”
            “พี่นางฟ้ามีชื่อไหมครับ”

            คำถามดังกล่าวทำให้พิศมณีหยุดพูด และทำท่านิ่งคิดไปชั่วครู่ใหญ่  สุชาญนึกเคืองตัวเองที่เอ่ยถามออกไป จนกลายเป็นขัดจังหวะการพูดที่กำลังลื่นไหลของภรรยา

            “มี ชื่อวันดี พี่วันดี”

            “นางฟ้าชื่อเพราะจัง  คงใจดีมากแน่ ๆ เลย”  เขาไม่ทันสะกิดใจกับชื่อคุ้นหูดังกล่าว เพราะไม่ได้นึกคิดเป็นจริงจังอะไรกับคำพูดของคนตรงหน้า

            “ใจดี แต่ทุกคนกลัวพี่เขา พิศไม่กลัว”

            หญิงสาวพูดอวดตัวทั้งยิ้มจนตาหยี  รอยยิ้มดังกล่าวช่างแสนน่ารัก มีอานุภาพทำให้กระแสความอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วข้างใน และพลอยทำให้สุชาญยิ้มตามไปกับอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู
 

            ใช้เวลาไปนาน กว่าพิศมณีจะเกิดอาการง่วงและหลับลงได้ในที่สุด  สุชาญปิดหนังสือนิทาน ค่อย ๆ พลิกร่างขยับจัดท่าทางให้อีกฝ่ายนอนในท่าสบาย ก่อนดึงผ้านวมผืนใหญ่ขึ้นมาห่มคลุมร่างน้อยอย่างเบามือ  หน้าตายามหลับใหลช่างแลดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา  ชายหนุ่มลงจากเตียง นำหนังสือนิทานกลับไปเก็บคืนที่บนชั้นวาง พร้อมกับระบายลมหายใจเบา ๆ ด้วยนึกภาพไม่ออกเลยว่า เมื่อไม่มีนางเย็นจิตคอยอยู่ช่วยดูแลพิศมณี  ชีวิตของคนที่นี่จะวุ่นวายมากสักแค่ไหน

            และนี่ไม่ใช่ปัญหาที่พ่อตา หรือคนทางบ้านโน้นต้องยื่นมือมาแก้ไขให้  แต่มันเป็นความรับผิดชอบของเขาโดยตรงในฐานะสามี ที่ต้องจัดการหาทางออกหรือแก้ไขด้วยตัวเอง

            ชายหนุ่มกดปิดสวิตช์ไฟภายในห้อง แต่ยังคงเหลือแสงสว่างจากดวงไฟบริเวณห้องน้ำทิ้งเอาไว้ เพื่อไม่ให้ห้องมืดจนเกินไปนัก และเผื่อสำหรับอีกฝ่ายที่อาจลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก  เขากลับไปยังห้องของตัวเอง ทิ้งตัวลงบนเตียงและหลับไปอย่างรวดเร็ว สืบเนื่องจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน ผนวกเข้ากับอีกห้าวันทำงานที่ผ่านมา

            ช่วงเวลาประมาณตีสาม  สุชาญจำต้องลุกขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อเสียงร้องไห้คร่ำครวญเรียกหานมเย็นของพิศมณีดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบของยามวิกาล  เขาเดินสะลึมสะลือด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นไปยังอีกห้อง เพื่อทำการปลอบโยนภรรยาในสภาพง่วงงุนสุดขีด ชนิดหนังตาหนักจนแทบลืมไม่ขึ้น  นั่งพูดงึมงำปลอบไปสักพัก สุชาญก็กลับกลายเป็นฝ่ายเคลิ้มหลับไปเสียเอง
น้ำตาบนใบหน้ายังไม่แห้งหาย  ทว่าพิศมณีก็หยุดร้องไห้ เมื่อชาญของเธอมาอยู่ด้วยในที่นั้น 

            หญิงสาวทิ้งตัวกลับลงไปนอนต่อ กระเถิบตัวเข้าไปแนบชิดเนื้อตัวของอีกฝ่าย เพราะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่อได้ทำเช่นนั้น  พิศมณีหลับไปอีกครั้ง โดยไม่ได้เกิดอาการผวาตื่นขึ้นมา จนต้องเรียกหานมเย็นอีกเลย
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 01 ธันวาคม 2563
Last Update : 1 ธันวาคม 2563 11:20:56 น. 0 comments
Counter : 147 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.