พฤษภาคม 2563

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30
31
 
 
วิปลาสจากกรรมฐาน แก้อย่างไรดี

 

การออกจากโลกนิมิต หรือ ดับโลกนิมิตนั้นเสีย

การฝึกสมาธิ หรือ ปฏิบัติกรรมฐานใดๆ ควรจะต้องศึกษาทั้งสองด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสียที่คนไม่ค่อยพูดถึง คือ ทำให้วิปลาสได้

ครูบาอาจารย์จึงแนะนำ ให้ปฏิบัติรวมกลุ่มอย่างน้อย 5 ปี จึงออกธุดงค์หรือปฏิบัติคนเดียวได้

หากเข้าใจแล้วจะได้ระมัดระวังตัวได้ถูกต้อง เอาตัวรอดจากนิมิตนั้นได้ โดยที่ไม่หลงเข้าไปติดกับดัก (พระที่ปฏิบัติคนเดียว แล้ววิปลาสไปก็มาก)

อันผู้ปฏิบัติกรรมฐาน หากไม่เคยเห็นนิมิตมาก่อน ก็ยากจะจินตนาการได้ว่าเป็นเช่นไร จึงหลงเข้าไปติดกับดักอย่างง่ายดาย เพราะมีทั้งอธิโมกข์และกิเลสส่วนลึกที่ส่งเสริมให้มั่นใจว่า ตัวเองรู้เห็นจริง

ยิ่งเห็นก็ยิ่งเข้าไปลึกขึ้นๆเรื่อยๆ ก็เกิดเป็นโลกนิมิตขึ้นมา ผู้ภาวนาที่ติดหลงเข้าไปแล้ว จำเป็นต้องหาวิธีออกมา หากไม่เช่นนั้น ก็จะติดอยู่ในโลกนิมิตนั้นนานเท่านาน มีสัญญาที่หลงผิดไปจากความเป็นจริง คือ วิปลาสนั้นเอง

โดยเฉพาะ ผู้ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง โลกส่วนตัวสูง จะหลงเชื่อได้ง่าย เป็นสิ่งที่ต้องระวังไว้ เรียนรู้ไว้

เมื่อจิตดิ่งเป็นสมาธิ ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ก็จะคมชัดขึ้น การได้ยินเสียงอะไรต่างๆนาๆ หรือเห็นภาพ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ได้แม้ในขณะลืมตาอยู่ปกติ ไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาทำสมาธิ หรือนอนหลับฝันแล้วเห็นภาพ เท่านั้น แต่ต้องเรียนให้รู้จักนิมิต และการปรุงแต่งของจิต รวมถึงอุปทานต่างๆด้วย

 


สาเหตุหลักของการหลงนิมิต - อย่าเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นในมิติอื่นๆ

สาเหตุหลักของการหลงนิมิต คือ การหลงไปเชื่อในเรื่องที่มันเหนือธรรมชาติจากสายตาปกติที่มนุษย์เห็น เชื่อในเรื่องโลกวิญญาณ อภินิหาร อิทธิฤทธิ์ต่างๆ

บรรยากาศแปลกๆ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติกรรมฐาน เป็นสิ่งที่ต้องระวังไว้ นำมาสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วจึงเชื่อถือได้ (ควรสอบถามกับครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ก่อน)

ภพภูมิอื่นๆนั้น มีอยู่จริง แต่เราไม่จำเป็นต้องไปติดต่อ หรืออยู่ในโลกมิตินั้นๆ เพราะไม่เกิดประโยชน์ กลับจะเป็นโทษเสียมาก คือสูญเสียภพมนุษย์ที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อหลงเข้าไปมากเข้ามากเข้า ก็จะไปผูกเรื่องเอาเอง ครั้นได้ยินเสียงรถแตร์รถ เสียงนกร้อง ไก่ขัน เสียงน้ำหยด เสียงเคาะ หรือเสียงอะไรๆก็ตาม ก็เชื่อว่าเป็นสัญญาณบอกไปหมด จนสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ ไม่มีหลักยึดว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

 


อาการของผู้ที่หลงติดอยู่ในโลกนิมิต

ได้ยินเสียงต่างๆ เสียงสวดมนต์ มีครูบาอาจารย์มาสอน ได้ยินเสียงเทพ เสียงอื่นๆ บอกให้ทำนั่นนี่

พอเริ่มหลงเข้าไปมากขึ้นก็จะรู้สึกเหมือนเป็นเหมือนโลกคู่ขนาน คือ เข้าไปอยู่ในอีกโลกนึงที่คนอื่นไม่เข้าใจ มองไม่เห็นแบบที่เขาเห็น ไม่ได้ยินแบบเขาได้ยิน แล้วแต่จิตจะปรุงแต่งคิดนึกไป มีวิญญาณมาสิงร่างบ้าง ติดต่อกับภพภูมิอื่นๆได้บ้าง มีคนมาพูดคุยบ้าง บรรลุธรรมแล้วบ้าง เป็นพระพุทธเจ้าแล้วบ้าง เรื่องเหล่านี้ ถ้าไม่กล้าบอกคนอื่นจะทำให้อยู่ในโลกนิมิตต่อไปอีกนานขึ้น (เพราะไม่มีใครเข้าไปช่วย)

ผู้ที่อยู่ในโลกนิมิตจะเชื่ออะไรได้ง่ายๆ(เชื่อการปรุงแต่งของจิต) ไม่มีการไตร่ตรองคิดทบทวน หาเหตุผลใดๆ

จิตจะอ่อนแอ ใครให้ทำอะไรก็ทำ ไม่สามารถจะฉุกคิดเฉลียวใจ คิดอะไรเป็นเหตุผลเชื่อมโยงกันไม่ได้ คล้ายๆอยู่ในความฝัน ผ่านไปผ่านมา

ไม่มีความสามารถในการตัดสินใจใดๆ ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ขาดเหตุผลในการไตร่ตรองเรื่องราวต่างๆ

หากจะอธิบายสิ่งต่างๆให้เขาฟัง ควรอธิบายทั้งหมดอย่างละเอียด ต้องย้ำซ้ำๆว่า กำลังหลงอยู่ในโลกนิมิต ให้รีบออกมาจากโลกนิมิตนั้นเสีย หากอยู่นานไปจะทำให้วิปลาสได้

 


การนั่งสมาธิ แล้วได้ยินเสียง เป็นนิมิตที่ทำให้จิตส่งออกนอก

ต้องระวัง หากไปใส่ใจ ให้ความสนใจจะทำให้วิปลาสได้ ผู้ภาวนาที่ไม่เคยเห็นนิมิตมาก่อนก็นึกว่าไม่เป็นไร หากเกิดขึ้นในขณะที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติยิ่งต้องระวังตัว

หากจะใช้ประโยชน์จากนิมิต ก็ให้ใช้เพื่อพิจารณากิเลสที่มีอยู่ในจิต แล้วน้อมนำลงสู่พระไตรลักษณญาณ คือ อนิจจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงเท่านั้น

เพียงแค่รู้แล้วละไป โดยไม่ให้ความสนใจใดๆ ทั้งนั้น

 


ได้ยินเสียงทุกอย่างดังไปหมด ดังกว่าปกติจนรบกวนการใช้ชีวิต

หากผู้ปฏิบัติสงสัยหรือให้ความสนใจกับเสียงนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไรก็ตาม ก็จะยิ่งไปเพิ่มพลังตรงนั้น

คือได้ยินเสียงไปหมด เสียงทุกอย่างจะดังกว่าปกติ จนรบกวนการใช้ชีวิตได้

วิธีแก้ไขคือ ย้ายพลังส่วนเกินนั้นมาดูกาย คือดูลมหายใจ แล้วสังเกตความไม่เที่ยงให้ได้

 


ตัวช่วย

พาไปพบกับครูบาอาจารย์หรือคนที่เขาเคารพนับถือ (เขาจะเชื่อ) และสามารถถอนความเข้าใจผิดต่างๆออกได้

หากเป็นบุคคลในโลกนิมิตโดยตรง ก็จะช่วยได้มาก (ให้คนในนิมิตบอกว่า ไม่ได้เห็นแบบที่เขาเห็น ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง ได้ยินได้เห็นอะไรให้เล่ามาให้ฟังอย่างละเอียด ถามคำถามจุดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องในนิมิต ให้เขาเล่าเรื่องในนิมิตให้ฟังแล้วแก้ไขให้เป็นเรื่องๆไป)

หากต้องการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในนิมิต คนที่อยู่ใกล้ เวลาพูดคุยต้องมีเหตุผลประกอบในการพูดคุยอธิบายด้วยทุกครั้ง บอกวิธี 123 ให้เขาว่าจะให้ทำอะไรบ้าง เพราะเขาไม่สามารถคิดได้เอง ช่วยตั้งคำถามต่างๆให้เขาเล่าเกี่ยวกับนิมิต ทำให้เขารู้สึกว่า เรื่องราวของโลกนิมิต และโลกความจริงที่เขาอยู่เรื่องราวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

 


หมอจิตเวช และ การใช้ยาที่ได้รับจากแผนกจิตเวช

ไม่ควรที่จะทำให้เขาตื่นกลัว เช่น มัดมือ มัดตัว เอาเขาไปส่งที่สถาบันจิตเวช แต่ต้องพูดดีๆ ไม่ทำให้เขาเกิดอาการหวาดระแวง

ผู้ป่วยอาจไม่ยอมเล่าให้หมอฟัง เพราะไม่ใช่คนที่ไว้ใจ ดังนั้นการคุยกับหมออาจไม่ได้ช่วยอะไรเลย

หากมีนิมิตเป็นไปทางอกุศลมากเข้า จนจิตหยุดปรุงแต่งไม่ได้ มีอาการคลุ้มคลั่ง หรือ เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น จำเป็นต้องใช้ยาช่วย

ให้ยาจิตเวช หรือฉีดยาผ่อนคลาย เมื่อนอนหลับไปสักคืนนึง จะช่วยพักได้

กินยาเพื่อช่วยปรับเคมีในสมอง ช่วยหยุดความคิดได้ แต่ตื่นมาแล้วจะมึนๆงงๆ ทำให้คิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่มีสติทำอะไร ให้ใช้ในช่วงคุ้มคลั่งที่จิตปรุงแต่งไปในทางอกุศลตลอดเวลาเท่านั้น

หากดีขึ้นแล้วไม่ต้องใช้ยา แต่แนะนำให้รักษาจิตให้อยู่ในกุศลจะดีกว่ามาก หากทำได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยา เพราะมีผลต่อสมอง

 


ทำให้จิตอยู่ในกุศลตลอดเวลา ฝึกให้สมองคิดเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ได้

โดยการคิดไปในทางช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อทำให้จิตอยู่ในกุศลตลอดเวลา หางานการกุศลให้ทำ อย่าให้อยู่ว่าง

เมื่อคิดช่วยผู้อื่นเรื่อยๆ สมองจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว คิดเชื่อมโยงกับโลกจริง จะทำให้ตื่นขึ้นมารับรู้โลกจริงได้

ระวังอย่าให้นิมิตเป็นไปทางอกุศล จะทำร้ายตัวเองได้

- มูลนิธิคนตาบอด ให้ไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น (จะช่วยให้ตาสว่างขึ้นออกจากโลกนิมิตได้) หรืองานอาสาอื่นๆ ให้จิตคิดไปในทางช่วยคน (เป็นกุศลจิต)

-สวดมนต์ ทำให้จิตเปิดกว้าง อยู่ในกุศล

-แผ่เมตตาก่อนนอนทุกวัน*สำคัญมาก (ในนิมิตก็จะปรุงแต่งไปในทางดี)

 


ต้องให้เขารู้และเข้าใจให้ได้ก่อนว่าเป็นโลกนิมิต

สำคัญที่ ต้องให้เขาเห็นด้วยตัวเองให้ได้ จะด้วยวิธีการ ส่งบทความเรื่องนิมิต ให้เขาศึกษา หรือ จะให้ผู้ที่เขาเคารพนับถือเป็นคนพูดบอก อธิบายให้ฟังอย่างละเอียดก็ได้

แต่อย่าคิดว่าเขาจะเข้าใจและยอมรับแต่แรก แต่ต้องหาจังหวะ บอกใหม่ ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 โดยเว้นระยะ หาจังหวะที่เขาว่างๆ ไม่มีเรื่องราวการปรุงแต่งมากๆอยู่ก่อน

การพูดสั้นๆไม่ทำให้เขาเข้าใจได้ เพราะการรับรู้ต่างจากคนปกติ คืออาจจะรับได้แค่ 30% เท่านั้น ที่เหลือจะเป็นการปรุงแต่งทางจิตมาผสมและบิดเบือนเรื่องราวต่างๆไป

จึงควรพูดย้ำๆซ้ำๆ ให้ตรงจุด การพูดครั้งแรกแค่ครั้งเดียวแล้วคิดว่าเขาจะเข้าใจเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะช่วงแรกที่มีอธิโมกข์จากการปฏิบัติใหม่ๆ จะยากที่จะยอมรับ

การพูดคุยกับผู้ที่อยู่ในนิมิต ต้องระมัดระวัง ไม่พูดเออออไปตามเรื่องราวเขา แต่พูดความจริง ให้เขารู้สึกถึงโลกปัจจุบัน เพราะเขาจะปรุงแต่งไปอีกมาก

หากเปรียบเทียบและแสดงให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่างโลกจริงและโลกนิมิตได้จะดีมาก

 


ตื่นขึ้นมาจากโลกนิมิต

เมื่อสมองเริ่มคิดเชื่อมโยงได้แล้ว ให้ลองอ่านเกี่ยวกับเรื่องนิมิตของหลวงปู่เทสก์ดู จนกระทั่งยอมรับว่า นั่นคือ นิมิตที่จิตสร้างขึ้น จึงเริ่มออกจากนิมิตดังนี้

เนื้อหาในนิมิตเกี่ยวกับใครในโลกความจริงบ้าง โดยเฉพาะ main หลักในนิมิต (ที่ยังมีชีวิตอยู่และเป็นคนใกล้ตัว) ให้คุยกับคนพวกนี้ เพื่อจะได้รู้ว่า ไม่ได้เป็นไปจริงแบบที่นิมิตบอก หากแต่เป็นคนละเรื่องราวกัน

 


เปรียบเทียบ เสียงที่ได้ยินจริง กับ การปรุงแต่งจิต (สังขาร)

โลกนิมิตนั้นประกอบไปด้วยการปรุงแต่งของจิตเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งภาวนาไปได้ยินเสียง ส่วนที่เป็นเสียงจริงๆก็มี มักจะเป็นตอนแรกๆ (หากเป็นเสียงจากภพภูมิอื่น เขาแค่มาคุยเล่นกับเราเท่านั้น อย่าไปหลงเชื่อใดๆ)

แต่ภายหลังส่วนที่ไม่ใช่เสียงแล้วยังนึกว่าเป็นเสียง เพราะไม่ได้เอะใจ แยกแยะ เสียงจริง กับการปรุงแต่งจิตออกจากกัน จึงโดนจิตสังขารหลอกไปเป็นเรื่องราวต่างๆ ทำให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลา

หากจะสังเกต เสียงที่ได้ยินจริงนั้น จะมีความทุ้ม ความแหลม เหมือนเสียงมนุษย์ทั่วไปที่พูดคุยกับเรา สร้างความแปลกใจให้กับเราได้ เสียงผู้ชายบ้าง ผู้หญิงบ้าง มีน้ำเสียงโทนเสียงแตกต่างกันไป แต่หากเป็นน้ำเสียงเรียบเฉย คือความคิดของเราปรุงเป็นเสียงขึ้นมาเอง

 


วิธีออกจากนิมิต - แค่ไม่เชื่อมันสักพัก เห็นมันไม่เที่ยง เดี๋ยวจิตก็ปฏิเสธไปเอง

เมื่อสงสัยว่าตนกำลังหลงอยู่ในโลกนิมิต ก็ให้ใช้วิปัสสนาเห็นความไม่เที่ยง โดยให้เน้นที่สังขาร

ดูความคิดเกิดขึ้นปุ๊ปให้ตัดออกเป็นว่าง เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ได้ยิน ไม่คิดปรุง

เมื่ออยู่ในนิมิต มักจะยังคิดว่าเรื่องในนิมิตเป็นจริงอยู่ ให้เริ่มด้วยการให้เขาลองทดสอบดู ดังนี้

 

1. หยุดการกระทำทั้งหมด แล้วนั่งอยู่เฉยๆ ...

2. คิดกลับด้านว่า ที่เชื่อไปทั้งหมดอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ ให้ลองทดสอบดู (หากทดสอบแล้วไม่จริงค่อยกลับไปโลกนิมิตก็ยังได้)

3. ไม่ว่าจะได้ยินเสียงหรือเห็นอะไรก็แล้วแต่ เราจะทิ้งไปก่อนไม่สนใจ (ทิ้งทั้งหมดทุกเรื่องทุกอย่าง)

*4. ใช้สติดูการปรุงแต่งจิต (สังขาร) ---> เช่น ได้ยิน---> คิดปุ๊ปตัดออก ----> ว่าง

ถ้าดับได้หมดเป็นว่างๆ โลกจะเงียบลง แล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้ คือหลุดออกจากโลกนิมิต (อาจจะใช้เวลาเป็นวัน) ถ้าเห็นความไม่เที่ยงได้จะยิ่งดี แสดงว่าที่ผ่านมา คือ ความคิด ไม่ใช่เสียง (ถ้าเป็นเสียงจริง ต้องยังได้ยินอยู่ ให้เฉลียวใจในการแยกเสียงกับความคิดออกจากกัน )

 


ร่างกายกระตุกเอง

เป็นการทำงานของระบบประสาท สำหรับผู้ที่อยู่ในนิมิต เมื่อเกิดขึ้น ไม่ต้องสนใจอาการเหล่านี้ ทิ้งไปเลย มันของปลอมทั้งนั้น ไม่ให้ความสนใจใส่ใจ แค่รู้และเห็นความไม่เที่ยงของมัน อาการก็จะค่อยๆหายไปเอง

 


แก่นแท้ของการปฏิบัติ คือ การเห็นกายและจิตตน ไม่เที่ยง เท่านั้น

สติปัฏฐาน 4 นั้น ต้องอยู่ในกาย ในจิตเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องราวพิศดารอื่นไกลนอกตัวเลย หากจะบรรลุมรรคผลนิพานได้ ก็เนื่องจากการเห็นเกี่ยวกับกายและจิตของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างรู้เท่าความเป็นจริงของมัน ปราศจากอุปทานความยึดมั่นถือมั่นใดๆในตัวตน ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิอิงอาศัย

เขียนโดย Apple Rin

ที่มา : https://sites.google.com/view/nimit-viparas-samati/




Create Date : 29 พฤษภาคม 2563
Last Update : 29 พฤษภาคม 2563 14:31:19 น.
Counter : 71 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กลิ่นแห่งความสุข
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]