Group Blog
 
All blogs
 

~ หลวงพระบาง (day III) ตอน : เที่ยววัด เที่ยววัง วันสุดท้ายที่หลวงพระบาง ~

หลวงพระบางวันสุดท้าย เรามีโปรแกรมเที่ยวครึ่งวันก่อนกลับกรงเทพฯค่ะ ไกด์นัดเวลามารับเราตอน 8 โมงครึ่ง แต่ด้วยความเคยชินที่ต้องตื่นแต่เช้ามาหลายวัน เราเลยตื่นกันแต่เช้า และตัดสินใจกันว่าจะไปเที่ยวตลาดตอนเช้า ๆ หาอะไรอร่อย ๆ (กว่าอาหารเช้าของโรงแรม) ทานกัน
ว่าแล้วก็ let's go ไปเรียกสามล้อเครื่องหน้าโรงแรมกันเลย เราได้ข้อมูลจากน้อง ๆ พนักงานของโรงแรมว่าตลาดที่ไม่ไกลจากที่นี่นัก คือ ตลาดโพสี ซึ่งน้อง ๆ บอกเราว่าค่ารถสามล้อเครื่องคนละประมาณ 6000 กีบ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 30 บาท) เราก็ท่องไว้เลยว่าต้องต่อรองค่ารถให้ได้เท่านี้ แต่ต่อรองกันไปมา ดันไปบอกคนขับว่า 6000 กีบ ไม่ได้งั้นคนละ 40 บาทก็แล้วกัน คุณลุงคนขับทำหน้างงอยู่ 1 นาทีก่อนจะพาเราไปส่งที่ตลาด โดยที่เราก็ยังงงว่าต่อรองกันยังไงฟะ 6000 กีบไม่เอาจะเอา 40 บาทนี่
สุดท้ายการทัวร์ตลาดเช้าของหญิงไทยสองคน(ที่งงกับชีวิต) ก็คือการเปลี่ยนที่ทานข้าวจี่ทาแยม(ที่โรงแรมก็มี)กับข้าวไข่เจียวหมูสับ(ที่โรงแรมก็สั่งได้อีกเหมือนกัน)แค่นั้นจริง ๆ ค่ะ-*-



(รูปข้างบนไม่ใช่ตลาดโพสีนะคะ กะไปกินเต็มที่เลยไม่ได้เอากล้องไป)
เมื่อเรากลับมาจากตลาดนั้นปรากฎว่าคุณไกด์มารอรับเราที่โรงแรมแล้ว เลยรีบ check out แล้วออกเดินทางค่ะ โปรแกรมแรกของวันนี้ คุณไกด์พาเราไปเที่ยวตลาดเช้าของชาวหลวงพระบางกันค่ะ (เรากับเพื่อนแอบมองหน้ากันด้วยอารมณ์เบื่อโลกสุดขีด ประมาณว่าแล้วเมื่อกี้จะนั่งสามล้อเครื่องไปตลาดทำไม) ตลาดที่นี่คล้าย ๆ ตลาดตามต่างจังหวัดบ้านเราเลยค่ะ จะมีที่แปลกตาหน่อยก็คงจะเป็นนกหลากหลายพันธุ์ที่วางขายคู่กับเจ้าปูสีส้มเนี่ยล่ะค่ะ สงสัยจะเป็นของยอดฮิตของคนที่นี่ เพราะเห็นวางขายอยู่เยอะมาก



เพื่อนร่วมทริปเราแวะทานกาแฟแกล้มข้าวจี่กันที่ร้านกาแฟประชานิยม ร้านฮิตที่ใครมาเมืองหลวงพระบางต้องไม่พลาด แต่เรากับเพื่อนไม่ทานกาแฟแถมยังอิ่มกับอาหารเช้าอร่อย ๆ ที่ไปทานที่ตลาดมาแล้วเลยขอบายค่ะ เดินเล่นดูของขายในตลาดเช้าดีกว่า เมื่อเดินไปจนสุดทางเดินที่ขายของกันแล้วก็จะเจอประตูด้านหลังของพิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวง ที่หมายแรกที่เราจะไปเที่ยวชมกันวันนี้ค่ะ



โดยปกติแล้วคนที่ไปเที่ยวชมพระราชวังหลวงมักจะเข้าทางประตูด้านหน้าซึ่งตรงข้ามกับพูสี แต่วันนี้คุณไกด์พาเราเดินเข้าพิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวงทางประตูด้านหลังค่ะ เลยได้เก็บภาพพระราชวังหลวงพระบางในมุมมองที่แปลกตาออกไปมาฝาก



ก่อนเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวง (Royal Palace Museum) นักท่องเที่ยวต้องฝากกระเป๋าและกล้องถ่ายรูปไว้ด้านหน้าค่ะ เพราะที่นี่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในพิพิภัณฑ์เช่นเดียวกับที่เมืองไทยค่ะ ตอนที่เราเอากระเป๋าและกล้องถ่ายรูปไปฝากนั้นก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าของจะหาย เพราะที่ฝากของที่จัดไว้เป็นแค่ตู้เก็บของธรรมดาไม่มี locker แต่ก็ไม่มีอะไรหายนะคะ คุณไกด์เล่าให้ฟังว่าพระราชวังหลวงสร้างขึ้นในสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ซึ่งในอดีตใช้เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้เปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ค่ะ



คุณไกด์ยังเล่าให้เราฟังอีกว่าพระราชวังหลวงนั้น ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส โดยผสมผสานงศิลปฝรั่งเศสกับศิลปลาวเข้าด้วยกัน เป็นความงามที่เรียบง่าย เหมือนกับเมืองหลวงพระบางนี่ล่ะค่ะ



หลังจากเข้าไปชมด้านในของพระราชวังหลวงแล้ว ไกด์พาเราไปนมัสการองค์พระบาง (Pra Bang) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวหลวงพระบาง ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวงค่ะ เมื่อนมัสการองค์พระบางแล้วไกด์พาเราเดินชมรอบ ๆ ในบริเวณพระราชวังหลวงนี้ยังมีหอพระบางอยู่ทางประตูด้านหน้า ซึ่งคุณไกด์บอกว่าสร้างจำลองแบบมาจากสิมวัดเชียงทอง แต่ปัจจุบันยังสร้างไม่แล้วเสร็จ



ฝั่งตรงข้ามหอพระบาง ยังมีโรงละครภายในพระราชวังหลวง ซึ่งคุณไกด์บอกว่ายังมีการจัดแสดงละครที่นี่อยู่บ่อย ๆ ค่ะ แต่ trip นี้ของเราไม่มีโปรแกรมดูละคร ก็ชมโรงละครด้านนอกไปก่อนแล้วกัน (แอบขำนะคะคุณไกด์) ด้านหน้าของโรงละครเป็นรูปปั้นองค์เจ้ามหาชีวิตพระองค์หนึ่งของลาว



จากพระราชวังหลวงพระบางไกด์พาเราไปวัดเชียงทอง ซึ่งเป็นโปรแกรมสุดท้ายแล้วสำหรับทริปหลวงพระบาง เราไปถึงวัดเชียงทองประมาณ 10 โมง แดดรงทีเดียว ด้วยความที่เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองกลางหุบเขา ทำให้อากาศตอนกลางวันค่อนข้างร้อนจัด แต่กลางคืนกลับเย็นสบาย
คุณไกด์พาเราเดินผ่านตรอกเล็ก ๆ เข้าสู่ด้านข้างของวัดเชียงทอง ทำให้เราได้เห็นมุมมองอีกมุมนึงของวัดเชียงทองที่ต่างออกไป ภาพนี้คือภาพวัดเชียงทองที่เราได้เห็นครั้งแรกเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา



ไกด์บอกเราว่าวัดเชียงทองเป็นศิลปหลวงพระบางแท้ที่เหลืออยู่เพียงวัดเดียวในเมืองหลวงพระบางที่ไม่โดนเผาไปเมื่อโจรจีนฮ่อเข้ามาปล้นเมือง โดยสร้างในสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองเวียงจันทร์



นอกจากนี้ภายในวัดเชียงทองยังมีโรงราชรถพระโกศล (โรงเมี้ยนโกศ) ของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา เป็นโรงไม้แกะสลักเรื่องราวของรามเกียรติ์ลงลักปิดทองไว้สวยงามมาก



ดูใกล้ๆ ยิ่งสวย



เราเพลินกับการเดินชมศิลปะที่งดงามของวัดเชียงทองจนเกือบ 11 โมงไกด์ก็มาตามเราขึ้นรถเพื่อเตรียมเดินทางกลับ ตอนแรกเราก็ยังงง ๆ อยู่ว่าเพิ่ง 11 โมงเองทำไมรีบไปจัง ยังเดินดูไม่ทั่วเลยแถมมัวแต่ถ่ายรูปยังไม่ได้เข้าไปกราบพระในสิมอีกต่างหาก มาหายสงสัยก็ตรงที่จู่ ๆ เมื่อรถตู้พาเราไปจอดหน้าตลาดม้ง ซึ่งเป็นตลาดขายของที่พื้นเมืองและของที่ระลึก เพราะเพื่อนร่วทริปเราอีก 2 คนยังซื้อของฝากไม่ครบนี่เอง เจอแบบนี้เข้าไปเล่นเอาเรากับเพื่อนเอ๋อไปเหมือนกัน ฮึ่ม.....รีบออกจากวัดมา shopping กันเนี่ยนะ -*-



หลังจากแวะซื้อของกันที่ตลาดม้งเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาบ้าย บายหลวงพระบางกันแล้วล่ะค่ะ ไกด์พาเราไปส่งที่สนามบินหลวงพระบางตอนเที่ยงกว่า ๆ ก่อนเครื่องออกไม่นาน แต่ด้วยความที่เป็นสนามบินเล็ก ๆ การ check in จึงไม่ยุ่งยากใช้เวลาไม่นานนักก็เรียบร้อย เราบอกลาคุณไกด์แสนน่ารักของเราที่คอยดูแลเราอย่างดีตลอด 3 วันด้วยความประทับใจเต็มเปี่ยม ทั้งความงามที่เรียบง่ายของเมืองหลวงพระบาง และอัธยาศัยไม่ตรีที่น่ารักของคนที่นี่ เป็น trip 3 วัน 2 คืน ที่เป็นความทรงจำที่ดีของเราอีก trip นึงซึ่ง เราสัญญาไว้กับตัวเองว่าต้องหาโอกาสกลับไปเยือนเมืองหลวงพระบางอีกครั้งอย่างแน่นอน
สะบายดี เมืองหลวงพระบาง ^^



จบบริบูรณ์แล้วค่ะ บันทึกความทรงจำครั้งหนึ่งที่เมืองหลวงพระบาง เคยตั้งใจตั้งแต่ก่อนไปเที่ยวว่าจะกลับมาเขียนบันทึกถึงเรื่องราวประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ทันทีที่กลับมาถึง แต่ด้วยความขี้เกียจเลยเพิ่งจะมาเขียนเอาป่านนี้ เลยขอสัญญากับตัวเองอีกครั้งหนึ่งค่ะว่า trip ต่อไปของเราจะรีบเขียนทันทีที่กลับมา โปรดคอยติดตามบันทึกการเดินทางครั้งหนึ่งที่กำแพงเมืองจีน ปลายปีนี้ค่ะ (หุหุ ยังไม่ทันได้ไปเลยเห่อ ๆ ) ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมและมาช่วยกันshare ประสบการณ์กันนะคะ

Story by SoM SoM
Photo by SoM SoM




 

Create Date : 04 กันยายน 2550    
Last Update : 29 สิงหาคม 2553 14:27:00 น.
Counter : 1581 Pageviews.  

~ หลวงพระบาง (day II) ตอน : ล่องแม่น้ำโขง ชมถ้ำ เที่ยวน้ำตก ~

Trip วันที่สองในเมืองหลวงพระบางของเรา มี Program หลัก ๆ คือไปเที่ยวถ้าติ่ง บ้านผานม และน้ำกวงซี แต่เนื่องจากวันนี้ (5 พ.ย. 2549) ตรงกับช่วงงานฉลองพระธาตุหลวงที่เมืองเวียงจันทร์พอดี ไกด์เลยชวนเราไปทำบุญตักบาตรกันที่วัดทาดหลวงกันก่อน
งานทำบุญฉลองพระธาตุหลวงนี้ชาวลาวทั้งประเทศจะร่วมฉลองกัน โดยที่เมืองหลวงพระบาง ชาวบ้านจะมารวมตัวทำบุญตักบาตรที่วัดทาดหลวง ซึ่งการตักบาตรจะมีความพิเศษกว่าปกติตรงที่เป็นการตักบาตรข้าวเหนี่ยวและขนมค่ะ



ไกด์มารับเราที่โรงแรมตั้งแต่ 6 โมงเช้าที่เรารู้สึกว่าเช้ามาก ๆแถมอากาศเย็นอีกต่างหาก เล่นเอาเราแปลกใจเลยเพราะเมื่อวานอากาศยังร้อน ๆ อยู่เลย แต่เห็นเช้า ๆ อย่างนี้พอไปถึงวัดปรากฏว่าชาวหลวงพระบางมาจับจองที่นั่งรอใส่บาตรกันเต็มหมดแล้ว นอกจากชาวหลวงพระบางและคนไทยที่มารอใส่บาตรกันแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมารอถ่ายรูปอีกเยอะเชียวค่ะ แถมบางคนน่ารักมากมานั่งคอยใส่บาตรกับเค้าด้วย เป็นภาพที่เรารู้สึกดี จริง ๆ
ที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ชาวหลวงพระบางที่มารอใส่บาตรกันจะแต่งตัวสุภาพและสำรวมกิริยามาก ๆ
เรานั่งรออยู่ไม่นาน (แต่แอบขาชาไปหลายรอบ) พระก็เดินลงมารับบาตรไกด์บอกว่าพระองค์แรกที่เดินนำมาคือพระสังฆราชของที่นี่ ซึ่งหากไม่เจ็บป่วยแล้วท่านจะลงรับบาตรเองทุกวันเป็นประจำ



ที่นี่เวลาใส่บาตรผู้หญิงจะนั่งพับเพียบส่วนผู้ชายจะยืนใส่บาตรค่ะ เป็นครั้งแรกที่เราได้ใส่บาตรข้าวเหนียวเลยไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ หยิบข้าวเหนียวไม่ค่อยได้เลย คอยแต่จะติดมือหมด แถมพระท่านเดินเร็วมาก ๆ ที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ชาวหลวงพระบางจะเอาตระกร้าหรือกระจาดเล็ก ๆ วางไว้ด้านหน้าตัวเองด้วย ซึ่งไกด์บอกเราว่าเค้าวางไว้เพื่อรอรับขนมต่าง ๆ ที่พระท่านจะคืนให้ชาวบ้านนำกลับไปบ้านเมื่อท่านได้รับบาตรเพียงพอแล้ว เป็นภาพน่ารัก ๆ อีกภาพหนึ่งที่เราประทับใจ



บรรยากาศการทำบุญใส่บาตรของที่นี่จะดูสงบและสำรวม



เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้วเราได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระในสิมซึ่งกำลังทำพิธีสวดมนต์กันอยู่ เลยมีโอกาสเก็บภาพมาฝากค่ะ



อีกภาพประทับใจค่ะ



เราออกจากวัดกันตอนสาย ๆ ที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว เมื่อทำบุญเสร็จก็ได้เวลาเที่ยวกันแล้วค่ะ Program แรกสำหรับวันนี้คือเที่ยวถ้ำติ่ง โดยไกด์พาเราไปลงเรือที่ท่าเรือวัดเชียงทองเพื่อนั่งเรือล่องแม่น้ำโขง บรรยากาศยามเช้าของต้นเดือนพฤศจิกายนบรรยากาศดีมาก ๆ ค่ะ ภูเขารอบข้างปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทั้งเย็นทั้งสดชื่น



เราใช้เวลาล่องแม่น้ำโขงจากท่าเรือวัดเชียงทองไปถ้ำติ่งเกือบ 3 ชั่วโมง แต่เป็น 3 ชั่วโมงที่ไม่น่าเบื่อเลย เพราะเพลินไปกับการชมบรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขงยามเช้าที่สวยงาม



อยากแนะนำเพื่อน ๆ ที่กำลังจะไปหลวงพระบางนะคะ หากจะไปเที่ยวบ้านซ่างไหและเที่ยวถ้ำติ่ง ลองไปทางเรือดู แค่ชมบรรยากาศสวย ๆ ของแม่น้ำโขงยามเช้าก็คุ้มแล้วล่ะค่ะ



ก่อนถึงถ้ำติ่ง ไกด์พาเราแวะชมบ้านซ่างไห (Ban Xang Hai) ซึ่งชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพหมักเหล้าสาโทและต้มเหล้าโรง แต่ที่เราไปเห็นจริง ๆ บ้านที่หมักเหล้ามีไม่ค่อยมาก แต่ที่เยอะมาก ๆ เห็นจะเป็นพวกผ้าทอพื้นเมืองที่มีวางขายกันแทบทุกบ้าน



สินค้าพื้นเมืองที่วางขายที่นี่ส่วนใหญ่จะเหมือน ๆ กันหมด คุณพี่คนนี้เลยต้องทำการตลาดด้วยการโชว์ทอผ้าดึงความสนใจจากลูกค้า ซึ่งก็ได้ผลซะด้วย เพราะเราเข้าไปขอถ่ายรูปพร้อมอุดหนุนผ้าพันทอไปฝากแม่อีก 1 ผืน



ใครที่ชอบพวกผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่มาที่นี่ต้องชอบมาก ๆ ค่ะ เพราะมีให้เลือกมากมาย เราแอบกระซิบถามคุณไกด์ว่าเราจะต่อรองราคาสินค้าซักเท่าไหร่ดี แต่คุณไกด์กลับบอกว่าชาวบ้านที่นี่จะตั้งราคาสินค้าตามความพอใจไม่มีราคากลาง ถ้าเค้าพอใจเค้าอาจจะลดให้เรามาก ๆ ก็ได้ (สรุปว่าคำตอบคุณไกด์ไม่ช่วยเราอะไรเล้ย)



เราใช้เวลาที่บ้านซ่างไหนานพอดู เพราะเพื่อนร่วม trip ของเราสนุกสนานกับการ shopping ผ้าพื้นเมือง กว่าจะได้ลงเรือไปถ้ำติ่งก็เกือบเที่ยงแล้ว ระหว่างทางที่จะไปลงเรือเห็นหนุ่มน้อยคนนี้นั่งอาบแดดทานข้าวพร้อมลูกสมุน 4 ขาอีกหลายตัว น่ารักจนอดไม่ได้ต้องเก็บภาพมาฝาก



เมื่ออกจากบ้านซ่างไห นั่งเรือต่อไปอีกไม่นานก็ถึงถ้ำติ่ง (Thing Cave) ซึ่งเป็นถ้ำ 2 ชั้น มีความสูงจากระดับน้ำ 60 เมตร ค้นพบโดยพระเจ้าไชยเชษฐา



ภายในถ้ำติ่งมีพระพุทธรูปภาพมากมาย ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่ชาวหลวงพระบางนำไปไว้อีกเพิ่มเติม ไกด์ชวนเราขึ้นไปดูถ้ำชั้น 2 ซึ่งต้องขึ้นไปด้านบนและค่อนข้างมืด เราเลยขอบายเพราะไม่ถนัดปีนป่านเท่าไหร่ แถมหิวแล้วด้วยเพราะเลยเที่ยงมานานแล้ว คุณไกด์เลยพาเราข้ามฝั่งไปทานข้าวกัน



หลังจากทานข้าวอิ่มหนำสำราญกันแล้ว เราก็ล่องเรือกลับไปยังท่าเรือวัดเชียงทองเพื่อนั่งรถต่อไปเที่ยวน้ำตกกวงซี บรรยากาศแม่น้ำโขงตอนเที่ยงนั้น แม้แดดจะร้อน แต่อากาศยังเย็นสบายอยู่เลยค่ะ



กว่าเราจะล่องเรือกลับมาถึงท่าเรือวัดเชียงทองก็เกือบบ่าย 3 เริ่มจะหิวของว่างช่วงบ่ายกัน(อีก) แล้ว คุณไกด์เลยพาไปทานกาแฟและขนมอร่อย ๆ ที่ร้าน joma ร้านฮิตที่หลาย ๆ คนที่มาเที่ยวที่นี่ต้องแวะไป (แอบบอกว่า chocolate muffin อร่อยมาก ๆ ค่ะ ^ ^) เมื่ออิ่มขนมแล้วก็พร้อมลุยกันต่อ เราใช้เวลาเดินทางไปน้ำตกกวงซีชั่วโมงกว่า ๆ ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างจากหลวงพระบางประมาณ 30 ก.ม. เท่านั้น เนื่องจากเป็นทางขึ้นเขาตลอดและถนนยังไม่ค่อยดีนัก บางช่วงยังเป็นดินลูกอยู่เลยทำให้เล่นเอาหัวสั่นหัวคลอนไปหมด แต่ก็นับว่าคุ้ม เพราะน้ำตกกวงซีที่เราเห็นนั้นสวยมาก ๆ



น้ำตกตาดกวงสี (Tad Khuang Sy) มีความสูงประมาณ 80 เมตร เป็นน้ำตกหินปูนเลยทำให้แอ่งน้ำบริเวณรอบ ๆ สีฟ้าอมเขียวใส ๆ ซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้ในชั้นล่าง ๆ ของน้ำตก แต่เสียดายที่เราไปถึงเย็นมากแล้วเลยไม่มีโอกาสได้ลงเล่นน้ำกัน



เกือบ 5 โมงเย็นไกด์จึงพาเรากลับโดยเดินเลาะริมน้ำตกลงมาข้างล่างซึ่งจะผ่านสวนสัตว์ที่เลียนแบบธรรมชาติบริเวณน้ำตกด้วย แต่น่าเสียดายที่เราไปเย็นมากเลยไม่เจอเสือตัวใหญ่เจอแต่ลิงยักษ์ดื้อ ๆ 4-5 ตัวที่เจ้าหน้าที่กำลังต้อนให้เข้ากรงนอน กว่าเราจะเดินทางกลับถึงตัวเมืองหลวงพระบางก็เกือบทุ่ม ช่วงเวลาหลังจากนี้เลยเป็นเวลา shopping ของฝากที่ตลาดค่ำค่ะ



Story by SoM SoM
Photo by SoM SoM




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2550    
Last Update : 29 สิงหาคม 2553 14:39:30 น.
Counter : 948 Pageviews.  

~ หลวงพระบาง (day I) ตอน : สะบายดีเมืองหลวง ~

My trip “หลวงพระบาง” ครั้งนี้ภูมิใจนำเสนอมาก ๆ เพราะเป็น trip ในฝันที่อยากไปมานานแล้ว และยังเป็น trip แรกที่ได้ไปลัดฟ้าไปต่างบ้านต่างเมืองด้วย แต่กว่าจะได้ไปนี่ต้องท้าวความกันหน่อย
จำได้ว่าตามเก็บข้อมูลทั้งจากหนังสือ จากห้อง blueplanet และจากคนที่เคยไปมาแล้วอยู่เกือบ 2 ปี จนเรียกว่าข้อมูลแน่นขาดแต่ไปเห็นด้วยตาเท่านั้น แถมกว่าจะหาเพื่อนร่วม trip ได้ก็อีกเกือบปี เพราะชวนใครไปหลวงพระบางทีไร ทุกคนมักจะทำหน้าตาเบื่อหน่ายแล้วถามกลับมาว่า “จะไปที่มันไกลกว่านี้ไม่ได้หรือไง” ทุกที จนสุดท้ายคุณเพื่อนสนิทคงทนรำคาญไม่ไหวยอมตกเป็น เหยื่อ...เอ้ย..ยอมเป็นเพื่อนร่วม trip กับเรา แล้วเพราะคุณเพื่อนตัวดีนี่เองที่ทำให้แผนการเดินทางไปหลวงพระบางของเราต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่วางแผนไว้ว่าอยากนั่งเรือจากเชียงของไปหลวงพระบางให้ได้บรรยากาศ ก็กลายเป็นนั่งเรือ (เหาะ) จากสุวรรณภูมิไปหลวงพระบางแทน......ว่าแล้วก็บินลัดฟ้าตามมาเลยค่ะ



Trip นี้เราไปกับทัวร์ เพราะพ่อแม่พี่น้องของเรา 2 คนทนไม่ได้ที่เห็นผู้หญิง 2 คนจะทำเก่ง backpack ไปเที่ยวกันเอง แต่ก็โชคดีมากๆ ที่เราได้ทัวร์แบบกึ่ง ๆ private tour โดยมีผู้ร่วม trip แค่ 2 คน รวมเรากับเพื่อนก็เป็น 4 คน เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนเที่ยง ๆ ของต้นเดือนพฤศจิกายนโดยเครื่องบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ตื่นเต้นมาก ๆ เพราะเกิดมาไม่เคยขึ้นเครื่องใบพัด ก่อนขึ้นก็กลัวไปต่าง ๆ นานาแต่พอขึ้นไปแล้ว เจอแค่ปัญหาเดียว คือ กินไม่อิ่มค่ะ เพราะอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินน้อยมากกกกกกก แต่ก็เห็นฝรั่งตัวโต ๆ ที่ร่วมเดินทางกับเราดู enjoy กันดี
การเดินทางไปหลวงพระบางใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เกือบ ๆ บ่าย 3 โมงเครื่องก็ลงจอดที่สนามบินหลวงพระบาง สนามบินเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาสูงชัน


การเดินทางไปหลวงพระบางนั้น คนไทยไม่ต้องใช้วีซ่าก็อยู่ได้เดือนนึง แต่สำหรับชาวต่างชาติต้องไปเข้าแถวทำ visa กันก่อน เมื่อเรารับกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็พบกับไกด์ท้องถิ่นที่มาคอยรับที่สนามบิน หลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อย คุณไกด์ก็พาเที่ยวกันเลยเพื่อไม่ให้เสียเวลา ที่แรกที่คุณไกด์พาไปคือวัดวิชุราช (Visounnarath Temple) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวงพระบาง สร้างในรัชสมัยเจ้ามหาชีวิตวิชุนราช (พ.ศ.2046) ต่อมาพระอัครมเหสีเจ้ามหาชีวิตวิชุนราชโปรดให้สร้างพระเจดีย์มีลักษณะเหมือนแตงโมผ่าซีก ชาวบ้านเลยเรียก พระธาตุหมากโม



ความรู้สึกอย่างหนึ่งเมื่อนั่งรถเข้ามาในเมืองหลวงพระบางคือ ไม่รู้สึกว่าอยู่ต่างบ้านเลย รู้สึกเหมือนยังอยู่เมืองไทย แต่ที่สัมผัสได้เลยว่าที่นี่เงียบสงบกว่ามาก จากวัดวิชุนไกด์พาเราไปเที่ยวต่อยังวัดใหม่สุวันนะพูมาราม (Wat MaiSuvannaphomaram) ซึ่งมีการบูรณะซ่อมแซมใหม่ในปี พ.ศ.2339 ไกด์เล่าให้เราฟังว่าวัดในหลวงพระบางส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นใหม่ภายหลังจีนฮ่อมาปล้นเมือง ที่เป็นวัดเก่าจริง ๆ ต้องเป็นวัดเชียงทองที่ไกด์จะพาเราไปชมวันที่สามก่อนกลับกรุงเทพฯ



สิมหรืออุโบสถของวัดใหม่สุวันนะพูมารามเป็นศิลปะแบบผสมผสาน มีการนำปูนปั้นแกะสลักปิดทองโดยช่างเพี้ยตันแห่งราชสำนักเล่าเรื่องพระเวชสันดร ที่สวยงามมาก ๆ จากที่เคยเห็นในภาพถ่ายก็ว่าสวยแล้วพอมาเห็นด้วยตาก็ยิ่งสวยมาก ๆ



หลังจากเข้าไปกราบพระในสิมและเดินชมรอบ ๆ วัดแล้ว คุณไกด์ก็มาบอกให้เราเตรียมตัวเดินขึ้นยอดพูสีค่ะ ภาพนี้เป็นยอดพูสีเมื่อมองจากวัดใหม่สุวันนะพูมาราม



ยอดพูสีมีความสูงประมาณ 150 เมตรค่ะ ขึ้นบันไดประมาณ 328 ขั้นบางคนอาจจะว่าไม่สูงนัก แต่กว่าเราจะเดินขึ้นมาถึงยอดพูนี่เล่นเอาหอบเหมือนกันค่ะ ถึงเหนื่อยแต่ก็คุ้ม เพราะวิวสวย ๆ ของเมืองหลวงพระบางยามเย็นเมื่อจากยอดพูสีนั้นสวยจริง ๆ



บนยอดพูสีมีพระธาตุจอมสี ซึ่งเป็นพระธาตุทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ชื่อเต็มขององค์พระธาตุ คือ “จอมพูนันทะกางฮีสีสัตนาค” อยู่ด้านบน ด้านข้างมีโบสถ์ที่มีพระพุทธรูปให้เราลองยกเสี่ยงทาย ไกด์บอกว่าถ้าใครยกขึ้นที่ขอพรพระไว้ก็จะสมหวัง (คุ้น ๆ มั้ยคะ เหมือนวัดที่เมืองไทยเลย) ส่วนเราขอบายค่ะ ไม่ใช่อะไร หมดแรงกับการเดินขึ้นพู ยกเท่าไหร่ก็คงยกไม่ขึ้นแน่นอน



เพื่อนร่วม trip เราสนุกสนานกับการเสี่ยงทายกันใหญ่เราเลยถือโอกาสเดินชมวิวสวย ๆ ของเมืองหลวงพระบางรอบ ๆ มุมนี้มุมมหาชน เลยขอเป็นมหาชนกับเค้าด้วยคน แต่คงสวยสู้มหาชนไม่ได้ตามเคย



วิวอีกฝั่งของเมืองหลวงพระบางค่ะ ที่นี่เป็นเมืองในหุบเขา ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ๆ เต็มไปหมด สวยไปอีกแบบ



ช่วงเย็น ๆ อย่างนี้มีคนมาขึ้นรอชมพระอาทิตย์ตกดินบนยอดพูสีเยอะเลยเราเองก็กำลังเดินหาทำเลเหมาะ ๆ เหมือนกัน แต่จู่ ๆ คุณไกด์ก็มาเรียกว่าให้ลงข้างล่างได้แล้ว เพราะเพื่อนร่วม trip อีก 2 คนอยากเดินดูของที่ตลาดค่ำ เป็นอันว่าที่จะรอดูแม่น้ำโขงสีทองตอนพระอาทิตย์ตกดินเป็นอันฝันสลาย เศร้าจริง ๆ



เมื่อลงจากยอดพูสีแล้วเพื่อนร่วม trip เราก็ shopping ตลาดค่ำ (Night Market) กันเลยค่ะ (ฮึ่ม ยังโกรธอยู่) ตลาดค่ำที่นี่เป็นถนนคนเดินตอนเย็นค่ะ เริ่มตั้งแต่ประมาณ 5 โมงเย็นถึงประมาณ 4 ทุ่ม จะมีชาวหลวงพระบางนำสินค้าพื้นเมือง ผ้าทอมือ ผ้าซิ่น เครื่องเงิน วางขายบนถนนตั้งแต่หน้าพระราชวังจนถึงสี่แยกกลางเมือง



เราเดินไป ดูไป ถ่ายรูปไป ไม่ได้กะซื้ออะไรค่ะ



ตลาดค่ำ ตอนกลางคืนจะเปิดไปดวงเล็ก ๆ ร้านละดวงไปตลอดทาง ดูสวยดีค่ะ แต่คุณกล้องแก่ของเรามันไม่มีระบบกันสั่น ก็อดเก็บภาพสวย ๆ กลับมาฝาก ขอปิดท้ายด้วยภาพนี้แล้วกันนะคะ




Story by SoM SoM
Photo by SoM SoM




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2550    
Last Update : 29 สิงหาคม 2553 14:46:57 น.
Counter : 743 Pageviews.  


som som
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add som som's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.