หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2562
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
17 มิถุนายน 2562
 
All Blogs
 
ทำไม? : สีฟ้า

เรื่อง : ทำไม?
ผู้ขียน : สีฟ้า
สำนักพิมพ์ : คลังวิทยา
ปีที่พิมพ์ : 2518
เล่มเดียวจบ




       ในขณะที่บ้านเมืองของเรา กำลังอยู่ในช่วงที่เหตุการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมืองกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ผมมีโอกาสหยิบนวนิยาย ของนักเขียนสตรีรุ่นบรมครูที่มีผลงานโดดเด่น ในการนำเสนอภาพสะท้อนทางการเมือง ขึ้นมาอ่าน สำหรับนวนิยายเรื่องนี้ ดำเนินเรื่องผ่าน ประเทศสมมติแห่งหนึ่ง ในยุคที่ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแพร่ระบาด รวมถึงสถานการณ์การเมือง การก่อการร้าย ก็รุ่มร้อนและอ่อนไหว แทบไม่แตกต่างกันกับในปัจจุบัน แม้ว่าจะห่างกันด้วยช่วงเวลาหลายสิบปีก็ตามที

          “ทำไม? ” คือชื่อนวนิยาย ที่น่าสนใจเรื่องนั้นครับ

         สีฟ้าเปิดเรื่อง ด้วยการสะท้อนความคิดคำนึงของ ผู้เฒ่าบุญโตในวัยเจ็ดสิบเศษ ระหว่างเดินทางกลับมายังบ้านเกิด อันเป็นตัวเมืองเล็กๆชายแดน ที่เขาเคยอาศัยมาก่อนตั้งแต่วัยหนุ่ม บ้านเมืองที่เคยสงบร่มเย็น หากบัดนี้ กำลังถูกแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายรัฐทางใต้ และฝ่ายเหนือที่ถูกแบ่งแยกออกไปจากผู้ที่มีความคิดเห็นและอุดมการณ์แตกต่างกัน เสียงระเบิด เสียงปืนและผู้บาดเจ็บดังสะท้อนอยู่รอบด้าน

       หากความเจ็บปวดอันสาหัสยิ่งของผู้เฒ่าบุญโต ก็คือ ทั้งสองฝ่าย ล้วนเป็นบุตรของแกเองทั้งสิ้น!!

     บุญเติม ลูกชายคนโต บัดนี้ด้วยช่วงจังหวะและการชิงไหวพริบทางการเมืองทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นถึงประธานาธิบดีของประเทศนี้ และอาศัยอย่างสุขสำราญอยู่ในทำเนียบแสนสบายด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันในเมืองหลวง พร้อมกับ คุณหญิงบัวศรี โดยมี บัวงาม ธิดาที่เกิดจากสามีเก่าของคุณหญิงติดมา และทำให้บัวงามพลอยได้ตำแหน่ง ลูกสาวประธานาธิบดี ไปด้วย
ส่วนลูกชายคนรอง บุญนำ ก็ได้เป็นรัฐมนตรี มีคำโสมเป็นภรรยา คำจันทร์ ลูกสาวคนที่สาม สามีก็ได้รับการสนับสนุนให้เป็นรองอธิบดี แม้ว่า คำจันทร์จะไม่พอใจอยู่ลึกๆก็ตาม

       เห็นจะมีแต่ลูกชายคนเล็กของผู้เฒ่านาม แสนไท ที่มีวิถีอุดมการณ์แตกต่างไปจาก พี่น้อง แสนไทถูกหาว่าขายชาติ เพราะไปร่วมกับ กองทัพของอีกฝ่าย ที่พยายามต่อต้าน ล้มล้างระบบเดิม เพื่อต้องการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ตามอุดมการณ์ของลัทธิมาร์กซิสม์ ของคาร์ล มาร์กซ์ ที่ศึกษามา และตั้งแต่นั้น พ่อเฒ่าก็ไม่เคยได้ข่าวคราวของลูกชายคนเล็กของแกอีกเลย
แสนไท เป็นคนช่างสงสัยมาตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่ง เขาเคยถาม พ่อว่า

      “พ่อ คนเราเกิดมาทำไมถึงไม่เหมือนกัน” ต่อมา เมื่อยิ่งโตขึ้น คำถาม เหล่านั้นก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น ตามสติปัญญา
     “พ่อ คนเราเกิดมาทำไมไม่รวยเท่ากัน ทำไมไม่จนเท่ากัน”
         “อ้าว ขยันไม่เท่ากันจะรวยเท่ากันได้ยังไง สติปัญญาก็ไม่เท่ากันด้วย”


    “จริงเหรอพ่อ... อาบุญชูเขาขยันออกจะตายไป ทำไมเขาไม่รวย ไถนาแต่เช้ามืดทุกวัน เจ๊กเส็งน่ะขยันเหรอพ่อ เห็นนั่งอืดๆอยู่ที่ร้าน ไม่ทำอะไร แล้วใครๆก็เอาเงินไปให้แก”
       มันคือคำถามที่เด็กชายไม่เคยได้รับคำตอบ และเขาก็ต้องออกไปแสวงหาคำตอบนั้นเอง เมื่อเติบโตขึ้น ในฐานะของ คนหัวรุนแรง คนทรยศและเป็นคอมมิวนิสต์!

      บุญเติมและภรรยาเอง ต่างก็กำลังหลงระเริงกับอำนาจวาสนาที่ได้รับ มันเป็นสิ่งหอมหวาน ร่ำรวยด้วยเงินทอง ในขณะที่ลูกเลี้ยงอย่างบัวงาม ที่ผ่านการศึกษาในต่างประเทศมา กลับมีความคิดที่แตกต่าง เช่นบทสนทนาระหว่างเธอกับ อา คำจันทร์

    “คุณพ่อเป็นมาสองสมัยแล้ว ถ้ายังขืนเป็นต่อไปอีก ก็เท่ากับเผด็จการ... หนูเชื่อว่าคุณพ่อท่านคงจะไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน...”

     “โอ๊ย ไปคิดโน่นคิดนี่ เป็นระบอบนั้นลัทธินี้ให้มันยุ่งไปเปล่าๆ ทำไมกัน จะระบอบไหน ลัทธิไหน มันก็ต้องมีพวกปกครองพวกหนึ่ง มีหัวหน้ามีประชาชนพวกหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเขาปกครองบ้านเมืองสุขสบายได้เจริญได้ ก็เป็นการดีแล้ว ประชาชนน่ะเขาไม่ดิ้นรนอะไรหรอก ถ้ามีอำนาจคอยปรามกันไว้”


        ในขณะที่เวลาผ่านไป บัดนี้ แสนไท ในวัยสามสิบเศษ ยังหนุ่มฉกรรจ์ ได้มาอยู่ในกองทัพฝ่ายเหนือที่แยกตัวเองออกมาจากสาธารณรัฐเดิม ด้วยอุดมการณ์ที่ตนเองเคยฝันใฝ่ ร่วมกับสหายอย่างแสนหาญ แสนภู ในตำแหน่งของผู้ตรวจการมณฑล แต่ไฉน อุดมการณ์ที่เคยฝันถึง มันช่างบรรลุถึงจุดหมายล่าช้าเสียเหลือเกิน??

            กี่ปีมาแล้ว ระบบการปกครองและเศรษฐกิจอันสวยงามตามทฤษฎีก็ยังไม่เกิดขึ้นเสียที แม้จะมีการปราบปรามผู้ต่อต้าน อย่างรุนแรง แต่คนในชุมชนก็ยังยากลำบาก ผู้นำลัทธิ บอกกับแสนไทว่า
        “สหายยังไม่เข้าใจลัทธินี้ดีพอ จุดประสงค์จะบรรลุผลสำเร็จได้ ก็แต่โดยการใช้กำลังล้มสภาพทางสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด ล้มล้างและทำลายผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อลัทธิอย่างไม่ต้องปรานี”


        “หมายความว่าผมจะต้องทนดูความโหดร้ายทารุณ ทนดูเพื่อนร่วมชาติของผมถูกฆ่า ถูกประหารและถูกบังคับต่อไปอีกนับสิบๆปี กว่ารากฐานของทฤษฎีจะแน่นหนา มั่นคง”
         “ใช่ ดูเหมือนสหายจะเริ่มท้อแล้วสิ ระวังนะ อย่างเป็นคนทรยศต่ออุดมการณ์ ความ้อถอยเป็นศัตรูอย่างหนึ่งของอุดมการณ์”


         ในคอมมูนแห่งนั้น แสนไท ยังรู้จักกับ คำใส สหายร่วมอุดมการณ์เช่นกัน คำใสเป็นหญิงสาวสวย และหล่อนเองก็มีความสัมพันธ์กับบุรุษหลายคน ตามความเชื่อมั่นในสิทธิและความเป็นอิสระทางเพศ แสนไท เคยนึกว่า เขาจะรักหล่อน แต่ดูเหมือนว่า แนวคิดของเขาและหล่อนจะแตกต่างกันมากเหลือเกิน

        “แสนหาญไม่มีสิทธิ์ จะว่าอะไรฉันได้ ฉันมีอิสระที่จะเลือกจนกว่าฉันจะแน่ใจ...”
       “คุณเคยเป็นของเขา เขาอาจคิดว่าเขาเป็นเจ้าของคุณ”


        “เจ้าของ คำนี้ช่างตีราคาผู้หญิงต่ำเหลือเกิน เหมือนทาส เหมือนสัตว์ที่ต้องมีเจ้าของ ผู้หญิงไม่ใช่ทาสอย่างแต่ก่อน ในบทกฎหมายในสังคม ไม่บังคับให้ผู้หญิงต้องจงรักต่อสามีอย่างข้าทาส หญิงชายมีสิทธิเท่ากันในความรัก เสมอกันในความจงรักต่อกัน ที่จริงฉันเกลียดคำนี้ คำว่า จงรัก ดูมันแสดงลักษณะถ่อมตัวของอีกฝ่ายหนึ่งจนเกินไป”

         คำใสมีความอำมหิตในแบบของหล่อน และแสนไทเองก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ตราบจนกระทั่ง เขามีโอกาสได้เป็นตัวแทนมาประชุมสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย ที่จัดขึ้น ณ ประเทศไทย บัวงามเดินทางมาด้วยพร้อมกับรัฐมนตรี ของประเทศ เพื่อเจรจากับฝ่ายเหนือของ แสนไท ทำให้เขามีโอกาสได้พบกับหล่อน
         บัวงาม ไม่เหมือนสตรีคนอื่นที่เขาคุ้นชินในระบบคอมมูน หล่อนหัวสมัยใหม่ กล้าคิด กล้าพูด แต่มีความอ่อนโยนอยู่ในตัวที่เขาสัมผัสได้

        “ลัทธิการเมืองทำให้คนเป็นศัตรูกัน แต่ว่าโดยเชื้อชาติแล้ว แผ่นดินเหนือ แผ่นดินใต้ก็คือสายเลือดเดียวกันนั่นเอง ความจริงทั้งสองฝ่าย ก็พยายามที่จะเจรจาเพื่อให้กลับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกไม่ใช่หรือคะ”
       
      และนอกจากนี้ หล่อนยังนำความคิดถึง จาก บุญโต บิดาของเขา ซึ่งเป็นปู่บุญธรรมของหล่อน ส่งมาถึงเขาโดยตรงอีกด้วย... ที่กรุงเทพฯ นี้เอง เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางล่องเรือไปด้วยกัน ทำให้ คนทั้งคู่ได้มีโอกาสรู้จักกัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่พ้องต้องกัน อย่างที่แสนไท ไม่เคยรู้สึกมาก่อน โดยเฉพาะคำถามหนึ่งของบัวงาม

      “ถามจริงๆเถอะค่ะ คุณแสนไท คุณเคยนึกเสียใจบ้างไหม ที่แผ่นดินของเราต้องแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างทุกวันนี้?”

       และความผูกพันก็เริ่มก่อตัวขึ้นจากความประทับใจ กลายเป็นความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจของสองหนุ่มสาวผู้ต่างอุดมการณ์
       นัยน์ตาของแสนไทมีแววอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น ช้านานเต็มทีที่เขาไม่เคยรู้สึกถึงความห่วงใย ความอาทร ไม่เคยได้รับจากใครมานานแล้ว แม้แต่จากคำใสผู้มีความร้อนแรงต่อโลกียรสแต่ทว่ามีความรู้สึกกระด้างต่อชีวิตและต่อทุกอย่าง

         แต่เมื่อสิ้นสุดการประชุมทั้งเขาและเธอต่างก็ต้องเดินทางกลับยังรัฐฝ่ายเหนือและใต้ ที่ยังแยกจากกันเช่นเดิม หากในครั้งนี้ ความรู้สึกของแสนไท เริ่มเปลี่ยนไป

        ในขณะที่บัวงาม ก็รับรู้ว่า ฐานะของบิดาเลี้ยงและมารดาของเธอเริ่มสั่นคลอนเช่นกัน ชีวิตที่เคยหรูหราฟุ่มเฟือย ขัดแย้งกับความยากจนของประชาชน และดูเหมือนว่า จะสืบเนื่องตำแหน่งนี้ไปนานแสนนานเหมือนในประเทศที่เป็นสาธารณรัฐขึ้นมาด้วยการปฏิวัติโดยอำนาจทหาร ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าถูกหลอกลวง เบื่อหน่าย แม้ว่า ท่านผู้หญิงมารดาของหล่อนจะพยายามเอาใจประชาชน ด้วยการแสดงบทบาทเป็นนักสังคมสงเคราะห์สักเท่าใดก็ตาม

         หญิงสาวนึกสงสัยว่า ทำไมหนอ เมื่อขึ้นถึงอำนาจสูงสุดแล้ว ทำไมไม่ละอำนาจสูงสุดนั้น ลงมาเป็นประชาชนธรรมดา เมื่อถึงกาลเวลาอันควร เพราะรักชาติบ้านเมืองหรือเพราะคุ้นชินต่อการมีผู้คนนับหน้าถือตา จนไม่อยากใช้ชีวิตธรรมดาๆอีกต่อไป?”

         และแน่นอน ข่าวที่แสนไท ประสบอุบัติเหตุที่เมืองไทย จนต้องพักค้างแรมกับบัวงาม ก็ล่วงรู้ไปถึง ประธานสภาความมั่นคงและปลอดภัย แห่งสาธารณรัฐ เขาถูกสอบสวนอย่างหนักถึงอุดมการณ์ที่เคยมีว่ายังซื่อสัตย์เหมือนเดิมหรือไม่

       ประธานสภา เป็นคอมมิวนิสต์ที่ดี เหมือนแสนหาญ เหมือนคำใสใจแข็งและเต็มใจประหัตประหารทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับพรรค กับอุดมการณ์ของพรรค เขาถือคัมภีร์ของเจ้าลัทธิ คือต้องทำโลกทั้งโลกให้เป็นคอมมิวนิสต์ แม้จะต้องล้างผลาญคนชาติเดียวกันทั้งชาติที่ไม่เห็นด้วย

        ในเวลานั้นเอง ที่แสนไท เริ่ม “คิด”เป็นครั้งแรก ความรู้สึกย้อนกลับไปถึงบรรดาสหายที่ร่วมอุดมการณ์กันมา บางคนก็ก้าวหน้าขึ้นเป็นระดับหัวหน้าในคอมมูน ทว่าบ้างคนก็ล้มหายตายจากไป ทั้งถูกลงโทษ และถูกประหาร อย่างคำสร้าง

        หล่อนต่อสู้ และใช้ฝีปากกล้าอย่างที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วก่อนแยกแผ่นดิน แต่ครั้งนี้ บำเหน็จที่ได้รับ คือการกล่าวหาว่าทรยศต่ออุดมการณ์ของพรรคและประชาชน ช่างเป็นข้อกล่าวหาที่ง่ายดายเสียนี่กระไร ทรยศต่อ อุดมการ
ใครก็ตามที่จะต้องถูกกำจัดออกไป คือผู้ทรยศต่ออุดมการณ์และประชาชน นั่นเป็นข้อหาร้ายแรงที่สุ ก็เหมือนสมัยหนึ่ง ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการทรยศต่อราชบัลลังก์ ต่อมาก็จารชนทรยศขายชาติ แล้วต่อมาก็เปลี่ยนเป็นผู้บ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ... แสนไทยังจำประโยคสุดท้ายนั้นได้ เมื่ออีกฝ่าย ตะโกนอย่างเคียดแค้นว่า “มันหลอกเรา... มันใช้เราเป็นเครื่องมือ”

        บัวงาม เมื่อกลับมายังเมืองหลวงแล้ว ก็ยังหวนอาลัยถึง แสนไท ด้วยความรักและคิดถึง และในขณะที่สถานการณ์ภายในเมืองหลวงเอง ประชาชนส่วนหนึ่งต่างลุกฮือขึ้นต่อต้านระบบของประธานาธิบดี สถานการณ์ชายแดน อย่างเมืองเสมา ก็กำลังเข้มข้น ด้วยฝ่ายเหนือ พยายามต่อสู้ด้วยกองกำลังเข้ายึดเมือง จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก บัวงามเดินทางไปยังเมืองแห่งนั้น และมีโอกาสได้พบกับ แสนไท อีกครั้ง คราวนี้ ทั้งเขาและหล่อน ต่างตกเป็นของกันและกัน ด้วยความรัก

     “ผู้หญิง... มันจะแตกต่างอะไรกันนักหนาที่ตรงไหนกันคะ?”
         “แตกต่างกันที่ความรู้สึกของผม ตั้งแต่ผมเป็นหนุ่มขึ้นมา ผมไม่มีเวลาจะคิดรักใคร ไม่มีเวลาจะฝัน เพราะในโลกของคอมมิวนิสต์ ความเพ้อฝันเป็นิสัยอ่อนแอของพวกศักดินา ผมมีผู้หญิงก็ต้องแน่ล่ะ มันเป็นเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่งของผู้ชาย แต่ไม่เหมือนคุณหรอกบัวงาม ไม่เคยมีใครเหมือนคุณ...”


       ทั้งสองลาจากกันในเช้าวันรุ่งขึ้น แม้จะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้า เส้นทางของทั้งสองจะมีโอกาสมาบรรจบกันอีกหรือไม่ก็ตาม

          หล่อนกลับมา ยังทำเนียบของบิดา ด้วยความรู้สึกที่เหนื่อยหน่ายมันไม่ต่างกับการเล่นละครร่วมกับทุกคน หน้าฉากต่อหน้าฝูงชนคือการทำงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อชาติ แต่หลังฉากมันเป็นความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ไม่ว่าใครทั้งนั้น แม้แต่พ่อเลี้ยงของหล่อนเองก็ตาม แน่นอน หล่อนรู้ว่าบิดาเลี้ยงใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง เพื่อให้ตนเองได้ดำรงตำแหน่ง เช่นการซาวเสียงประชาชน ซึ่งฟังดูเป็นประชาธิปไตยดี แต่ทว่าแท้จริง เป็นการซาวเสียงด้วยการลงคะแนนอย่างจอมปลอม

        เห็นจะมีแต่คุณปู่ของเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น คุณปู่ที่บัวงามไม่เคยเข้าใจท่านมาก่อน ทั้งที่ท่านแสนจะสบายในตำแหน่ง บิดาของท่านประธานาธิบดี หรือ “ท่านพ่อ” ของคนทั้งประเทศ

        หล่อนเพิ่งเข้าใจว่า เพราะท่านต้องอยู่กับลาภยศสรรเสริญอันไม่เที่ยงประการหนึ่ง และเพราะท่านเบื่อหน่ายความไม่สุจริตใจของทุกคนที่มีอำนาจอยู่ในวงการเมือง แม้กระทั่งลูกชาย ลูกสะใภ้ของท่านเอง

         สถานการณ์ดูเหมือนจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อหล่อนกลับมาถึง กองทัพฝ่ายเหนือบุกตะลุยเข้ายึดเมืองเสมา ในขณะที่ภายในเมืองหลวงเองก็เกิดจลาจล จนในที่สุด ประธานาธิบดีบุญเติม บัวงาม และคุณปู่ ต้องตัดสินใจหนีออกนอกประเทศ แต่แล้ว ในระหว่างการเดินทางเพื่อไปยังสนามบินนั้นเอง ท่านประธานาธิบดีและภริยา ก็ถูกลอบสังหาร

       บัวงามถูกสะเก็ดระเบิดจน บาดเจ็บสาหัส มีเพียงเฒ่าบุญโต หรือท่านพ่อ เท่านั้น ที่รอดชีวิต และต้องมาดู ทั้งลูกและหลานเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาอย่างอำมหิต ก่อนที่บัวงามจะสิ้นใจ หล่อนเพ้อถึงแสนไทและอุดมการณ์ที่ไม่มีวันเป็นจริง

       “ไม่ใช่ประชาชนหรอกค่ะ ที่ฆ่าคุณพ่อ คุณแม่ ไม่ใช่พวกประชาชน พวกเขาไม่เคยฆ่านักการเมือง นอกจากจะเป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว นักการเมืองต่างหากเล่าคะ ที่ฆ่ากันเอง ทำลายกันเอง”

       น้ำตาของพ่อเฒ่าไม่มีจะไหลอีกแล้ว เฝ้าถามตัวเองว่า นี่คนเรามีชีวิตยืนยาวอยู่นานๆ เพื่อที่จะพบกับความสูญเสียเท่านั้นเองหรือ? ตอนนี้ ท่านสูญเสียหมดสิ้นทั้งลูกชาย ลูกสาว เหลือเพียงแสนไท เท่านั้น ที่คาดหวังว่า แม้เขาจะอยู่อีกฝั่งฟากของแผ่นดิน แต่ก็คงะจะไม่โอกาสได้พบกันอีกสักครั้งในชีวิต

     พ่อเฒ่า หาได้รู้ไม่ว่า...

        ในเวลาเดียวกันนั้นเอง แสนไท ก็ถูกจับกุมจากกลุ่มผู้นำในคอมมูน เมื่อเห็นว่าเขาติดต่อกับบัวงาม ลูกสาวประธานาธิบดี ของฝั่งตรงข้าม บัดนี้เขากลายเป็นนักโทษ ที่รอการประหาร เขาถูกกล่าวหาว่า ทรยศอุดมการณ์และพยายามจะเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค โดยไม่มีโอกาสแก้ตัวใดๆ

       ในวาระสุดท้ายนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนเห็นภาพบัวงาม และทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก่อนที่กระสุนสังหาร จะพุ่งเข้าหาโดยไม่พลาดเป้า

      แสนไทยังคงนึกถึงโลกใหม่ซึ่งอาจจะมี ถ้ามันมี เขาอยากจะมั่นใจว่า มันคงจะสงบกว่าโลกมนุษย์อันวุ่นวาย และที่เขาปรารถนาที่สุดในวาระสุดท้ายนี้ ก็คือ อย่าให้มีการแบ่งแยกด้วยประการใดๆ

        แสนไทนึกถึงความผิดหวังทั้งมวลของเขา มันต่อเนื่องเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทะลักเข้ามาในมโนภาพทั้งเหตุการณ์และผู้คน เขากำลังตะโกนถามตัวเอง อยู่ในใจว่าทำไม...


    และคำถามเหล่านั้น ก็สะท้อนผ่านปลายปากกาของสีฟ้า มาถึงผู้อ่าน ด้วยเช่นกัน

           ...ทำไม?



Create Date : 17 มิถุนายน 2562
Last Update : 17 มิถุนายน 2562 8:04:03 น. 0 comments
Counter : 255 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณruennara, คุณJim-793009


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.