อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ NEW คุณเท่านั้นที่รู้ว่า 'บัวหลวง’ งดงามอย่างไร และคุณเท่านั้นที่จะรู้ว่า ‘เส้นทางสู่บัวหลวง’ มอบอะไรให้
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และซีเอ็ดค่ะ
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2563
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
23 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 7 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน



7



พอออกกำลังกายเสร็จฟ้าก็มืดแล้ว ลมหนาวพัดมาทำให้บรรยากาศดูน่ากลัว ทั้งปูนาและภูสิตามองออกไปก็เห็นปรเมษฐ์และปรมัตถ์วิ่งแย่งลูกบาสเกตบอลกันอยู่ไม่ไกลนัก คนอื่น ๆ กลับกันไปหมดแล้ว อยากจะแทรกแผ่นดินหนี ภูสิตานึกในใจ

“แหม ! มันตายยากจริง ๆ นั่นไง ลองไปถามดูไหม ถ้าไม่เชื่อ ? ” ปูนาคะยั้นคะยอ

“ไม่เอา ถามทำไม ? ไม่อยากรู้ กลับกันเถอะ มืดแล้ว”

“ทำไมล่ะ ? ก็ปูนาอยากรู้” ปูนาร้อนใจ หน้าตาเจ้าตัวดูกระวนกระวายอย่างยิ่ง

“ขี้เกียจจะคุยด้วย คนอะไรชอบปาข้าวของ”

“ก็ใช่ แต่มันไม่ได้เป็นบ่อย ๆ หรอกน่า” ปูนาออกความเห็นเสียงเศร้า เด็กหญิงรู้สึกเสียใจที่เพื่อนรักถูกตำหนิ “งั้นปูนากลับก่อนนะ” แล้วเจ้าตัวก็วิ่งไปหาปรเมษฐ์และน้องชายของเขาที่สนามบาสเกตบอลทันที

คนทั้งสองพูดอะไรกันไม่นาน ปูนาก็วิ่งจากไป ปรเมษฐ์หันมาดูภูสิตาเพียงมองผ่านเท่านั้นแล้วเขาก็หันไปคุยกับน้องชาย ภูสิตารีบออกเดินเพราะไม่อยากเจรจาด้วย พอแอบหันมาดู เขาก็กำลังเดินตรงเข้ามาหาเธอ เสื้อยืดสีฟ้าที่เขาใส่ขับผิวสวยให้ชัดขึ้น เหงื่อที่ออกมาไม่ได้ทำให้หน้าตาดูโทรมแต่อย่างใด “จะไปไหน ? มาเล่นกีฬาอะไร แค่เดินก็ยังช้า เดี๋ยวก็โตไม่ทันไอ้ปู”

“ไม่ได้อยากเล่นอะไรนี่” ภูสิตารีบเดินให้เร็วขึ้น

“ไม่สบายเหรอ ? ” เขาเดินมาดักข้างหน้าได้ทันอย่างง่ายดาย

“ทำไม ? ดูเหมือนคนไม่สบายเหรอ ? ” เธอลูบหน้าตัวเอง

“ใช่ หน้าแดง ๆ ” ดวงตางามของเขามองมาใสซื่อ น้ำเสียงอู้อี้ไม่คุ้นหู ภูสิตารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

“ว่าแต่คนอื่น ดันปล่อยให้ตัวเองเป็นหวัด เราสบายดี จะกลับบ้านแล้ว”

“เดี๋ยวก่อน ! ไปด้วยคน จะไปส่ง” เขาเดินมาดักทางเมื่อภูสิตาพยายามเดินหนี

“ไม่ต้องส่ง แค่นี้เอง”

“ไม่ได้หรอก ปูนาบอกว่าตัวไม่ค่อยสบาย ทำเป็นเก่ง ตัวก็ร้อน มานี่เลย” เขาดึงมือภูสิตาแล้วพาออกเดินไปที่สนามบาสเกตบอล จะว่าลากไปก็ใช่ทีเดียว พอไปถึงสนามบาสเกตบอล ปรมัตถ์ก็หยุดเล่นยืนรออยู่แล้ว เด็กชายมองมาอย่างเป็นมิตร “เบสกลับกัน เดี๋ยวไปส่งพี่ตาลก่อน” คนพูดชี้นิ้วให้น้องชายเก็บกระเป๋าใส่ขวดน้ำและผ้าขนหนูให้ แล้วทั้งพี่ทั้งน้องก็เดินขนาบข้างภูสิตาไปตลอดทาง ทั้งสามคนเดินไปที่บ้านพักของภูสิตา พอถึงบ้านภูสิตาก็วิ่งเข้าบ้านทันที ปรมัตถ์แอบมองหน้าพี่ชายอยู่เงียบ ๆ อยู่ในความมืดมาตลอดทาง เขาเห็นปรเมษฐ์ยิ้มเป็นระยะ

พี่บอลไม่เคยเป็นอย่างนี้......เขาคิดแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา



เย็นนี้ที่บ้านของปรเมษฐ์จะมีปาร์ตี้เล็ก ๆ ในครอบครัว นักเรียนชั้นมัธยมของพ่อได้รับรางวัลจากสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์ พ่ออารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงให้แม่ทำบาร์บีคิวเลี้ยงลูก ๆ ที่ลานหน้าบ้าน ปรมัตถ์กลับมาช่วยแม่ตั้งแต่เลิกเรียน แต่ปรเมษฐ์พึ่งจะกลับมาถึงตอนเกือบหนึ่งทุ่ม พ่อกำลังก่อกองไฟตรงที่ว่างที่ไม่มีหญ้าขึ้น ตรงนั้นเลยกลายเป็นที่ประจำสำหรับสังสรรค์ของพ่อกับเพื่อน ๆ และครอบครัว

ปรเมษฐ์เดินถือกระเป๋าตรงเข้าไปยังประตูชั้นในของบ้าน เสื้อนักเรียนถูกดึงออกมาลอยชายข้างนอก หน้าตาดูอ่อนเพลีย แต่เขาก็ดูมีความสุข “ว่าไงลูกชาย กลับซะมืดเลยลูก ? ” ประสิทธิ์ผู้เป็นบิดาตะโกน ปรเมษฐ์ยกมือไหว้หันซ้ายขวา “แม่ล่ะครับ ? ”

“เออมืดแล้ว แม่ไม่ว่าหรอกน่า” ลูกชายของเขาดูกังวลกับเสื้อลอยชายนั่นอย่างเห็นได้ชัด ปรเมษฐ์หัวเราะ “บอลขี้เกียจฟังคนบ่นต่างหาก เล่นบอลอยู่กับเพื่อนครับ พ่อก่อไฟทำไม ? ” เขาทิ้งกระเป๋าลงบนพื้นซีเมนต์ เดินไปหาพ่อที่ลาน

“ย่างบาร์บีคิวไง ฉลองกันหน่อย คิดไว้หรือยังจะเรียนต่อที่ไหนลูก ? ”

ปรเมษฐ์ส่ายหน้า “คิดทำไมครับ ? ก็เรียนโรงเรียนพ่อนี่แหละ”

“เบสด้วย ” เสียงปรมัตถ์แทรกขึ้น เมื่อเขากำลังเดินยกถาดบาร์บีคิวออกมาด้วย “เบสอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนพ่อ”

“แล้วพี่บอลอยากเป็นอะไรลูก ? ” พ่อถามพลางเป่าไฟที่กำลังก่อตัวเพื่อให้ลุกโชนเต็มที่ ปรเมษฐ์นั่งยอง ๆ ลง พลางช่วยเขี่ยถ่านให้เข้าไปรวมกันให้มากที่สุด

“ไม่รู้ครับ แต่อยากมีบ้านสวย ๆ ”

“ขอเบสอยู่ด้วยคนนะ จริง ๆ นะพี่บอล จริง ๆ นะครับพ่อ เบสอยู่ด้วยนะ”

“ไม่เอา ! เดี๋ยวนักวิทยาศาสตร์ทำบ้านไฟไหม้”

“ไม่หรอกลูก เบสไม่ทำหรอก ให้น้องอยู่ด้วยได้ไหมล่ะ ? ” พ่อพูดพลางหัวเราะเสียงดังจนแม่อดที่จะออกมาดูพ่อลูกคุยกันไม่ได้

“สนุกกันใหญ่ อ้าวบอล ! ไปอาบน้ำเร็วลูกแล้วมากินข้าวกัน” แม่สั่งพลางจัดแจงอาหารบนโต๊ะนอกบ้านที่ถูกจัดไว้แล้ว แม่ยกขวดเบียร์ออกมาด้วย 2-3 ขวด ปรเมษฐ์ดูแล้วก็เข้าใจว่า วันนี้พ่อต้องมีความสุขมาก ๆ เพราะปกติแล้วพ่อจะไม่ดื่มของพวกนี้ ยิ่งดึกพ่อก็ยิ่งคุยเก่ง ปกติท่านจะไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก

“บอลลองนี่หน่อยลูก ลูกผู้ชายมันต้องลองให้รู้ไว้” พ่อยกแก้วที่รินเบียร์ไว้เต็มแก้วให้ลูกชายคนโต ปรเมษฐ์ไม่บ่ายเบี่ยง เขากำลังโตและอยากลองไปเสียทุกอย่างเหมือนกัน จึงยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม พอเบียร์เข้าปาก เขาก็รับรู้ถึงความขมของมัน

“อา....ขมพ่อ”

“แค่นี้เอง ดื่มให้หมดแก้ว ถึงจะเรียกว่าลูกพ่อ” ปรเมษฐ์ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย มันจะยากเย็นอะไรนักหนาก็แค่ดื่มเข้าไปให้หมด ปรมัตถ์มองอยู่เงียบ ๆ เขาคิดว่าพ่อคงไม่ให้เขาดื่มแน่ เพราะเขายังเด็กเกินไปในสายตาของพ่อ

“นี่ของเบสลูก ดื่มให้หมดแก้ว” พ่อยื่นแก้วเบียร์มาให้เขาด้วย เด็กชายมองหน้าพี่ชาย รู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ สีหน้าของพี่ชายเหมือนคนไปออกกำลังกายมาใหม่ ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาพึ่งอาบน้ำมาเด็กชายรับแก้วเบียร์มาแล้วก็ยกดื่มทันที ความรู้สึกไม่ต่างกัน เขายิ้มให้พี่ชาย ปรมัตถ์รู้สึกว่าเขาโชคดีเหลือเกินที่มีพ่อแม่และพี่ชายที่รักและเข้าใจกัน เขาจะยอมแลกทุกอย่างขอเพียงแต่ให้ได้อยู่พร้อมหน้ากันอย่างวันนี้



แต่ละวันของชีวิตกำลังผ่านพ้นไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของพวกเขา คนที่เห็นกันทุกวันมักจะไม่ค่อยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง แต่ก็มีหลายคนที่เฝ้ารอวันให้ตัวเองก้าวพ้น คำว่า ‘เด็ก’ วันหนึ่งโมรีมีข่าวมาแจ้งเพื่อน ๆ ในห้องแต่เช้า

“โรงเรียนวิธิต มีงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ ใครจะไปบ้าง ? ” เธอลอยหน้าลอยตาพูดด้วยความมั่นใจ “เฮ้ย ! ไอ้โม ทำไมไม่ให้หัวหน้าห้องประกาศวะ ? ” เพื่อนคนหนึ่งตะโกนถามเมื่อโมรีพูดจบ

ทุกคนในห้องหันหน้าไปมองหัวหน้าห้อง เขานั่งนิ่งไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน แต่ดูจะหวาดกลัวคนที่ยืนอยู่หน้าห้องเสียมากกว่า “ก็ให้โมรีเขาบอก จะเป็นไรไปล่ะ ? ” เสียงนั้นทำให้โมรียิ้มภาคภูมิ ภูสิตาแอบเห็นสายตาของโมรี ดู ๆ ไปแล้วโมรีเหมือนไม่เคยเป็นเด็กเลยด้วยซ้ำ “อ้าว ! ว่าไง ? อย่าคิดกันนาน ลงชื่อเลย ใครไม่ไปก็อยู่ที่โรงเรียน พรุ่งนี้จะข้ามไปตอน 9 โมงเช้า” กระดาษรายชื่อในมือของโมรีถูกส่งวนไปทั่วห้อง เมื่อผ่านมาที่โต๊ะภูสิตา เธอมองดูไม่นานก่อนจะยื่นต่อไปให้คนอื่น ๆ

“ไม่ไปเหรอ ? ” ปรเมษฐ์เดินเข้ามาถามพร้อมกับกระดาษแผ่นนั้นในมือ ในขณะที่คนอื่นกำลังพูดคุยปรึกษาหารือกันอยู่ ภูสิตาส่ายหน้าไม่พูดอะไร

“ทำไมล่ะ ? สนุกนะตาล”

“ไม่ชอบ ปวดหัว”

“เหรอ ? ดี นามสกุลอะไรนะ” เด็กชายไม่พูดอีก เขามองที่ป้ายชื่อของภูสิตาแล้วก้มลงเขียนชื่อลงในกระดาษที่โต๊ะของภูสิตาทันที ภูสิตาเห็นแล้วรีบแย่งกระดาษมา แต่ไม่ทันเพราะปรเมษฐ์ยกขึ้นได้ทันก่อนจะรีบส่งให้เพื่อนผู้ชายคนอื่น เขาหันกลับมายิ้มยียวน “ไม่ไป ไม่ได้ ! ” เขาเดินจากไป ไม่สนใจสีหน้าเธอสักนิด



เมื่อวันงานมาถึง ภูสิตาไม่อยากไปโรงเรียนเลย ไม่เห็นน่าสนุกตรงไหน มีแต่การแข่งขันตอบปัญหาอะไรก็ไม่รู้ วันนี้โรงเรียนวิธิตเหมือนสวนสนุก เด็ก ๆ แยกย้ายกันไปดูนิทรรศการแต่ละห้องอย่างตื่นตาตื่นใจ “ตาลทางนี้ ! ทำไมมาช้าจัง” โมรีกระโดดเข้าใส่เพื่อนอย่างลืมตัว เพราะตอนเดินออกมาจากโรงเรียนเห็นหลังเพื่อนไว ๆ แต่หันมาอีกทีภูสิตาก็หายไป ภูสิตามองหน้าเพื่อนอย่างสงสัย เพราะที่ริมฝีปากของโมรีมีลิปสติกสีชมพูสดใสเคลือบไว้อย่างเห็นได้ชัด “เป็นไง สวยใช่ไหมล่ะ ? ”

“แดงไปไหมโมระวังจะโดนอาจารย์ลบ” ใคร ๆ ก็รู้กิตติศัพท์ของอาจารย์ฝ่ายปกครอง ผมยาวได้ แต่แต่งหน้ามาเรียนไม่ได้

“ไม่หรอกน่า ไอ้บอลถามหาแน่ะ อยู่ทางโน้น ไปเถอะ ! ”

“เดี๋ยวจะไปทำไมล่ะโม เราไม่อยากดูเขาตอบปัญหานะ”

“ไม่ได้หรอก นี่เด็ดสุดแล้ว เร็ว ! ไอ้บอลมันกันที่ไว้ให้แล้ว” โมรีลากเพื่อนให้ออกเดินจนสำเร็จ



ห้องนี้มีการตอบปัญหาทดสอบเชาวน์ปัญญา ทุกคนนั่งคุยกันเบา ๆ ปรเมษฐ์นั่งปะปนอยู่กับเพื่อนคนอื่น ๆ และนักเรียนต่างสถาบัน พอเห็นภูสิตาเขาก็ยิ้มกว้าง เก้าอี้ที่กันไว้ให้เพื่อนทั้งสองมีกระดาษวางอยู่ด้วย “มาแล้วบอล ! ” โมรีพูดอย่างร่าเริง

“ดี นี่กระดาษคำตอบ ลองตอบตามเขาดูนะ ถ้าเราชนะหรือถูกเยอะจะได้รางวัลด้วย” ปรเมษฐ์อธิบายให้คนที่ฟังอยู่ทั้งทางซ้ายมือและขวามือ “ดี ๆ น่าสนุก” โมรียิ้มกว้าง แต่สายตาเจ้าตัวมองไปรอบ ๆ ห้องพลางยิ้มกราดให้รุ่นพี่ ภูสิตามองตามก่อนจะเอื้อมมืออ้อมไปด้านหลังของปรเมษฐ์แล้วฟาดเบา ๆ เพื่อนรักหัวเราะคิกเมื่อถูกเตือน

ภูสิตาได้แต่สบตาปรเมษฐ์ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตั้งใจฟังการทดสอบเชาวน์ปัญญา ทุกคนเงียบกริบเมื่อได้ยินคำถามที่ภูสิตาเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งชื่อสูตรและกฎเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น กระดาษคำตอบของภูสิตาว่างเปล่า แต่ของคนข้าง ๆ มีคำตอบทุกข้อ ดวงตายาวหันมามองเธอก่อนจะค้อนขวับ กวนประสาท ภูสิตานึกในใจ

พอเสร็จการทดสอบภูสิตาก็ถูกคนอื่น ๆ ดันออกมาจากห้องไม่รู้ตัว เพราะคนเยอะเหลือเกิน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปดูห้องอื่น ๆ เพื่อนทั้งสองก็หายไป พอเดินผ่านไปอีกห้องก็เห็นปรเมษฐ์นั่งอยู่กับน้องชาย ปรมัตถ์เล่าอะไรบางอย่าง แล้วสองพี่น้องก็หัวเราะกันอย่างออกรส ทั้งสองดูคงแก่เรียนเหลือเกินวันนี้ ปรเมษฐ์หยุดหัวเราะแล้วหันมาเห็นเธอพอดี ดวงตายาวมองมาไร้ความหมาย ทำไมต้องใจหาย ? ภูสิตาถามตัวเอง เธอให้ความสำคัญกับเพื่อนคนนั้นมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ ?

เสียงปูนาดังมาอย่างเหนื่อยล้า “ไปที่อื่นกันเถอะตาล ปูนาหิวน้ำ” เด็กหญิงเดินมาจูงมือเพื่อนออกไปจากอาคารเรียน ภูสิตากลืนน้ำลายลงคอ ไม่หรอกมันน่าจะเป็นน้ำตามากกว่า น้ำตาที่ไหลออกมาเอง ไหลอยู่ในหัวใจ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ?

ดวงตาคู่นั้นกำลังบอกอะไรกับเรา ?



ตอนบ่ายมีฟุตบอลของอาจารย์เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนทั้งสอง แต่ภูสิตาไม่อยากดูอะไรต่อแล้ว จึงชวนปูนาไปนั่งเล่นใกล้ ๆ สนามกีฬาแทน แค่เห็นคนเดินผ่านไปมาก็เหนื่อยแล้ว ภูสิตาอยากกลับบ้านมากกว่า แต่ก็ไม่รู้จะกลับไปทำอะไร “ปูนาจ๋า ปูนาเคยทะเลาะกับบอลหนัก ๆ ไหมจ๊ะ ? ”

ปูนากำลังกินมะม่วงดองอย่างเอร็ดอร่อย “ไม่หรอกก็เท่าที่ตัวเห็น ไอ้บอลมันขี้เล่นแค่นั้นเองแหละ”

“เหรอ ? แล้วเคยเห็นเวลาเขาโกรธไหม เขาเป็นยังไง ? ”

ปูนาส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นมันโกรธใครจริง ๆ สักที แล้วมันจะโกรธใครเรื่องอะไร ทำไมเหรอ ? มันโกรธตัวเหรอ ? ” ปูนาตั้งคำถามเพราะน้ำเสียงของภูสิตาฟังดูกังวล

“ไม่รู้สิ ”

ปูนารีบกลืนมะม่วงดองลงไป ก่อนจะยิ้มออกมา “เห็นไหม ๆ ไอ้บอลมันชอบตาลล่ะสิ เราบอกแล้ว ”

ภูสิตาหน้าซีด “ไม่ใช่หรอกปูนา อย่าพูดไป มันไม่ใช่อย่างนั้น”

“จริง ๆ นะ เราดูออก คนอื่นดูไม่ออกแต่เราเห็น อย่างปากกาที่มันซื้อที่ร้านเครื่องเขียนวันนั้น มันบอกว่าจะให้ตัว แต่ไม่รู้มันให้ตัวหรือยัง ให้แล้วใช่ไหมจ๊ะ ? ”

“เหรอจ๊ะ ? เห็น แต่เราไม่เอาไม่รู้ว่าเป็นของเขา” เรื่องที่ได้ยินทำให้เธออดตกใจไม่ได้เหมือนกัน

“โธ่ ! ไอ้โง่ มันเอาไปให้ตัวด้วยตัวเองไม่ใช่เหรอ ? ก็วันนั้นตอนมันเดินออกไป มันยังชูอวดเราอยู่เลย” ปูนาบ่นเสียงดัง ภูสิตานึกขำอยู่ในใจแต่ต้องกลั้นยิ้มไว้

“เหรอ ไม่นี่ เขาบอกว่ามีคนฝากมาให้นี่ เราเลยไม่เอา”

ปูนาถอนใจ “โง่จริง ๆ ด้วย ดีแต่ปาก มันบอกว่าจะให้ของตาล อยากให้ก็จะให้ เชอะ แล้วทำอะไรของมัน ? ” ปูนาหัวเราะ ภูสิตาได้แต่ยิ้มให้ วันนี้เธอรู้สึกดีกับปรเมษฐ์ถึงสองเรื่องแล้ว คนฉลาด.คนใจดี ก็แค่ให้ของเพื่อน ทำไมไม่บอกตรง ๆ ?

เกือบบ่ายสามโมงเย็นแล้ว นักเรียนก็เริ่มทยอยกันกลับบ้าน แต่ก็มีนักเรียนที่เป็นฝ่ายชนะหลายกลุ่มนัดแนะไปเที่ยวที่บ้านเพื่อนกันต่อเพราะวันนี้เป็นวันพิเศษ โมรีพยายามชวนภูสิตาไปเที่ยวที่บ้านเหมือนกันแต่ภูสิตาไม่ไป เธออยากกลับบ้านมากกว่า วันนี้รู้สึกทั้งดีใจและกังวลใจก็เพราะคน ๆ เดียว แล้วตอนนี้เขาหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ ? เขาจะนึกถึงเธอบ้างหรือเปล่า ? นี่เป็นครั้งแรกที่อยากให้เขานึกถึงเธอบ้าง อยากคุยกับเขามาก อยากพบเขาที่สุด แล้วเขาอยู่ที่ไหน ? เขาจะไปไหน ? ไปกับ ‘คนดัง’ นั่นหรือเปล่า ? วันนี้สุนันทาก็คงมาเหมือนกัน แม้จะไม่เห็นเจ้าตัวเลย แต่ภูสิตามั่นใจเด็กคนนั้นต้องได้พบกับปรเมษฐ์และปรมัตถ์แน่นอน



พอกลับถึงบ้าน พ่อกับน้านิดาก็แต่งตัวกันเรียบร้อย

“ไปกินข้าวที่บ้านอาจารย์จินกันลูก”

“ไม่ไปได้ไหมคะ ? หนูเหนื่อย”

“อยู่ได้หรือเปล่าล่ะคนเดียว ? พ่อกับน้าจะกลับดึกนะ”

“ไปเถอะจ้ะ มีเพื่อนคุย ไม่เหงาหรอก ชื่ออะไรนะคะคุณ ? ” น้านิดาถามพ่อ

“นายบอลนั่นไง”

หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อได้ยิน “ค่ะ ไปก็ได้ค่ะ” ภูสิตาไม่กล้าแสดงออกว่าเธอดีใจแค่ไหน เจ้าตัวจึงทำเหมือนจำยอม




Create Date : 23 ตุลาคม 2563
Last Update : 23 ตุลาคม 2563 11:38:16 น. 0 comments
Counter : 134 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537


New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.