เงินทองเอาไว้ใช้จ่าย ไม่หาเพิ่มก็หมดได้ แต่ความรู้คือทรัพย์สินที่ไม่เคยหาย ทุก ๆ วันที่ผ่านไปก็จะมีแต่เพิ่มขึ้นไม่เคยลดลง
Group Blog
 
All Blogs
 

Survival Kit คู่มือรอดชีวิตจากวิกฤติที่โจมตีโลก โดย ดร.สมิทธ ธรรมสโรช

สงกรานต์นี้ผมมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ ๆ มาฝากเพื่อน ๆ พี่ ๆ และน้อง ๆ ทุกคนครับ โดยผมจะแนะนำหนังสือที่เข้ากับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในปัจจุบันเล่มหนึ่งครับ Survival Kit คือหนังสือที่จะเป็นคู่มือการเอาตัวรอดของเราจากภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งเขียนและรวบรวมโดย ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม และอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ท่านเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการด้านอุตุนิยมวิทยาและแผ่นดินไหวของประเทศอาเซียน

ดร.สมิทธ ปัจจุบันท่านเป็นนักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเตือนภัยพิบัติ ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้และเคยเตือนภัยเรื่องสึนามิก่อนที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน หนังสือคู่มือรอดชีวิตฯ หรือ Survival Kit นี้จัดทำโดย UBCL Book มีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือซีเอ็ด บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาฯ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช๊อกเป็นจำนวนมาก และการเกิดแผ่นดินไหวพร้อมกัน 4 ประเทศ ดังนั้นเราไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท ซึ่งหนังสือนี้จะชี้ทางให้เราเตรียมตัวได้อย่างถูกต้องและพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ

ดร.สมิทธได้นำสมมุติฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมโบราณ ความจริงด้านวิทยาศาสตร์ การกำเนิดโลก หลุมดำ ซูเปอร์โนวา พายุสุริยะ เพื่อแสดงให้เห็นว่าในปี 2555 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก เช่น แกนโลกพลิกขั้ว สภาพอากาศที่แปรปวน และผลกระทบต่อโลกมนุษย์ ในหนังสือนี้ยังได้อธิบายถึงภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกของเรา เช่นภัยแล้ง ภัยหนาว วาตภัย อุทกภัย ไฟป่า แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ ดินถล่ม อุกกาบาต ภูเขาไฟระเบิด โรคติดต่อ ภาวะโลกร้อน และคลื่นความร้อน

ดร.สมิทธ ได้แนะนำวิธีการเตรียมพร้อมต่าง ๆ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติเหล่านั้น อาทิ กระเป๋ายังชีพ เครื่องมือปฐมพยาบาล อุปกรณ์ฉุกเฉินในรถยนต์ อาหารการกิน เคล็ดลับต่าง ๆ ส้วมฉุกเฉิน การช่วยเหลือเฉพาะหน้า วิธีห้ามเลือด การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ

ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ทุกท่านควรมีไว้ประจำบ้าน เหมือนเป็นยาสามัญประจำบ้านเลย เพราะคุณจะรู้และเข้าใจถึงภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ การเตรียมความพร้อม และการจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้หากต้องประสบกับภัยพิบัติ




 

Create Date : 17 เมษายน 2554    
Last Update : 17 เมษายน 2554 10:00:17 น.
Counter : 225 Pageviews.  

Power of 2 (2)

การสร้างเสริมสัมพันธภาพที่แข็งแรงจะต้องมีองค์ประกอบทั้งหมด 8 ประการ ซึ่งรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบมีดังนี้

1. จุดแข็งที่เสริมกัน

คนทุกคนย่อมมีจุดอ่อนหรือจุดบอดที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุถึงเป้าหมายและเหตุผลที่สำคัญมากอย่างหนึ่งที่จะสนับสนุนให้ทำงานร่วมกันได้ราบรื่น คือทำงานร่วมกันกับคนที่มีจุดแข็งในเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของเรา หรือในทางกลับกันคือทำงานร่วมกับคนที่มีจุดอ่อนที่ตรงกับจุดแข็งของเรา การมุ่งใช้ความเชี่ยวชาญในด้านหนึ่งด้านใดเป็นการเฉพาะ ช่วยให้คนทำงานใช้เวลาไปกับสิ่งที่ตนทำได้ดีที่สุด

2. พันธกิจร่วมกัน

แม้ว่าเป้าหมายร่วมกันจะเป็นเรื่องที่ต้องการความร่วมมือกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่สัมพันธภาพนี้มักจะล้มเหลว เพราะต่างฝ่ายต่างมีวาระของตนเอง ในทางกลับกัน หากต่างฝ่ายต่างก็มีความต้องการสิ่งเดียวกันมากพอ ก็จะยอมเสียสละวาระส่วนตัวเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

3. ความเป็นธรรม

สัญชาตญาณนของมนุษย์ย่อมแสวงหาความเป็นธรรม สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งต่อสัมพันธภาพที่แข็งแรง เพราะ "ความเป็นธรรม" คือสิ่งที่ทุกคนต้องการ

4. ความเชื่อใจ

เพราะการทำงานร่วมกันหมายถึงการยอมรับในความเสี่ยงร่วมกัน คุณย่อมไม่อยากทำงานอย่างเต็มที่ถ้าคุณไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะทำอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน คุณต้องการให้อีกฝ่ายช่วยระวังผลประโยชน์ให้คุณ และอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องการให้คุณทำอย่างนั้นเช่นกัน หากปราศจากความเชื่อใจแล้วละก็ ทำงานเองคนเดียวจะง่ายกว่า คนทำงานจึงจำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจมากที่สุด และก็ต้องเป็นไปด้วยความจริงใจด้วย

5. การยอมรับ

เพราะเรามองโลกผ่านมุมมองที่จำกัด เรื่องบางอย่างเป็นเรื่องปกติสามัญสำหรับบางคน จึงกลายเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงสำหรับคนอื่น เมื่อคนที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกันสองคนต้องมาทำงานร่วมก้น ก็จะเกิดแรงเสียดทานระหว่างกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากไม่สามารถยอมรับในข้อแตกต่างระหว่างกันได้ ก็จะก่อนให้เกิดเป็นข้อขัดแย้งอย่างไม่ต้องสงสัย

6. การให้อภัย

ก่อนจะเข้าสู่โหมดของการให้อภัย ทุกคนพึงระลึกไว้เสมอว่า "ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทุกเรื่อง" ทุกคนย่อมทำผิดพลาก หรือทำเรื่องผิด ๆ ได้ด้วยกันได้ทั้งนั้น หากไม่ให้อภัยซึ่งกันและกันแล้วละก็ แรงจูงใจจากเรื่องความแค้นเคืองก็จะมีมากจนกลบเหตุผลที่ควรจะสานต่อความสัมพันธ์ และสุดท้าย การทำลายสัมพันธภาพก็จะเกิดขึ้นในที่สุด

7. การสื่อสาร

หากสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ดี ความคิดของแต่ละคนจะสามารถรวมกันเป็นหนึ่งในพันธกิจเดียวกัน ในทางกลับกัน การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง หรือสร้างสมมุติฐานผิด ๆ เกี่ยวกับความตั้งใจของอีกฝ่าย จนอาจทำลายความสัมพันธ์ที่เพียรสร้างขึ้น การสื่อสารที่ดีช่วยป้องกันการเข้าใจผิดและให้ความมั่นใจในความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานประสานกันอย่างลงตัว

8. ความมีน้ำใจ

คนบางคนเริ่มความสัมพันธภาพจากความเห็นแก่ตัวเมื่อพวกเขาต้องการประสบความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง การแก้ไข คือใช้ความต้องการชนิดนี้สร้างสัมพันธภาพที่ดี ด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ โดยต้องไม่ลืมเปลี่ยนความกังวลให้เป็นความพึงพอใจที่ได้เห็นเพื่อนร่วมงานประสบความสำเร็จ

หลายต่อหลายคนที่สามารถพัฒนาสัมพันธภาพจนประสบความสำเร็จต่างเห็นพ้องต้องกันว่านี่คือความอิ่มเอมเปรมใจที่สุดในชีวิต เพราะในความเป็นจริงแล้วความรู้สึกของการประสบความสำเร็จโดยลำพังนั้น เป็นเรื่องที่เทียบไม่ได้เลยกับความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน

จงอย่าลืมที่จะมอบความรักให้ผู้คนรอบข้าง พอ ๆ กับที่รักตัวคุณเอง

แล้วคุณจะพบว่า...แม้บางเวลาที่คุณต้องการอยู่โดดเดี่ยว คุณก็จะไม่รู้สึกเดียวดายอีกต่อไป




 

Create Date : 09 เมษายน 2554    
Last Update : 9 เมษายน 2554 19:44:43 น.
Counter : 155 Pageviews.  

ขมิ้นชัน สุดยอดสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

ขมิ้นชัน สุดยอดสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

ขมิ้นชันมีประโยชน์ และสรรพคุณ หลายประการดังนี้

มีวิตามิน A, C, E เมื่อข้าสู่ร่างกายจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว มีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดให้ลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่กินเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี กินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ใช้ปรุงอาหารกิน ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากินและยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นชันจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้บางส่วน

ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นชันบดเป็นผงต้องนำขมิ้นชันมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง แล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นชันแห้ง ความร้อนควรไม่เกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลาที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูของระบบของอวัยวะ กินเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็กินครั้งละ 1 แคปซูล ทุกๆ 2 ชั่วโมง ถ้ากินในจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะไปขับไขมันในตับ

กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น

( เวลา 03.00 - 05.00 น. ) ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

( เวลา 05.00 - 07.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันในเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของสำไส้ใหญ่ ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ไขปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป แต่ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว หรือนำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆอยู่เป็นล้านๆเส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้

( เวลา07.00 - 09.000 น. ) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม

( เวลา 09.00 - 11.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลในปาก อ้วนเกินไปผอมเกินไปที่เกี่ยวข้องกับม้าม ลดอาการเป็นเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน

( เวลา 11.00 -13.00 น. ) ใครมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หรือไม่มี ก็กินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลย 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปที่ผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป

( เวลา 13.00 - 15.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องปวดท้องบ่อย เพราะมีไขมันเกาะลำไส้เล็ก ไขมันที่เคลือบลำไส้จะเคลือบขยะเอาไว้ด้วยแล้วสะสมกัน ทำให้เกิดแก๊ส และมีอาการปวดท้องตอนบ่ายในช่วงเวลานี้ ถ้ากินสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว และขมิ้นชัน จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดีที่สุด สูตรโยเกิตนี้ตัวจุลินทรีย์จะช่วยเปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็น บี 12 เพื่อส่งไปเลี้ยงสมองต่อไป

( เวลา 15.00 - 17.00 น. ) ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

กินเลยเวลาจากช่วงนี้จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยเพลีย และช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น การกินขมิ้นชันมากจะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่ให้เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินในปริมาณมาก

การกินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมีไม่มีสเตอรอย์ที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ

ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชา ใช้ผสมน้ำ 1 แก้ว(ไม่เต็ม) ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่ ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ แล้วไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลในลำไส้ ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ

ขมิ้นชันยังช่วยดูแลเซลล์ต่างๆ ที่ฉีกขาดก็จะไปเชื่อมให้ และไปกวาดขยะ กวาดไขมันมากองไว้ ถ้าจะอุ้มขยะไปทิ้งโดยการถ่ายก็กินอาหารปกติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ ที่มีกากใย หรือกินน้ำลูกสำรอง (พุงทลาย) เพื่ออุ้มไขมัน อุ้มแก๊สไปทิ้ง

คนธาตุเบา แสดงว่ามีการระคายเคือง อักเสบ เป็นแผลเรื้อรังบางอย่างที่ผนังลำไส้เป็นอาจิณ

คนธาตุหนัก แสดงว่าปลายประสาทลำไส้ใหญ่เสื่อม อาจเกิดจากการกินยาถ่ายเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อย ทั้งธาตุเบาและธาตุหนักไม่ดีทั้งคู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ลำไส้ และปลายประสาทลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หากปล่อยไว้วันข้างหน้าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ควรกินขมิ้นชันเป็นประจำ เพื่อค่อยๆ ปรับให้เข้าที่แล้ว จะกลับมาถ่ายเป็นปกติ

ขอขอบคุณ vodkaice in healthy
//vodkaice.exteen.com/20090409/entry-21




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2554 15:31:46 น.
Counter : 178 Pageviews.  

Power of 2 - พลังแห่งเรา (1)

ก่อนอื่นผมต้องขอโทษเพื่อนๆ ที่ติดตามบทความของผมอยู่ ผมหายไปนานและยังติดเนื้อหาอีกหลายเรื่อง ผมจะพยายามอัพเดทสิ่งดีๆ มาให้อ่านกันครับ นี่จะเป็นบทรีวิวหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมอยากให้เพื่อนได้ลองซื้อไปอ่านกัน

"คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย" คำสุภาษิตโบราณนี้เราได้ยินกันมานาน แต่ชีวิตจริงในปัจจุบันเรามักไม่สนใจคนอื่น ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขา โดยเฉพาะพนักงานหรือลูกจ้าง บางครั้งพวกผู้บริหารในองค์กรก็ตามเถอะ คิดแต่ว่าทำงานของตัวเองให้เสร็จก็พอ จนลืมไปว่าเราต้องบรรลุเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน ที่เกริ่นมานี้ก็เนื่องมาจากที่ผมอยากจะแนะนำหนังสือหรือพ็อกเกตบุคเล่มใหม่ชื่อ "Power of 2 หรือ พลังแห่งเรา ของสำนักพิมพ์ UBCL Book ของอาจารย์สุธี พนาวร ผู้เขียนคือ Rodd Wagner และ Ph.D. Gale Muller โดยมีดร. อนุชิต ศิริกิจ และนันทสิทธิ์ เล็กศรีสกุลเป็นผู้แปล หนังสือเล่มนี้เป็น Best seller ของ New York Times

ในการดำเนินชีวิตของเราทุกคน เชื่อว่าเราต้องเจอทั้งสุขและทุกข์ บางครั้งเราต้องการคนมาช่วยแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้น ผู้เขียนได้ทำการวิจัยกับบริษัทที่ประสบความสำเร็จต่าง ๆ และสรุปได้ว่าบริษัทต่าง ๆ ต้องการ "คนสองคน" ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เป็นเพื่อคู่คิด ไม่ใช่อะไรๆ ก็วันแมนโชว์ ซึ่งมันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง

การทำวิจัยเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาการบริหารงานในองค์กรต่าง ๆ ถึงปัจจัยพื้นฐานสำหรับการก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวที่ประสบความสำเร็จ คำตอบน่าทึ่งที่ได้จากการขยายการวิจัยนี้ โดยเฉพาะคำถามว่า ทำไมคนบางคนถึงไปด้วยกันได้ แต่บางคนก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ทำไมคนบางคนมีสัมพันธภาพที่ยอดเยี่ยมมาก ขณะที่คนบางคนไม่มีเลย และสัมพันธภาพที่ยอดเยี่ยม จะไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อความสำเร็จขององค์กร หรือแค่การร่วมกันทำการกุศล

จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การสร้างเสริมสัมพันธภาพที่แข็งแรงจะต้องมีองค์ประกอบทั้งหมด 8 ประการ คือ
1. จุดแข็งที่เสริมกัน
2. พันธกิจร่วมกัน
3. ความเป็นธรรม
4. ความเชื่อใจ
5. การยอมรับ
6. การให้อภัย
7. การสื่อสาร
8. ความมีน้ำใจ

การมีสัมพันธภาพที่ดีก็คือสิ่งที่จะช่วยสร้างความสำเร็จร่วมกันของคนสองคน เพราะคนทุกคนมักมีจุดแข็งและจุดอ่อน ไม่มีใคร่เพอร์เฟคทั้งหมด รีบมองหาผู้ที่จะมาช่วยปิดจุดอ่อนของเรา

ไว้จะเอาเนื้อหาของหนังสือมารีวิวกันต่อนะครับ




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2554 10:27:57 น.
Counter : 182 Pageviews.  

พรหมวิหาร 4

ในฐานะที่เป็นนักบริหารคนหนึ่ง ผมจะพยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้ในหน้าที่การงาน บางครั้งผมก็พยายามหาความรู้จากพุทธศาสนา ซึ่งผมอยากนำเรื่อง "พรหมวิหาร 4" มาปรับใช้กับงาน ถ้าใครทำแล้วได้ผลก็บอกด้วยนะครับ

- พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่

เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
อุเบกขา การรู้จักวางเฉย


คำอธิบายพรหมวิหาร 4
1. เมตตา : ความปราถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น

2. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

- ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่และความตายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์

- ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์

3. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เช่น เห็นเพื่อนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วครูชมเชยก็เกิดความริษยาจึงแกล้งเอาเศษชอล์ก โคลน หรือหมึกไปป้ายตามเสื้อกางเกงของเพื่อนนักเรียนคนนั้นให้สกปรกเลอะเทอะ เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง

4. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

*ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จ เป็นที่รักของทุกคนและมีความสุขในการดำรงชีวิตทั้งหน้าที่การงานและชีวิตประจำวัน




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2553    
Last Update : 31 ตุลาคม 2553 18:31:30 น.
Counter : 182 Pageviews.  

1  2  3  4  

Pongsak_l
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Pongsak_l's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.