ผมได้ขอยกเลิกทะเบียนสมาชิกของนามแฝง my contributions และทางพันทิปได้แจ้งให้ยกเลิกได้แล้ว ผมจะทำการลบบัญชีของผมในอีกสามวัน (จะลบในวันที่ 8 มีนาคม เวลา 18.00 น.) หากใครต้องการจะเซฟข้อความก็ขอให้รีบดำเนินการ สวัสดีค่ะ คุณmy contributions จากที่ท่านได้ติดต่อขอยกเลิกทะเบียนสมาชิกของนามแฝง my contributions อีเมล morteedin@yahoo.com สามารถยืนยันการขอยกเลิกทะเบียนสมาชิกได้ที่ ลิงก์... ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ Pantip.com

Holst: The Planets Suite, Op. 32 เพลงชุด “ดาวเคราะห์” ตอนที่ 3 ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาว Neptune



5. ดาวเสาร์ Saturn, bringer of old age ผู้นำมาซึ่งความชราภาพ

 
ถ้าเราเป็นคนแต่งเพลงดาวเสาร์(เทพแห่งการเวลา  Saturn was a god of time)โดยมีเป้าหมายเป็นการสื่อว่าเป็นผู้นำมาซึ่งความชราภาพ  เราจะให้อารมณ์เพลงออกมาอย่างไร  เราคงไม่สื่อออกไปในทางสนุกสนานรื่นเริง   แต่จะออกไปทางช้า ๆ  เนิบนาบเพราะคนแก่ย่อมทำอะไรเชื่องช้า  และเมื่อชราภาพก็ต้องคิดถึงความเจ็บป่วยและตามมาด้วยความตายอย่างเลี่ยงไม่ได้  ผู้แต่งจึงเลือกแนวเพลงให้ออกไปทางช้าครุ่นคิด ใช้ความคิดไตร่ตรองตรึกตรองเรื่องต่าง ๆ  (thoughtful) อย่างผู้เข้าใจโลก แต่เมื่อมาถึงช่วงชีวิตมีความเจ็บป่วย ก็ต้องมีความปั่นป่วนของจิตใจ อารมณ์เพลงก็จะออกไปทางปั่นป่วนปวดร้าวในใจบ้าง  เมื่อผ่านความเจ็บป่วยหรือปั่นป่วนใจแล้ว ก็ต้องมาถึงการช่วงสำคัญก็คือคนเราจะยอมรับความตายและสงบลงคิดถึงความตาย ใครสามารถทำใจได้ก็จะสงบแต่ใครทำใจไม่ได้ก็จะปวดร้าวในใจไม่มีความสงบ แต่คนแต่งเลือกให้ไปทางสงบใจ(ช่วงสงบตอนท้ายจะตีความออกไปว่าเมื่อเจ็บปวดมากแล้วก็จะตายก็คงไม่ผิดแปลกอะไรเช่นกัน คือคนแต่งตั้งใจบอกถึงชีวิต การที่เราฟังแล้วจิตนาการณ์ไปแบบที่เราคิดมันก็ไม่ผิดอะไร  ขึ้นอยู่กับการตีความเพลงของเราเองก็ได้   ไม่มีอะไรตายตัวต่อให้คนแต่งจะมุ่งถึงอะไรก็แล้วแต่ก็ไม่ห้ามที่เราจะจินตนาการณ์ไปที่เราคิด)


เพลงดาวเสาร์นี้ผู้แต่งเองบอกว่าเขาชอบมากที่สุด (คนแนะนำก็ชอบมากเช่นกัน) เพราะเป็นเรื่องสะท้อนชีวิตของคนแต่งเองซึ่งต้องทรมานจาก โรคหืด โรคปวดเส้นประสาทในแขนขวา สุขภาพส่วนรวมก็ไม่ดี  ทำให้ความฝันจะเป็นนักเปียโนทำไม่ได้ต้องเป่าทรอมโบนแทน  และที่สุดหันไปแต่งเพลงและการสอนดนตรี เพลงท่อนนี้มีหลายช่วงที่มีการเรียบเรียงเสียงที่ให้อารมณ์ที่ดีลึกซึ่งจนไม่รู้บรรยายอย่างไร ต้องฟังและรู้สึกเอาเอง

สำหรับด้านการดำเนินของเพลง เพลงจะเริ่มด้วยความหมายของเวลาที่ผ่านไปช้า ๆ  โดยการใช้ฮาร์ฟ กับฟลู้ต เล่นเบา  ๆ  ทำเสียงติ๊กต๊อก ของนาฬิกา ในจังหวะที่ช้ามากเบา ๆ เป็น background ไปเรื่อย ๆ (เรื่องเสียงจังหวะแบบนาฬิกานี้จะจะมีการใช้เครื่องดนตรีอื่นเข้ามาร่วมด้วยเป็นพื้นหลังไปนานมาก  แต่จังหวะอาจเร็วขึ้นบ้างเพื่อให้เข้ากับความเร็วของเพลงในภาพรวมในตอนนั้น  ๆ)  และตามมาด้วยเสียงดับเบิ้ลเบสเล่นเอื่อย ๆ เสียงต่ำ ๆ ช้า ๆ ไปด้วยกัน ขอให้ฟังเสียงดับเบิลเบสจะให้ความรู้สึกที่หดหู่อยู่บ้าง ท่อนนี้จะมีแนวทำนองที่ค่อนข้างชัดเจนไม่เหมือนท่อนอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยชัดเจนหรือมีทำนองก็แบ่งสั้น ๆ (ยกเว้นท่อนดาวพฤหัสบดช่วงกลางที่มีทำนองที่เด่นไพเราะจำได้ง่าย) เพลงพวกนี้สีสันจะเกิดจากเครื่องดนตรีที่สับเปลี่ยนกันเล่นหรือเพิ่มขึ้นมา  จะให้อารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกันออกไปคนฟังจะรู้สึกได้ แต่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้  รู้แต่ว่ามันเกิดอารมณ์ความรู้สึกเฉพาะ มันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเพลงคลาสสิกและโดยเฉพาะเพลงชุด The Planets นี้  ให้อะไรที่หลากหลายมาก  ช่วงเวลาช้า
มาก ๆ  เป็นการบอกว่าเวลาผ่านไปช้า ๆ ทุกอย่างเชื่องช้าไปหมด เหมือนชีวิตคนแก่ที่ทำอะไรช้า ๆ ไม่ว่องไวเหมือนเดิม  การบรรเลงแนวช้าจะผ่านไปสักสองนาทีแล้วจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นแนวการเดินแห่แบบช้า ๆ โดยมีกลองทิมปานี (timpani) ตีจังหวะเหมือนนาฬิกานั่นเอง โดยใช้ทรอมโบน ซึ่งในยุคเก่าจะมีการโยงทรอมโบนเข้ากับเรื่องศาสนา การบรรเลงช่วงนี้ก็ใช้ทำนองเดิมนั่นเอง แต่ด้วยน้ำเสียงของทรอมโบนที่ให้ความโอ่อ่าศักดิ์สิทธิ์แบบศาสนา จะเล่นสลับกับทรัมเป็ตและมีเฟรนฮอร์นเพิ่มขึ้นด้วย  โดยในช่วงนี้จะมีเสียงที่ดังขึ้นมากแต่ก็ยังคงความช้าไว้แบบเดิม (ขอให้สังเกตว่ามันยังมีเสียงแบบนาฬิกาเป็นฉากหลังอยู่เรื่อย ๆ) ตลอด  แทนเวลาที่ผ่านไปช้า ๆ นั่นเองแต่ดังขึ้นมากในช่วง 5 นาที ช่วงนี้การบรรเลงจะดังและปั่นป่วน และมีเสียงระฆังตีเข้ามาแทรก(ช่วง 5 .30 และมีสอดแทรกช่วงอื่นด้วยแต่ไม่ดังนัก) เป็นสัญญาณของการความตายการฝังศพ  ในช่วงตั้งแต่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีหลายอย่างที่เป็นพวกแตรพร้อม  ๆ  กัน  มันมีเสียงที่ฟังดูแล้วปั่นป่วน  ตีความหมายของเพลงนี้(ที่เกี่ยวกับชีวิตคน)ก็คือเป็นช่วงปั่นป่วนของชีวิตที่มีโรคภัยมารุมเร้า คนคิดถึงความตายไม่มีความสงบใจ  ต่อจากนั้นดนตรีจะเริ่มเบาลงจะเล่นทำนองเดิม  ๆ  แต่เบาลง  ๆ  เบาลงและจบเพลง ซึ่งอาจตีความว่ารับกับมรสุมชีวิตบั้นปลายได้  หรือจะคิดว่าสิ้นชีวิตไปอย่างสงบแล้วก็ได้  เพลงช่วงนี้นานสองสามนาทีเลย  



วีดีโอเพลงดาวเสาร์















6. ดาวยูเรนัส  Uranus, the Magician นักมายากล  พวกจอมขมังเวท 


ดาวยูเรนัสตามเทพนิยายกรีกเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า  แต่คนประพันธ์เพลงใช้เป็นตัวแทนนักมายากล พวกใช้เวทย์มนต์ (the magician)  เมื่อเทพแห่งท้องฟ้ามาปะทะนักมายากล ก็ต้องมีอะไรที่มันตื่นเต้นไม่คาดฝันเกิดขึ้น  แนวเพลงออกไปจังหวะเร่าร้อนเร้าใจ มีเสียงตูมตาม ตู้มต้าม มีชีวิตชีวา มีเรื่องตื่นเต้นแปลกประหลาดใจโผล่มาแบบไม่คาดคิดหรือไม่รู้ตัว  เพลงนี้หาความสงบไม่ได้อย่างแน่นอน จะไม่มีทำนองยาว ๆ แต่เป็นการเปล่งวลีทางดนตรีออกมาสั้น ๆ ท่อนนี้กลองทิมปานีและพวก percussion ก็คือพวกตีเคาะให้จังหวะจะมีบทบาทมากหน่อย  และเพื่อให้เราประหลาดใจอีกหน่อย คือในช่วงค่อนมาด้านท้าย ๆ จะมีช่วงเสียงเบามากเล่นด้วยฮาร์ฟแทบไม่ได้ยินจนนึกว่าจะจบแล้วเสียอีก  แต่ก็ไม่จบมีต่อดัง ๆ  ขึ้นมาและดังขึ้นอีกและก็จบเพลงเลยด้วยฮาร์ฟแบบเงียบ ๆ  ซึ่งปกติการจบเพลงที่ใช้เสียงดังมาตลอดท่อนมักชอบใช้ closing chord ที่หนักแน่นแต่ Holst จบเพลงด้วยวิธีให้เสียงจางหายไปแบบรวดเร็วไม่ใช่ค่อย ๆ จางหายไป  มันเหมือนพ่อมดหายวับไปต่อหน้าเลย  สรุปว่าเพลงท่อนนี้นำเรื่องสนุกอึกทึกให้แปลกใจแบบไม่คาดคิดตลอด แต่ไม่มีทำนองเด่นให้จดจำ
 


วีดีโอเพลงดาวยูเรนัส

















7. ดาว Neptune, the Mystic 
 

The mystic คือผู้ศึกษาบำเพ็ญเพียรเพื่อมุ่งเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าหรือผู้ทรงอานุภาพสูงสุดแห่งจิตวิญญาณ

Holst ให้ชื่อท่อนนี้ว่า the mystic  (Mysticism is popularly known as becoming one with God or the Absolute) ในทางศาสนาจะมีคำว่า mysticism ซึ่งหมายถึงการศึกษาบำเพ็ญเพียร สวดภาวนา meditation รำพึง(หรือนั่งทำสมาธิแบบพุทธ) เพื่อมุ่งให้คนที่ศึกษาบำเพ็ญตนในเรื่องนี้ ได้รู้ถึงความจริงแท้ให้เกิดความเห็นแจ้ง และร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าหรือผู้ทรงอำนาจสูงสุด(ในจักรวาล) และเรียกคนทึ่ศึกษาบำเพ็ญตนแบบนี้ว่า the mystic

สำหรับด้านอารมณ์เพลงจะออกอ้างว้าง ลึกลับไปทางหลอน ๆ นิด ๆ แต่ไม่ใช่น่ากลัวแบบหนังผี แต่มันให้ความรู้สึกว่ามันพาเราไปอีกโลกหนึ่งต่างจากโลกของเราเลย  เมื่อฟังดูจะรู้สึกเหมือนเราเดินทางล่องลอยไปในอวกาศเวิ้งว้างไปเรื่อย ๆ  ถ้าจะเปรียบไปทางจิตก็แบบว่าคนนั่งทางในเกิดเข้าฌานแล้วจิตใจล่องลอย  มันไม่เหมือนแนวดนตรีที่เราเคยฟังกันมาก่อน  แต่มันเป็นดนตรีที่ก้าวล้ำไปในอนาคตเลย  และมีพวกหนังบางเรื่องนำแนวดนตรีไปใช้ (ไม่ได้หมายถึงลอกทำนอง) แต่เลียนแนวเสียงและบรรยากาศไปใช้) 

แนวการบรรเลง จะบรรเลงเบา ๆ เรียบ ๆ ไปตลอดทั้งท่อน  จะไม่มีการใช้เสียงตูมตามกระแทกกระทั้นเลย  การเลือกใช้เครื่องดนตรีที่ออกเสียงเรียบ  ๆ  เบา ๆ เป็นหลัก จะใช้  ฮาร์ฟ เครื่องสาย และพวก woodwind และมีใช้ celesta (หรือเรียกว่า celeste ก็ได้เหมือนกัน) ให้เสียง
แบบกรุ๊งกริ้ง แบบระฆังเล็ก ๆ คลอหลายตอน ไม่มีการใช้กลองตีตูมตาม พวกแตรก็ใช้น้อยและให้เป่าเบา ๆ ไม่มีเสียงแปร๋น ๆ ออกมา  แต่ท่อนนี้ก็มีสิ่งแปลกใหม่มาเสนอในช่วงกลางมาจนถึงท้ายจนจบจะใช้คอรัสหญิงร้องฮัมเสียงที่ไม่เป็นคำคลอเบา ๆ  ในส่วนท้าย ๆ สองสามช่วงยาวรวมกันเป็นนาที  ในช่วงสุดท้ายนั้นจะมีเครื่องดนตรีเล่นเฉพาะฮาร์ฟและเซเลสตา และในที่สุดก็จะให้มีแต่เสียงฮัมอย่างเดียว จะให้ความรู้สึกลึกลับอ้างว้างวังเวง โดยเสียงฮัมจะค่อยลงและจางหายไปในที่สุด เหมือนกับเสียงหายไปในอวกาศ (ที่จริงจะไม่ได้ยินเสียงในอวกาศเพราะไม่มีอากาศเป็นตัวกลางนำเสียง)  ในการแสดงจริงนั้น(หากสถานที่อำนวย)เขาจะให้กลุ่มนักร้องเข้าไปร้องอยู่ในห้องข้าง ๆ และเปิดประตูไว้ผู้ชมจะไม่เห็นนักร้องไม่แน่ใจว่าเสียงมาจากทางไหน  และตอนจะจบให้ค่อย ๆ ปิดประตูทีละน้อย ๆ  เสียงฮัมก็จะค่อย ๆ จางหายไปจากตามการปิดประตู

สรุปได้ว่าแนวเพลงท่อน Neptune ก็ออกแนวหลอน ๆ จิตล่องลอย เคลิบเคลิ้มไปกับความรู้สึกผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับอำนาจสูงสุดของธรรมชาติหรือจะบอกว่าเป็นพระเจ้าก็ได้ (พวกหนังอวกาศจะมีบางช่วงมีบรรยากาศแบบนี้ก็เอาแนวทางไปจากเพลงชุดนี้กัน)



วีดีโอเพลง Neptune















 

Create Date : 13 ตุลาคม 2564   
Last Update : 14 ตุลาคม 2564 10:03:30 น.   
Counter : 749 Pageviews.  

Holst: The Planets Suite, Op. 32 เพลงชุด “ดาวเคราะห์” ตอนที่ 2 ดาวพูธ ดาวพฤหัสบดี


3 ดาวพุธ Mercury, the Winged Messenger  เทพนำสารของพระเจ้า 


ท่อนดาวพุธเป็นท่อนที่สั้นที่สุดของเพลงชุดนี้ยาวประมาณไม่เกิน 4 นาที  โดยที่ท่อนนี้กล่าวถึงดาวพุธในฐานะเป็นเทพนำสารของพระเจ้า (ในรูปมักแสดงเทพมีปีกที่ข้อเท้า หรือหมวกติดปีก และเป็นเทพอุปถัมภ์แห่งการค้าขาย นักเดินทางด้วย) การนำสารจะต้องทำอย่างรวดเร็วว่องไว ฉับไว  เนื้อหาเพลงจะออกไปทางมีชีวิตชีวา  ไม่ซับซ้อน สบาย ๆ  จังหวะเพลงเร็วฉับไว ทำนองเพลงจะประกอบด้วยกลุ่มตัวโน๊ตสั้น ๆ บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีต่าง ๆ สลับกันไปเบา ๆ ไม่ดังมากนัก และบรรเลงอย่างรวดเร็วจังหวะจะเปรียบก็เหมือนเพลงประกอบพวกการ์ตูนตอนวิ่งจู๊ด ๆ  ไม่มีทำนองยาว ๆ ให้จดจำ

รูปเทพเมอร์คิวรี่ ปกติจะมีหมวกติดปีก หรือรองเท้าติดปีก มีคธามีงูพันรอบ มีไก่ แพะ เต่า














วีดีโอเพลงดาวพุธ

















4. ดาวพฤหัสบดี Jupiter, the Bringer of Jollity  ผู้นำความมีชีวิตชีวารื่นรมย์ยินดี


Jupiter เป็นประมุขแห่งเทพทั้งหลาย มีความสง่ายิ่งใหญ่ เป็นเทพที่นำความรื่นรมย์  แนวเพลงออกมาแนวเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่และให้อารมณ์ ยินดีมีความสุขที่สุดในเพลงชุดนี้  เป็นท่อน top hit ที่คนนิยมฟังกันมากที่สุด ทำนองที่ฟังแล้วตรึงใจจะอยู่ที่นาที 3:00 - 4:55 ของลิ้งค์แรก  ช่วงตรงนี้ใช้จังหวะ slow waltz  สำหรับท่อนนี้ให้กลับมาฟังบ่อย  ๆ  รับรองว่าต้องชอบ   ตรงท้ายส่วนนี้หากเป็นนักแต่งเพลงหรือนักฟังเพลงจะรู้ว่าทำนองเพลงส่วนนี้ยังไม่จบสมบูรณ์มันยังค้าง ๆ อยู่ (คือเพลงยังไม่ลงที่โทนิค)  คือโฮลส์ท์ได้ให้ไปเล่นทำนองอื่นไปอีกสักครู่ใหญ่ ๆ แล้วในที่สุดก็วกกลับไปเล่นส่วนที่เหลือของทำนองเพราะ ๆ  นั้นอีกครั้งหนึ่งในช่วงครึ่งนาทีสุดท้ายก่อนจบ  ซึ่งในทางเทคนิคการแต่งเพลงมันจะต้องมีส่วนนี้ด้วยเพื่อให้เพลงส่วนที่เพราะ ๆ ได้จบโดยสมบูรณ์ตามหลักระบบเสียงโทนาลิตี้ (Tonality) ที่เพลงต้องจบลงด้วยเสียงโทนิคของคีย์นั้น ๆ (ถ้าสนใจเรื่องโทนาลิตี้ให้ไปอ่านตามนี้)  https://musicapp271.blog.fc2.com/blog-entry-15.html  
 

วีดีโอเพลงดาวพฤหัสบดี











สำหรับทำนองตรงเพราะ ๆ นี้ Holst ได้แยกออกไปทำเป็นเพลง hymn tune ชื่อ Thaxted ตามชื่อหมู่บ้านที่เขาอยู่อาศัยมาหลายปี โดยใช้เนื้อร้องของ  Cecil Spring-Rice และทำนองนี้ก็ได้มีการนำไปใช้ในเพลงรักชาติชื่อ
‘I Vow to Thee My Country’   และมีการนำทำนองไปใช้ในการแข่งขันรักบี้โลก The Rugby World Cup  และในโอกาสอื่น ๆ อีกเช่น
 
British Legion Festival of Remembrance 2016



 





พิธีฝังศพเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล เริ่ม I vow to thee ตรงนาที 1.36




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2564   
Last Update : 14 ตุลาคม 2564 1:28:40 น.   
Counter : 165 Pageviews.  

Holst: The Planets Suite, Op. 32 เพลงชุด “ดาวเคราะห์” ตอนที่ 1 ดาวอังคาร ดาวศุกร์


 
ประพันธ์โดยกูสตาฟ โฮลส์ท์ (Gustav Holst)  นักประพันธ์เพลงคลาสสิกชาวอังกฤษ  เพลงชุดนี้แต่งขึ้นระหว่างปี 1914-1916 เป็นเพลงชุดแบบ modern suite เพลงประเภทนี้เป็นเพลงที่มีหลายท่อน (movement) สำหรับบรรเลงด้วยวงออร์เคสตรา บางครั้งใช้บรรยายเรื่องราวที่มีหลายท่อน อย่างกรณีเพลงชุด  Scheherezade  ซึ่งเป็นเรื่องเล่าจากอาหรับราตรี เช่น การผจญภัยของซินแบด

เพลงชุด The Planets นี้มี 7  ท่อน บรรยายถึงดาวเคราะห์เท่าที่ค้นพบในช่วงที่ประพันธ์ โดยเรียงลำดับท่อนดังนี้  ดาวอังคาร (Mars) ดาวศุกร์ (Venus) ดาวพุธ (Mercury) ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) ดาวเสาร์ (Saturn) ดาวยูเรนัส (Uranus)  ดาวเนปจูน (Neptune)  ส่วนดาวโลกแม้จะเป็นดาวเคราะห์แต่ก็ไม่มีการบรรยายไว้  เพราะว่าความมุ่งหมายของการประพันธ์เพลงชุดนี้เป็นเรื่องการบรรยายดาวเคราะห์ในเชิงโหราศาสตร์ (astrological character)  ซึ่งไม่จัดให้โลกเป็นตัวแทนในเชิงโหราศาสตร์นั่นเอง  เพราะว่าวิชาโหราศาสตร์เป็นเรื่องการศึกษาการโคจรของดาวเคราะห์ที่เห็นบนท้องฟ้า โดยเชื่อว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตคน   แต่เนื่องจากคนยืนอยู่บนโลกมองขึ้นไปบนท้องฟ้า  เราไม่ได้เห็นโลกโคจรไปบนท้องฟ้าเลย

คำแนะนำในการฟังเพลงชุดนี้สำหรับคนทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับเพลงคลาสสิกขนาดยาว (เพลงชุดนี้ยาวประมาณ  45 นาที) การฟังรวดเดียวอาจเป็นเรื่องเกินสมาธิและความอดทน   หากฝืนทนฟังจนจบก็จะบอกว่าฟังไม่รู้เรื่องอะไรเลย  จับได้แต่ว่ามีดนตรีบรรเลงไปเรื่อย ๆ  นั่นคือปฏิกิริยาตอนฟังจบของคนทั่วไปที่ไม่ได้นิยมฟังเพลงคลาสสิกมาก่อน   ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลย  ยิ่งถ้าฟังเป็นครั้งแรกโดยไม่ได้รับการแนะนำมาก่อน  ก็จะจับเนื้อหาของเพลงไม่ได้  แต่หากได้รับ คำแนะนำบ้างก็จะพอจับเนื้อหาของเพลงได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าพอฟังครั้งแรกแล้วจะนิยมชมชอบเลยก็คงไม่เป็นอย่างนั้น  เพราะคนจะนิยมเพลงใด ๆ จะต้องได้ฟังบ่อย ๆ  จนจำทำนองเด่น ๆ ได้ (แต่บางเพลงอาจชอบโดยยังจำทำนองไม่ได้ก็มี แต่พอฟังไปแล้วก็จะค่อย ๆ จำได้ดีขึ้น) และจะเข้าใจอารมณ์เพลงได้ดีขึ้น  และเมื่อนั้นก็จะชอบมากขึ้น และเชื่อหรือไม่หากเราเริ่มติดใจบางทำนอง  เราจะอยากฟังบ่อย ๆ เหมือนการฟังเพลงประเภทอื่นนั่นเอง  สำหรับการฟังเพลงชุดนี้แนะนำให้ฟังเพียงแค่ครั้งละท่อนให้เข้าใจและคุ้นเคยดี   แล้วค่อยฟังท่อนต่อ ๆ ไป  และท้ายสุดก้าวไปฟังรวดเดียวทั้งชุดเลย 
 
ในการฟังเพลงคลาสสิกเราต้องรู้ก่อนว่าคนแต่งเขาต้องการบอกหรือนำเสนออะไรให้เราฟัง  เราจะไปเรียกร้องเอาตามใจเราไม่ได้ เราต้องรู้ก่อนว่าแนวเพลงของเขาเป็นอย่างไรซึ่งก็รู้ได้จากการอ่านคำแนะนำนั่นเอง (ที่จริงแค่ชื่อประเภทเพลงก็พอบอกได้ว่ามันพังยากหรือง่าย)  อย่างในยุคก่อนจะอธิบายเพลงไว้ที่ประวัติของเพลงบนปกแผ่นเสียง แผ่นซีดี หรือตลับเทป สำหรับยุคนี้ยิ่งง่ายมากเพราะแค่ google  ชื่อเพลงก็จะมีอธิบายไว้เยอะแยะ  หากเราไม่อยากฟังเพลงแบบนี้ก็อย่าเสียเวลาฟัง  เพราะต่อให้เขาแต่งดีอย่างไรในงานแบบของเขา เราก็จะไม่มีวันชอบหรือเข้าถึงเพลงแบบนั้น ๆ  เวลาฟังเพลงพวกนี้เราต้องพร้อมจะฟัง  หากไม่พร้อมก็ไม่ต้องเสียเวลา เพราะมันต้องใช้สมาธิในการฟังถึงจะรู้เรื่อง หากไม่มีความตั้งใจฟังก็จะฟังไม่รู้เรื่องได้ยินแค่เสียงดนตรีเท่านั้น
 
ในการแนะนำเพลงชุดนี้ จะแนะนำทีละท่อนและจะนำวีดีโอมาให้ฟังหลายวงเพื่อเปรียบเทียบกัน  พอนำเสนอครบทุกท่อนแล้วจึงจะเอาเพลงเต็มมาใส่ไว้ในส่วนท้ายอีกครั้งหนึ่ง  สำหรับคนที่รู้จักเพลงชุดนี้ดีแล้ว  หรือใครที่อยากฟังทั้งหมดทันทีก็ให้เลื่อนไปฟังได้จากหลายวงด้านท้ายสุด (ตรงหัวข้อลิ้งค์ฟังเพลงทั้งชุด)
 
อนึ่ง  เพลงชุดนี้จะมีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งซึ่งจะไม่ค่อยคุ้นเคยกัน  แต่ในเพลงชุดนี้ มีบทบาทให้ได้ยินพอควร  เครื่องดนตรีนี้คือ  celesta เซเลสตา ถ้าเป็นภาษาฝรั่งเศสเขียนว่า celeste
เซแลส(เตอ) ออกเสียงเตอเบา ๆ

เครื่องดนตรีนี้จะคล้ายกับเปียโนขนาดเล็กจะให้เสียงกรุ๊งกริ๋งฟังไพเราะดีซึ่งเขาเปรียบกันว่าเป็นเสียงสวรรค์ heavenly ในเพลงชุดนี้จะได้ยินเครื่องดนตรีนี้บ่อยครั้งแต่จะไม่ดังมาก  เพราะว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงเล็ก ๆ จะได้ยินได้ดีในตอนที่ดนตรีไม่ดังมาก

ตัวอย่างเสียง celesta ในเพลง  Sugar Plum Fairy Dance จากบัลเล่ต์เรื่อง Nutcracker ของ ไชคอฟสกี้ Tchaikovsky 
 



ดูการเล่น celesta หรือ celeste




เนื้อหาแต่ละท่อน (movement)


1.ดาวอังคาร (Mars : Bringer of war บริงเง่อร์ ออฟ วอร์)

 
ดาวอังคารเทพเจ้าแห่งการสงคราม  นำมาซึ่งการสงคราม ความรุนแรงความทุกข์ยาก เนื้อหาอารมณ์เพลงจึงต้องเป็นเรื่องความรุนแรงของสงคราม แนวเพลงมีเสียงดังจังหวะแบบมาร์ช เสียงกลองตีเป็น 5 จังหวะกระแทกกระทั้นคึกคักปลุกเร้าใจตลอดเพลง ผู้แต่งต้องการเปิดตัวด้วยเพลงที่กระตุ้นความรู้สึกปลุกเร้า  ถ้าอยากฟังแนวนี้ก็ให้เลือกฟังท่อน Mars ดาวอังคาร  และถ้าของคนอื่นเลือกเพลงอย่าง Ride of Valkyries ของว๊ากเน่อร์ (Richard Wagner)
 
เพลงท่อนนี้ได้มีการนำไปเป็นแนวทางในการแต่งเพลงประกอบหนังเรื่องสตาร์วอร์ โดยจอร์จลูกัส (George Lucas) ผู้อำนวยการสร้างบอกให้ John Williams ผู้แต่งให้เอาแนวเพลงของ The planets (แต่ไม่ได้ให้ลอกทำนอง)   เพลง Imperial march ของสตาร์วอร์ก็ยึดแนวทางของท่อนดาวอังคารนี่เอง  ขอให้ฟัง  imperial march ใน star war เปรียบเทียบกันดูจะเห็นว่าเอาจังหวะจาก Mars นี่เอง  และยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่นำแนวเพลงจากเพลงชุดนี้ไปใช้  โดยเฉพาะพวกหนังอวกาศ  หนังประเภทอื่นก็มีอีก นำไปใช้ในเพลงโฆษณาก็มี
 

เพลง Imperial march จากหนัง Star War ที่ใช้จังหวะจากเพลงดาวอังคาร






วีดีโอเพลงดาวอังคาร

















2.  ดาวศุกร์ Venus (bringer of peace)

 
ดาวศุกร์เทพแห่งความงามผู้นำมาซึ่งสันติภาพ  ความสงบสุข    เพลงท่อนนี้ให้อารมณ์เพลงตรงข้ามกับท่อน Mars  คือมีจังหวะช้า เนิบนาบ  เอื่อย ๆ  อ่อนโยนนุ่มนวล  ไม่มีจังหวะกระแทกกระทั้นเลย ทำนองก็แนวเยือกเย็นออกหวาน ๆ ฟังแล้วจะให้ความสงบทางจิตใจ  คนทั่วไปฟังแล้วอาจบอกว่าง่วงนอน  ก็นั่นแหละใช่เลยมันนำมาซึ่งความสงบสุขผ่อนคลายให้คนฟังนั่นเอง ยามใดถ้าอยากทำใจให้สงบก็ฟังท่อนนี้เลย    ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่าเวลาฟังเพลงพวกนี้เราอย่าเอาความต้องการของตัวเองเป็นหลัก แต่ให้ยึดว่าคนแต่งต้องการบอกหรือสื่ออารมณ์เพลงไปทางไหน  และก็ให้เราอินไปกับที่เขาต้องการอย่าไปฝืน เพราะถ้าเราฝืนก็จะเกิด conflict  ขัดแย้งในใจกลายเป็นไม่ถูกใจเพราะมันจะไม่เป็นแบบที่เราต้องการ    คือคนทั่วไปมักชอบเพลงทำนองเพราะ ๆ  ง่าย  ๆ ไม่ซับซ้อน   หรือชอบพวกมีจังหวะสนุกสนาน  แต่คนแต่งเขาไม่เน้นไปทางนั้นเลย หากเราไม่ชอบแนวนี้ก็ไม่ต้องฟัง  ก็ให้หาฟังตามแบบที่เราต้องการแทน  ซึ่งเพลงคลาสสิกก็มีหลายแนวหลากหลายอารมณ์เพลงให้เลือกเยอะไป
 

วีดีโอเพลง














วีดีโอฟังทั้งเพลงติดต่อกัน
















เนื่องจากคำอธิบายและมีวีดีโอมากทำให้เนื้อหาเกินที่จะใส่ไว้ในตอนเดียวได้  จึงแบ่งออกเป็นตอน ๆ




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2564   
Last Update : 15 ตุลาคม 2564 5:42:25 น.   
Counter : 508 Pageviews.  

เพลง William Tell Overture



ผู้ประพันธ์ Gioachino Rossini (Italian) คนอิตาลีออกเสียงว่า จวก(อา)คีโนะ(โน่) โรสซินี (ฟังการออกเสียงตามลิ้งค์ล่าง)
https://www.youtube.com/watch?v=muAnlt51a6A
https://forvo.com/word/gioacchino_rossini/
 
อ่านเรื่องย่อโอเปร่า วิลเลี่ยม แทล ได้ที่นี่
https://en.wikipedia.org/wiki/William_Tell_(opera)
 
เพลง William Tell Overture (วิลเลี่ยม แทล โอเวอเช่อร์ บางครั้งก็ออกเสียงว่าโอเวอร์ชัว) เป็นเพลงโหมโรงจากโอเปร่าเรื่อง วิลเลี่ยม แทล  เพลงนี้ถ้าออกเสียงเป็นอังกฤษจะออกเสียงว่าแทล  https://www.youtube.com/watch?v=xjDqRcLbpuM   (ไม่ใช่ออกเสียงว่า “เทล” อย่างที่คนไทยมักออกเสียงกัน และถ้าออกเสียงเป็นภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาที่ใช้แต่งโอเปร่าเรื่องนี้จะอ่านว่า กีโยม(เมอ) แตล) Guillaume Tell   เพลงนี้เป็นเพลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเพลงหนึ่งในบรรดาเพลงโหมโรง  มีการนำทำนองส่วนหนึ่งไปใส่ไว้ในเพลงคลาสสิกอื่นก็มีด้วย เช่น ตอนท้ายของมูฟเม้นท์ที่หนึ่งของซิมโฟนีหมายเลข 15 ประพันธ์โดย Dmitri Shostakovich และ Johann Strauss Sr. นำไปใช้กับ William Tell Galop (Op. 29b)  และมีการนำไปใช้ในภาพยนตร์ซีรีย์  การ์ตูน  ใช้เป็นเพลงประกอบโฆษณา และดัดแปลงไปใช้ในวงแตร (brass band)  เป็นเพลงที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยมาก  แต่ที่ได้ยินนั้นเป็นการตัดมาจากส่วนท้ายเพลงซึ่งมีความยาวสองนาทีเศษ   เป็นส่วนที่เรียกว่า "March Of The Swiss Soldiers," ที่มีท่วงทำนองตื่นเต้นเร้าใจเหมือนการควบม้าเข้าชาร์จ 
 
รายละเอียดการบรรเลงเพลง
หมายเหตุ – การบรรยายการบรรเลงว่าช่วงเวลาไหนบรรยายอะไรนั้น ใช้กับวีดีโอแรกนี้เท่านั้น


 
เพลงนี้ยาวประมาณ 12 นาที เป็นการวาดภาพผ่านทางเสียงดนตรีบรรยายถึงวิถีชีวิตผู้คนในเทือกเขาสวิสแอลป์ สถานที่ตามเนื้อเรื่องในโอเปร่าเรื่องนี้ การบรรเลงจะบรรเลงติดต่อกันไปโดยไม่มีการหยุด  แต่ตามรูปแบบโครงสร้างเนื้อหาและอารมณ์ของเพลง  สามารถแบ่งออกเป็นสี่ส่วนได้อย่างชัดเจน

 

  1. Prelude: Dawn รุ่งเช้า
 
         เพลงจะเริ่มช้า ๆ ด้วยเดี่ยวเชลโล่ (cello) เสียงต่ำเบา ๆ ในช่วงต้น  ๆ แล้วก็จะมีเชลโล่อีก 5 ตัว ตามมาและจะมีเสียงดับเบิลเบส (double bass) สอดแทรกบ้าง อารมณ์เพลงจะ
หม่น ๆ ไม่สดใสเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ในเนื้อเรื่องของโอเปร่าจะเป็นยามเช้าที่ชาวบ้านกำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองการแต่งงาน) ทำนองจะเอื่อย ๆ โดยเชลโล่กับเบส(ดับเบิลเบส) เป็นหลักเรื่อยไป จะมีการรัวกลองทิมปานี เบา ๆ ตอน 1: 15 และในช่วงท้ายของส่วนนี้ตอน 2:13 จะมีการรัวกลองทิมปานี timpani เบา ๆ เป็นเหมือนเสียงฟ้าคำรามอยู่ไกล ๆ เป็นการบอกเตือนว่าจะมีพายุ  และเป็นเตรียมนำไปสู่ช่วงที่สองที่บรรยายถึงพายุ เพราะตามเนื้อเรื่องจะมีพายุในช่วงต่อไปตอนลงเรือข้ามทะเลสาบ Lucerne  ซึ่งในเชิงการประพันธ์เพลงที่มีเนื้อหาหลายอย่างการจะเปลี่ยนช่วงทำนองอารมณ์เพลงก็อาจจะมีตัวเชื่อมต่อให้เข้ากันได้ราบรื่นด้วย

 
  1. ช่วงบรรยายพายุ (storm)
         พอบรรเลงมาถึง 2.46 ก็จะเข้าช่วงพายุ  กลุ่มเครื่องสาย(strings) ก็จะเริ่มทำเสียงหวีดหวิวเลียนแบบเสียงลมพายุพัดมา ตอนแรกก็จะเบา ๆ และจะดังขึ้น ๆ แบบพายุโหมกระหน่ำ     เต็มที่ในตอน ราว 3: 45 – ซึ่งช่วงนี้เครื่องดนตรีทุกชิ้นจะเล่นพร้อมกัน (tutti) ดังมากจะบรรยายพายุนานพอควรแล้วจะค่อย ๆ เบาลง ๆ(ตั้งแต่ช่วง 5: 0) เพราะพายุสงบลง  เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ส่วนที่สามเป็นการบรรยายเกี่ยวกับคนเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้า
 
  1. การบรรยายเกี่ยวกับคนเลี้ยงสัตว์ Ranz des Vaches or Kuhreihen  or "Call to the Cows"
 
       จะมีเสียงขลุ่ย(เขาสัตว์ horn ในชีวิตจริง) เรียกวัวในท้องทุ่งเป็นหลัก  ซึ่งเป็นช่วงที่อ่อนหวานไพเราะเพราะพริ้งที่สุดของเพลง ซึ่งจะเริ่มได้ยินเสียงฟลูตนำไปก่อนในช่วง 5:24 – ช่วงนี้เครื่องดนตรีที่จะเป็นตัวเดินทำนองที่สำคัญมากคือ คอร์อังเกลส์ (cor anglais หรือ English horn) เล่นสลับโต้ตอบกันไปมากับฟลูต(flute)  โดยคอร์อังเกลส์ cors anglais จะบรรเลงทำนองหลักตอน 5 : 45  (จะเห็นคนเป่าชัด ๆ ตอน 5:50 คอร์อังเกลส์จะมีสีดำเหมือนคลาริเน็ตกับโอโบแต่ต่างกันตรงส่วนก้านที่ใช้ปากเป่า(mouthpiece)จะโค้งไม่ตรง) โดยมีฟลูตบรรเลงสอดแทรกสลับกันไป  มาการบรรเลงจะค่อยลง ๆ แล้วในทันใดนั้นเอง (ช่วง 8:20) ก็จะเข้าสู่ส่วนสุดท้าย
 
 
       4. การบรรยายส่วนท้าย  Finale: March of the Swiss Soldiers 

          เป็นช่วงจบเป็นตอนที่กองกำลังชาวสวิสเดินทางมาช่วยชาวบ้านต่อสู้กับทหารออสเตรียที่ปกครองสวิสอยู่ในขณะนั้น  เพลงช่วงนี้คนนิยมฟังกันมากที่สุดเพราะที่มีท่วงทำนอง จังหวะและการบรรเลงอึกทึกครึกโครมตื่นเต้นดุเดือดเร้าใจสุด ๆ ฟังดูเหมือนการควบม้าเข้าชาร์จต่อสู้กันฟังแล้วมันสะใจที่สุด
 
          การฟังเพลงนี้ไม่ควรเน้นฟังเฉพาะส่วนท้าย  แต่ควรตั้งใจฟังทั้งเพลงเพื่อเป็นการให้คุ้นการฟังดนตรีที่บรรยายเรื่องราวโดยผ่านทางเสียงดนตรี  ซึ่งเพลงคลาสสิกส่วนหนึ่งจะเป็นเพลงแบบนี้ คือมีเนื้อหาเป็นเรื่องเป็นราว  หรือบรรยายเหตุการณ์หรือสิ่งที่ประทับใจให้เราคิดไปถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยมีเสียงดนตรีนำให้เราคิดไปถึงสิ่งนั้น ๆ   ซึ่งศัพท์ทางดนตรีเรียกดนตรีแบบนี้ว่าเป็นโปรแกรมมิวสิก (program music :  music that is intended to evoke images or convey the impression of events)
https://en.wikipedia.org/wiki/William_Tell_Overture.














 

Create Date : 10 มิถุนายน 2562   
Last Update : 31 ธันวาคม 2564 14:12:10 น.   
Counter : 5986 Pageviews.  

เพลง In the Steppes of Central Asia และเพลง Fingal's Cave Overture



1.เพลง In the Steppes of Central Asia ประพันธ์โดย  Alexander Borodin (โบโรดิน)


เพลงยอดนิยมของ Alexander Borodin (โบโรดินนักแต่งเพลงคลาสสิกชาวรัสเซีย) มีหลายเพลง เช่น เพลง  Polovtsian dances จากอุปรากรเรื่อง Prince Igor เพลงก็ตามลิ้งค์นี้


https://www.youtube.com/watch?v=YabEfOQRG3U


กับ movement ที่สาม (ท่อน Nocturne จากเพลง string quartet หมายเลข 2 ตามลิ้งค์นี้ 

https://www.youtube.com/watch?v=VQ3p7caVb0g

https://www.youtube.com/watch?v=ce-FlDz5sIQ

และลิ้งค์นี้บรรเลงด้วยวงออร์เคสตรา
https://www.youtube.com/watch?v=uTtyBJTstVk


สำหรับเพลงฮิตอีกเพลงหนึ่งของเขาที่จะแนะนำให้ฟังในตอนนี้ เป็นเพลงประเภทบรรยาย  symphonic poem   ( A symphonic poem or tone poem is a piece of orchestral music, usually in a single continuous movement, which illustrates or evokes the content of a poem, short story, novel, painting, landscape, or other(non-musical) source.)
ชื่อว่าIn the Steppes of Central Asia ยาวประมาณ 8 นาที เป็นเพลงที่ไพเราะยอดนิยมเพลงหนึ่งของเขา เพลงนี้บรรยายถึงทุ่งหญ้าสเตปป์ในเอเชียกลาง อารมณ์เพลงก็ออกสงบไปทางอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ของทุ่งหญ้านั่นเอง  เนื้อหาเพลงแบ่งย่อยเป็นสามทำนอง ทำนองหลักเริ่มแต่แรกเลยจะเป็นตัวแทนชาวรัสเซียทำนองนี้จะวนกลับมาเรื่อย ๆ ต่อไปก็เป็นทำนองของการเดินทาง(ฟังเสียงฝีเท้าอูฐแบบเคาะเป็นจังหวะ) และทำนองที่สามเป็นทำนองเด่นรองลงมาเป็นเพลงตัวแทนของเอเชียตะวันออก ให้ดูทำนองสามทำนองนี้เรียงตามแถวโน้ตที่เอามาให้ดู  แถวแรกคือทำนองหลัก แถวสองเป็นเสียงฝีเท้าอูฐ ส่วนแถวสามก็เป็นทำนองรองลงมาเพื่อเป็น contrast เป็นแนวดนตรีทางเอเชียตะวันออก

ทำนองทั้งหมดจะวนเวียนสลับกันไป และจะเปลี่ยนเครื่องดนตรีเล่นสลับกันไปด้วยเป็นปกติของการบรรเลงด้วยวงออร์เคสตราเพื่อสีสัน และจะเล่นพร้อมกัน (tutti)  ตรงที่ดังสุดตอน3: 16 (เวลาในลิ้งค์แรก)เพลงนี้ฟังแค่สามจบก็จำทำนองหลักได้แล้ว  

ลิ้งค์แรก

ที่เอาลิ้งค์แรกนี้เอามาเพราะมีภาพประกอบที่เข้ากับเพลงดีมาก ทำนองแรกเป็นตัวแทนชาวรัสเซียก็เริ่มต้นเพลงเลย ทำนองสอง (ตรง 0: 50)  ซึ่งคือจังหวะการเดินของอูฐเสียงเหมือนเคาะกึกกักก็ตรงอูฐเดินกันนั่นแหละ ส่วนทำนองสามตรง 1:15 บรรเลงด้วยอิงลิชฮอร์น(หรือcor anglais)

ลิ้งค์สองเห็นนักดนตรี

ลิ้งค์สามเห็นนักดนตรี



2. เพลง Fingal's Cave Overture ประพันธ์โดย Felix Mendelssohn

(ฟิงเกิ้ลเคฟ โอเวอเชอร์ หรือโอเวอร์ชัวร์) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า The Hebrides Overture (เฮบริดีสโอเวอร์เชอร์)(เยอรมันเรียกว่า"Die Hebriden')  ประพันธ์โดย เฟลิกซ์ เมนเดลโซห์น Felix Mendelssohn (Jakob Ludwig Felix Mendelssohn Bartholdy) เพลงนี้เป็นเพลงยอดนิยมเพลงหนึ่งของเมนเดลโซห์น เป็นการบรรยายเกี่ยวกับถ้ำ Fingal's  Cave ซึ่งอยู่ติดทะเลในเกาะ Staffa ทางด้านตะวันตกของสกอตแลนด์  เนื้อหาของเพลงเป็นการบรรยายความงามของถ้ำกับเสียงคลื่นในทะเลที่ถาโถมซัดถ้ำที่เป็นหินบาซอลท์มีลักษณะแปลกตา ทำนองหลักเริ่มต้นเป็นตัวแทนถ้ำต่อมาเป็นทำนองคลื่น ซึ่งการบรรเลงก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไปและมีการ นำทำนองหลักทำนองรองมาสร้างสรรค์เพิ่มเติมเปลี่ยนคีย์ และการ orchestration ให้มีสีสัน ไม่จำเจ  ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการแต่งเพลงคลาสสิก  เพลงนี้เป็น Overture ที่มีชื่อเสียงมากนิยมฟังทั่วโลก เป็น concert overture คือเป็น overture บรรเลงโดดๆ ไม่ใช่เป็น overture ที่ใช้เป็นเพลงโหมโรงประกอบการแสดงโอเปร่าแต่อย่างใด มีความยาวประมาณ 10 นาที ช้าเร็วแล้วแต่วาทยกร

ลิ้งค์ 1 มีวีดีโอเกี่ยวกับถ้ำประกอบดนตรี (ถ้ำเริ่มตรง 0: 25)


ลิ้งค์2  นี้เห็นเฉพาะนักดนตรีบรรเลง



ลิ่้งค์ 3

วีดีโอตามลิ้งค์ นี้ก็คือเกาะ Staffa ที่ตั้งถ้ำ Fingal’s Cave นั่นเอง บางช่วงมีเสียงทะเลด้วย




 

Create Date : 04 กันยายน 2560   
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2560 5:53:32 น.   
Counter : 1331 Pageviews.  

1  2  3  

my contributions
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 143 คน [?]




ขอแจ้งให้ผู้อ่านทราบว่า บทความต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ในบล็อกทั้งหมดได้เขียนไว้นานแล้วและผู้เขียนไม่มีเวลาตรวจสอบแก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้้น เนื้ออหาและข้อมูลบางเรื่องจึงอาจไม่ตรงกับปัจจุบัน และเจ้าของบล็อกจะ go the way of all flesh soon จึงได้แจ้งให้ทางเว็บ bloggang ลบชื่อออกแล้ว แต่เขาบอกว่าทำด้วยวิธีนี้ไม่ได้ ให้ทำโดยเปลี่ยนบล็อกที่เขียนไว้ให้เป็น private แล้วคนอื่นจะอ่านไม่ได้หากไม่รู้ password ของบล็อกนั้น ๆ แต่หากจะอ่านจริง ๆ โดยไม่คำนึ่งถึงการไม่ได้อัพเดท พาสเวิร์ดใส่ไว้ในไปรไฟล์ต้องกดไปดู
[Add my contributions's blog to your web]