ธรรมะและสมาธิ
ขอให้มีจิตเบิกบาน ในการอ่านธรรมะบันเทิง และวางมันลง เพราะเป็นเรื่องที่รู้เฉพาะตน
สมุดทักทาย นิยายธรรมะ ถามมา-ตอบไป บทสวดมนต์ คำนำก่อนอ่าน
ความศักดิ์ของพระคาถาชินบัญชร คัมภีร์หมื่นโลกธาตุ
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2551
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
28 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 
ถามมา-ตอบไป หน้า 1




ใครมีคำถามหรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องธรรมะ
คุยกับอ้อง(ชัชวาล)โดยตรงได้ที่นี่ครับ
หน้านี้ ถามมา-ตอบไป หน้าที่ 1






Create Date : 28 มิถุนายน 2551
Last Update : 9 สิงหาคม 2551 14:19:36 น. 34 comments
Counter : 672 Pageviews.

 
คำว่า ไกลจากกิเลส ตัดกิเลส หมดกิเลส ขอให้พิจารณาด้วย

เพราะเป็นโวหาร เป็นอุปมา อุปมัย เปรียบเทียบ

กิเลส ตัณหา เกิดมาจาก ทุกข์ล้วนๆ ในเบื้องต้น

จิตแรกเริ่มหนีทุกข์ เพราะเหตุจากไม่รู้ จึงสร้างสภาวะสัมพันธ์กับโลก

วิญญานทั้ง5จึงปรากฏ และยึดเอาเป็นอัตตาตัวตน


เรามาศึกษาธรรม มาเรียนรู้ทุกข์สัจจะ จิตมันทุกข์ล้วนๆก็เพราะมีกิเลสห่อหุ้มจิตอยู่

เราจึงมาศึกษาความจริงของกาย และจิตเสียใหม่ ด้วยการอบรม

ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ คือ สติ

สติในทางโลกคือ การกำหนด จดจ่อ เพ่งงาน

สติในทางธรรมคือ การระลึกรู้เพราะจิตจดจำสภาวะได้ บ่อยมากขึ้น

เราจึงเรียกการอบรมสติ อบรมจาก สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชณงค์(องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ความจริง)

เมื่อมีมหาสติ รู้ถูก สัมมาสมาธิจะมีกำลังเกิดขึ้นพร้อมกับมหาสติ

ที่เห็นรูปนามเกิดดับ ต่อเนื่องเนืองๆ จิตที่ตั้งมั่นจะเห็นความจริงในอารมณ์ที่ถูกรู้

การถอดถอนจะเริ่มจากรูปนามที่เริ่มเห็นบ่อยๆ และเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นความน่ากลัว

ที่คนเรียกว่าญานขั้นต่างๆ ญานคือความรู้แจ้งในสภาวะ

ถามว่าญานที่เกิดขึ้นมาจากอะไร

เกิดมาจากการอบรม ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ดีพอแล้ว และรวมกำลัง

วิ่งเข้าหาจิตที่เหนือโลกสมมุติ 2-3 ขณะ เห็นตอนไหน

เห็นตอนอินทรีย์สะสมมาสมบูรณื แก่รอบ จึงเข้าไปทำลาย ขันธ์5ที่ยึดมั่น

โดยละสักกายทิฐิ คือเห็นว่า กายนี้ ใจ นี้ ไม่ใช่ตัวตน ในเบื้องต้นและท้ายสุดคือละอวิชชา

ดังนั้นที่ขอให้พิจารณา คำว่า หมดกิเลส ห่างไกลจากกิเลส ตัดกิเลส ด้วยหน่อยนึง

เพราะจิตที่เสรีเป็นไท ไม่มีกิเลสผูกมัดได้นั้น เพราะจิตมันเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นความจริง

และทำลายเสียอาสวะกิเลสที่ห่อหุ้มจิต จิตเห็นความจริงของกิเลส ไม่หยิบฉวย ไม่หวนตะกอน

พระอริยเจ้าทั้งหลายมีวิหารเครื่องอยู่ คือ ไม่หวั่นไหว ไม่คล้อยตามกิเลส กิเลสนั้นมีอยู่

เพราะกายยังมีเซลปราสาทรับรู้ แต่ ไม่หวั่นไหว ไม่คล้อยตาม ไม่หยิบฉวย เพราะมันจืด มันไร้สาระ

ด้วยเพราะเหตุจากการฝึก ศีล สมาธิ ปัญญาที่อบรมมาดีแล้วนั่นเอง


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 118.175.210.51 วันที่: 28 มิถุนายน 2551 เวลา:19:58:01 น.  

 
คุณคนผ่านทาง

ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนามา ณ ที่นี้นะครับ ที่ส่งสิ่งอันเป็นมงคลมาให้อ้องบูชานะครับ

ความเป็นมนุษย์ของพวกเรามันประกอบไปด้วยธาตุหนักเช่นมหาภูตรูปทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมรวมกันและก็ปลวนแปรไปตลอดเวลาและก็ต้องอาศัยอิงแอบกันเพื่อให้ปวงธาตุสมานสามัคคีกนอย่างเป็นกลางเสมอ

ธาตุใดธาตุหนึ่งจะมีปริมาณมากกว่าก็ไม่ได้มิฉนั้นอาการก็จะปรากฏเกิดขึ้นนั้นคือ ไม่สบาย หนักหน่อยก็ ม่องเท่งแหะๆ

การมองเราต้องตาที่เป็นก้อนธาตุมองและก็ต้องไปผ่านสมองที่เป็นก้อนธาตุชนิดนึงบ่งบอกรายละเอียดออกมา จึงทำให้การมองแตกต่างจากการมองด้วยสภาวะจิตล้วนๆไม่ได้ จิตที่ทิ้งกายลงกายไม่มีอำนาจกดข่มจิตให้ซัดส่าย เมื่อจิตรวมตัวแต่ละขณะจึงประกอบไปด้วยกำลัง

สสารและพลังงานเป็นสิ่งที่สลับกันไปกันมา พลังงานที่รวมกันเมื่อมีปริมาณมากย่อมส่งผลให้มีอำนาจมาก จิตก็เช่นกัน เพราะจิตก็เป็นธรรมชาติชนิดนึง เป็นธาตุรู้ชนิดนึง แต่เมื่อจิตมาอาศัยถ้ำโพลงของกายจึงโดนสภาวะมหาภูตรูป๔กดข่มจิตจึงไร้กำลัง เพราะกายมีแต่สภาวะทุกข์บีบคั้นอยู่เสมอ จึงทำให้จิตซัดส่ายอยู่ตลอดเวลา


เมื่อเรามองพระธาตุ เราจึงมองไม่เห็นอะไรเลยเพราะเราเอาตาเนื้อที่เป็นธาตุ๔ดู เราทำได้แค่นำพระธาตุไปลอยน้ำ ซึ้งถ้าไม่จมก็ใช่ แต่จริงๆแล้ว เม็ดกรวดเม็ดทรายบางชนิดก็ไม่จมเช่นกัน เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก

ปวงเทพไม่ได้มองพระธาตุที่ตาเนื้อ แต่เห็นไปถึงรัศมีสีสรรที่เปล่งประกายออกมาจากพระธาตุแต่ละองค์ สว่างเรืองรองและผ่องใส ตาของเทพจะเห็นอย่างละเอียดและชัดเจน เพราะเทพปราศจากมหาภูตรูปทั้ง๔ครอบคลุม ท่านจึงเห็นมิติซ้อนและรัศมี สีสรร ที่แผ่ออกมา ตามปัญญาบารมีของ พระธาตุแต่ละองค์

เทพจะชอบอารักษ์ในพระธาตุ เพราะเป็นสิ่งมงคล เป็นสิ่งที่สมควรบูชาอันเป็นเยี่ยงอย่างและเจริญลอยตาม เป็นสิ่งที่มนุษย์และเทพเทวดาบูชาแลกราบไหว้ประกอบไปด้วยความเลื่อมใสแลศรัทธา เมื่อสิ่งนี้ประกอบไปด้วยมงคล ย่อมอันเป็นธรรมดาที่ปวงเทพ

ย่อมสถิตย์อยู่ใกล้ไปไหนไปด้วย เพราะมนุษย์ที่บูชาในองค์พระธาตุ ต้องประกอบไปด้วยบุญแลบารมี ประกอบไปด้วยศีลแลศรัทธาอยู่เสมอ ปวงพระธาตุจึงไม่หายไปไหนแลเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ผู้ใดบูชาพระธาตุจึงประกอบไปด้วยปวงเทพที่อารักษ์มาร่วมสร้างบารมีด้วยกัน ยามเมื่อเราบูชาและแผ่เมตตา แลแผ่อุทิศในกุศล ย่อมปราบปลื้มในจิตเสมอกัน

เพทย่อมทราบเสมอก่อนว่าพระธาตุจะไปอยู่กับใครล่วงหน้าอันเป็นบุญแลกุศลของผู้ครอบครองท่านจะมาอนุโมทนาก่อนเป็นอันมากล่วงหน้า ถ้ารับรู้สึกจะเกิดความชื่นใจเย็นใจแบบประหลาดอย่างบอกไม่ถูก แต่บางครั้งก็จะเห็นท่านมากันอย่างมากเลยทีเดียวแล้วแต่บุญของแต่ละท่านครับ

ส่วนสีสรรและวรรณะอ้องไม่ทราบครับ จะขอบูชาท่านไปก่อน มีอะไรจะมาเล่าให้ฟังทีหลังครับ

ด้วยความขอบพระคุณเป็นอันยิ่ง สาธุคุณ คนผ่านทาง


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 118.175.210.51 วันที่: 28 มิถุนายน 2551 เวลา:20:20:45 น.  

 
การแสดงธรรมของหลวงปู่เทส ท่อนนี้ ใช้ได้ทั้งชีวิต

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ขั้นอบรมสติยังไม่ถึงปัญญาวิปัสสนา สติที่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว พระไตรลักษณญาณจะเกิดขึ้นเอง รวมเรียกว่าขันธ์5
ลงสู่พระไตรลักษณ์โดยอัตโนมัติ

ยามที่พิจารณาไม่ชัด อย่าได้ท้อแท้ ท้อถอย แต่ให้เข้าใจว่าที่ไม่ชัด เพราะสติ สมาธิเราอ่อนไป ให้ปล่อยวางการพิจารณานั้นเสีย แล้วให้มาอบรม สติ สมาธิให้มีกำลังมากขึ้น อย่าอยากให้รู้ชัดโดยลืมนึกไปถึงสติ-สมาธิของตน


ทางเดียวที่จะถอนอุปทานเสียได้มีแต่พิจารณาในขันธ์5 เมื่ออำนาจสติมีกำลังเพียงพอ อุปทานก็ปล่อยวางแล้วทุกข์จะมาจากไหน

วิปัสสนาต้องพิจารณาลงที่ขันธ์5 เมื่อเกิดก็เกิดจากธาตุ4 แตกสลายก็ลงที่ธาตุ4 กลับไปกลับมาตามสภาพของมันเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่มีตัวตนเค้าเรา หาแก่นสาระอันใดไม่ได้
ที่คิดว่ามีเพราะไปยึดสมมุติ แท้ที่จริงมันหาได้มีความรู้สึกต่อการไปยึดถือของเราก็หาไม่

อนัตตา มิใช่ของไม่มีตัวไม่มีตน มีอยู่ แต่เป็นของไม่มีสาระต่างหาก เมื่อผู้พิจารณาเห็นจนไม่มีสาระ
แล้วปล่อยอัตตา ให้มันเป็นอัตตาไปตามสภาพของมัน เราจึงเรียกว่า วิปัสสนา

สติที่เกิดขึ้น ที่กลัวต่ออารมณ์ต่างๆนั้น จะต้องเห็นเป็นโทษเป็นทุกข์ เมื่อฝึกมากเข้า สติจะไม่แข็ง ไม่หย่อนจนส่งออกไปข้างนอก สติ สมาธิ ปัญญา สมดุลย์กันโดยอัตโนมัติ ปัญญาย่อมเกิด คือ
ไม่ว่าจะเห็น จะรู้ อะไรทางอายตนะทั้ง6 พระไตรลักษณ์จะเกิดขึ้นพร้อมทั้ง3

คำว่าสติสมบูรณ์ สติที่สมบูรณ์จะไม่ต้องควบคุม รักษา แต่มันจะมีสติพอดีกับอารมณ์ ที่จะมาปรากฏขึ้นที่จิต
แล้วรู้เท่าทันเพราะเหตุมาจาการที่เราได้อบรมมาดีแล้ว ไม่มีส่งจิตออกนอกไปจากอารมณ์ที่ปรากฏขึ้น
จิตนั้นรู้แล้วก็วางเฉย บางทีก็เกิดสังเวชในเรื่องนั้นๆ เราไม่ต้องเอาสติไปควบคุมจิต

สติกับจิตมันได้สัดส่วนกันมันคุมกันเอง นี่เรียกว่า สติสมบูรณ์

กิเลสที่แท้จริงคือ อารมณ์ที่ทำให้จิตเศร้าหมอง บ่อเกิดกิเลสคือ อายตนะ6

คำว่าผู้หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายนั้น คือใจไม่เข้าไปยึดเอาอารมณ์ทั้งหลายที่เป็นเครื่องเศร้าหมองมาห่อหุ้มจิตใจของผู้นั้น
ความหมายนั้นชัดเจนอยู่
ท่านไม่ได้พูดว่ากิเลสมันหมดสิ้นไป ไม่มีเหลือเหมือนไฟไหม้ฟาง

กิเลสมันก็เป็นกิเลสตามสภาพของมันอยู่อย่างนั้น
คำว่าผู้ไกลจากกิเลสทั้งปวง นั้นเป็นโวหาร สำนวน เพราะกิเลสมันเกิดมาจากอายตนะ
อายตนะก็มีอยู่ที่ตัวเรา
แท้จริงแล้ว คือ ไม่ยึดเอากิเลสมาไว้ให้เศร้าหมองแก่ใจด้วยอำนาจของสติ-สมาธิ-ปัญญา
ที่ได้อบรมมาไว้ด้วยดีนั่นเอง

ขันธ์5เป็นที่ตั้งของความยึดถือ อุปาทานที่เกิดทุกข์ก็เพราะยึดในตัวขันธ์5
ส่วนที่ไม่ทุกข์ก็เพราะไม่ไปยึดขันธ์5จึงไม่ทุกข์


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 118.175.210.51 วันที่: 28 มิถุนายน 2551 เวลา:20:54:53 น.  

 
สิ่งสำคัญที่สุดคือ จิตทำไมถูกห่อหุ้มด้วยอาสวะและจะทำลายสิ่งห่อหุ้มด้วยวิธีไหนมากกว่า

อาสวะ แปลว่า เครื่องหมักดอง หมายถึง กิเลสที่หมักดองอยู่ในขันธสันดาน

ทำให้สัตว์หลงใหลมัวเมาอยู่ในสังสารวัฏฎ์ ไม่สร่างซา

อาสวะมี ๔ อย่าง คือ

๑. กามาสวะ


ความยินดีพอใจในกามภพและในกามคุณอารมณ์ทั้ง ๕ อันเป็น




วัตถุกามและกิเลสกาม ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘

๒. ภวาสวะ


ความยินดีพอใจในรูปภพ อรูปภพ คือ ความเกิดในรูปภูมิ




อรูปภูมิ หรือ ความยินดีพอใจในรูปฌาน อรูปฌาน ได้แก่




โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔

๓. ทิฏฐาสวะ


ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ใน




ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๔. อวิชชาสวะ


ความหลงความไม่รู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง คือไม่รู้ใน




ธรรม ๘ ประการมีอริยสัจ ๔ เป็นต้น ได้แก่ โมหเจตสิก




ที่ในอกุศลจิต ๑๒

แต่เมื่อกล่าวโดยองค์ธรรมปรมัตถ์แล้ว มี ๓ อย่าง คือ โลภเจตสิก ทิฏฐเจตสิก และ โมหเจตสิก

จิต เจตสิก รูป นิพพาน

เราจะทำลายของหมักดองต้องเห็นโทษ จะทำอย่างไรจึงละเสียอุปทานแห่งปวงขันธ์

มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ที่อบรมมาดีแล้วเท่านั้น

สติบริบูรณ์ เสมอกับ จิต ที่อารมณ์ที่ถูกรู้

มีแต่รู้ความจริง เห็นความจริง

หยาบ ละเอียด ดี ชั่ว เป็นของโลก อัตตาปล่อยให้มันเป็นของโลก

จิตเห็นจิตเป็นมรรค ผลคือ นิโรธ

พบผู้รู้ทำลายผู้รู้ คลายเสียซึ้งตัณหาอุปทานด้วยใจเป็นกลางถึงที่สุด

เหนือโลกเหนือธรรม ไร้จุด ไร้ลักษณะ ไร้ช่องว่าง ไร้กาลเวลา


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 118.175.210.51 วันที่: 30 มิถุนายน 2551 เวลา:16:27:46 น.  

 
ค้นหาตัวตนที่แท้จริง

ถ้าเรามองความว่าง ในความว่างก็มีจุด มีตำแหน่ง มีลักษณะ

เวลาเรามองบ่อน้ำ เราเห็นความจริงของบ่อว่า มันใส แต่ด้านล่างมีตระกอน


ค้นหาตัวตน ค้นหาโลก ค้นหาสรรพสิ่ง มองแค่สิ่งใกล้ตัวแค่นั้น ลองอ่านแบบพิจารณาดู


เริ่มต้นที่สร้างบ่อน้ำ เหมือนเราสร้างโลกมาใบนึง สร้างจุด ตำแหน่ง ลักษณะของบ่อ และช่องว่าง

โลกแรกเดิมทีไม่มีจิตปรากฏ บ่อน้ำเริ่มแรกก็ปราศจากน้ำเช่นกัน

เมื่อโลกมีความสมบูรณ์พร้อมของสารอินทรีย์ ก๊าซต่างๆ อุณภูมิที่เหมาะสม
โลกสร้างกรดเคมีแห่งสารตั้งต้นชีวิต ต่อมาพัฒนามาเป็นจิตในเบื้องต้นคือ ประภัสสร ไม่มีอะไรอยู่ภายใน
มีแต่ความสะอาด เป็นกลาง เที่ยงธรรม ผ่องใส ตรงนี้ทำไม จิตเบื้องต้นไม่เป็น จิตของพระอริยบุคคลหรอกหรือ
เพราะไม่มีอัตตา ไม่มีขันธ์อยู่

สิ่งนี้หละก็คือ การย้อนทวนเข้าหาจิตเดิมแท้ ที่เวลานั้นปราศจากปัญญา เพราะเหมือนเด็กที่พึ่งคลอด
และไปสัมพันธ์กับโลกเพราะไม่รู้จึงหนีทุกข์และสร้างวิญญานทั้ง5ขึ้นมา

เปรียบเทียบกับบ่อน้ำก็เช่นกัน

บ่อน้ำที่สร้า้งขึ้นเดิมทีน้ำไม่ปรากฏ แต่ต่อมาก็เพราะธรรมชาติฝนได้ตกลงไปสะสมทีละเล็กละน้อย
จนบ่อได้เกิดการสะสมจนมีน้ำอยู่มากมาย จิตก็เช่นกัน ใสเหมือนน้ำในบ่อ แต่เพราะน้ำทีี่ตกลงมา
สะสมฝุ่นผงเล็กๆทีละหยดจนท้ายสุด ก้นบ่อก็จะเริ่มเห็นตะกอน

จิตเดิมทีใสมาก แต่เพราะไม่รู้ตัวเองไปสะสมทีละขณะ ก็เหมือนน้ำในบ่อ มันก็ไม่รู้เลยว่า
น้ำแต่ละหยดมีฝุ่นตะกอนอยู่ด้วย จนบ่อมีแต่ตะกอนสะสมเต็มไปหมดก็ไม่รู้สึกซะแล้ว

จิตที่มีกิเลสคือสิ่งเศร้าหมองก็คือ ตะกอนของน้ำดีๆนี่เองที่กวนตัวเองอยู่ทั้งวันจึงมองเข้ามาหาความจริงไม่ได้

เพราะน้ำมันขุ่น ไม่เห็นความใสสะอาด จิตทีมีีกิเลสนำมีความเศร้าหมองอยู่ภายในก็เช่นกัน
จึงยากจะเห็นซึ่งตัวตนแท้ดั้งเดิม

ทำไมจึงมาดูที่จิตที่ใจ ก็เพราะมันเริ่มมาจากที่นี่ เหตุมันมาจากที่นี่คือไม่รู้ จึงต้องทำให้มันรู้

จึงเรียกว่าการพัฒนาจิตใหม่ กรรมใหม่ อดีตกรรมเก่า จิตที่สะสมมองไม่เห็นกิเลสเพราะปราศจากสติ

แต่กรรมใหม่ ณ ปัจจุบัน จิตที่สะสมเริ่มอบรมสติให้ระลึกได้ว่า
จิตที่เท่าทันกิเลส เห็นความจริง เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัย ที่เป็นกรรมใหม่นั้นจะเกิดคำว่า สั้นลง

คำว่าสั้นลงก็เพราะเกิดการวางใจเป็นกลาง ไม่ปรุงแต่ง ไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลิน

เริ่มเข้าสู่การคลายออก อุปทาน เพราะเห็นความจริง
ว่ากิเลสก็ปล่อยมัน ตะกอนก็ปล่อยมัน โลกก็ปล่อยมัน บ่อน้ำก็ปล่อยมัน หลังจากสิ้นจากกายขันธ์ น้ำก็ละเหยกลายเป็นสภาวะไม่ติดโลก ไม่กลั่นตัว ไม่เป็นไอ ไม่ก้าวลงมาที่บ่ออีก เพราะเห็นแล้วด้วย

ศีล สมาธิ ปัญญา ที่อบรมมาด้วยสติที่บริบูรณ์ คือมหาสตินั่นเอง

เริ่มต้นไม่รู้จึงหลงอวิชชาพาลโง่
สะสมกรรมใหม่สร้างสติจึงเห็น
พ้นทุกข์พ้นขันธ์อย่างที่เป็น
อาสวะทำลายสิ้นจบกิจพรหมจรรย์

สติในทางโลกคือ การสั่งงาน การกำหนด การบังคับ เป็นไปตามอำนาจของกิเลสชักพาไป

สติในทางธรรมคือ การะลึกขึ้นได้ เพราะจิตจดจำสภาวะจนเริ่มชิน
จิตเป็นผู้รู้ คิด นึก เจตสิกปรุงแต่ง ส่วนสติคือ ระลึกได้ที่รู้ คิด นึก ปรุงแต่ง

สติสมบูรณ์คือ จิต กระทบอารมณ์ สติระลึกรู้เกิด พร้อมกันทั้งสาม

เมื่ออบรมสติแจ่มชัด ยามที่พิจารณา สติ สมาธิ ที่มีกำลังย่อมเห็นชัดในพระไตรลักษณ์ญาน


เราไม่สามารถย้อนเวลาไปสู่อดีตทั้งหมดแห่งกาลเวลาที่ผ่านมาได้ว่า

ตัวตนที่แท้จริงเรามาจากไหน เรารู้แต่ว่าเราผุดขึ้นมาในชาติ ณ ปัจจุบันนี้

สิ่งหนึ่งคือความไม่เข้าใจ ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาทำไม ใครเป็นผู้สร้าง ใครเป็นผู้กำหนด

เริ่มต้นมาจากไหน ในทางวิทยาศาสตร์มักจะหัวเราะศาสนาว่า เพี๊ยนหรือเปล่า ก็สมองนี่หละคือตัวสั่งงาน

จิตก็คือเซลปราสาท ที่ส่งสัญญานเหมือนไฟฟ้าสถิตย์วิ่งไปตามส่วนต่างๆอย่างรวดเร็ว และแปรค่าออกมาเป็น

ความรู้สึกผ่านสมองอีักทีนึง ในเรื่องแมททริก เวลาที่กินเนื้อ้วัว ใครกินกันแน่

เซลที่เบียดเบียนกันและกัน หรือไฟฟ้าสถิตย์ที่แปรสภาพพลังงานมาจากความคิดความทรงจำ

เราจึงควรศึกษาวิทยาศาสตร์ในมุมลึกและมองทุกสรรพสิ่งแบบเป็นกลางและมองกลับมาหา

ใจแท้ๆของเรา ค้นเข้ามาที่กายที่ใจ ค้นลงไปถึงตัวตนที่แท้จริง ว่ามีหรือไม่ มาจากไหน

ทำไมจึงถูกโลกครอบงำ ทำไมจึงไปสร้างสัมพันธ์กับโลก
เมื่อไม่รู้จึงถูกครอบงำ เมื่อรู้ความจริง

จะเอาโลกมาไว้ในอุปทานอีกหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่เราไม่ทราบคือ นิพพานคืออะไรกันแน่ แต่เราก็ปรารถนา

ที่จะเดินทางไปหาความจริงโดยการค้นคว้าศึกษา ซึ่งมีอยู่แค่ทางเดียวคือ อริยสัจ4 ธรรมอันเที่ยงแท้

เรามองศาสนาแค่สอนเรื่องนรกสวรรค์ก็จบแต่เบื้องต้น เพราะจริงๆแล้ว นรกสวรรค์ มีการกล่าวมาอย่างยาวนาน

ตั้งแต่ศาสนาพุทธจะถือกำเนิดด้วยซ้ำ พระพุทธองค์ไม่ได้สอน สวรรค์นรก ให้กลัว ให้ยึด ท่านแสดงแค่ว่า

คุณทำเช่นนี้จึงไปที่นั้น เพราะจิตของคุณเองอันมาจากการกระทำที่สะสม
ท่านสอนให้ก้าวข้ามโอฆะทั้งหลายด้วยการ ไม่ติดสุข และยึดต่างหาก

อดทนและเดินไปแบบถูกทาง หนทางที่ยาวไกลย่อมสั้นลงแน่นอนครับ

อ่านด้วยการพิจารณาด้วยครับ

อ้องจ๊ะ


โดย: อ้องเขาค้อ (อ้องเขาค้อ ) วันที่: 22 กรกฎาคม 2551 เวลา:9:54:37 น.  

 
ข้อคิดชวนพิจารณา

จิตเริ่มแรกปราศจากอาสวะกิเลสแน่นอน น้ำฝนที่สะสมฝุ่นทีละหยด จนเต็มบ่อ
ก็เหมือนกับจิตที่สะสมแบบสืบทอดเผ่าพันธ์ กิเลสที่สะสม นานวันก็หลอมรวมเป็นรูปร่าง

ตรงนี้พิจารณาด้วยครับ

น้ำนานวันก็เริ่มเห็นตะกอนอยู่ที่ก้น จิตนานวันก็สร้างอัตตามีอาสวะครอบ

พระพุทธองค์เปรียบอาสวะคือ เครื่องหมักดอง
ตะกอนของน้ำในบ่อก็คือสิ่งสะสมจนเห็นเป็นตะกอนเต็มไปหมดเช่นกัน

คราวนี้อ้องย้อนถาม

จิตแรกเริ่มที่ผ่องใส เที่ยงธรรม เป็นกลาง ทำไมไม่ใช่จิตแห่งพระอรหันต์ เพราะไม่มีอาสวะครอบงำ

นั้นก็เพราะจิตแรกเริ่มไม่รู้ หนีทุกข์ ไม่มีปัญญา และไปสัมพันธ์กับโลก

คราวนี้อ้องอ่านที่หลวงปู่เทสก์สอนมา

อาสวะที่ถูกถอนออกไปแล้ว จิตนั้นมีปัญญาเห็นความจริงแล้ว อวิชชาไม่สามารถครอบงำได้อีก

จิตชนิดนี้เสรี เป็นไท เห็นกิเลสนั้นมีอยู่ เห็นอัตตามีอยู่ เห็นอนัตตามีอยู่

แต่ปล่อยวางมันลง เพราะปราศจากอุปทานในขันธ์

ศีล สมาธิ ปัญญาที่อบรมมาดีแล้วเท่านั้น มหากริยาจิต สักแต่รู้ อัตตาก็ปล่อยมันอย่างนั้น

โลกก็ปล่อยมันอย่างนั้น เพราะเห็นว่ามันจืด มันไร้สาระ

อ้องขอย้อนไปที่จิตแรกเริ่ม

ถ้าพระอรหันต์ท่านทำลายอาสวะ แต่ไม่มีปัญญาเห็นกิเลส ก็ไม่ต่างกับจิตแรกเริ่มไม่นานก็ต้องหลงเข้าไปใหม่

การที่หลวงปู่สอนนั้นท่านเน้นที่ว่า

ศีล สมาธิ ปัญญาที่อบรมมาดีแล้ว ก็คือมหาสติคือ การระลึกรู้สภาวะของธรรมชาติ

แต่ก่อนไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้แล้ว อาสวะหมดแล้ว ปัญญาเห็นความจริงมีแล้วว่า

สรรพสิ่งทั้งหลาย มันก็เป็นไปตามสภาวะของมันแท้ๆ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ กับไป
สิ่งที่เรากอดมานานนับอเนกชาติมหาศาลนั้น

มันไร้สาระสิ้นดี มันพอแล้ว มันจืดสนิทแล้ว ใจไม่เอาอีกต่อไปแล้ว

กิเลสก็ปล่อยมันเรื่องของมันไม่หยิบยาพิษชนิดนี้มาอีก มันร้อน มันทุกข์ เมื่อรู้ทุกข์ รู้เหตุ ก็ทำลายเมื่อพบก็ทิ้ง

ธรรมเเห่งพระอริยเจ้านั้น บางครั้งถ้าศึกษาและพิจารณา ก็มีธรรมแฝงนัยยะที่ลึกซึ้งอยู่ในคำสอนของท่านทั้งนั้น

อ้องมาเปรียบเทียบ จิตแรกเริ่มกับจิตแห่งพระอรหันต์ ต่างกันแบบสิ้นเชิง คือไม่รู้กับรู้

ส่วนอาสวะของจิตแรกเริ่ม เริ่มแรกก็ไม่มีตรงนี้พิจารณาความจริงคงเห็น

ทุกอย่างต้องเริ่มจากไม่มี แต่ไม่รู้ จึงหลง

เพราะหลงจึงทุกข์จึงค้นคว้าหาเหตุผล

พบผู้รู้เห็นเหตุทำลายตน

อาสวะหลุดพ้นเพระปัญญาทำลายภพ

ทะยานอยากมาหลายภพ ทุกข์สาหัสมาหลายชาติ

พระพุทธองค์ประกาศพระศาสนา

ผ่านอดีตหลายภพติดแต่กามา

เพียรเพ่งเพียรอยู่ภพทั้งหลายมาชั่วกัลป์

ไม่ติดดี ไม่ติดชั่ว มาเรียนรู้

รู้ทั้งดี รู้ทั้งชั่ว ไม่มัวหมอง

พบจิตในจิต เห็นเหตุจึงคลายปอง

อุปทานที่พัวพันทำลายลง

อ่านกลอนพาเพลินกันหน่อยนะครับ


โดย: อ้องเขาค้อ (อ้องเขาค้อ ) วันที่: 22 กรกฎาคม 2551 เวลา:9:55:57 น.  

 
อาจารย์บุญมีสอนว่า ระวังสัตตทิฎฐิ

คือ จิตเดิมแท้มัวหมองเพราะกิเลสจร มาทำให้บริสุทธิ์วิ่งเข้าหาจิตเดิม
ตรงนี้ผิดเลย เพราะถ้าเข้าหาจิตเดิมไม่นานก็จะหลงอีก เพราะจิตแรกเริ่มเป็นสภาวะผ่องแผ้วอิงกับธรรมชาติ
เมื่ออิงแบบไม่รู้จึงหลงและสร้างอัตตาเพราะผ่านเวลามานานแสนนาน

จนกิเลสหมักหมมกลายเป็นอาสวะครอบคลุุมจิต จิตนะไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
มันเป็นแค่ธรรมชาติชนิดหนึ่งที่อาศัยรูป ธรรมชาติที่รู้คิดก็คือ จิตนี่ละ

เพียงแต่มันไม่รู้มันหลงเข้าไปสัมพันธ์กับโลก ไปสร้างทวารวิญญานทั้ง6 ขึ้นมาสัมพันธ์กับโลก
จึงมีจุด ตำแหน่ง รูป ลักษณะ เช่นเดียวกับโลก เพราะจิตที่เป็นนามธรรม ไปยึด รูป

จิต เจตสิก รูป (สสารพลังงาน) ทำอย่างไรเราจะหยุด เจตสิก ทำอย่างไรเราจะทำลายรูป ทำลายขันธ์

มีวิธีเดียวคือ มหาสติ ที่สามารถทำลายอารมณ์วิปราสเสียได้

ด้วยการให้ผู้รู้คือ จิต เห็น จิต เห็นที่อารมณ์ ด้วย สติ

จิต สติ ตรงข้ามกัน คือ รู้ กับ ระลึกรู้ รู้ที่จุด สัมปยุต จุดกระทบที่อารมณ์วิปราส

จึงต้องอาศัย สมาธิ เพื่อให้จิตตั้งมั่น ที่อารมณ์เดียว จึงจะเกิด สัมมาทิฎฐิ

คือรู้ถูกของปฎิจสมุบบาททั้งมวล

หลวงปู่ดูลย์จึงใช้คำว่า จิตเห็นจิตเป็นมรรค มีผลเป็นนิโรธ

ดังนั้น จึงมีสอนอบรม ให้รู้จักสภาวะทั้งหลาย ซึ้งหนีไม่พ้นกายและจิต เพราะเป็นเหตุใกล้

แต่พวกเราทั้งหลายพอเริ่มต้นก็อยากนำ อยากทำสมาธิ อยากปฏิบัติวิปัสสนา

กิเลสนำ สมาธิจึงเกิดได้ยาก วิปัสสนาจึงมัวหมองแต่เริ่มทำ มีอย่างเดียวคือ

ไม่มุ่งหวังอนาคต ไม่สนใจอดีต ปล่อยกาย ปล่อยใจไปแบบธรรมชาติ แบบธรรมดาของมัน

ธรรมดาของมันคือ มันจะหยิบฉวยอะไร ดี ชั่ว บาป บุญ เราบังคับไม่ได้

เรามีหน้าที่รูุ้้สภาวะที่เกิดตามความจริง โดยไม่เข้าไปร่วมปรุงกับมัน

เพราะเรากำลังจะเรียนรู้ธรรมชาติความจริง แต่เรามักจะฝืนด้วยอยากนำ จึงเพ่ง จดจ่อ ตั้งท่า

เพราะห่วงเรื่องเวลากลัวเนิ่นช้าก็ยิ่งช้า ยิ่งปล่อยวางกายและใจ ไม่หวั่นไหว ไม่คล้อยตาม

สงบสยบทุกสรรพสิ่ง สมาธิที่มีศีลนำ สะอาดผ่องใสย่อมปรากฏ สมาธิภายในย่อมมีกำลัง

นี่คืออำนาจของสมาธิ นิ่มนวล อ่อนโยนเหมือนแตะเบรคเพื่อให้รถหยุดที่วิ่งมาเร็ว ค่อยๆแตะแบบนิ่มนวล

ไม่เหยียบจนหัวโก่งหน้าทิ่ม มีความสะอาด สงบราบเรียบเปรียบเหมือนสระน้ำใส ไร้ลม ไร้ละรอกคลื่น

ไร้ริ้วรอย ไม่กระด้าง ไม่ว้าวุ่น ไม่สับสน ไม่เร่าร้อน สมาธิที่รวมตัวจนพบใจที่สัมมาสมาธิ

เป็นกลาง เที่ยงธรรม บริสุทธิ์ สะอาด จึงปรากฏ และนำอำนาจชนิดนี้มาพิจารณา อารมณ์ที่เกิดขึ้น

จึงพิจารณาได้ชัดเจน มหากุศลจิตจึงเกิดในขณะที่ระลึกรู้ ซึ้่งสติที่เกิด เป็นสัมมาสตินั้น ศีล สมาธิ ปัญญา

ก็จะเกิดพร้อมในขณะนั้นด้วย ศีลจึงไม่ใช่เป็นกฏข้อบังคับ ศีลไม่มีคำว่าละเอียด ศีลแห่งอริยมรรคนั้นคือ

จิต อารมณ์ สติ เกิดพร้อมกัน ควบคุมกันเอง ศีล สมาธิ ปัญญาก็เกิดในขณะนั้น สติที่ระลึกรู้ในขณะนั้น

มีศีลอยู่ภายใน ศีลก็คือความสะอาด บริสุทธิ์ ไม่มัวหมอง ปราศจากกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่

ความหมายของศีลอยู่ที่นี่ ไม่ใช่อยู่ที่กฏ ระเบียบข้อบังคับ ศีล227 รวมอยู่ในศีลแห่งอริยมรรคที่ มหาสติก็แค่นั้น

เพราะระลึกรู้ได้ว่า จิตขณะนั้นปราศจากคำว่าเบียดเบียนอย่างแท้จริง

ด้วยกำลังของมหากุศลจิตที่เกิดขณะชั่วแวบรู้นั้น

อาจารย์บุญมีจึงสอนเสมอว่า

จิตเดิมไม่รู้จึงหลง สะสมจนอาสวะปรากฏ อัตตา

ศีล สมาธิ ปัญญา สะสมทำลายสิ้น เจตสิก รูปขันธ์ หมดสิ้นอุปทาน

สิ่งที่เราไม่รู้คือ จิตที่เป็นธรมชาติ ที่ปราศจากกิเลส ไม่ยึดรูป ยึดขันธ์เสียแล้ว

บรมสุขจะมีขนาดไหน เพราะรูปไม่เอาแล้วเห็นความจริง

จิตมีปัญญาแล้ว ไม่ใช่จิตเดิมแท้ที่อิงกับโลก

เมื่อพ้นขันธ์ ใจไม่มีโลก จุด ตำแหน่ง รูป ลักษณะ จึงหายไป

ไร้รูป ไร้ล่องลอย ไร้ตำแหน่ง ไร้ช่องว่าง ไร้กาลเวลา

เราจึงไม่มีวันรู้ว่า จิตที่มีปัญญาชนิดนี้จะหายไปไหน รู้เพียงแค่ว่า มันกลับคืนสู่ธรรมชาติแบบไม่หวนคืน

ชั่วกาลปสานต์



ข้อคิดนี้เป็นความเข้าใจส่วนตัวเพราะเหตุมาจากการอ่านข้อธรรมของครูอาจารย์ จึงเป็นความคิดเห็นของอ้อง

กรุณาอ่านด้วยการพิจารณา ผิดพลาดขออภัย ต่อท่านผู้รู้ มา ณ ที่นี้ครับ

อ้อง


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 125.25.213.96 วันที่: 23 กรกฎาคม 2551 เวลา:9:10:44 น.  

 
พี่อ้องค่ะ ขอถามถึงการนั่งสมาธิค่ะ
เวลานั่งสมาธิ ทำไมมันมีอาการหนักๆที่หัว และเหมือนมีอะไรวิ่งไปวิ่งมาในหูลงมาด้านข้างที่คอวิ่งขึ้นวิ่งลง จะออกก็ไม่ออก จะต้องทำอย่างไรค่ะ เพราะเวลานั่งจิตมันจะติดและตามอยู่แต่ตรงจุดนี้ ตามจนเหนื่อยเลยค่ะ พี่อ้องแนะนำหน่อยค่ะ (จะพิมพ์พี่ฮ้องอยู่เรื่อยเลย)
ขอบพระคุณมากค่ะ


โดย: สายไหม IP: 58.9.190.105 วันที่: 25 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:34:45 น.  

 
พี่อ้องค่ะ ขอถามถึงการนั่งสมาธิค่ะ
เวลานั่งสมาธิ ทำไมมันมีอาการหนักๆที่หัว และเหมือนมีอะไรวิ่งไปวิ่งมาในหูลงมาด้านข้างที่คอวิ่งขึ้นวิ่งลง จะออกก็ไม่ออก จะต้องทำอย่างไรค่ะ เพราะเวลานั่งจิตมันจะติดและตามอยู่แต่ตรงจุดนี้ ตามจนเหนื่อยเลยค่ะ พี่อ้องแนะนำหน่อยค่ะ (จะพิมพ์พี่ฮ้องอยู่เรื่อยเลย)
ขอบพระคุณมากค่ะ


โดย: สายไหม IP: 58.9.190.105 วันที่: 25 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:35:24 น.  

 
เวลาทำสมาธิบางครั้งอาจจะมีอาการของ

เหมือนแมลงเล็กๆวิ่งไปตามแขนขา
พอมองดูก็ไม่เห็น นั่งไปก็จะรู้สึกอีก

จริงๆแล้วตรงนี้ไม่ใช่อาการของสมาธิครับ
เพราะถ้ายิ่งใส่ใจ ก็จะรู้สึกคันบ้าง ยุบยิบบ้าง
ไหลไปไหลมาบ้าง มันจะเกิดหงุดหงิดรำคาญใจ

ให้ปล่อยกายไปตามธรรมดาของมัน
ไม่ใส่ใจ ไม่หวั่นไหว แต่ถ้ามันยุบยิบมากๆ ไม่หายก็หยุดนะครับ

เพราะสมาธิที่มีกังวล หใุดหงิดนั้น เข้าไม่ได้ ให้ออกจากสมาธิมาก่อน

ลูบในจุดที่มันยุบยิบนั้นถ้าเห็นว่ามันหายไป
ก็ค่อยหันกลับมาทำต่อ

สมาธิอาศัยสุขนำ สบายๆ นิ่งสงบ อยู่ในจุดที่ใส่ใจ อาศัยอิทธิบาท4เป็นกำลังจึงต้องพึงพอใจในงาน

คราวนี้งานสมาธิพอเข้าไปหน่อยก็คันยุบยิบ
ธาตุลมมันไหลไปไหลมา อยู่ในตำแหน่งนั้น

เหมือนแมลงมุม เหมือนมด ไต่ไปไต่มา

เมื่อจิตไม่ใส่ใจในอารมณ์ที่ดู ไปย้ายที่ดูตรงหงุดหงิด

นิวรณ์จึงเกิดและฟุ้งซ่านก็ตามมา

สมาธิจึงต้องราบเรียบ นิ่มนวล มีสติ ไม่แข็ง ไม่ซึมทื่อเหมือนคนนั่งหลับ หรือแช่กับความสงบแบบไม่รู้สึก

ก็จะกลายเป็นพรหมลูกฟักไป ไม่ได้ประโยชน์

คันเมื่อไหร่ใจมันรำคาญ ก็ออกมาลูบตรงบริเวณนั้น ดูซักพักไม่มีอาการก็นั่งต่อไป

สำคัญคือจะคอยไปจดจ่อ จ้องว่าจะมี จะมา มันก็จะมาเรื่อยๆ กายที่ไม่สงบระงับ กายไม่เบาลง กล้ามเนื้อไม่ผ่อนคลาย จิตก็ไม่ทิ้งกายง่ายๆ

โยคีสมัยก่อนจึงฝึกกาย ให้ทนต่อความลำบาก รู้จักการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และทนต่อ ทุกข์กาย

แต่เราแค่คัน เหมือนมันวิ่งไปมา พี่ก็เป็น
แต่ไม่ใส่ใจ ไม่จดจ่อตรงที่คัน สนใจงานที่ดูอยู่ เมื่อกายสงบระงับ

ลมจะเริ่มเบาลงอย่างละเอียด และเบาไปเรื่อยๆ ในขณะที่จิตก็รวมตัวอย่างมั่นคงเรื่อยๆ

เราจะเห็นว่าจติมันเริ่มมีกำลังอยู่ภายใน
กายหลับแต่จิตตื่นแบบมีสติ

ไม่จมแช่ ไม่ไหลลึกแบบไม่รู้ตัว จึงไม่เป็นมิจฉาสมาธิ

เมื่อพบใจ สัมมาสมาธิก็พร้อม คือเที่ยงธรรม เป็นกลาง สัมมาสติก็ืำหน้าที่

ในการเข้าไปรู้อารมณ์ด้วยการตั้งมั่น

สัมมาทิฎฐิจึงเกิดเพราะรู้ถูกในองค์ปฎิจสมุบบาททั้งมวล

ลองทำดูก่อนนะครับน้องสายไหม

ให้สังเกตุระหว่างวันที่เราตื่น มันก็มีนะ
แต่ทำไมจึงไม่ใส่ใจ ไม่หงุดหงิด

นั่นก็เพราะ เรามีกิเลส คือ อยากให้มันหายไป
ไม่อยากให้มี รำคาญ หงุดหงิด สิ่งเหล่านี้ละคือ กิเลาความเศร้าหมองกีดกั้นสมาธิ

ดังนั้นเราต้องแก้ไขหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง

กำลังมันเริ่มมีตอนทำกำลังเริ่มสงบ ถ้ามันมีอาการ ก็ลูบให้มันหาย ตอนลูบ
กำลังสมาธิยังไม่กระจายนะ เช่นเวลาพี่คันหน้ามากๆ

บางทีพี่ก็ลูบหน้าให้หายคันและเริ่มเข้าในจุดที่เรายัง
จดจำอารมณ์ที่ต่อเนื่องต่อไปได้

เหมือนเราดูวีดีโอ สนใจอยู่กับหนัง
พอมีคนมาเรียก หรือมีอะไรคันๆ เราก็กดหยุดเล่นชั่วคราวแล้ว
เราก็มาเกา และหันไปกดดูต่อ

เราเรียกว่าอารมณืต่อเนื่องยังไม่หาย
แต่ถ้าสมาธิเริ่มรวมและลึกเข้าไป

อาการเหล่านี้จะไม่ค่อยมี ถึงมีก็ไม่ใส่ใจ
เพราะจิตมันเริ่มทิ้งกายตั้งแต่ อุปจารสมาธิแล้ว

ที่จะมีอาการคือ เสียง เป็นหนามอยู่
และลมยังเป็นสุข ทุกข์อยู่ จึงต้องดับลมในท้ายสุด จึงถึงเอกัคคตาจิตได้ครับ

คงพอเข้าใจบ้างนะครับ อธิบายยาวเลย

อนุโมทนาในการฝึกกาย ฝึกใจด้วยครับ


โดย: อ้องเขาค้อ (อ้องเขาค้อ ) วันที่: 25 กรกฎาคม 2551 เวลา:17:03:25 น.  

 
ขอบพระคุณมากค่ะพี่อ้อง
อาการมันอยู่ข้างในหูและ..คือมันลูกโป่งอ่ะค่ะ พอไม่ไปใส่ใจกับมัน มันก็รู้สึกกระจายไปครึ่งซึกของใบหน้าและแตกโป๊ะ ๆ เหมือนฟองอากาศอย่างนั้นน่ะ่ค่ะ บางครั้งมันก็เหมือนหูอื้อเวลาขับรถขึ้นดอย หรือเวลาเครื่องบินบินขึ้นแต่มันจะรู้สึกหนัก ๆ ยิ่งกว่าหูอื้อเสียอีก มันหนักมากๆ เลย พยายามมาก บางครั้งก็คิดว่าลองสู้กับมันสักตั้งซิ เฮ้อ ! เหนื่อย ตั้งชั่งโมง ต้องยกธงขาว จนบางครั้งสายไหมคิดว่า อยากหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านใด ช่วยมาดึงออกไปให้หน่อยเถอะ มันทำให้การทำสมาธิไม่ไปไหนเลย
เมื่อก่อนสายไหมเคยปฏิบัติและรู้ว่าสมาธิเราก้าวไปเรื่อย ๆ เคยนั่งจนรู้สึกกายหายไปเลย เหมือนไม่มีตัวอยู่ แต่จิตยังอยู่สติยังอยู่ครบ จิตจะบอกเลยว่า เมื่อเราตายไป จะเป็นอย่างนี้ ไม่มีตัวไม่มีตน ในขณะนั้นก็มีอาการกลัวเกิดขึ้น กลัวจะไม่ได้กลับเข้าร่าง กลัว.........ผี น่ะ ก็เลยออกมา (ตอนนั้นฝีกเองไม่มีครูบาอาจารย์ อ่านเอาเองในหนังสือ) หลังจากนั้นก็ไปวัดบ้าง และก็ปฏิบัติตามที่ครูบาอาจารย์สอน และปฏิบัติจริงจัง จนมาถึงปัจจุบันมาติดอยู่อาการที่เป็นอยู่ และทุกวันนี้ก็ฟังของหลวงพ่อปราโมทย์ไปด้วยปฏิบัติไปด้วย
ขอบคุณพี่อ้องมากค่ะ สายไหมจะพยายามต่อไป มันจะต้องมีวิธีซิน่า ที่จะฝ่าฟันมันไปได้ใช่ไม๊ค่ะ
ขอให้พี่อ้องเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ
(พิมพ์หก ตก หล่น ขออภัยด้วยค่ะ)


โดย: สายไหม IP: 58.9.192.121 วันที่: 26 กรกฎาคม 2551 เวลา:17:01:06 น.  

 
เราจะเดินจงกรมเพื่ออะไรและเราจะนั่งสมาธิเพื่ออะไร

เดินเพื่อให้จิตจดจำสภาวะแห่งกายนี้ เพื่อให้เกิดการระลึกได้(สติ) ในอิริยาบทเดินมีอะไร
ที่เราควรรู้ มีรูปยืน รูปเหยียด คู้ ไหว ตึง หย่อน แข็ง อ่อน นุ่ม เย็น ร้อน

ทำไมเราจึงมาใส่ใจในอิริยาบท ก็เพราะว่า อิริยทในชีวิตประจำวัน หลงไปกับโลก

ธรรมทั้งหลายล้วนไหลมาจากเหตุ การขยับ การไหว ยิ้ม ล้วนมีเหตุ ถ้าคนตายไม่ต้องพูด
ไม่มีวันขยับ

การขยับเราไม่เห็นเหตุ จึงไม่เห็นทุกข์ เพราะมีกิเลสนำ

เราจึงมาฝึก มหาสติเพื่อให้ระลึกรู้ในอารมณ์ที่วิปราสนั้นเสีย

เราจึงเดินแบบ มีสติ เราอบรมสติ ให้จิตจดจำท่าเดิน ยิ่งต่อเนื่องมากขึ้นกำลังสมาธิก็ก่อเกิด

เมือ่เรามานั่งสมาธิ เรามานั่งเพื่ออะไร ถามตนเองด้วยเสมอ
ถ้าอยากนั่ง เพื่อเอาดี เพื่อเอาสุข เอาอภิญญา ก็เต็มไปด้วยกิเลส เป็นมิจฉาสมาธิเสีย

สมาธิและวิปัสสนาจึงควรเริ่มจาก การปล่อยกายและใจไปแบบธรรมชาติ

ไม่ใส่ใจในอนาคต ไม่อยากนำ ทำจิตให้ปล่อยไปแบบอิสร ทำกายให้ปลดปลอยไปแบบไม่ฝืน

สมาธิ และวิปัสสนาย่อมเจริญก้าวหน้า
สมาธิเป็นบาทฐานเพื่อให้มีกำลัง ทำให้จิตตั้งมั่นคง กิเลสนำไม่ได้เพราะมีความเศร้าหมอง
ในความอยากนำ เร่งทำ เร่งดู เร่งเพียร กายและใจจะเป็นอิสรได้อย่างไร

ศีลคือความสะอาด ความปกติของจิต เมื่อมีสติระลึกรู้สภาวะธรรม ที่ไหลมาต่อเนื่อง
จิตย่อมผ่องใส เพราะขณะที่ระลึกรู้ ศีล สมาธิ ปัญญา รวมอยู่ในมหากุศลจิตเช่นนั้นชั่วแวบรู้

สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ มหาสติ มาทำลายอารมณ์ที่วิปาราส เครื่องหมักดองอาสวะ ทำลายขันธ์
ที่จิตไปสร้างอุปทานในขันธ์ เมื่อไม่ยึดรูป ยึดขันธ์ จิตที่แหวกพ้นอาสวะทำลายสิ้น

ย่อมมีปัญญาเห็นความจริงของธรรมชาติที่ถูกต้อง และจะไม่มีวันย้อนคืน หวนกลับมาหลง
อวิชชาอีกต่อไป เพราะเห็นว่า ขันธ์นั้น เป็นเรื่องของโลก มันจืด มันไร้สาระ มันไม่ควรหยิบยกอีกต่อไป

เมื่อใจไม่มีโลก ก็ปราศจากจุด ตำแหน่ง รูป ลักษณะ ช่องว่าง กาลเวลา จิตซึ้งเป็นธรรมชาติรู้คิด จิตที่มีปัญญาแจ่มแจ้งแล้วนั้น

ย่อมปราศจากจุด ตำแหน่ง ช่องว่าง รูป ลักษณะ กาลเวลาอีกต่อไป

เมื่อ จิตพ้นจากขันธ์ จิตที่มีปัญญาตรัสรู้ความจริง เห็นอริยสัจ4 แจ่มแจ้งแล้ว
จึงไม่มีวันย้อนกลับคืน ภพชาติสิ้นแล้ว จบกิจพรหมจรรย์

จิตที่อิงกับรูป เมื่อ ไม่ยึดรูป ขันธ์ เราย่อมไม่มีวันทราบเลยว่า

จิตที่เสรีเป็นไท มีปัญญา เมื่อพ้นขันธ์เสียแล้วจะเป็นเช่นไร จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น

นิพพานบรมสุขอย่างยิ่ง

ก่อนจะเดินจึงควรถามใจตนเอง ว่าทำเพื่ออะไร สมาธิทำเพื่ออะไร วิปัสสนาทำเพื่ออะไร

สรุปง่ายและสั้น ทุกอย่างเราทำเพื่อ เอารู้ ไม่ได้เอาดี ปัดชั่ว เราจะมาเรียนรู้

เหตุใกล้ คือกายและจิตเสียใหม่ ด้วยการอบรมสติ ในเบื้องต้น

จงปลดปล่อยกายและใจ ให้เป็นอิสรแบบธรรมชาติ

ย่อมเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ประคอง รักษา ผู้รู้ให้เห็น ผู้รู้ ย่อมมีผลคือพ้นไป

คำอวยพร :- ฟังเท่าไหร่ อ่านเท่าไร ก็ไม่รู้ ทำเมื่อไหร่ จึงรู้
ไม่เข้าใจหาครูย่อมทราบ
ตัดอยากทั้งหลาย ปลดปล่อยกายใจแบบไม่ฝืน
เข้าสู่ธรรมชาติแห่งความจริงจึงเห็นจริง


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 125.25.236.117 วันที่: 29 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:00:58 น.  

 

อนุโมทนาคุณแมวจ๊ะ เมล็ดกรรม

เมื่อจิตมันอาศัยรูป ไปสร้างเมล็ดขึ้นมา ถามว่าดีไม๊ คงบอกว่าดีออก มีเมล็ดแล้ว

เมล็ดนี้มันส่งต่อสายพันธ์ รุ่นต่อรุ่น เราเรียกว่าภพ

และมันก็พัฒนาสายพันธ์ตัวมันเองเสมอ ในสภาวะของสิ่งแวดล้อม

เมื่อพบแปลงนาไหน ดินดี มันก็เพาะพันธ์แบบ ละเอียด หอมระมุน หวาน ชื่นใจ

เมื่อพบแปลงนาไหน ที่แห้งแล้งกันดาล มันก็ฝ่อ เหี่ยวแห้ง หยาบกระด้าง

แปลงนามี 31 แปลง(ภพภูม) มันไปเยือนมาตลอด

อยู่ที่มันจะตกหล่นไปแปลงใด(จุติ)และไปงอกใหม่ในแปลงไหน(ปฏิสนธิ)

เมล็ดพันธ์เมล็ดแรก กับเมล็ดในปัจจุบัน หาใช่อันเดียวกันไม่(จิตดวงเก่าส่งได้แค่เชื้อและก็ดับไป)

เพียงแต่เมล็ดในปัจจุบัน มันสะสมเชื้อ(บุญบาป)(อดีตกรรม) ตั้งแต่เมล็ดแรกมาจนถึงปัจจุบัน

และแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง เมล็ดพันธ์ ได้ไปตกในนาแปลงที่ดีที่สุดแปลงหนึ่ง(พบพระธรรม)

คือการทำลายเมล็ด(ศีล สมาธิ ปัญญา)

เมล็ดพันธ์ชนิดนี้เริ่มสะสมเชื้อสายพันธ์ที่แปลกที่สุดแบบไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกใบนี้

คือ ทำลายตัวเอง เพื่อความสมบูรณ์


มันเริ่มส่งต่อเชื้ออันเป็นเผ่าพันธ์ ไว้ที่เมล็ดต่อๆมา (อินทรีย์5)

แต่ก่อนเวลามันออกผล เปลือกของมันมีแต่ขรุขระ หยาบกระด้าง ดำด่าง(อกุศล)

แต่เชื้อที่ส่งต่อ เพื่อการทำลายแก่นเมล็ด

ได้ส่งผลไปที่เปลือกภายนอกที่หุ้มอยู่

เปลือกภายนอกเริ่ม สะอาด ผิวอ่อนนุ่ม ไร้ริ้วลอย (ศีลคือความสะอาดของจิต เป็นความปกติของจิต)

แมลงร้ายต่างๆที่แต่ก่อนมักจะฝากฝังไข่ เพื่อเจาะทำลายผลให้พินาศ

กลับถูกสารปกป้องแมลง(นิวรณ์ภัยร้ายกาจที่สุดที่ทำลายมนุษญ์ชาติ)ป้องกันเปลือกเอาไว้ได้(สมาธิ)

และแล้ว เนื้อที่ห่อหุ้มเมล็ด ก็ส่งกำลังห่อหุ้มเมล็ดเอาไว้

เนื้อยิ่งละเอียด เมล็ดก็ยิ่งละเอียดตามเนื้อ

เนื้อเมล็ดเปรียบเสมือนสมาธิที่มีกำลัง สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิ มีสัมมาสติ ย่อมก็เกิด วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น


เมล็ดที่ยึดเมล็ดมาตลอดมานานแสนนาน

กำลังทำลายเชื้อส่งต่ออย่างค่อยเป็นค่อยไป(อุปทาน)

อ้องขอเปรียบเมล็ดฝรั่ง เห็นง่ายดี :11:

วันหนึ่งมันสะสมเชื้อส่งต่อในการทำลายตัวตน อัตตา ที่แก่นภายใน

เมล็ดที่นำมาปลูกในรุ่นถัดๆมาก็จะมีเชื้อสิ่งนั้นสะสมสมมาด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เปลือกที่สะอาด เนื้อที่หอมหวน

เมล็ดที่เริ่มน้อยลง(ค่อยเป็นค่อยไป)


สมัยหนึ่งอ้องเคยสังเกตุตอนกินฝรั่ง มันมีเมล็ดห่อหุ้มเป็นชั้นๆ

แกนนอกจะเมล็ดหยาบและใหญ่ แกนในเมล็ดจะละเอียดและเล็ก

ถ้าเปรียบอาสวะ เครื่องหมักดองแล้ว

เดิมทีเมล็ดฝรั่งมันคงเต็มไปทั้งลูกทีเดียว นั่นคืออาสวะในเบื้องต้นคือ

ยึดอัตตาตัวตน(สักกายทิฎฐิ)

เปลือกก็แข็งและหนาเนื้อก็หยาบแบบไม่อร่อยและไม่ได้เรื่อง(ไม่มีศีล)

ความไม่รู้และไปสัมพันธ์กับโลกคำว่าโลกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส(อวิชชาหลงโลก)

ทำให้มันพัฒนาสายพันธ์ส่งต่อเพื่อความอยู่รอด(อารมณ์วิปราส)

เมล็ดนานวันก็ห่อหุ้มเป็นชั้นๆ(อาสวะกิเลส)เต็มไปหมด

(เจตสิกปรุงแต่ง)เพราะมี รูป(สสารพลังงาน)(จิตอาศัยรูป)

เมล็ดในปัจจุบันที่สะสมเชื้อ ไม่ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่น มันก็ต้องดำรงค์เผ่าพันธ์สืบต่อไม่มีวันจบสิ้น(สันตติ)

เมล็ดเป็นรูป เป็นอนารามณัง ไม่สามารถรู้คิดได้

แต่ตัวมันเองกลับทำลายตัวมันเองเข้าสู่ความสมบูรณ์แบบไม่กลับมาได้ มันก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง

แล้วจิตละก็เป็นธรรมชาติรู้คิด อาศัยรูป ก็ย่อมทำลาย ตัวมันเอง ได้ที่ขันธ์เช่นกัน

เมล็ดไม่เอารูป จิตไม่เอาขันธ์

ท้ายสุด เมล็ดฝรั่งก็ไร้เมล็ด ไม่สามารถสืบเชื้อต่อได้อีก จบสิ้นเผ่าพันธ์

จิตก็เช่นกัน เมื่อไร้อุปทาน เห็นเหตุ เห็นทุกข์ เห็นความจริงของขันธ์ที่ตกอยู่ในอำนาจของ

พระไตรลักษณ์ จิตก็ย่อมคลายอุปทานในขัันธ์ทั้งปวงออกเสียได้ ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา

จิตย่อมไร้ภพ ชาติจึงไม่ปรากฏ

ลองถามซิว่า ฝรั่งไร้เมล็ดไปไหนถ้าไม่มีคนไปยุ่งกับมัน มันจะหายไปไหน ในเมื่อมันทำลายไปถึงแก่นของมันแล้ว

จิตก็เช่นกัน เพราะทำลายขันธ์ แก่นของมันคือ ยึดขันธ์ ทำลายที่ยึดเกาะแล้ว

จิตที่ไม่เอารูป ไม่เอาขันธ์ หลังจากสิ้นจากกายเนื้อ ภพไม่ปรากฏ

จิตที่เป็นธรรมชาติชนิดตรัสรู้แจ้งความจริงทั้งปวงแล้ว

เราจะมองเห็นได้อีกไม๊ เราจะรู้ไม๊ว่าไปไหน เพราะเอาแต่คิดจึงไม่รู้ แต่ก็ต้องอาศัยคิด :14:

วันนี้เล่นยาวเลยคุณแมว เมล็ดคำเดียวแท้ๆ แสดงธรรมได้ยาวเลย

ผิดพลาดขออภัยต่อท่านผู้รู้ด้วย โปรดอ่านด้วยการพิจารณา(ขอเอาไปลงที่กระทู้อ้องด้วยนะกั๊บ


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 125.25.208.189 วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:41:43 น.  

 
อดีตกรรมแห่งความเศร้า

มีน้องๆและเพื่อนๆหลายคนมักจะคุยกับอ้องเรื่อง สิ่งที่ผ่านมาในอดีต เราจะแก้ไขอย่างไร

อ้องก็เลยขอยกตัวอย่างของอ้องให้เข้าใจ เผื่อจะมองเห็นว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

ตั้งแต่เล็กจนโตของอ้อง ที่ผ่านมาทำชั่วมาไม่น้อย เรื่องชั่วๆนี่ มันชอบจำได้นะ

พอโตมาเรามาศึกษาธรรมะ ช่วงแรกติดดีเลย

คือเข้าใจว่า ไปวัด คือเอาดี ไปเอาศีล ทำทานเอาดี ทำสมาธิเอาดี มันดีไปหมดเลย

เข้าใจอย่างนี้จริงๆ แต่พอเจอ

หลวงพ่อ ปราโมทย์ ท่านพูดไม่กี่คำอ๋อเลย

"เราไม่ได้เอาดีนะ แต่เราเอา รู้"

คือเราถือศีล ก็เอารู้ ที่ว่า ศีลที่รักษาที่สติ นั้น ใจมันสะอาด ช่วงที่มีสติระลึกรู้ ที่เกิดขึ้นมาเองแบบธรรมชาติ

ไม่ได้จงใจเหมือนแต่ก่อน คือเข้าวัด จะไปถือศีล แล้วบอกตนเองเสมอว่า

สำเร็จแล้ว วันนี้ถือ อุโบสถ์ศีล ละเอียดเลย ไม่มีผิด พออ้องมองย้อนกลับไป โธ่ถัง

เราไปเล่นตามกฏหมดเลย ถือศีลก็มีกิเลส เพราะศีลที่แท้อยู่ที่ ใจ ไม่ได้อยู่ที่กฏข้อบังคับ

ศีล 227 ข้อ พระพุทธเจ้าบอกให้รักษาที่ใจ ข้อเดียว คือ ศีลแห่งอริยมรรค ศีลแห่งมหาสติ

ใจสะอาดมันรู้ที่ใจ เราไปจงใจ ไปบังคับเอง นี่แสดงว่า ศีลสะอาด อยู่ที่จิต มีสัมมาสติระลึกรู้

สมัยก่อนทำสมาธิ ก็ไปติดดี ติดสุข ติดสงบ แต่ออกจากสมาธิ ก็ยังทำชั่ว คิดชั่วได้อีก

นี่เอากำลังสมาธิมาใช้ไม่เป็นนะ ไม่ใช่หมายถึงสมาธิไม่ดี แต่ใช้ไม่เป็น

พอมาขึ้นวิปัสสนาก็ไปติดตั้งท่าอีก อยากทำ อยากดู สารพัดอยากเลย (กิเลสนำไม่รู้ตัว)

พระพุทธองค์ท่านฉลาดนะ ท่านดูว่า เราไปหลงกิเลส จะให้กิเลสนำไม่ได้ มีทางเดียวที่จะเลี่ยงอยากได้

คือ ระลึกรู้ขึ้นมาเองแบบธรรมชาติ ไม่มีการจงใจ บังคับ ตั้งท่า ท่านจึงสอนมรรค8 ทางเอก ทางสายกลาง มหาสติ

ไม่เพ่ง(สุดโต่ง) ไม่หลงคิด(อ่อนแรง) อ้องขอก้มกราบพระพุทธองค์ซักพันครั้ง

พอมาเข้าใจในพระธรรมในเบื้องต้นแล้ว มามองย้อนอดีตกรรมต่างๆ

นี่เราแก้ไขไม่ได้นะ และไปหยิบเอาอดีตกรรมมาสร้างความเศร้าหมองแก่ใจเราเสียอีก ไปหลงโมหะเข้าอีก

ทำอย่างไรละทีนี้

แต่ก่อนเคยสวดอ้อนวอน เคยขอร้อง สิ่งที่เราทำไม่ดีมา มันดูเหมือนคน ขี้แพ้ คนอ่อนแอนะ

มามองดูว่าความเข้มแข็งเราหายไปไหน กล้าทำก็กล้ารับนะ สู้กับมัน

สิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจก็คือ พระธรรมอันบริสุทธิ์นะ ที่เรามาเข้าใจ ได้เจอครูอาจารย์ที่ดีๆ

นี่เรามาเจอสิ่งที่เหนือคำว่า สุดยอดแห่งคำว่า สมบูรณ์แท้แล้ว

อดีตแก้ไขไม่ได้ แต่ปัจจุบันเราแก้ไขได้ เพราะอนาคต คำว่าพ้นไป การไม่กลับมา สร้างกรรมเวรต่างๆ

กำลังจะหมดไปด้วยมหาสติที่เราฝึกเดิน ฝึกอบรม

พอมองย้อนไปก็เลยไม่กลัวกรรมชั่วอีก แต่เอากรรมชั่วนี่ละมาเป็นสติ มาอบรมเวลามันเผลอคิด จิตมันเศร้าหมอง

เพราะว่าเรามาพัฒนาใจ ในขณะที่จิตมัน สะสม ทั้งดี ทั้งชั่ว เล่นจะเรียนรู้ดีอย่างเดียว

พอชั่วมา ก็ตกม้าตายพอดี(คนที่ติดดี มักระวังคิดชั่ว ทำชั่ว ยิ่งระวัง กลับไปสร้างกิเลสตัณหา เวลาคิดชั่วปรากฏ

ก็จะผลักใส ไล่ส่ง กดข่ม หนีความคิดชั่ว หันหน้าหนี โดยลืมไปว่า เราต้องเรียนรู้ เพราะจิตมันบังคับไม่ได้

จิตมันมีสะสม ดี ชั่ว มันย่อมไปคว้าเอามาแบบที่เราก็ห้ามไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาของมัน)

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในการฝึกอบรมสติ ไม่ได้มีคำว่าเก่ง แต่มีคำว่า ฉลาด

ปัจจุบัน เราจะไม่ก่อร่างสร้างกรรมชั่วอันใดอีกด้วยเจตนาก็พอใจแล้ว(คิดชั่วเรื่องของจิตห้ามไม่ได้)

อนาคตเราจะไม่เบียดเบียนใครอีก ทางเอก มรรค8 ที่เราฝึกอบรมอยู่

นี่ละคือทางแห่งการพ้นทุกข์ เมื่อพ้นไปก็ย่อมไม่หวนกลับมาสร้างเวรกรรมอีกต่อไป

แต่ก่อนทำกรรมไม่กลัวกรรม ไม่กลัวนรก แต่ตอนนี้มันรู้ ทั้งกลัวนรกและกลัวกรรม

พ้นนรก พ้นกรรม ไม่ต้องแก้ ไม่ต้องติดสินบนเจ้ากรรมนายเวร ไม่ต้องสวดอ้อนวอน

มันจะลงนรกกี่ครั้งก็เรื่องของมัน เจ้ากรรมนายเวรจะล้างผลาญกี่ครั้งก็เรื่องของเค้า

แต่ทางเดินข้างหน้าเราสะอาดเป็นพอ

กรรมแก้ได้แค่อโหสิ ไปนรกอยู่ดีถ้าเศร้าหมองมาหา มาพัฒนาจิตแก้ได้คือไม่พัวพันอีรุงตุงนัง


โดย: อ้องเขาค้อ (อ้องเขาค้อ ) วันที่: 1 สิงหาคม 2551 เวลา:12:27:28 น.  

 
:02: คนทำบุญทำบาปเหมือนกันแท้ๆ แต่เวลาเสวยผลบุญและบาป

กับแตกต่างกัน ราวฟ้ากับดิน ตรงนี้อยู่ที่ปริมาณของจิตที่สะสมครับ จิตเกิดดับแค่ภายในวินาที ก็มีปริมาณมหาศาลแล้ว

เอาแค่หลอกไฟภายในบ้านเราเห็นมาสว่าง แต่จริงๆมันกระพิบถี่ยิบ 1 วินาทีต่อ 47 ครั้ง เราจึงเห็นมันสว่างจ้าตลอดครับ

แต่จิต1 วินาที เกิดดับ ถี่ยิบ มากมหาศาล

จิตที่ไปเวยกรรมจึงต้องใช้เวลา มากในวงของจิตหยาบ และละเอียด คือ ภพ ทั้งหมด

กายมนุษย์มีระยะเวลา ตามศีลรักษา ตามระบบสุริยะ ชมพูทวีป มีระยะตอนนี้ 75ปี

สัตว์แล้วแต่จำพวก แล้วแต่ขนาด การเบียดเบียนโดยการฆ่าสัตว์ จึงเท่ากับทำลายอายุขัยของตน ในภายภาคหน้า

คราวนี้มาถึงเรื่อง อายุขัยของ เทวดาและ สัตว์ที่ไปอบายนะครับ

จิตแต่ละดวง มันสะสมภพเอาไว้ แตกต่างกัน อยู่ที่เจ้าของจะไปหยิบไปสร้างมันขึ้นมานะครับ

นั่นก็คือการกระทำ ที่เราเรียกว่ากรรม การกระทำมันจบ แต่จิตไม่ยอมจบด้วย มันสะสมเอาไว้ในจิตดวงถัดไป

ส่วนดวงเก่าที่ดับไป หายไปแล้ว สาบสูญ จริงๆก็คือ การตายนี่ละ ตายถี่ยิบเลย แต่เราไปเอา สมมุติมรณะ

แห่งกายมาเป็นตัวตั้งว่า ตาย ครั้งเดียวในชีวิต

ครับ คราวนี้ จิตมันเกิดดับ ปริมาณมหาศาล แค่หนึ่งวัน ภพชาติที่มันสะสม เต็มไปหมด แต่เราไม่รู้

ผู้ปฏิบัติอ่านจิต รู้ เพราะจิตแต่ละดวงเวลาจะเกิดมันมีตัณหาทะยานอยากแสวงหา ภพจึงเกิดมีตลอด

ขอให้มามองย้อนที่ตัวเรานะครับ

บางครั้ง เราโกรธอะไรขึ้นมา รู้ไม๊เราสะสมภพอะไร อบายภูมิ แต่ละระดับ ยิ่งโกรธรุนแรง อาฆาตรุนแรง

ก็ยิ่งสะสมขุมลึกมากยิ่งขึ้น แบบไม่รู้ตัว เคยโกรธแบบเป็นวัน ข้ามวัน ข้ามปี ที่เห็นนะมีเยอะเลย

ลองมาคำนวณระยะเวลาเสวยภพกันไม๊ครับ

เอาแค่ภายใน 1 ชั่วโมง ที่คุณโกรธ อาฆาต สาบแช่ง ดูที่กายและจิตนะครับ นั่นนละ ที่สถิตย์แห่งภพ อบายภูมิล้วนๆ

จิตที่เกิดดับถี่ยิบ ภายในแค่ 1 ชั่วโมง เราต้องไปเสวยกรรมที่อบาย กี่ปี กายที่เร่าร้อน จิตที่คับแคบ อึดอัด

เศร้าหมอง ใจที่รอ้นรน กระวนกระวาย ไปที่ไหนก็ย่อมทราบอยู่นะครับ ลองถามว่า มีเจตนาไม๊ ดูที่จิตเอานะครับ

เวลาโกรธ อาฆาต สาบแช่ง จิตแต่ละดวง ล้วนแล้วประกอบด้วยเจตนาคือ อยากคิด ความคิดที่เต็มไปด้วยอกุศล

โลภ โกรธ หลง ก็คือภพแต่ละชนิด สะสมมาก ก็ไปอยู่นานมาก สะสมน้อยก็ไปอยู่น้อย

มนุษย์ในปัจจุบันเป็นนักคิด นักหลงโมหะ คนที่โลภน้อย โกรธน้อย ก็ยังมีโอกาศไปเป็นสัตว์ได้มาก

พระพุทธองค์จึงวาง ศีล คือความปกติของมนุษย์เอาไว้ ให้รักษาที่ใจ ส่วนกฏนั้น ที่เป็นข้อๆ คือการสำรวมระวัง

เพื่อให้ระลึกได้ ว่าหลง ว่าเผลอ ส่วนนี้เป็น ศีลแห่งอริยเจ้า ทำให้เกิด มหาสติต่อมา

นัยยะที่แอบแฝง แค่ ศีล ในเบื้องต้นก็ละเอียดพิสดาล ในธรรมของพระพุทธองค์

การไม่ทำชั่วทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม การรักษาใจให้ผ่องใส หัวใจหลักในเบื้องต้นนั้น

ท่านวางเอาไว้ก็เพื่อปกป้องเรา ไม่ใช่เป็นกฏเกฑน์ บังคับ แต่เพื่อให้ระลึก ให้ระวัง ให้สำรวม

ฝรั่งมีความเชื่อในมิติ ต่างเวลา แต่ฝรั่งไม่รู้ว่า มิติ พระพุทธองค์ทรงแสดงเอาไว้ คือ ภพภูม

คนทำดีรักษาศีล จึงมีโอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์ได้บ่อย คนมีความละอายแก่ใจก็มีโอกาสเป็นเทวดา

คนทำสมาธิก็มีโอกาสเป็นพรหม นั่นก็เพราะ จิตแต่ละดวง ที่เวลาสะสมในขณะนั่งสมาธินั้น

จิตสะสมกุศลเอาไว้มากมาย แต่ยังน้อยกว่า ผู้เจริญวิปัสสนา เพราะมหากุศลจิตที่เกิดขึ้น มีปัญญาประกอบร่วมด้วย

เป็นผู้เริ่มหว่านเมล็ดพันธ์แห่งการทำลายตัวตนเพื่อความสมบูรณ์เอาไว้แล้ว

คนทำบุญ ทำบาป เหมือนกัน เสวยกรรมต่างกันก็เพราะ จิตที่ย้อนเอามาคิดทำลายตน กับ จิตที่ย้อนมาส่งผลกุศล

ในแต่ละดวงเอาไว้ ผู้ที่เข้าใจในธรรม จึงไม่ควรประมาท รักษาใจของตนเอาไว้อยู่เสมอ ไม่ให้ตกเป็นทาสของอารมณ์

แห่งกิเลสมารทั้งผอง

ผิดพลาดขออภัย กรุณาอ่านด้วยการพิจารณา เป็นความเข้าใจส่วนตัวนะครับ

(ขอก๊อปไปลงกระทู้อ้องด้วยนะกั๊บ)


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 125.25.206.2 วันที่: 3 สิงหาคม 2551 เวลา:16:41:28 น.  

 
ขออนุโมธนาคะ
เนื่องจากว่าดิฉันอยู่ต่างประเทศ และก็มีกลุ่มคนที่เขาเข้านับถือ ป๋อถัง ไม่รู้ว่าเขียนถูกหรือเปล่า คือว่ากินเจรักษาศีลนะคะ แต่ต้องเขาทำพิธีในการเข้าศาสนาก่อน เขาเรียกตนเองว่าศาสนาพุทธ และเป็นตัวแทนของพระอริยเมตรัย คะ ไม่ทราบว่าควรจะเชื่อดีหรือเปล่าคะ ช่วยตอบด้วยนะคะ เพราะว่ามีคนเขาช่วยให้เข้าศาสนานะคะ


โดย: Pam IP: 220.238.38.155 วันที่: 6 สิงหาคม 2551 เวลา:15:58:29 น.  

 
ป๋อถัง

เป็นนิกายของมหายานแนวโพธิสัตว์มาทางพระศรีอริยเมตรัย

การกินไม่ได้สำคัญเท่ากับใจที่สะอาดด้วยสติ สมาธิ ปัญญาที่อบรม มากกว่า

เพราะศีลแห่งอริยมรรค ที่ว่าสะอาด อยู่ที่สติระลึกรู้

พระสัจธรรมของพระพุทธองค์ดำรงค์คงอยู่ ไม่ควรหวังน้ำบ่อหน้า เพราะขึ้นชื่อว่าภพ ยาวนานยิ่งนัก

การเข้านับถือไม่ได้หมายถึงจะต้องไปเจอพระศรีอริยเมตตรัยได้
เพราะความสำคัญอยู่ที่บารมี ที่อบรม มาทาง

มหาสติมากกว่า แม้เจอท่านในอนาคต ก็จะไม่เข้าใจเช่นกัน

มีวิธีคิ๋วเต๋าของจีน และ นิกายที่ผุดออกมา ให้เชื่อ มีมากมายครับ แต่เมื่อศึกษาแล้ว

ก็ล้วนให้มาเคร่งครัด ในศีล การกิน หาสัจธรรมแก่นแท้ไม่มี คือหาครูที่สอนให้ถูกต้องไม่มี

เสร็จแล้วก็จะแทรกความเชื่อ ภัยภิบัติ ความหวาดกลัว ถ้าเข้ามานับถือ จะรอดพ้น ตรงนี้มีมานาน ทางไต้หวันครับ

อ้องผ่านมาหมดแล้ว เคนรับคิ๋วเต๋าตอนวัยรุ่นก็เคย เพื่อนชวนไปรับพระศรีอริยเมตตรัย ไม่ไปนะ มีจี้ห้อยคอแปลกพิศดาลเกิน

พอมาศึกษาธรรมของครูอาจารย์ มันพบทางสว่างที่แท้จริงไม่หลง

อยากจะแนะนำลองเข้าเว็บ วิมุตติของหลวงพ่อ ปราโมทย์ ปราโมทย์โชนะครับ ลูกศิษย์ท่านจัดทำขึ้นมา

อ้องขอเป็นเพื่อนทางธรรม ไม่หวังผลใดๆด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่ททางอย่าเดินจะเสียเวลายาวไกลครับ


โดย: อ้องเขาค้อ (อ้องเขาค้อ ) วันที่: 6 สิงหาคม 2551 เวลา:22:45:52 น.  

 
ขออนุโมธนาคะ
ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งคะ ดิฉันจะได้ไม่เดินหลงทาง เพราะตอนนี้พยายามรักษาศีลในวันพระ และนั่งสมาธิทุกวัน แต่ไม่มีครูนะคะ ปฏิบัติเอง ไม่ทราบว่าจะต้องรับครูหรือเปล่าคะ
เพราะมีหลายคนบอกว่าการนั่งสมาธิจะต้องมีครูนะคะ
ช่วยอนุเคราะห์ชี้ทางสว่างให้ด้วยนะคะ ขอบคุณคะ


โดย: Pam IP: 220.238.38.155 วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:14:03:35 น.  

 

ขอคำแนะนำจากคุณ อ้อง
เรื่อง ...การนั่งสมาธิ
ดิฉันพยายามนั่งสมาธิทำจิตให้นิ่ง แต่จิตก็ไม่นิ่งเสียที่มักคิดแต่เรื่องของคนอื่น คิดในทางที่ไม่ดีและคิดให้คนไม่ได้ดีอะไรประมาณนั้น พยายามหลายครั้งในการตั้งจิตหยุดคิดหน่อ หยุดคิดหน่อแต่ก็ได้แป๊บเดียว เดี๋ยวก็คิดอีก พยายามนำบทสวดมนต์มาสวดแทน ก็แล้ว ก็ยังไม่หยุดคิด (เป็นคนคิดมากคะ)
ดิฉันควรจะทำอย่างไรดีคะเป็นการคิดไม่ดีมันเป็นอกุศลที่ไม่ดีคะ
ขอความกรุณาช่วยชี้ทางสว่างให้ด้วยคะ
ขอบคุณคะ



โดย: อิ๋ม IP: 58.108.18.237 วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:15:06:46 น.  

 
คุณPam

สรณะที่พึ่งของเราชาวพุทธคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่านต่างก็อยู่ที่ใจของเรา
สมาธินั้น เป็นสิ่งที่มีมานานร่วม5700ปีที่ผ่านมา แต่เป็นสมาธิที่หวังผลแห่งความสุข ความดี

ปราศจากสัมมาสติเป็นองค์ประกอบร่วม

เรามาศึกษาเรามาเข้าใจคำว่าา ปฏิบัติเสียก่อน ปฏิแปลว่า เฉพาะ แปลโดยรวมคือ

การเข้ามารู้เฉพาะ

สิ่งที่เราต้องการเรียนรู้ก็คือ กายและจิต เพราะเป็นเหตุใกล้ที่ทำให้เกิดทุกข์ เรามาแสวงหาทางพ้นทุกข์

เหตุใกล้ของสมาธิคือ สุขนำ ปล่อยกายและใจอย่าฝืน อย่ากดข่ม อย่าให้กิเลสนำ อย่าอยากทำเพื่อหวังความสงบ

ไม่สนใจอนาคต สมาธิคือการคิดอยู่กับอารมณ์หนึ่งเพื่อให้จิตมารวมเข้าหากัน

คิดแต่องค์บริกรรม หรือดูลม การขึ้นกรรมฐาน ในสมัยก่อนไม่มีครู
แต่ปัจจุบัน หลงกันเยอะ คือหลงไปติดดี ติดสุข ติดสงบ โดยไม่มีสัมมาสติเป็นองค์ประกอบร่วม

อย่าเคลิ้มเหมือนคนนั่งหลับ แต่จงตื่นอยู่เสมอ โดยมีสติอยู่ภายในอารมณ์ที่ดูอยู่

การสมาทานศีลต้องเข้าใจในศีลเช่นกัน

ศีลไม่ใช่กฏข้อบังคับ แต่ศีลคือความสะอาด ความปกติของจิต

ศีลจึงอยู่ที่สติเช่นกัน เรามารักษาศีลที่สติ
ศีลจึงเป็นการสำรวม ระวัง เพื่อให้มีสติตื่นตัวอยู่เสมอ ศีลที่จงใจ เช่นอยากมีศีล อยากถือศีลละเอียด ผิดนะ

เพราะมีกิเลสนำไป มันเศร้าหมองด้วยโลภะอ่อนๆแบบไม่รู้ตัวเช่นกัน

สมาธิและวิปัสสนาจึงต้องปล่อยกายใจไปแบบธรรมชาติ
ไม่เอากิเลสนำ
ส่วนการขึ้นครูนั้น ก็เพื่ออาศัยครูที่เป็นกัลยณมิตรมาสอบอารมณ์ ว่าผิดหรือถูก ว่าหลงหรือไม่

ซึ้งเราสามารถจะสมาทานขอขึ้นกรรมฐานได้เพราะปัจจุบันครูทางอินเตอร์เน็ตก็เยอะอยู่ แหะๆ

การอยู่ต่างประเทศลำบากนะ หาครูยาก เราก็ขอระลึกถึงครูที่เราศรัทธา และคอยสอบอารมณ์ถามว่าผิดหรือถูก เพื่อให้ท่านคอยชี้แนะ เพราะทานผ่านความเพียรมาพอควร

จะทำให้เราไม่หลงและเสียเวลามากนัก

อนุโมทนานะคับ


โดย: อ้องเขาค้อ (อ้องเขาค้อ ) วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:17:32:03 น.  

 
การพยายามทำจิตให้นิ่ง

มันมีอยากนำ กิเลสมันนำพาไป นิวรณ์จึงครอบงำเกิด วิจิจกิจฉา ความลังเลสงสัย เกิดความฟุ้งซ่านหงุดหงิดรำคาญใจ ที่มันไม่ยอมรวม
ลองปล่อยกายและใจแบบไม่สนใจอยากจะมีอยากจะเป็น

ไม่สนว่าจิตจะรวมเป็นเช่นไร มันจะรวมเข้าหาเอง
เพราะสมาธิคือวิ่งเข้าหาความสะอาด ความปกติของจิต แต่จิตที่มีอยากนำ

มันมัวตั้งแต่เริ่มจึงเกิดนิวรณ์เข้าแทรก

อ๋อคุณ อิ๋ม อ้องมีตอบคุณ อิ๋มเอาไว้ที่กระทู้อีกอัน ที่คุณอิ๋มถามอ้องเรื่องคิดไม่ดีนะครับ

แก้ไม่ยากหรอก เพราะอ้องก็เป็นมาก่อน
อ้องได้บอกวิธีเอาไว้ให้แล้วนะครับ
ลองไปดูกระทูอีกอันที่ถามมานะครับ
ไม่รู้อันไหนแย๊ว หาดูเอานะครับ แหะๆ


โดย: อ้องเขาค้อ (อ้องเขาค้อ ) วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:17:39:17 น.  

 
ขออนุโมธนาคะ
ต้องขอบคุณ คุณอ้องมากเลยคะเพราะอยู่ที่ต่างประเทศจะขอคำแนะนำใครก็ลำบากมากคะ จึงต้องขอคำแนะจากคุณอ้อง ก็แล้วกันนะคะ คงจะไม่รบกวนนะคะ
ขอขอบคุณมากคะ


โดย: Pam IP: 58.108.18.237 วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:18:59:11 น.  

 
ขอบคุณ คุณอ้อง เป็นอย่างมากจะพยายามทำตามที่แนะนำมากนะคะเพราะตอนนี้คิดแต่เรื่องร้าย ๆ ตลอดเลยคะจะนั่งสมาธิรอดไหมคะ แม้แต่ตอนไม่นั่งสมาธิก็ยังคิดไม่ดีเลยคะ
จะพยายามทำให้ดีที่สุดคะ ตามที่คุณอ้องแนะนำนะคะ
ขออนุโมธนาคะ ขอบคุณคะ


โดย: อิ๋ม IP: 220.238.38.155 วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:19:24:15 น.  

 
ต้องขอรบกวนคุณอ้องหน่อยคะ
ตอนนี้ดิฉันพยายามรักษาศีลและปฏิบัติธรรมคะ แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ดิฉันเดินจงกรมแต่ยังไม่นั่งสมาธิ เพราะต้องมาทำกับข้าวให้เด็กๆ ที่บ้านท่านกันคะเพราะว่าที่บ้านกลับดึงไปทำงานกันคะ ดิฉันทำกับข้าวจนถึง 5 ทุ่มได้คะ ปรากฏว่า ..หูข้างขวาของดิฉันเริ่มร้อนและแดงโดยไม่มีสาเหตุ และหลังจะนั้นดิฉันก็เขาไม่นั่งสมาธิในห้องนอน แต่ ..หูข้างขวา ก็ยังไม่หายแดงจนวันรุ่งขึ้นก็เหมือนปกติ
หลายวันต่อมาก็คือวันนี้ดิฉันกินกับข้าวมีส่วนผสมของไข่ไก่ ด้วย เนื่องจากว่าดิฉันกิมังสวิรัส นะคะ ก็เลยไม่กินเนื้อสัตว์มานานเกือบปีแล้วคะ พอวันนี้กินไข่เขาไป หูข้างขวา ของดิฉันก็เกิดอาการร้อนและแดงอีกแล้วไม่ทราบว่าเกี่ยวกับการทำการผิดศีลหรือเปล่าคะ
ขออนุโมธนาคะ


โดย: Pam IP: 220.238.38.155 วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:20:10:35 น.  

 
ไม่ได้เกี่ยวกับการผิดศีลหรอกครับ
แต่สมาธิมันไปจดจำสภาวะของธาตุไฟ ที่มันไหลไปมาในจุดตำแหน่งดังกล่าว

บางคนถ้าเป็นธาตุลมจะเห็นมันไหว มันเคลื่อนยุบยิบเหมือนคันเหมือนแมลงไต่

แต่เพียงเป็นขณิกสมาธิแบบอ่อนๆ จึงยังไม่เห็นสภาวะธรรมที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ได้

ไม่ใส่ใจ ปล่อยมันไป ก็จะหายไปเองครับ

เพราะมันไม่เที่ยงแน่นอน มาๆหายๆ ท้ายสุดก็จะหาไม่ได้เพราะไม่ใส่ใจไปเองครับ


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 125.25.207.231 วันที่: 8 สิงหาคม 2551 เวลา:11:16:12 น.  

 
มีน้องบอกเค้าเป็นเกย์และทุกข์มากทำอย่างไรดี

คำตอบที่พอจะฟังได้มาอ่านกันนะครับ

ความคิดว่าเป็นฉันใด

คงไม่เอาทางธรรมมาอธิบายแต่เป็นทางโลกแห่งความจริง เพื่อชี้แจง จขกท เผื่อพบหนทางในการดำรงค์อยู่

ในโลกแห่งความสุข โดยปราศจากความกังวลในด้านจิตใจ

อย่างแรกคือ ไม่ว่าจะเป็นอะไร วางมันลงไปก่อน มาอ่านดูนะครับ

อย่าคิดว่าเพราะกรรม จึงเป็นเช่นนี้

คนที่เกิดมาก็ล้วนแล้วมีกรรมเป็นแดนเกิด ความคิดของชาวพุทธคือ กรรม เป็นเครื่องปลอบโยนจิตใจ

ว่าทำกรรมเช่นนี้ จึงรับผล ตรงนี้ขอบอกในทาง จิตวิทยาว่า เป็นคน อ่อนแอเกินไป ขี้แพ้ ยอมรับชะตากรรม

ส่วนท่านที่เข้าใจในโลก กับมองว่า กรรมมันจะเกิดห้ามไม่ได้ มันจะเป็นอย่างนี้ห้ามไม่ได้ กายเราจะเป็นเช่นนี้

จิตเราจะเป็นเช่นนี้ห้ามไม่ได้ เมื่อห้ามไม่ได้ กรรมก็คือกรรม แต่ไม่เอากรรมมาทำร้ายจิตใจตน ด้วยการยอมรับชะตากรรมแบบคนขี้แพ้ไปตลอดชีวิต มันอ่อนแอเกินไป มันดูถูกตัวตน จิตใจ จนเกินไป

คนที่เข้มแข็งมักจะปลุกใจแห่งตน สู้แบบฮึดๆ ยอมรับความจริงแห่งการเผชิญหน้า ท้าทายกับโลกแห่งความจริง
อย่างไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม

กรรมที่เราเป็นผู้ขีดเขียน ในหนังจีนเรื่องหนึ่ง

พระเอกพูดว่า" เราจะขีดชะตาชีวิตด้วยกำลังของใจอันยิ่งใหญ่ ด้วยมือของเราเอง"

คนบนโลกที่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม อ่อนแอ ขี้แพ้ ท้อแท้ ยอมรับกรรม ก็มักจะหนีโลก ด้วยการฆ่าตัวตาย
หรือไม่ก็จมปลักกับความคิด ย้อนมาทำร้ายตนเอง ชีวิตก็แห้งแล้งอับเฉา หนีโลก หนีความจริง

จงเตือนตนเองว่า พรุ่งนี้ก็ยังมีเช้าที่สดใส เมฆหมอกที่คลึ้มอับเฉาก็จะพัดผ่านหายไปจากใจ

คนที่นับถือพุทธศาสนาจึงมีคนที่เข้าใจกรรมอยู่สองแบบ คือ เข้าใจแบบสร้างสรรและ เข้าใจแบบทำลายตน

เรามาดูอีกเรื่องคือ ทุกข์

ทุกข์มากครับ ผมเป็นผู้ชายแท้ๆ ทุกข์มากๆค่ะ ดิฉันเป็นหญิงแท้จริงดีไม๊ครับ

ความทุกข์ล้วนแล้วเหตุเกิดมาจากใจทั้งสิ้น ใจที่ไปยึดเอาในสิ่งบนโลกใบนี้ แล้วมันอยากให้มี

อยากให้เป็น ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น แล้วมันไม่สมหวัง นี่ละทุกข์เพราะอยาก แล้วก็จะคิดๆย้อนมาทำร้ายใจของตนเอง

อ้องขอบอกได้ว่า เราไม่ได้ทุกข์ในเรื่องเพศ แต่ทุกข์เพราะไม่สมหวัง ในขณะนี้ต่างหาก

เรามามองดูซิว่าทำไมตอนนี้ไม่มีความสุขและสมหวังดั่งใจดีกว่า

เลือกที่จะรัก จะกลัวไปทำไม จะอายไปทำไม ใจเราบริสุทธิ์นะ เมื่อวันใดที่เจอรักแท้ เจอคนที่เข้าใจ

ชีวิตก็จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา ชาย หญิง แท้ ปลอม ก็ล้วนแสวงหา รักแท้ มีพบมีผิดหวัง

เป็นเรื่องธรรมดา แต่เรามามองพื้นฐานแห่งชีวิตเสียก่อน

คือความสมบูรณ์แห่งฐานะ ความรัก ครอบครัว สิ่งสำคัญคือ ความพร้อม ไอ้กายนะ มันพร้อม มันคึกคัก


แต่สภาพแห่งสังคม ก็ควรจะพร้อมเกื้อกูลไปในตัวด้วย

ผู้ชายที่ขี้เหร่ หญิงที่ไม่สวยเอาซะเลย แต่กลับมีแฟนหล่อ มีแฟนสวยเพอเฟค มีเห็นเต็มไปหมด

แม้แต่ เจ้าบอล ศรีชาพัน นั่นอิจฉาไปทั้งประเทศเชียว

เรามาปรับปรุงคุณภาพของกายเราให้มันเริ่ดก่อน และปรับสภาพฐานะให้เด่นขึ้นมา ถ้ายิ่งอยากมีแฟนหล่อๆ

ก็ต้องสร้างสถานะขึ้นมาซะก่อน

คนเรามักโทษร่างกาย โทษจิตใจ แต่ลืมโทษการกระทำ ว่าอยากจะมี อยากจะเป็นก็ต้องสร้างมันขึ้นมา

หนทางก็ย่อมสำเร็จผล

ส่วนถ้าจะมาททางธรรมะก็เช่นกัน ถ้าบวชไม่ได้ เพราะจิตใจเรามันแอบแฝง ก็บวชใจเอา รักษาศีล5

ก็เพียงพอแล้ว การรักษาศีลไม่ได้หมายถึง รักษาเยอะๆแล้วจะดี ศีลละเอียดก็หาไม่

เรารักษาศีลก็เพื่อสำรวม ระวัง เพื่อให้มีสติ ศีลที่บริสุทธิ์จึงเกิดขึ้นในขณะระลึกรู้

ไม่ได้เกิดในขณะที่ทำตามกฎทั้งวัน ศีลคือความสะอาด ความปกติของจิต เมื่อใดที่เราสำรวม ระวัง

และเกิดอาการเผลอไปที่ทำผิด หรือกำลังทำผิด สติที่ระลึกรู้ที่เกิดขึ้นนี่ละ จะตัดอารมณ์ที่จะผิดทันที

นี่ละ ศีลบริสุทธิ์ เกิดได้ในขณะจิตที่ผ่องใส เป็นศีลแห่งอริยมรรคคือมีสัมมาสติ มาๆไปๆ ไม่เที่ยงแท้

ไม่ได้สะอาดทั้งวัน บริสุทธิ์ทั้งวัน สำหรับคนถือศีลด้วยอยากนำ จะได้บุญแห่งศีล จึงได้แค่อานิสงส์ที่เปลือก

ถ้าตัดอยากจะถือศีล มาสำรวมระวัง รักษา สติระลึกรู้ที่เกิดขึ้นมา ด้วยสัมมาสติ ศีลย่อมเป็นแก่น

ศีลย่อมนำพาความสุขแท้จริงมาให้ ศีลย่อมนำพาโภคทรัพย์อเนกอนันต์(ไม่ใช่เงินทอง)

ศีลย่อมนำพาเข้าหาพระนิพพาน นั่นก็เพราะว่า

ในขณะที่ระลึกรู้ ศีลย่อมสะอาด จิตย่อมผ่องใส จิตที่ผ่องใสต่อเนื่อง เนืองๆ ย่อมเกิดกำลังของสติที่ว่องไว
รวมเป็นสมาธิที่มีกำลังจิตย่อมตั้งมั่นรู้อารมณ์ ปัญญาที่เกิดคือ รู้สภาวะธรรมความจริงแห่งพระไตรลักษณ์

น้องถามจะบวชพระเลยยาวมาเรื่องศีลด้วย น้องบอกว่าเป็นเกย์ อ้องก็บอกว่าอ้องก็เป็นชาย มันต่างกันตรงไหน

จะชอบหญิง จะชอบชาย ไม่ได้ไปเที่ยวฆ่าคนซะหน่อย นี่คือความรักที่เราต้องแสวงหาต่างหาก

ถ้ามีคนที่เรารักจริงและเค้าก็รักเรา มันผิดตรงไหน ใครบอกว่าผิดธรรมชาติก็ชั่งหัวเขาเถอะ ฉันไม่ได้ผิดศีล ผิดธรรมก็เพียงพอแล้ว สู้ๆ


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 125.25.213.15 วันที่: 9 สิงหาคม 2551 เวลา:11:23:21 น.  

 
น้องกษิดิษเจ้าลูกหมู ถามของง่ายเลยนะ สันตติ continuity

อธิบายสั้นๆก่อน สันตติ เป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างของเก่ากับของใหม่

ข้อเปรียบเทียบ หน่อไม้ไผ่ที่ผุดแทรกออกมาจากกอไผ่ ถามว่าเจ้าหน่อไม้ที่ผุดมาใหม่ เป็นต้นเดียวกับกอไผ่หรือไม่ ตอบง่ายๆคือไม่ใช่ เพียงแต่อาศัยของเดิม ต้นเดิม เชื้อเดิมที่ส่งต่อมาให้ ต้นเก่าเหี่ยวเฉาไปต้นใหม่ผุดขึ้นมาเป็นอย่างนี้สืบต่อกัน

เมื่อมาเปรียบเทียบกับจิตแล้ว จิตเดิมมันดับไปแล้วเพราะเป็นอนัตตา แต่เพราะเหตุที่จิตมันยังมีความทะยานอยากอยู่ก็สร้างภพของจิตเรื่อยไปโดยฝากเชื้อของเดิมเอาไว้ส่งต่อไปยังจิตดวงใหม่ จิตจึงเป็นแค่ธรรมชาติที่อาศัยเชื้อคือกรรมที่จิตไปสร้างไปผลักดันให้มันขับเคลื่อนส่งต่อไม่มีวันจบสิ้น

เหมือนต้นไผ่ที่แตกกอ ออกไปต้นเดิมก็ตายต้นใหม่ก็แตกหน่ออีกส่งต่อเนื่องไปเช่นนี้ไม่รู้จบ

ภพเลยไม่มีวันหมดสิ้น แต่ยามใดที่เรามาสร้างบารมีสะสมมากขึ้น มันจะเกิดความลื้อถอนออก

เจ็กอ้องเปรียบเทียบต้นฝรั่งชนิดนึงที่ภายในมีแต่เมล็ดในมากมายทีเดียว เมล็ดในคือกรรมที่สะสมเอาไว้ต่างๆเต็มไปหมดเลย วันนึงก็เกิดการพัฒนาตัวมันเองเกิดขึ้นถ้าพัฒนาไปทางต่ำรสชาดของมันก็จะจืดชืด เมล็ดภายในก็จะหยาบและกระด้าง ตรงนี้มันทำลายตัวมันเองเพราะท้ายสุดจะไม่มีใครกินมันอีกมันก็จบสายพันธ์ที่ไม่พัฒนากลายเป็นต้นฝรั่งที่ไร้คุณภาพ

คราวนี้มาเปรียบเทียบคนที่มาสร้างบารมีกัน จิตที่โดนห่อหุ้มด้วยกิเลสมาอย่างยาวนานเปรียบเหมือนเมล็ดของฝรั่งที่เต็มไปหมดเลยในเนื้อของมัน คนที่เริ่มคิดได้เริ่มมีศีลเพื่อรักษาใจให้ปกติไม่คิดเบียดเบียนใคร เนื้อของฝรั่งก็เริ่มพัฒนาจากฝืดๆมากลายเป็นกลมกร่อมสีผิวภายนอกแต่เดิมที่หยาบและแข็งก็มาเป็นสีที่เขียวเรียบปราศจากความขรุขะ

เมื่อเนื้อของมันสีผิวของมันคือเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่มีความละเอียดมากขึ้น เมล็ดที่อยู่ภายในก็ย่อมละเอียดตามเชื้อของมันนี่คือการพัฒนาสายพันธ์ในเบื้องต้น

ต่อมาคนเริ่มคิดได้ว่าจะทำอย่างไรให้เป็นความดีให้ถึงที่สุดก็เริ่มมาปฏิบัติสมาธิและได้ฌาณและทิพย์อำนาจต่างๆ ด้วยคุณแห่งศีลสมาธิภาวนาอันเป็นความดีที่ถึงพร้อมที่สุด
ก็เปรียบเหมือนฝรั่งที่พัฒนาตัวมันเองอย่างก้าวกระโดด

ฝรั่งที่พัฒนามาอีกรุ่นนึงจึงเป็นลักษณะที่เปลือกภายนอกทั้งสีสรรสวยงามไม่มีตำหนิแล้วแม้แต่แมลงร้ายๆที่จะมาเจาะกินเนื้อของมันก็ทำไม่ได้อีกเพราะมันสร้างสารชนิดนึงที่เปลือกภายนอกส่วนเนื้อภายในก็หวานหอมและละเอียดมากถึงที่สุด

คนที่ทำดีมาถึงที่สุดเหมือนได้ศีลที่รักษาดีแล้วสมาธิที่ตั้งมั่นดีแล้วคุณแห่งทิพย์อำนาจและฌาณได้พัฒนามาอย่างสูงที่สุดแล้วย่อมต่อสู้กับอำนาจภายนอกด้วยสติได้เป็นอย่างดีเพียงแต่ทำลายเมล็ดในของมันไม่ได้เท่านั้น ติดที่เปลือกภายนอกกัน

เมื่อคนที่ติดที่เปลือกมากระทำให้แจ้งซึ้งวิปัสสนาโดยใช้คุณของเปลือกภายนอกคอยช่วยเหลือสมาธิและวิปัสสนาจึงเกื้อหนุนเมื่อยามที่จิตตั้งมั่นและเห็นพระไตรลักษณ์แสดงขันธ์เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุให้เกิดและตั้งอยู่ไม่ได้เพราะเป็นทุกข์และย่อมดับไปเป็นธรรมดาเพราะเป็นอนัตตา

จิตซึ้งเป็นผู้รู้ผู้คิดผู้นึก เมื่อเห็นแจ้งในพระไตรลักษณ์มากเข้าก็จะเกิดการรื้อถอนเพราะเห็นความจริงแท้ๆว่ากายและใจไม่ใช่เราเป็นแค่ธาตุขันธ์ชนิดนึงที่อยู่ภายใต้กฏของธรรมชาติเท่านั้น จิตที่เกิดความยึดติดก็จะคลายตัวมันเองลงเพราะเบื่อหน่ายเพราะคลายกำหนัด

ก็จะเกิดการลื้อถอนออกกิเลสที่ห่อหุ้มก็เริ่มโดนถูกทำลายเพราะอวิชชาที่ปิดบังมานานโดนปัญญารู้แจ้งเสียแล้ว สิ่งทั้ง๕คือรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสจะกลายเป็นสักแต่รู้สิ่งทั้ง๕ที่เรียกว่าโลกเมื่อว่างลงยมบาลก็มองไม่เห็นอีกต่อไป

จิตย่อมเสรีเป็นไทมีอำนาจเหนือสิ่งทั้ง๕และมีอำนาจเหนือพระไตรลักษณ์จบกิจพรหมจรรย์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

ถ้ามาเปรียบเทียบผลฝรั่งก็จะเห็นชัดเจน เมื่อพัฒนามาถึงที่สุดแล้วเมล็ดภายในก็จะหายไปมีแต่เนื้อของฝรั่งล้วนๆเอาไปเพาะอีกไม่ได้เพราะไร้เมล็ดเชื้อไม่มีส่งผลอีกแล้ว สิ่งที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดต่อไม่มี

ผลไม้ก็ดีจิตมนุษย์ก็ดีก็คือธรรมชาติถ้าเรามาสร้างบารมีในการหลุดพ้นก็เท่ากลับเราทำลายที่แก่นแต่ถ้าเราจะเอาทิพย์อำนาจอยากติดสุขติดดีก็ได้แค่เปลือก แต่ถ้าเรารู้จักใช้เปลือกประกอบกับทางเดินที่ถูกต้องคือมรรค๘แล้วก็เท่ากับว่าเรากำลังรื้อบ้านที่เราปลูกสร้างมาอย่างยาวนานนี่เอง

ขีณัง ปุราณัง นวัง นัตถิ สัมภวังแปลว่า ภพเก่าสิ้นไปไม่เกิดอีก ใหม่ก็ไม่มี ปลูกก็ไม่ขึ้น หมดเหตุและปัจจัย สิ้นเชื้อส่งต่อ ภพชาติหมดสิ้นจบกิจพรหมจรรย์


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 125.25.213.15 วันที่: 9 สิงหาคม 2551 เวลา:12:28:23 น.  

 
จุดปฏิสนธิแห่งวิญญาน

“ติ๊ก..พอเข้าใจจุดปฏิสนธวิญญานของมนุษย์ไหม เพราะหลวงพี่ของอ้อง..นะท่านใช้เป็นจุดโจมตีเพื่อที่จะไประลึกชาติ ส่วน อ้อง..ก็ไปเข้าใจในจุดภวังคจิต เป็นจุดที่ไปกำเนิดชาติ

ช่วงระยะเวลานี้ มหาภูตรูปทั้ง ๔ แปรปรวนจนจิตอ่อนกำลังลง
ชวนจิตจะมีกำลังแค่ ๕ ขณะ คนใกล้ตายสภาพจิตใจจะอ่อนแรงล้าไปตามสภาวะแห่งกาย
ที่มหาภูตรูป4แปรปลวนถึงขีดสุด

บุญและบาปที่เกิดขึ้นในชวนจิตของสัตว์ทั้งหลายที่เสมอภาคกันในทุกภพภูมิคือหนีทุกข์ จะแสดงอารมณ์เกิดขึ้นมา ๓ อย่างคือ กรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต ตรงนี้เป็นจิตของสัตว์ที่ใกล้จะตายเรียกว่าจุติจิต เหมือนกันทุกภพภูมิ

เมื่อจุติจิตดับลงปฏิสนธิ จิตก็จะเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีจิตอื่นมาคั่นในระหว่างนี้เลยนะติ๊ก. สันตติจะส่งต่อทันที วิญญานไม่ได้ล่องลอยไปเกิด แต่จุติจิตดับที่กายเดิมก็จะปฏิสนธิจิตด้วยทันที

สันตติจะทำหน้าที่ส่งต่อแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น.
นี่คือจิตของสัตว์ทุกภพภูมิ จะมียกเว้นแต่ของพระอรหันต์ เมื่อจิตดวงสุดท้ายดับลงก็เข้าสู่พระนิพพาน

ไม่มีเวียนว่ายตายเกิดอีก จะมีก็แต่พวกเรานี่แหละที่ไปยึดติด
สร้างภพต่อเนื่องไม่มีวันจบสิ้น ติ๊ก..มนุษย์ใช้คำว่าการเกิดในท้อง

ตรงนี้อ้อง..อยากรู้ว่าวิญญาณก้าวลงสู่ครรภ์แม่ตอนไหนกันแน่”
ติ๊ก..มองหน้าผมว่าเล่นของยากเลยหันไปมองหนังสือแล้วเอามาตอบอีกที

“อ้อง..เวลาที่สเปิร์มของพ่อและไข่ของแม่ผสมรวมกันเวลานั้น
เป็นการปฏิสนธิของสัตว์ที่สมบูรณ์ จิตดวงแรกก็เกิดขึ้น ภพใหม่ชาติใหม่ก็เกิดขึ้น ตรงนี้เทพผู้ใหญ่ท่านอธิบายให้ฟังว่า

วิญญาณจะเหมือนโดนดูดหมุนอยู่ในครรภ์มารดา ความสว่างจะเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งและจะเหมือนคนที่หมดสติหลับลึกและยาวนาน

ช่วงระยะเวลาเหล่านี้จะเป็นช่วงของการปรุงแต่งบุญและบาปที่สะสมมาจากภพชาติก่อน ๆ มาสร้างรูปกาย ปั้นแต่งตามกรรมที่สะสมมา
กรรมและกิเลสในภพก่อนนิสัยเดิม ๆ ก็ยังตามมาเหมือนเดิม
เมื่อเด็กคลอดออกมาก็จะแสดงนิสัยของตนเองในอดีตชาติออกมาตามกิเลสของเขาเอง เรื่องกินเราก็บังคับเขาได้ยาก

เรื่องนิสัยก็เป็นไปตามกิเลสเดิม ๆ จะดื้อ จะซน จะดี จะเจ้าอารมณ์ ขี้ใจน้อย จะสอนง่าย จะหัวดี จะทื่อ ๆ สิ่งเหล่านี้เราพยายามที่จะดัดแปลงเขาทำได้ยาก อย่างมากก็เก็บอารมณ์เพราะกลัวโดนตี แต่นิสัยแก้ยากมากเพราะเป็นสิ่งที่ติดมาจากภพเดิม”
ผมพยักหน้าเข้าใจพอสมควร เพราะนี่คือวาสนาที่สะสมมาในสันดานของสัตว์

จิตดวงแรกเกิดเมื่อวิญญาณก้าวลงสู่ครรภ์ พลังงานก็เริ่มขับเคลื่อนต่ออย่างไม่ขาดสาย ภพชาติก็เริ่มใหม่ ตรงนี้ไอน์สไตน์ถึงพูดเสมอว่าพลังงานไม่มีวันดับสูญ สันตติตัวสืบต่อจะส่งพลังงานขับเคลื่อนจิตตลอดเวลา
หมุนวนอย่างนี้ไปไม่รู้จบสิ้น น่ากลัวแท้ ๆ

คราวนี้วิทยาศาสตร์มันเจริญนะติ๊ก
มีการเอาสเปริม์มาผสมทกับไข่ที่หลอดทดลองด้านนอก นี่มันไม่ผิดธรรมชาติหรอกหรือ

และถ้าเล่นผสมกันเต็มไปหมดเลย วิญญานไม่ได้ก้าวลงสู่ครรภ์ซะแล้ว
แต่ก้าวลงสู่หลอดทดลอง จุดปฏิสนธิก็ไม่เป็นความจริงนะซิติ๊ก

เพื่อนผมเกาหัวขึ้นมาตะหงิด ถามแบบพิสดาล ก็โลกมันแปลกไปเรื่อยๆนี่ แม้แต่เอาเซลมาตัดต่อ เป็นแกะดอลลี่โดยไม่ใช้สเปริม์ยังทำได้เลย

และแม้แต่เซลตามผิวหนังร่างกายมนุษย์ก็มีชีวิต
ที่พร้อมกำเนิดชีวิตทางการตัดแต่งพันธุ์กรรมก็ยังได้โดยไม่ใช้สเปริม์เช่นกัน

เพื่อนผมเกาหัว ทำท่าสงบนิ่งเหมือนเข้าสมาธิไปพักนึง เพราะมันคงจะงง และคงไปสอบถามธรรมอันพิลึกกึกกือของผมกับครูของคุณเทพ ผมปล่อยให้เพื่อนสงบซักพัก
เดี๋ยวก็คงจะมีคำตอบ และก็ไม่นาน พ่อติ๊กก็หัวเราะออกมาจากท่านั่งสมาธินิ่งๆ มาตอบผม

"อ้องถามอะไรพิลึกดี ข้างบนหัวหมุนเอาเรื่องเลย คือโดยหลักธรรมแล้ว วิญญานย่อมต้องก้าวลงสู่ครรภ์ เพราะจุดปฏิสนธิจิตอยู่ที่ครรภ์มารดา นี่เป็นหลัก เพราะต้องอาศัยพลังงานของกรรมแห่งเผ่าพันธุ์เป็นตัวส่งเสริม

คือแม่จะมีพลังงานของกรรมแห่งเผ่าพันธุ์เป็นตัวจุดประกายแห่งพลังชีวิตใหม่ในครรภ์
เพื่อให้มหาภูตรูป4ที่มีรูปอยู่ภายในครรภ์มารดาที่สมบูรณ์ส่งและถ่ายเทธาตุแลกธาตุให้แ่รูป

คือ สเปริม์และไข่ ทันทีที่รวมกัน ก็จะเกิดพลังงานภายในของครรภ์มารดา แแลกธาตุกันทันที
คือการเกาะยึดในรังไข่ตรงจุดที่เกาะยึดได้ ในครรภ์มารดาก็ดี ตรงจุดที่รวมตัวกันแล้วก็ดี

ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กันระหว่างแม่กับลูก กรรมที่เป็นเผ่าพันธ์ เป็นท้องนา กรรมที่มีเชื้อส่งต่อคือตัณหา มันพร้อมสมบูรณ์มีองค์ประกอบครบถ้วน

วิญญานก็จะก้าวลงสู่ครรภ์ทันที ส่วนที่ทดลองในหลอดนั้นวิญญานยังไม่ปรากฏ แต่ตามหลักวิทยาสาสตร์คือชีวิตเกิดแล้ว แต่ตามหลักธรรมยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะถ่ายลงครรภ์มารดาเสียก่อน

จึงจะเกิดปฏิสนธิจิตวิญญาน

อ่านด้วยการพิจารณาด้วยนะครับ

อ้องครับ


โดย: อ้องเขาค้อ IP: 125.25.213.15 วันที่: 9 สิงหาคม 2551 เวลา:13:18:14 น.  

 
เรื่อง การทำตน
วิถีชีวิต ในพื้นฐานที่มีกันมาว่า การไหว้สักการะ เทพพรหมเทวา แล้วจะสมหวัง ที่ถูกหมายถึง เป็นการสร้างกำลังใจถูกไหมครับ แต่ใครจะรู้ได้ว่า ท่านช่วยเราด้วยวิธีใด แต่แน่ๆ ผลดีคือ สู้สู้ ใจสู้
ภพมนุษย์เป็นสถานะที่ทำบุญได้มาก เทวดาจึงต้องมาอนุโมทนา แล้วมีบ้างไหมที่เราอนุโมทนาท่าน (แต่เราก็ไม่ได้รู้ว่าท่านไปทำดีอะไรมา ก็จะอนุโมทนาตอนไหน)
ฉะนั้นการทำดีย่อมได้เป็นที่รัก ที่พอใจ ที่ยินดี ของผู้รู้ ผู้เห็น

ขอถามข้อธรรมะครับ
1. กามราคะ สัตว์ทุกประเภท มีอยู่
แล้ว ขออนุสติ วิธีที่จะบรรเทาได้บ้างมีอะไรบ้างครับ
- ปัจจุบัน มีเข้ามาทุกประเภทสื่อ และสัมผัส เช่น โดนโดยไม่ตั้งใจ มันก็คิดไปเร็วมาก จะฝึกอย่างไร ดีครับ กรณีบุคคลธรรมดาที่ยังไม่ได้ฝึกสมาธิอย่างชำนาญนะครับ


โดย: วุฒิ IP: 58.9.41.108 วันที่: 27 ธันวาคม 2551 เวลา:12:44:35 น.  

 
คำตอบพบแล้วอยู่ในบทความแห่งสติ
ขอบคุณครับ


โดย: vut IP: 58.9.45.120 วันที่: 29 ธันวาคม 2551 เวลา:22:14:53 น.  

 
คุณ อ่องครับ ผมมักนิสัยเป็นคนขี้ลืมมากๆๆ พอจะมีวิธีแก้ไหมครับ กรุณาด้วยครับ


โดย: ตั้ม IP: 58.11.22.63 วันที่: 6 พฤษภาคม 2554 เวลา:19:16:44 น.  

 
สวัสดีครับคุณอ้อง ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ติดตามอ่านหนังสือของพี่ทุกเล่มเลยที่ออกมา และหนังสือของพี่ก็เป็นหนังสือที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่านี่เป็นหนังสือที่ดีมากๆในความคิดของผม เนื้อหาที่พี่นำมาเขียนนำมาเล่านั้นผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่านี่ต้องเกิดมาจากประสบการณ์จริงที่พี่ได้ไปสัมผัสได้พบเจอและต้องเกิดจากประสบการณ์จากการปฎิบัติของพี่เองอย่างแน่นอน นี่เป็นความเห็นของผม ที่เห็นอย่างนั้นผมอ่านเอาจากที่พี่ได้อธิบาย ทั้งสภาวะในโลกทิพย์ โลกของวิญญาณ ทั้งตรรกะเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ยกอ้างนั่งเทียนเอามาเขียน ผมรู้สึกว่าได้อย่างนั้น และหนังสือของพี่ทุกเล่มที่ผมอ่าน ผมก็ยังเก็บไว้ แต่พักหลังเมื่อปฏิบัติธรรมจนถึงจุดหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเรื่องวิญญาณ เรื่องเทพ เรื่องสวรรค์ การทำบุญเพื่อจะได้ไปเป็นเทพ เทวดา ชั้นนั้น ชั้นนี้ดูจะไม่ค่อยสำคัญนักเท่าไหร่ แต่ก็ยังเป็นส่วนที่จะช่วยให้จิตใจเราได้อิ่มเอมได้อยู่ในการทำบุญทำทานรักษาศีล เพื่อเป็นบาทฐานให้จิตในการที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อสิ่งที่สำคัญกว่าทิพยสมบัติ สิ่งนั้นคือการพ้นไปจากทุกข์ แบบชนิดที่ไม่กลับมาเป็นทุกข์ได้อีก ดังนั้นหนังสือดีๆของพี่ผมเลยตัดใจนำไปบริจาคให้กับทางโรงพยาบาลนนทเวช และยังมีอีกหลายโรงพยาบาลที่ผมนำหนังสือไปบริจาค จริงๆแล้วผมไม่ได้รำรวยอะไร เป็นพนักงานเงินเดือนแค่ไม่กี่พันบาทแต่ก็อยากให้ธรรมะ ได้ทำให้คนที่ไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ศรัทธาบ้าง และหนังสือของพี่อ้องก็เป็นหนังสือที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ครบครัน ต้องบอกกับพี่อ้องว่า หนังสือของพี่บางเล่มก็ได้รับการสนับสนุนจากทางสำนักพิมพ์ Think Beyond ซึ่งได้รับความกรุณาจากพี่นักรบ พิมพ์ขาว บริจาคให้ผมมาอีก และหนังสืออื่นๆอีกมากมาย พี่อ้องเชื่อไหม ผมเอาหนังสือเกือบยี่สิบเล่มไปวางที่ชั้นวางที่โรงพยาบาลนนเวช อีกวันนึงขึ้นไปดู หนังสือของพี่หายไปแล้ว และบัดนั้นจนถึงบัดนี้ หนังสือยังไม่กลับมาที่เดิมเลย สงสัยไม่ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย หรือนางพยาบาล ก็หมอที่รักษาคนไข้นั่นแหละนำไปอ่าน และคงจะเปลียนมือกันไปเรื่อยๆ คิดแบบเป็นกุศล เราก็สบายใจแล้วหละ พี่อ้องว่าไหมครับ และผมต้องบอกพี่อีกอย่างว่า วัดผาซ่อนแก้ว ผมก็ไปปฏิบัติธรรมมาแล้ว และเป็นการธุดงค์ด้วย โดยพระอาจารย์ปาระมี กับพระอาจารย์อำนาจ โอภาโส ท่านจัดคอร์สธุดงค์ 4 วัน โดยการปฏิบัติธรรม กิน นอน ในป่า ก็เป็นอะไรที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมแบบนี้มาก่อน และเป็นเพราะหนังสือของพี่ผมจึงได้รู้จักกับวัดนี้ ต้องบอกว่า เหมือนได้ไปสวรรค์มาเลย ต้องบอกเลยว่าผมอยากจะได้เจอกับพี่บ้าง หากว่าพอมีบุญวาสนา รู้สึกว่าพี่น่าจะมีคำแนะนำอะไรให้กับผมได้บ้าง เพราะผมเองเริ่มมาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังก็ช่วง 2-3ปีที่ผ่านมานี้ ที่แรกที่ทำให้รู้จักกับการปฏิบัติกรรมฐาน ก็คือวัดมหาธาตุสนามหลวง ของหลวงพี่ ธรรมโชดก ถ้าผมจำชื่อท่านไม่ผิดนะครับ ที่เดียวกับที่ ดร.สนอง อุไรรัตน์ท่านฝึก แต่ตอนนั้นผมยังเป็นเณรน้อยอยู่เลย จากนั้นก็เป็นที่วัดอัมพวัน ของหลวงพ่อจรัญฯ ที่นี่ไปบ่อยมาก กรรมฐานไม่ว่าแนวไหนก็ดีทั้งนั้นเพียงแต่ว่า บางอย่างมันก็ยังไม่ตรง
กับจริตของเรา ตอนนี้ผมได้พบเจอกับแนวทางในการปฏิบัติที่ตรงกับจริตแล้ว คือ แนวทางของอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช และของอาจารย์ ดังตฤณ (ศรัณย์ ไมตรีเวช ผมเคยพบท่าน 3-4 ครั้ง แต่ไม่ค่อยได้ถามอะไรนักเพราะเนื่องด้วยเวลาจำกัด และท่านก็ไม่ค่อยเปิดตัว พอมีปัญหาข้อธรรมติดขัดอะไร ก็ไม่รู้จะไปถามที่ไหนได้ ผมได้กราบท่านเป็นอาจารย์แล้ว และอีกท่านที่ได้กราบท่านเป็นอาจารย์คือ หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต แห่งสำนักสงฆ์สวนทิพย์ แต่ว่าท่านก็ธาตุขันธ์มากแล้ว ก็ไม่สะดวกที่จะถามปัญหาข้อธรรมที่อยากจะถามอยากจะทำให้กระจ่างนัก) ตอนนี้จิตผมก็พัฒนาขึ้นมาก การเข้าสมาธิก็ง่าย(โดยส่วนมาก) บางครั้งนิ่งลึกชนิดที่ลมหายใจหายไปเลย การกำหนดรับรู้อิริยาบถ ในการเจริญ สติปัฎฐาน ก็กำหนดรู้ได้ง่ายด้วยจิดที่เบาสบายไม่ทึบ แคบ หากว่ามีวาสนาได้สนทนาถึงข้อปฏิบัติกับพี่อ้องบ้างก็คงจะถือว่าเป็นบุญมากจริงๆ ผมเคยลองเอาวิธีของพี่มาปฏิบัติดูก็เห็นผลจริงๆ คือก่อนนอนพี่อ้องให้กำหนดรู้สึกตัวโดยดูที่ลมหายใจ ให้กายหลับแต่จิตตื่น แล้วผลเป็นยังไงรู้ไหม ผลคือกายของผมเหมือนเหลื่อมขึ้นไปจากศรีษะอีกนิดหนึ่ง แล้วมองดูกายตัวเองอีกกายหนึ่งกำลังกรนครอกก!ๆ อีกและไม่ได้ฝันด้วย ได้ยินเสียงและเห็นปากตัวเองอ้ากรนครอกกๆอยู่อย่างนั้น ก็เลยคิดว่าถ้าเราหุบปากลงเราก็จะไม่กรนเราก็เลยหุบปาก แล้วเราก็หยุดกรน และเราก็รู้สึกตัว แล้วก็ยิ้มให้กับประสบการณ์ใหม่ของตัวเอง แล้วก็มานึกดู เอ้อ..แฟนบอกว่าเรานอนกรน เราก็เถียง นี่เห็นตัวเองกรนจริงๆ ไอ้กายที่เหลื่อมออกไปคือกายละเอียดหรือกายทิพย์ หรือคือจิดของเราหรือคือสตินั้นเอง นี่เป็นสิ่งที่พี่อ้องเขียนเอาไว้ในหนังสือ ที่เรียกว่า ภวังคจิต จาก ภวังคจิตพลิกกลับเป็น ฌาน หากมีโอกาสได้ขอคำแนะนำจากพี่อ้องก็น่าจะเป็นบุญอย่างมากกับผมนะครับ และเป็นไปได้อยากกราบเป็นอาจารย์เลยยิ่งดีครับ ผมอยู่กรุงเทพฯ หากพี่อ้องมีความกรุณากับผมผู้ต้องการแสวงหาแนวทางปฏิบัติเพื่อเป็นหนทางได้ออกจากทุกข์บ้าง วานพี่ติดต่อที่เบอร์นี้นะครับ 083-1359284 จักกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ อนุโมทนา สาธุ....


โดย: หน้ากากราหู IP: 180.183.136.186 วันที่: 14 กันยายน 2554 เวลา:22:04:48 น.  

 
ทำไมเวลานั่งสมาธินานาๆไม่อยากคุยกับใครอยากอยู่เงียบๆ


โดย: สิริกร IP: 122.155.36.163 วันที่: 23 กันยายน 2554 เวลา:9:53:16 น.  

 
ทำอย่างไรจะได้อ่าน คัมภีหมื่นโลกธาตุครับ มึจำหน่ายหรือเปล่าครับ


โดย: อนุชา IP: 70.120.203.68 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2554 เวลา:10:07:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อ้องเขาค้อ
Location :
เพชรบูรณ์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนโง่ที่หลงสิ่งแปรปรวนมานาน
Friends' blogs
[Add อ้องเขาค้อ's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.