Weight Loss Tips by Counsellor
Group Blog
 
All Blogs
 

ฮอร์โมนหิว Leptin

สมัยก่อนหลายสิบกว่าปีที่แล้ว (เก่าแล้ว) เรามีการศึกษาว่าเรารู้สึกหิวและรู้สึกอิ่มได้อย่างไร ได้มีการศึกษาวิจัยอย่างมากมาย ในสมัยก่อนเราเชื่อว่าระดับน้ำตาลและระดับของอินซูลินเป็นตัวกระตุ้นให้อิ่ม หลังจากนั้นเราก็มี CCK เป็นพระเอก (Cholecystokinase) แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่ามันออกฤทธิ์อภิมหาสั้น แปบเดียว ก็หมดฤทธิ์

ปัจจุบัน ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ในกลไกควบคุมความหิวอิ่ม, การเผาผลาญของร่างกาย คือ lipostat theory

lipostat theory กล่าวถึง ระดับ insulin และ leptin ในระบบไหลเวียนโลหิต ไปออกฤทธิ์ที่สมองครับ

Leptin เป็นฮอร์โมนลำดับต่อมาที่ถูกค้นพบ และเป็นพระเอกตัวต่อมาครับ ฮอร์โมนตัวนี้ถูกสร้างจากเซลล์ที่เก็บสะสมไขมันในร่างกายครับ Leptinจะไปยับยั้งNPYในสมองส่วนไฮโปธาลามัสทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มขึ้นครับ

เมื่อร่างกายเรามีไขมันมากๆก็จะมีเลปตินมากตามไปด้วย เคยมีการทดลองนำleptin ฉีดเข้าหนูทดลอง ผลคือหนูทดลองรับประทานน้อยลงและน้ำหนักลดลงครับ แต่เมื่อนำมาฉีดในมนุษย์ตอนแรกก็น้ำหนักลดลงดี แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มไม่ได้ผลครับ ตอนหลังเราพบว่าเกิดภาวะดื้อต่อLeptin ขึ้นมา ซึ่งนั่นหมายความว่าฮอร์โมนLeptinนั้นไม่สามารถควบคุมความหิว-อิ่มได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ทำให้ความหวังที่จะนำLeptin มาเป็นยารักษาโรคอ้วนเป็นอันต้องตกไป

ในคนอ้วนซึ่งมีไขมันสะสมมาก มีการสร้างเลปตินมาก แต่ก็มีภาวะดื้อต่อเลปตินมากขึ้นเช่นกัน

ปัจจุบันมีการค้นพบฮอร์โมนที่ทำให้หิวและอิ่มมากมายไม่ต่ำกว่า 50 ตัวแล้วครับ ความรู้นั้นเปลี่ยนเร็วมาก มีการวิจัยใหม่ๆเกิดขึ้นตลอด

แต่ก็มีฮอร์โมนที่ทำให้อิ่มที่ถูกค้นพบไม่นานมานี้ครับ นั่นคือ PYY PYY นี่ยังไม่มีข้อมูลมากนักเพราะเพิ่งถูกค้นพบไม่นาน

PYYสร้างมาจากกระเพาะอาหารและ น่าจะเป็น candidate ตัวต่อไปในเรื่องของการลดน้ำหนักครับ ซึ่งจะถูกหลั่งมากขึ้นเมื่อรับประทานอาหารประเภทโปรตีน ดังนั้นการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนลงไปในกระเพาะก็จะทำให้อิ่มมากขึ้นเช่นกันครับ อีกทั้งเกิดภาวะดื้อได้น้อยกว่าLeptin เสียอีก

ไม่ต้องไปสนใจนะครับว่า PYY ย่อมาจากอะไร เพราะชื่อเต็มก็คือ PYY




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2550    
Last Update : 25 มิถุนายน 2550 21:58:18 น.
Counter : 3873 Pageviews.  

อาหารไขมันต่ำ ไม่ใช่ อาหารน้ำตาลต่ำ

จำได้ไหมครับในช่วงปี 2520-2540 บรรดาโทรทัศน์และ
หนังสือพิมพ์ นั้นต่าง ประโคมข่าวกันว่าไขมันไม่ดีอย่าง
โน้น ไม่ดีอย่างนี้ ไขมันทำให้คุณอ้วนและทำให้ เสีย
สุขภาพ ไขมันทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำ
ให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต

ส่งผลกระทบจนทำให้เกิด เค้กไขมันต่ำ คุ้กกี้ไขมันต่ำ
ไอศกรีมไขมัน ต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ เป็นยุคแห่งขนม
ไขมันต่ำจริงๆ แม้แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีควัน หลงมาจนถึงทุก
วันนี้กันอยู่ บรรดาผู้ผลิตก็แก้ไขโดยการเอาไขมันออก
ไป และ ใส่น้ำตาลเข้าไปแทน แล้วเราก็รับประทานเข้า
ไปโดยไม่เกรงกลัวเพราะใน ฉลากเขียนว่า ”ไขมันต่ำ”

แม้ว่าความกลัวไขมันจะลดลงไปในปัจจุบันนี้ แต่ปัญหา
เรื่องความอ้วนก็ยังเพิ่มขึ้น พร้อมๆกับความเสี่ยงต่อโรค
เบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็งบางชนิดก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ทำไมทั้งๆที่เอาไขมันออกไปแล้วแต่เรายังมีปัญหาเรื่อง
ความอ้วนกันอยู่นั่นเป ็น เพราะ

“อาหารไขมันต่ำ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีน้ำตาล”

สรุปว่าเราตัดไขมันออกไปแล้วเราก็รับประทานน้ำตาลเข้า
ไปแทน แม้แต่ อาหารซึ่งเขียนฉลากไว้อย่างภาคภูมิใจ
ว่าไม่มีไขมัน นั่นอาจจะหมายความว่า มันประกอบไป
ด้วย น้ำตาล 100% ซึ่งผมว่าคุณรับประทานน้ำตาลมากๆ
ต่อให้ คุณรับประทานอาหารไร้ไขมันก็ตาม คุณก็อ้วนอยู่ดี
ครับ


ทำไมอาหารไร้ไขมันหรืออาหารไขมันต่ำไม่ดี
----------------------------------------------
ต่อให้ไขมันจะทำให้อ้วนได้ฉันใด น้ำตาลก็ทำให้อ้วนได้
ฉันนั้นเช่นกันครับ


เหมือนหนีเสือปะจระเข้ครับ เราได้สร้างปัญหาใหม่จากการ
ที่เราลดไขมันออกไป จากอาหารลง แต่เราเพิ่มน้ำตาลเข้า
ไปแทนนั่นคือ เราทำให้ระดับของน้ำตาล และระดับของ
อินซูลินในกระแสเลือดสูงจนเกือบทะลุเพดานเลยทีเดียว
ซึ่ง เทคนิคในการลดไขมันต้องควบคุมระดับของอินซูลิน
ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ครับ เพื่อให้นำน้ำตาล และกรด
อะมิโนให้เข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อ แต่ ถ้าหากระดับ
น้ำตาลในเลือดสูงมากๆก็จะทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูง
ขึ้น และ จะทำให้ตับเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันครับซึ่งจะทำ
ให้อ้วนยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นผมว่า การที่รับประทานอาหาร
ประเภทไขมันต่ำแต่เพิ่มน้ำตาล ผมว่าเป็นสาเหตุที่
สามารถทำให้เกิดโรคอ้วนและเบาหวานได้ง่ายในเวลาต่อ
มาครับ




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2550    
Last Update : 23 มิถุนายน 2550 14:12:50 น.
Counter : 392 Pageviews.  

พุงกะทิ แหล่งเก็บไขมันอันตรายที่ไม่มีใครนึกถึง

พุงกะทิ แหล่งเก็บไขมันอันตรายที่ไม่มีใครนึกถึง
-----------------------------------------------------------
คุณทราบไหมครับว่าไขมันเก็บไว้ที่ใดบ้าง แหล่งสะสมไขมันมีอยู่3 แหล่งใหญ่ๆครับ ไขมันใต้ผิวหนัง (ตามสะโพก ต้นแขน และต้นขานั่นแหละครับ) ไขมันที่ล่องลอยอยู่ในหลอดเลือด (ซึ่งถ้ามีมากทำให้เกิดโรคไขมันในหลอดเลือดสูงครับ และนำไปสู่โรคเมตาบอลิกอื่นๆครับ) และแหล่งสุดท้าย แหล่งที่ไม่เคยมีใครนึกถึง อยู่ในท้องของเรานั่นคือ โอเมนตัม ส่วนแหล่งไขมันอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงนั้นเป็นส่วนเพียงเล็กน้อยครับ เช่นในกล้ามเนื้อ ในสมอง และตามอวัยวะต่างๆ

โอเมนตัม ชื่อนี้หลายๆท่านอาจจะไม่เคยได้ยิน มันคืออะไร



โอเมนตัม เป็นแหล่งเก็บสะสมไขมันภายในช่องท้องของคุณ มีลักษณะเป็นแผ่น ทำหน้าที่เก็บสะสมพลังงานเอาไว้สำหรับการทำงานของอวัยวะภายในของคุณ ซึ่งจะติดกับกระเพาะอาหารและลำไส้ของคุณ ขนาดของโอเมนตัมจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นกับปริมาณของไขมันที่สะสมไว้ครับ คนที่ผอม โอเมนตัมอาจมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของกระดาษสมุด แต่ในคนที่อ้วนโอเมนตัมอาจมีขนาดเท่ากับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ได้เลยทีเดียว โอเมนตัมก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมไขมันขนาดใหญ่อัดแน่นอยู่ในท้องของคุณ ลองคิดดูสิครับเวลาที่มีผ้าเช็ดตัวอยู่ในท้องคุณ ท้องคุณจะใหญ่ขึ้นสักเท่าไหร่กัน โอเมนตัมเป็นที่มาของพุงของคุณนั่นเองไม่ใช่มีเพียงไขมันใต้ผิวหนังเพียงอย่างเดียว

โอเมนตัมเป็นแหล่งเก็บพลังงานสำหรับอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกายเช่น ตับ ลำไส้เล็ก กระเพาะอาหาร และลำไส้ใหญ่ ซึ่งตับจะอยู่ใกล้แหล่งพลังงานแหล่งนี้มากที่สุดก็จะดึงจากแหล่งนี้ไปใช้ก่อนไขมันตามต้นแขนต้นขาของคุณ

ทำไมไขมันที่โอเมนตัมจึงเป็นอันตรายมากกว่าไขมันที่อยู่ตามชั้นไขมันใต้ผิวหนัง นั่นก็เป็นเพราะว่าไขมันในโอเมนตัมทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคเมตาบอลิกอื่นๆครับ

เคยมีศัลยแพทย์คนหนึ่งได้ทำการทดลองตัดโอเมนตัมทิ้งไป พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลที่ดีขึ้นครับ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครศึกษาผลกระทบของการตัดโอเมนตัมทิ้งในระยะยาวเลยว่าจะเกิดผลเสียหรือไม่ คงต้องรอการวิจัยต่อไปครับ

ข่าวดีครับ ถ้าคุณเป็นอ้วนและเป็นเบาหวาน และคุณกำลังลดไขมัน ซึ่งหมายความคุณกำลังลดไขมันในโอเมนตัมไปด้วย จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้นได้ครับ

Original Article by Counsellor




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2550    
Last Update : 16 มิถุนายน 2550 16:07:13 น.
Counter : 2270 Pageviews.  

คาร์โบไฮเดรตกับอินซูลิน

คาร์โบไฮเดรต แบ่งออกเป็น 3ประเภทครับ แป้ง น้ำตาล และใยอาหาร

อาหารประเภทน้ำตาลทรายทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นมากกว่าปกติจนทะลุเพดานเลยครับ

เมื่อน้ำตาลสูงมากขึ้น อินซูลินก็จะสูงมากขึ้นครับ น้ำตาลในเลือดจะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินมากขึ้น อินซูลินมีหน้าที่เป็นกุญแจให้นำน้ำตาลเข้าเซลล์ดังรูป เพื่อให้ง่ายผมมักจะนำรูปนี้เพื่อมาใช้ในคำอธิบาย



อินซูลินก็จะเหมือนกับดาบ 2 คม
----------------------------------
คมที่หนึ่งเป็นด้านดี อินซูลินทำหน้าที่นำน้ำตาลเข้าเซลล์เพื่อใช้ในการเผาผลาญในเซลล์ และสร้างเป็นแป้งเก็บไว้ในเซลล์ (ไกลโคเจน) ช่วยนำกรดอะมิโนเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อเพื่อสร้างเป็นกล้ามเนื้อ คมที่สองเป็นด้านที่ไม่ดี น้ำตาลที่สูงขึ้นมากจนเกินไปซึ่งจะทำให้อินซูลิหลั่งมากเกินไป ถ้าอินซูลินหลั่งมากจนเกินไปก็จะทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งครับซึ่งทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน

คาร์โบไฮเดรตแต่ละชนิดไม่เหมือนกันแม้ว่าจะออกมาเป็นน้ำตาลในเลือดเหมือนกัน
---------------------------------------
ผมแนะนำว่าไม่ควรรับประทานอาหารประเภทน้ำตาลทราย น้ำตาลผลไม้รับประทานได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่มากจนเกินไป เพราะผลไม้ ยังมีไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และสารสกัดจากผลไม้แต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกันครับ

น้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลขึ้นได้เร็วกว่า ผมแนะนำให้รับประทานอาหารประเภทแป้งมากกว่าครับ แป้งมีขนาดโมเลกุลใหญ่ แม้ว่าจะย่อยแล้วได้เป็นน้ำตาลเหมือนกัน แต่ต้องใช้ระยะเวลาครับ น้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อยๆขึ้นอย่างช้าๆ อินซูลินก็จะค่อยๆหลั่งช้าๆ อันนี้ร่างกายจะได้ประโยชน์มากกว่า

รับประทานคาร์โบไฮเดรตคู่กับโปรตีน และใยอาหาร
------------------------------------------------------
ผมแนะนำให้รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตคู่กับโปรตีน ถ้าคุณต้องการสร้างกล้ามเนื้อ อย่างที่ผมบอกครับ อินซูลินช่วยให้เซลล์กล้ามเนื้อนำเอากรดอะมิโนมาใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อครับ กล้ามเนื้อเป็นแหล่งเผาผลาญพลังงานชั้นเยี่ยมในร่างกายมนุษย์เลยทีเดียว

บางคนบอกว่าการรับประทานคาร์โบไฮเดรตคู่กับโปรตีนทำให้การดูดซึมช้าลง ผมว่าดูถูกร่างกายเราเกินไปครับ แม้จะเป็นจริงก็ยิ่งดีครับเพราะอินซูลินนั้นไม่ควรจะหลั่งสูงขึ้นเร็วครับ ควรจะหลั่งช้าๆในปริมาณที่เหมาะสม

การรับประทานใยอาหารช่วยให้เราอิ่มมากขึ้น แคลอรี่ต่ำ ท้องไม่ผูก ช่วยให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลงครับ

Original Article




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2550    
Last Update : 16 มิถุนายน 2550 16:01:17 น.
Counter : 761 Pageviews.  

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโฆษณาลดน้ำหนักบนอินเตอร์เนต

ที่มาของบทความนี้เกิดขึ้นเมื่อผมสงสัยว่าที่เขาโฆษณาว่าลดน้ำหนักนั่นคืออะไร และผมได้ไปค้นข้อมูลแล้วพบว่ามันคือ MRP นี่เอง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับMRP ==============
MRP หรือ "meal replacement program" ใช้สำหรับรับประทานแทนอาหารครับ โดยปกติมักจะรับประทานทดแทนอาหารประมาณ 1-2 มื้อ ต่อวัน MRPโดยปกติ
มักจะอยู่ในรูปของอาหารผงซึ่งต้องผสมน้ำครับ ปัจจุบันมีอยู่หลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะ เป็น Myoplex MET-EX Medifast Nutrisystem และ Herbalife

โดยทั่วไปของ MRPมักจะมีแคลอรี่อยู่ประมาณ 280-300กิโลแคลอรี่ต่อมื้อ แต่ก็ แล้วแต่ยี่ห้อครับ ถ้าเป็นของ Herbalife ก็จะต่ำกว่ายี่ห้ออื่นที่มีเพียง 90กิโลแคลอรี่เท่านั้น และโดยทั่วไปMRPจะมีอัตราส่วนระหว่าง โปรตีน2ส่วน และคาร์โบ ไฮเดรต 1ส่วน ด้วยสิ่งนี้ทำให้คุณได้รับคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างน้อยครับ และ ให้แคลอรี่ต่ำและคาร์โบไฮเดรตต่ำจึงสามารถใช้ในการลดน้ำหนักได้เป็นอย่าง ดี แต่ถ้าคุณต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นคุณก็สามารถเติมน้ำผลไม้ หรือนมก็ สามารถทำได้ครับ

ความลับที่ผู้ผลิต MRPไม่อยากให้คุณรู้
----------------------------------------
โดยทั่วไปผู้ผลิตและผู้ขายMRPต้องการให้คุณเชื่อว่า MRPนั้นคืออาหาร มหัศจรรย์ที่สามารถลดน้ำหนักและสร้างกล้ามเนื้อได้ แต่ความจริงแล้วไม่มีอะไร มากไปกว่าอาหารผงสำเร็จรูปครับ

MRPก็คืออาหารเสริมดีๆนี่เอง และไม่ได้ให้ใช้ในการทดแทนการรับประทาน อาหารทั้งหมด ผมแนะนำว่าพยายามอย่ารับประทานมากไปกว่า 1/3 ของแคลอรี่ ที่ร่างกายต้องการครับ

MRPนั้นช่วยในเรื่องของความสะดวกในกรณีที่คุณไม่มีเวลามากพอ แต่อย่างไร ก็ตามMRPก็ไม่ได้ดีไปกว่าอาหารจริงๆ บรรดาเจ้าของบริษัทอาหารเสริมมักจะ
พูดว่า MRPเป็นอาหารที่ดีที่สุดในโลกครับ ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเพราะบริษัทเหล่า นี้สามารถทำกำไรได้มากถึง 10ล้านUSDในแต่ละปี เนื่องด้วยผลประโยชน์อัน
มหาศาลนั่นเอง

กุญแจสำคัญอยู่ที่การรับประทานโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และการรับประทาน อาหารที่มีใยอาหารมากๆครับ ถ้าคุณทำไม่ได้อาหารเสริมก็เป็นเพียงทางเลือก หนึ่งเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามให้เลือก"อาหารจริงๆ"เป็นอันดับแรกเสมอ ไม่มี อาหารเสริมใดๆในโลกนี้ที่สามารถให้คุณค่าทางโภชนาการมากไปกว่าอาหาร จริงๆหรอกครับ

"อาหารจริงๆ"คือความลับของความสำเร็จ
------------------------------------------
ระบบทางเดินอาหารของเราถูกออกแบบมาให้สำหรับย่อยอาหารจริงๆ ย่อย โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรตจริงๆ ไม่ใช่อาหารเทียมครับ อาหารจริงๆเท่านั้นที่ เร่งการเผาผลาญ เพราะในกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหาร ร่างกายต้องใช้ พลังงานเพื่อสำหรับการย่อยและการดูดซึม เช่นโปรตีนใช้พลังงานมากถึง 30% หมายความว่า ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงาน30กิโลแคลอรี่ในการย่อยและดูด
ซึมอาหารประเภทโปรตีน100กิโลแคลอรี่ ครับนั่นคือกำไรจริงๆแค่ 70กิโลแคลอรี่เท่านั้น

แต่อาหารMRPไม่ช่วยในการเร่งการเผาผลาญครับ ร่างกายไม่ได้ใช้พลังงานเพื่อที่จะดูดซึมพลังงานเลย

การรับประทานอาหารจริงๆนั้นยาก แต่สามารถเร่งผลลัพธ์ให้คุณเป็นทวีคูณ การเลือกอาหาร การทำอาหาร ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ถ้าคุณยังต้องพึ่งพาอาหารผง แป้ง นั่นแสดงถึงความขี้เกียจของคุณครับ คุณไม่มีวันสร้างกล้ามเนื้อแบบนัก เพาะกายได้จาก MRPหรอกครับ แต่ที่คุณลดน้ำหนักได้นั่นเป็นเพราะแคลอรี่ที่ ต่ำต่างหากครับ

MRP ไม่สอนให้คุณเรียนรู้วิธีการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องครับ

Original article by Counsellor




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2550    
Last Update : 14 มิถุนายน 2550 23:19:34 น.
Counter : 442 Pageviews.  


Valentine's Month


 
counsellor
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add counsellor's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.