พิเศษ...ใส่ใจ ( Dear Stranger, 1 )



                            พิเศษ...ใส่ใจ ( Dear Stranger,)

                                       /แบคหมิน/





คนเราจะรักตัวเองมากที่สุดก็ตอนที่ได้รักคนอื่นและคนๆนั้นก็รักเราเช่นกัน






" นายน่ะ รู้จักแต่วิธีที่จะทำให้คนอื่นรัก นายควรจะรู้จักรักตัวเองบ้าง "

" แต่ฉันก็ทำให้นายรักฉันไม่ได้ "

" มินซอก...ไม่ใช่ว่าฉันไม่รักนายนะ แต่ชีวิตคนเรามันมีเหตุผลอีกตั้งเยอะแยะที่ทำให้คนรักกันอยู่ด้วยกันไม่ได้ "

" ฉันไม่เห็นมีเหตุผลอะไรแบบนั้นเลย แค่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรักฉันก็ไม่ต้องการเหตุผลอะไรอีก "

" นายมันคิดอะไรแบบเด็กๆ "

" ผู้หญิงคนนั้นเค้าเป็นผู้ใหญ่มากงั้นซิ "

" ฉันอยากให้เราจบกันด้วยดีนะ นายอย่ามาชวนทะเลาะแบบนี้ได้มั๊ย "

" ช่างเถอะ....."

คนที่ดื้อดึงที่สุดในความสัมพันธ์นี้ดูเหมือนจะถอดใจแล้ว อากาศเย็นจนทุกคำพูดสร้างควันเป็นม่านบางๆระหว่างคนสองคน เว้นแต่เสียงสุดท้ายนั้นที่เบาเกินกว่าจะสร้างปฎิกิริยาใดๆกับมวลอากาศรอบตัว

มินซอกหมุนตัวตั้งท่าจะวิ่งไปที่ป้ายรถที่เจ้าตัวเห็นแล้วว่ารถสายที่เขาอาศัยกลับบ้านทุกวันกำลังวิ่งตรงมา

" นี่....แล้วอย่าร้องไห้นะ นายต้องรักตัวเองมากๆนะ มินซอก นี่...มินซอก "

เขาได้ยินทุกคำชัดเจนก่อนที่ประตูรถจะปิดลง มันจุกไปหมด อากาศที่เบาบางอยู่แล้วยิ่งทำให้การหายใจยากลำบากมากเข้าไปอีก พอทรุดตัวลงนั้นได้ก็พยามหายใจเข้าออกช้าๆให้ระบบการหายใจเข้าสู่ภาวะปกติ

ถ้าความคิดของคนเราปรากฎเป็นภาพในอากาศได้ ภาพความคิดของมินซอกคงไม่ต่างจากภาพวาดสีน้ำที่อยู่กลางสายฝน เลอะเทอะลางเลือนจนมองไม่ออกแล้วว่ามันเคยเป็นภาพที่สวยงามแค่ไหน

ต่างอย่างสิ้นเชิงกับคนที่นั่งด้านนอกของฝั่งที่นั่งแบบคู่ที่อยู่ถัดไปข้างๆ ความคิดของเขาที่กำลังค่อยๆแต่งแต้มภาพลางๆในอากาศ แม้ว่ายังไม่ชัดเจนนักว่าจะออกมาเป็นรูปอะไร แต่ในสายตาของจิตรกรเอกต้องมองออกอย่างแน่นอนว่ามันจะต้องเป็นภาพที่น่าจดจำภาพหนึ่งในชีวิต

มือเรียวสวยดึงหูฟังออกแต่ดวงตาเล็กปลายตาตกยังไม่ขยับจุดโฟกัสเลย ตั้งแต่ที่ว่างตรงที่นั่งเดี่ยวที่อยู่ข้างๆเขามีใครคนหนึ่งทรุดตัวลงนั่ง แม้แต่เพลงโปรดที่ว่างเมื่อไหร่ต้องฟังในตอนนี้เขาก็ไม่อยากให้มาเป็นสิ่งรบกวน ตอนนี้เขาอยากใช้แค่สายตากับหัวใจเท่านั้น

ดวงตาโตแต่รูปทรงเรียวปลายชี้นิดๆซึ่งเป็นสิ่งที่สะดุดตาที่สุดบนใบหน้าในยามที่เจ้าตัวไม่ได้ยิ้มโชว์ฟันกระต่ายให้มาแย่งความเด่นไป เหม่อมองทะลุกระจกใสไปที่วิววข้างทางที่ถูกซ้อนทับด้วยใบหน้าของคนที่เพิ่งจากกันมา

มินซอกไม่เคยร้องไห้ให้กับอะไรทั้งนั้น สอบตก ติดทีมฟุตบอลโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัยโซลไม่ได้  ประสบอุบัติเหตุจนเล่นบอลไม่ได้อีก หรือแม้แต่ตอนคุณพ่อเสีย.....อย่าทำตัวเป็นภาระของคนอื่น...คุณแม่สอนเขามาแบบนั้น เขาคิดว่าการร้องไห้คือการแสดงความอ่อนแอและเมื่ออ่อนแอสุดท้ายก็ต้องกลายเป็นภาระของคนอื่น


เขาไม่เคยร้องไห้ในแบบที่น้ำตาไหลพรากๆ เขาอนุญาตให้มันเป็นแค่น้ำใสๆคลอในตาเท่านั้น

ต่างจากหัวใจ.....

ที่แตกสลายนับครั้งไม่ถ้วน





มินซอกรู้สึกตัวทันป้ายที่ต้องลงพอดี ห้าทุ่มกว่าแล้วป้ายที่เขาลงมาต่อรถเป็นประจำนี้จะวิ่งกันเป็นเที่ยวสุดท้ายของวัน




มินซอกยังนั่งเหม่อเหมือนเดิม ไม่ทันได้สังเกตว่าป้ายที่เขามักจะเป็นผู้โดยสารคนเดียวที่รอรถ วันนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น



แบคฮยอนมองแล้วก็เผลอลุ้นว่าน้ำใสๆที่เห็นเอ่ออยู่ในดวงตาที่ดูสวยแปลกตานี้เมื่อไหร่เจ้าของจะปล่อยให้มันไหลออกมาซักที ไม่ใช่ว่าเขามองมันเป็นเรื่องสนุกเหมือนนิสัยเฮฮาของตัวเอง แต่เมื่อเทียบกับสีหน้าที่เจ็บปวดเหลือเกินนั้นแล้วเขาคิดว่าร้องไห้ออกมายังจะดีเสียกว่า


ชายหนุ่มเคาะซองบุหรี่เบาๆกับท้องแขนที่คลุมไว้ด้วยผ้าเนื้อนุ่มของสเวตเตอร์ตัวบางทับเสื้อเชิ้ตทำงานอีกชั้น คนเหม่อสะดุ้งนิดๆ ก้มมองซองบุหรี่แล้วเงยหน้าขึ้นมองคนที่พยักหน้าหงึกๆเป็นทีว่าให้รับไป

" ขอบคุณครับ แต่ผมไม่สูบ "

" ดีจัง "

" แค่ไม่สูบบุหรี่ไม่ใช่คนดีอะไรหรอกครับ ผมเป็นภูมิแพ้ ถ้าสูบได้คงสูบตั้งแต่บรรลุนิติภาวะแล้ว "

แบคฮยอนยิ้มกว้างให้กับคำตอบกึ่งประชดประชัน รู้สึกคึกคักขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

" น่าเสียดาย หนาวๆแบบนี้สูบบุหรี่แล้วอุ่นดีนะ "

" คุณจะสูบก็ได้นะ เดี๋ยวผมเดินไปยืนห่างๆ " นิ้วสั้นๆชี้ๆไปที่ใต้ต้นไม้แถวนั้น

" โอ้ย ไม่ต้องครับ ผมไม่ได้ติดขนาดนั้น มีเพื่อนคุยถูกคอก็ทำให้อุ่นได้เหมือนกัน "

" คุณนี่ตลกดี "

" เดี๋ยวซิ ใครๆก็บอกผมเป็นคนตลกก็จริง แต่นี่ผมยังไม่ได้ปล่อยมุกอะไรเลยนะครับ "

" ก็มันไม่ตลกรึไง เราเพิ่งเจอกันไม่ถึงสิบนาที คุณก็จีบผมแล้ว "

แบคฮยอนระเบิดหัวเราะลั่น ทะลุทะลวงทุกซอกมุมของความมืดและอณุอากาศหนาวเย็น หลังจากหัวเราะเป็นชุดก็หอบจนตัวโยนแต่ก็ยังพยายามพูด

" คุยกับคุณนี่ไม่..ไม่แค่อุ่นนะ..นี่ผมเริ่มร้อนเลยล่ะ " จบประโยคกระท่อนกระแท่นเจ้าตัวก็ยังหัวเราะต่ออีกหลายชุด

จากที่พยายามเกร็งหน้าอยู่นาน ในที่สุดๆแก้มกลมๆก็ยกขึ้นเพราะรอยยิ้ม

" คุณยิ้มแล้ว " นิ้วเรียวไม่แค่ชี้ยังยื่นมาใกล้จนเกือบจะชนผิวแก้ม

มินซอกก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะยิ้มได้ ในวันที่กลั้นน้ำตาได้ยากเย็นวันหนึ่งในชีวิตแบบนี้

อยู่ๆแบคฮยอนก็ดีดนิ้วแล้วหันไปคว้าเป้ใบโตมาค้นอย่างตั้งอกตั้งใจ ได้เสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สีซีดออกมาก็ยื่นให้คนแก้มกลมที่ตอนนี้มีสีชมพูจางๆเจืออยู่

" คุณใส่เถอะนะ ผมว่าเสื้อคุณบางไปยิ่งเป็นภูมิแพ้อยู่ด้วย "

มินซอกเห็นท่าทางจริงจังนั้นแล้วจึงได้แต่พูดขอบคุณแล้วรับเสื้อมาใส่ กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มผสมกับกลิ่นบุหรี่มันทำให้เขาอยากจะจาม แต่ก็พยายามกลั้นไว้...เกรงใจ คงจะเพราะแบบนั้น

" ขอโทษนะครับ อาจจะละลาบละล้วงไปหน่อย แต่ผมเห็นคุณน้ำตาคลอตลอดทางเลย...บนรถน่ะ "

" อ้อ....คือ...ผมเพิ่งเลิกกับแฟนน่ะครับ "

พูดออกไปแล้วก็แปลกใจตัวเอง ปกติในสถาณการณ์แบบนี้เขาจะโกหกแบบผ่านๆไปมากกว่าจะมาพูดเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้าฟัง มินซอกกอดอกแน่นมองออกไปที่ถนนไม่อยากสบตาคู่สนทนาในตอนนี้

แต่พอจะหันกลับมาพูดอธิบายไม่ให้ตัวเองก็ดูแย่ที่ถูกแฟนทิ้งก็พอดีกับที่อีกคนตั้งท่าจะยื่นหน้าเข้าไปหาเพื่อเปิดบทสนทนาใหม่ ระยะห่างแบบเป็นทางการถูกย่นย่อจนวัดได้แค่หน่วยมิลลิเมตร





โลกหยุดหมุนได้จริงๆ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เคยเรียนมาบางที่อาจจะมีอะไรผิดพลาด....ตอนนี้ยังหายใจอยู่รึเปล่าเขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำ

" ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจนะครับ "

มินซอกรีบเด้งตัวกลับนั่งหลังตรงเป็นไม้กระดาน " ไม่...ไม่เป็นไรครับ " ตอบพลางทำเป็นหันซ้ายหันขวามองถนนแบบหงุดหงิดที่รถไม่มาซะที

" วันนี้รถมาช้าจัง " แบคฮยอนช่วยพูดแก้สถาณการณ์แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม " คุณกลับบ้านดึกแบบนี้ทุกวันหรอครับ "

" งานคือเงินน่ะครับ ง่ายๆเลย ...คุณไม่ค่อยได้กลับดึกใช่มั๊ยผมไม่คุ้นหน้าเลย "

" อ้อ...ปกติผมกลับเส้นอื่นครับ " แบคฮยอนไม่อยากบอกว่ารถส่วนตัวเสีย แล้วก็ไม่อยากบอกด้วยว่ารถบัสเที่ยวสุดท้ายที่รออยู่นี่ไม่มีสายไหนผ่านบ้านเขาเลย " แต่ว่าอาทิตย์หน้าผมก็จะย้ายมาอยู่คอนโดนี้แล้ว เราคงได้เจอกันบ่อยๆ " แบคฮยอนหมายถึงคอนโดสูง30ชั้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากตรงนี้ เขาไม่อยากบอกอีกเหมือนกันว่าพี่ชายของเขาเป็นเจ้าของ

มินซอกทำตาโตห่อปาก ตอนมันเริ่มสร้างมินซอกเคยคิดเหมือนกันว่าถ้าได้ย้ายมาอยู่คอนโดนี้น่าจะสะดวกดีใกล้ที่ทำงานหน่อย แต่พอมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเขาก็รู้ทันทีว่าคนอย่างเขาคงหมดสิทธิ์ มันดูหรูหราจนเกินเอื้ม





" ผมก็เพิ่งเลิกกับแฟนเหมือนกัน " จู่ๆแบคฮยอนก็โผล่งออกมา

" นี่คุณจะจีบผมจริงๆ? "

" แล้วไม่ได้เหรอครับ "

" นี่เราเพิ่งเจอกันนะ คุณไม่กลัวผมจะคบกับคุณเพราะคุณรวยเหรอ "

แบคฮยอนก็ไม่อยากบอกอีกแล้วว่า บริษัทที่มินซอกทำงานอยู่เป็นของคุณพ่อ เขาเคยเจอมินซอกหลายครั้งแล้ว เคยเห็นอดีแฟนคนนั้น และรู้นิสัยของชายหนุ่มตัวเล็กคนนี้พอสมควรจากการสอบถามพนักงานในบริษัท  เขาเป็นคนแปลกหน้าสำหรับมินซอกฝ่ายเดียวเท่านั้น





" สำหรับคุณมันยากมั๊ย หมายถึงตอนเลิกกับแฟนน่ะ " มินซอกไม่ค่อยมั่นใจว่าควรถามรึเปล่า

" ไม่นะ คงเพราะเราทั้งคู่รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า คงไปกันไม่ได้...แต่ของคุณน่าจะยากอยู่ซักหน่อยใช่รึเปล่า "

มินซอกพยักหน้า เห็นท่าทีจริงจังของคนถามกับแววตาที่มีความห่วงใยอยู่ในนั้นแล้วก็รู้สึกแปลกๆ แต่มันก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก คนแปลกหน้าคนนี้จริงใจและเปิดเผยจนเขารู้สึก....พิเศษ

" มันยากเพราะผมยื้อ " มันไม่ได้มีแค่นั้นแต่เขาก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เหมือนกับความรู้สึกจริงๆในตอนนี้

" ไม่มีใครอยากรู้สึกว่าตัวเองรักคนผิด ไม่มีใครอยากรู้สึกว่าคนที่เสียเวลาศึกษากันมาสุดท้ายก็ไม่ใช่อย่างที่เคยคิด เราก็เลยยื้อ...ยื้อเพราะไม่อยากยอมรับความผิดพลาด บางทีที่เราไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆอาจไม่ใช่เพราะความรักทั้งหมด "

มินซอกนิ่งไปนานก่อนจะพยักหน้า สิ่งที่แบคฮยอนพูดมันตรงจุดจนเขาไม่รู้จะเอาอะไรมาแย้ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดในแง่นี้ เพียงแต่พอมีคนพูดให้ฟังมันก็ชัดเจนขึ้น




" ตอนนี้เราก็ว่างกันทั้งคู่ "

" คุณนี่ตื้อชะมัด จะจีบผมให้ได้จริงๆใช่มั๊ย





รถบัสที่รออยู่ร่วมสี่สิบนาทีจู่ๆก็เหมือนวาร์ปมาจอดอยู่ตรงหน้า มินซอกลุกพรวดขึ้นแต่ยังรั้งๆรอๆไม่รู้จะเอายังไงกับความรู้สึกข้างในที่มันค้างคา ไม่ใช่กับคนที่เพิ่งเลิกราแต่กับคนแปลกหน้าคนนี้


ภาพความคิดของมินซอกในตอนนี้ยิ่งกว่าแอ๊บสแตรค



แบคฮยอนยืนขึ้นบ้าง ไม่ได้พูดอะไรมากกว่ามองท่าทียึกๆยักๆทำอะไรไม่ถูกแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเหมือนหนูแฮมสเตอร์ที่เขาเคยเลี้ยงตอนเด็กๆไม่ผิด เขายิ้มออกมาอีกแล้ว รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

ในที่สุดมินซอกก็พาตัวเองไปที่ประตูรถที่เปิดรออยู่ ก้าวขึ้นบันไดไปขั้นเดียวก็ชะงักแล้วเอี้ยวตัวกลับพลางทำท่าจะถอดเสื้อแจ็กเก็ตออกแต่เสียงเจ้าของเสื้อตะโกนแทรกมาก่อน

" ใส่ไว้เถอะครับ ผมให้คุณเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ "

มือที่กำลังจะถอดเสื้อกลายเป็นกำสาปเสื้อแน่นกระดุมเหล็กกดเข้ากับฝ่ามือเต็มๆแต่เจ้าตัวไม่รู้สึกเจ็บเลย

" ผมไม่ได้ให้ฟรีๆนะ วันที่ 14 เดือนหน้าคุณต้องหาของขวัญมาให้ผมด้วย " พูดจนพอใจแล้วก็หมุนตัวทำท่าจะเดินไปแต่ก็หันกลับมาชี้นิ้วขยิบตาให้คนที่ยืนค้างตรงบันไดรถ ถ้าไม่ติดว่าทั้งหล่อและรวยก็ต้องบอกว่าแว๊นซ์สุดๆ

มินซอกรีบเดินขึ้นรถ รู้สึกขามันปัดไปมาจนเกือบจะล้ม ถึงจะเป็นรถเที่ยวสุดท้ายที่มีผู้โดยสารไม่กี่คนแต่การที่ทุกคนบนรถพร้อมใจกันยิ้มแล้วมองเขาเป็นจุดเดียว ก็ทำให้เขาถึงกับหน้าร้อน พอได้นั่งแล้วก็ได้แต่ก้มหน้างุด  กอดอกแน่น


บนรถที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเทแบบนี้กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มกับกลิ่นบุหรี่ยิ่งชัดเจน มินซอกยกมือเอานิ้วชี้ถูๆจมูกทั้งที่ยังกอดอกอยู่  นาฬิกาข้อมือที่โชว์หราว่าเข้าวันใหม่แล้วและเป็นวันที่14กุมภา ก็ยิ่งทำให้สถาณการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก







ในตอนนี้นอกจากจะต้องกลั้นจามแล้ว มนุษย์แฮมสเตอร์ยังต้องกลั้นยิ้มอย่างหนักอีกด้วย



.....ยากจัง






...................................................................................................................................

                     ...................................................................................


เผื่อใครอยากติดแท็คในทวิตเตอร์นะคะ #ficDS

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ =^.^=





















Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 18 เมษายน 2559 17:05:15 น.
Counter : 893 Pageviews.

2 comments
  
มาต่ออีกนะคะ ได้โปรดๆๆๆ อยากอ่านอีกอ่า..
พลีสๆ
โดย: ไข่มุก IP: 180.180.84.179 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:22:52:09 น.
  
งื้อๆ น่ารักอ่ะ ไรท์อา อยากรู้14 เดือนหน้า
โดย: nastsi IP: 223.24.51.79 วันที่: 12 มีนาคม 2559 เวลา:7:42:37 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 2090139
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
กุมภาพันธ์ 2559

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
14 กุมภาพันธ์ 2559