พฤศจิกายน 2559

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
18 พฤศจิกายน 2559
นั่งดูท้องฟ้า


 การทำสมาธิหายใจเข้านึกพุธ หายใจออกนึกโธ เอาสติดูลมหายใจ แล้วนึกดู ท้องฟ้าโล่งสว่างไม่มีอะไรบดบัง  แผ่นดินเรียบไม่มีต้นไม้ ภูเขาจนมาถึงที่เรานั่งอยู่ ท้องฟ้าใหญ่เหมือนเวลาเราเข้าไปในท้องฟ้าจำลองแต่ให้ใหญ่กว้างเหมือนของจริง  กว้างทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย ด้านขวา เบื้องบน เบื้องล่าง ให้เท่ากัน แผ่นดินก็กว้างเหมือนกันทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย ด้านขวา เบื้องบน เบื้องล่าง ให้เท่ากันมีขอบฟ้า ท้องฟ้าจดแผ่นดินโดยรอบทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย ด้านขวาเป็นวงกลมเหมือนเวลาเราไปดูที่ท้องทะเลเห็นขอบฟ้าจดท้องทะเล เห็นตนเอง นั่งอยู่กลางแผ่นดิน ท้องฟ้าขอบฟ้าแผ่นดินก็อย่าให้หาย โดยดูที่หน้าผากตัวเอง ใช้สติดู เหมือนเวลาเราดูตัวเองในกระจกเงา ถ้าเราไปนึกดูแรงๆ จะทำให้ปวดตา ต้องดูเบาเหมือนเวลาเราดูหนัง ดูละคร แล้วเราก็ดูลงมาเรื่อยๆหน้าผากต้องให้เห็นก่อนจึงจะดูอย่าอื่นเห็นตาม ท้องฟ้าต้องสว่างด้วย ถ้าท้องฟ้าไม่เห็น หรือมืด แสดงว่าสมาธิ เราไม่นิ่งไม่เป็นปัจจุบ้นธรรม คือนึกอยากเห็นเร็วๆ ก็เลยกลายเป็นอนาคตกาล ลมหายใจก็รู้อยู่ ต่อมาก็ดู คิ้ว เปลือกตา ตา จมูก ปากแก้ม คาง คอ หน้าอก หัว ผม ท้ายทอย บ่า ไหล่ หลัง เอว สะโพก แขนทั้ง 2ข้าง นื้วมิอ ทั้งหมด ขา เท้า นิ้วเท้าทั้งหมด อวัยวะภายใน ตั้งแตกระโหลก สมอง ลูกตา ลื้น ฟัน เหงือก ลูกกระเดือก เลือด เนื้อ เอ็น กระดูก กระเพาะ ตับ ไต ไส้ พุง ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อุจาระ ของเหลวในร่างกาย ท้องฟ้า แผ่นดิน ขอบฟ้าอย่าให้หาย  แล้วดูลมหายใจ เข้าที่โพลงจมูก ลมหายใจออก เห็นเป็นลักษณะคล้ายไอนำ้ที่พุ่งออกจากกาที่ ต้มน้ำจนร้อน เวลาหายใจเข้าลมหายใจเป็นสายไหลจากโพลงจมูก ออกปาก ออกตา ออกหูทั้ง2ข้าง ออกปลายเสันผม ไหลลงแขนทั้ง2 ออกปลายนี้ว ออกเท้า ออกปลายนิ้วเท้าทั้งหมด ออกผิวหนังทุกรูขุมขน เวลาหายใจออก ลมก็ไหลย้อน เข้าปลายเส้นผม ปลายนิ้วมือ ปลายนิ้วเท้า เข้าทุกรูขุมขน ลมไหลเข้าตา เข้าจมูก เข้าปาก เข้าหู แล้วเห็นทั่วได้ชัดดีแล้ว ให้ดูลมรอบกายให้ทั่วเต็มโลก เต็มท้องฟ้า ดูให้โลกกลม ท้องฟ้ารอบโลก ลมเต็มโลก

      เมื่อได้สมาธิแบบนี้ จิตจะเป็นฌาณได้ง่าย ฌาณก็คือสัมมาสมาธิ เมื่อจิตเป็นสัมมาสมาธิ เราไม่ต้องไปนึกสำรวม กาย วาจา ใจ เลย จิตนึกสำรวมเอง เพราะจิตจะมีสัมมาสติด้วย เมื่อสัมมาสติเกิด ก็คือมีสติปัฏฐาน  วิปัสสนาเกิด จิตจะเห็น อกุศล และกุศล  เป็นสัมมัปปทาน  ขณะที่จิตเป็นกุศล จิตจะมี ชาคริยะและอิทธิบาท มีความเพียรยิ่งๆขึ้น มีสมาธิแก่กล้ามีกำลังมากขึ้น จิตจะเกิดปีติในสมาธิ เกิดความสงบอย่างยิ่งยวด จนเข้าถึงอุเปกขา  เกิดวิปัสสนูปกิเลส ให้ดูอยู่เฉยๆ ไม่ไปตามดู กิเลสมาก็ดู กิเลสไปก็รู้ ดูเฉยๆ จะเกิดเอกคตารมณ์ จิตจะรู้วิปัสสนาญาณ  รู้การเกิดการดับ ของสังขาร เห็นความเบื่อหน่าย  ค้นหาทางที่จะหลุดพ้น แต่จิตก็จนปัญญา จิตไม่รู้จะทำอย่างไรเลยต้องวางเฉย เป็นสังขารุเปกขาญาณ จิตจะย้อนกลับไปดู มรรค มีสัมมาฑิฐิ เรื่อยมาจนเกิดอริยะมรรคสมังคีย์ จิตได้เข้าสู่โคตรภูญาณจิตเห็นช่องทางที่จะถึงอริยะผล จิตเห็นปฏิจสมุทปันนธรรม  จิตมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาฑิฐิ รวมเป็นสัมมามรรค สักกายฑิฐ  วิจกิจฉา ส๊ลพรตปรามาส ก็จะละไปจากตน ได้โสดาบัน เห็นต้น



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2559 22:06:35 น.
Counter : 124 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
MY VIP Friends