"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
เงารักใต้มนตรา (บทที่ 5-6) (อ่านก่อนซื้อ)







Irish Coffee Cocktail



เงารักใต้มนตรา เป็นนิยายที่เคยได้รับการตีพิมพ์กับ สพน.บลูบัตเตอร์ฟลาย เมื่อปี 2551 ต่อมาเมื่อหนังสือหมดสัญญาแล้ว ผู้เขียนจึงได้นำปรับปรุง และรีพริ้นท์ วางจำหน่ายบน ebook

คลิ๊กดูรายละเอียดเล่ม
https://www.mebmarket.com/ebook-1873-เงารักใต้มนตรา




ตอนที่ 5 ผู้มาเยือน

รถสองคันเลี้ยวตามกันไปบนเส้นทางสู่จุดหมายปลายทางที่เห็นอยู่บนเนินเขียวลิบๆ เบื้องหน้า รถยังคงวิ่งต่อไปด้วยความเร็วสูง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเห็นถนนเล็กสายหนึ่งตัดแยกเข้าไปจากถนนสายหลัก ตรงปากทางเข้ามีป้ายบอกว่าเป็นที่ส่วนบุคคล ปางผาผู้ขับรถคันแรกพาเลี้ยวนำเข้าไปก่อน ลอดผ่านซุ้มประตูไม้สักทองเก่าคร่ำคร่ารูปโค้งบานใหญ่..สลักเสลาเป็นรูปหมาป่าอ้าปากแสยะแยกเขี้ยวโง้งยืนจังก้าคร่อมประตูไว้ มองดูขลังและข่มขวัญอย่างประหลาด
หญิงสาวผู้นั่งคู่มากับปางผาเหลียวหน้าเหลียวหลังมองผ่านกระจกรถ แลเห็นทิวทัศน์สองข้างทางที่แวดล้อมไปด้วยแนวไม้ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ทอดตัวยาวเป็นทิวไปจนเกือบถึงบริเวณบ้านพักที่เห็นลิบๆ อยู่บนเนินข้างหน้า
“เป็นอะไรไป ดูเงียบไปนะครับ เมื่อตอนขึ้นรถมายังสดชื่นอยู่แหม่บๆ อย่างอแงบอกว่าอยากกลับเชียว เสียชื่อนักปรจิตสาวคนเก่งหมด”
ปางผาทักขึ้นเมื่อเห็นคนที่คุยจ๋อยๆ มาเกือบตลอดทาง พอมาถึงตรงนี้กลับเงียบไป
เมื่อสองวันก่อนทั้งชายแดนและอินดี้ต่างพร้อมใจกันแวะไปหาชายหนุ่มที่ศูนย์วิจัยราวกับนัดกันไว้ เพื่อคุยถึงเรื่องที่จะต้องเดินทางไปบ้านสยบสุริยะ ปางผาไม่พูดถึงภารกิจลับที่เขาได้รับมอบหมายมาเป็นกรณีพิเศษ เขาจงใจข้ามเรื่องสืบหาทายาทไลกอลล์ไปเสีย..อธิบายแต่แผนงานให้ฟังอย่างคร่าวๆ ว่าเบื้องต้นจะต้อง “สำรวจ” พื้นที่เสียก่อน ส่วนจะต้อง “เคลียร์” หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์
คุยกันอยู่พักหนึ่งอินดี้ก็ขอตัวกลับ ก่อนกลับหล่อนบอกเขาว่า
‘อินดี้ไม่ชอบขับรถเดินทางไปไหนไกลๆ ค่ะ ไม่ค่อยรู้จักเส้นทางด้วย ถ้าไม่เป็นการลำบากจนเกินไป ให้อินดี้ไปกับคุณผาด้วยได้ไหมคะ?’
ปางผาเห็นว่ายังไงก็ต้องร่วมงานเป็นทีมเดียวกันอยู่แล้วจึงตกปากรับคำ เพราะอย่างนี้หล่อนจึงได้นั่งรถคู่มากับเขา ตลอดระยะเวลาที่เดินทางจากกรุงเทพมา อินดี้ชวนชายหนุ่มคุยโน่นนี่สนิทสนมราวกับรู้จักกันมักคุ้นกันนาน ท่าทางหล่อนเปิดเผยเสียจนบางครั้งชายหนุ่มอดรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่ได้
“แหม..บรรยากาศมันยังไม่รู้นี่นา”
หญิงสาวตอบคำถามชายหนุ่ม ไม่อยากบอกเขาตามความรู้สึกว่าพอเริ่มเข้าเขตสยบสุริยะหล่อนก็รู้สึกอึดอัดไปหมด ไม่สบายใจอย่างไรชอบกล
“คุณผา” อินดี้เรียก
“แน่ใจนะว่าที่นี่?”
“ตามแผนที่เส้นทางที่คุณกล้าให้ไว้..ไม่ผิดแน่”
“คุณอินทรคนนี้เป็นคนยังไงนะ?”
“ทำไมหรือครับ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ชำเลืองมองคนนั่งข้างๆ เล็กน้อย
“เป็นคนแอนทีคคร่ำครึหรือเปล่า หรือเป็นคนขี้เหนียว?”
“ทำไมล่ะ” ปางผาถามซ้ำ
“ดูซิคะ..แค่ซุ้มประตูทางเข้าก็..อึ๋ย..จะทำใหม่ให้น่าอยู่กว่านี้เสียหน่อยก็ไม่ได้”
คนพูดทำท่าขนลุกประกอบ ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ แย้งว่า
“ถ้าสร้างใหม่ก็ไม่เหลือบรรยากาศความเป็นเขตสุริยะไว้น่ะซิครับ..ผมจะบอกให้..คุณอินทรน่ะเป็นหนุ่มใหญ่มีบุคลิกสุขุมนุ่มลึกท่าทางอบอุ่นใจดีทีเดียวล่ะ”
“อ้าว ได้พบกันแล้วหรือคะ ไม่เห็นบอก”
“เจอกันแป๊บเดียวเท่านั้นครับ เมื่อวานเขาแวะมาที่ศูนย์ฯ พร้อมกับคุณกล้าหาญเอากุญแจบ้านมาให้ บอกให้เราเดินทางล่วงหน้ามาก่อน เขาจะตามมาทีหลัง”
“คุณผา..ดูนั่นซิ..ดูรอบๆ ซิ”
อยู่ๆ หล่อนก็เปลี่ยนเรื่องปุบปับจนชายหนุ่มตามแทบไม่ทัน
“มันวังเวงยังไงไม่รู้ เห็นหรือเปล่าต้นไม้แต่ละต้นลำต้นใหญ่ผิดตา แถมยังมีหมอกลงยังกับอยู่บนยอดเขา ไม่เห็นเหมือนบรรยากาศใกล้ชายทะเลเลย เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกมากกว่า ประมาณว่ามิติที่สามเมืองลับแลอะไรทำนองนั้น..น่าขนลุกออก”
อินดี้ไม่ได้พูดเล่นเลย หล่อนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ถึงหล่อนจะเคยสัมผัสกับบรรยากาศที่มีลักษณะคล้ายแบบนี้มาก่อน แต่ไม่เคยเลยที่จะก่อให้เกิดรู้สึกวังเวงใจได้เท่าครั้งนี้
“เพราะบรรยากาศแบบนี้เองถึงไม่มีใครกล้าเข้ามาอยู่ ปล่อยบ้านปิดร้างไว้เป็นสิบกว่าปี”
“คงเป็นเพราะประวัติความเป็นมาของบ้านด้วยล่ะครับ...อีกอย่าง..อากาศเย็นต้นไม้ครึ้มเป็นป่าอย่างนี้ทำให้เกิดจินตนาการต่างๆ ได้มากมายทีเดียว”
ปางผาไม่ได้วิตกอย่างหญิงสาว เขาเชื่อมั่นใน “จิตสัมผัส” ของตน ถ้าหากมีอะไรไม่ชอบมาพากล “ความรู้สึก” นั้นจะส่งสัญญาณเตือนเขาเอง ตอนนี้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติแม้แต่น้อย
แต่ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้นอยู่ พลันชายหนุ่มก็เห็นตัวอะไรบางอย่างวิ่งลัดเลาะอยู่ไวๆ ตรงดงไม้ข้างหน้า เขาชะลอความเร็วของรถลงทันที
“อ๊ะ..นั่น”
อินดี้คงเห็นเหมือนกัน เพราะหล่อนรีบลดกระจกรถลงพลางชะโงกหน้าออกไปเพ่งมอง แต่ความหนาของหมอกที่ลงปกคลุมทำให้ไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน
“ม้านะคุณผา..ว่ามั้ย? คุณอินทรเลี้ยงม้าไว้ด้วย” หล่อนว่า

“คงเป็นลูกม้าน่ะครับ ถ้าม้าใหญ่น่าจะตัวโตกว่านี้”
หลังจากหายตื่นเต้นกันแล้ว ชายหนุ่มจึงขับรถต่อไปจนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด เขานำรถเข้าจอดตรงลานหน้าบ้านเกือบจะพร้อมๆ กับรถคันหลังที่ไล่ตามกันมาติดๆ อินดี้ขยับตัวเตรียมลง พึมพำเบาๆ กับตนเองว่า
“ถึงซะที”
พอรถจอดสนิทอินดี้เปิดประตูก้าวลงมาก่อน ตามด้วยปางผาซึ่งลงจากรถเกือบจะพร้อมกับชาร์ซาร์ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับชายแดนและณิชาในรถคันหลัง
ในทันทีที่เท้าเหยียบย่างลงสู่พื้นดิน พระอาทิตย์ยามบ่ายสาดแสงจัดจ้ากลับพลันกลับแปรเปลี่ยนหม่นมัวภายในพริบตา ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงก่อนเมฆสีเทาจะแผ่ตัวมืดครึ้มดำทะมึนกระจายเต็มท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว แรงกระชากของกระแสลมหวนทำให้กิ่งไม้ต่างพากันไหวเอนเสียดสีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดประดุจเสียงหัวเราะจากบรรดาเหล่าภูต ราวกับจะเป็นลางบอกถึงเหตุบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นกระนั้น!
ชาร์ซาร์ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ทะมึนไปด้วยเมฆฝน สีหน้าสงบขรึมไม่บอกความรู้สึกใดๆ หากดวงตาคมกล้านั้นส่อแววมั่นคงเด็ดเดี่ยวทีเดียว เหมือนกับคนที่ตัดสินใจได้แน่นอนแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าเรื่องราวจะร้ายแรงแค่ไหน เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันให้ถึงที่สุดแล้วในตอนนี้

อินดี้ขยับกระเป๋าสะพายมองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกไม่สู้สบายใจนัก สังหรณ์บางอย่างกระตุ้นเตือนลึกๆ อยู่ว่าอาจจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ซึ่งไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร
หญิงสาวพยายามปัดความรู้สึกกังวลใจออกไปพร้อมกับสร้างสีหน้าให้ดูแจ่มใสเฉกเช่นบทบาทที่หล่อนแสดงออกมาตลอด ก่อนกล่าวเป็นเชิงปรารภขึ้นว่า
“เอ๊ะ ฝนจะตกรึไง เมื่อกี้ฟ้าออกใส”
หญิงสาวผู้มีนามว่าอินดี้ผู้นี้มีอายุประมาณยี่สิบห้า เรือนร่างสูงเพรียว ผมของหล่อนเป็นสีน้ำตาลออกแดงอย่างธรรมชาติและยาวมาก ขนาดว่าดัดเป็นเกลียวแบบโปเต้แล้วรวบเกล้าสูงขึ้นทิ้งเป็นพวงหางม้าลงมาในลักษณะทรงจินนี่นั้นก็ยังยาวเกือบถึงครึ่งหลังเสียด้วยซ้ำ
หล่อนแต่งตัวเปรี้ยวด้วยกางเกงยีนส์ฟิตกับเสื้อยืดรัดรูปแบบสายเดี่ยวพื้นขาวเพ้นท์ลายดอก ประดับด้วยเครื่องประดับตุ้มหู สร้อยคอ กำไลและสร้อยข้อเท้าเข้าชุดกันทั้งหมด เล็บยาวเรียวเคลือบและเพ้นท์เป็นรูปเก๋ๆ ประดับกากเพชรสีสันสวยงามตามแบบสมัยนิยม
““มัน” คงรู้ว่าเรามา เลยต้อนรับ”
“ว้า คุณผาเนี่ย..พูดซะน่ากลัว”
หญิงสาวอุทานพลางทำท่าขนลุกประกอบหากสีหน้านั้นระรื่นใสนัก ดวงตาทอแววหวานจับอยู่ที่ร่างสูงของปางผาเป็นประกายใสทีเดียว..สีหน้าปางผาสงบราบเรียบมาก..เขาไม่ได้มองหญิงสาวหากกำลังกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณอย่างสำรวจและระวังเป็นพิเศษ และทันทีที่ชายหนุ่มทั้งสองหันมาเห็นกันเข้า ตาประสานสายตาต่างฝ่ายต่างชะงักด้วยกันทั้งคู่
ปางผารู้ได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้แหละคือชาร์ซาร์ เพราะชายหนุ่มอีกคนที่ยังไม่ได้ลงจากรถคือชายแดนเพื่อนของเขา ชายหนุ่มบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตนเองรู้สึกอย่างไร คงแปลกใจเสียมากกว่าอย่างอื่น ความจริงเขาไม่เคยนึกวาดภาพด้วยซ้ำไปว่าชาร์ซาร์จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีรูปลักษณ์อย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้า
มิสเตอร์ชาร์ซาร์มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนไปทางขาว มีบุคลิกที่สง่างาม หน้าตาคมออกเค้าคล้ายชาวแคชเมียร์ ดีกรีความหล่อเหลาของฝ่ายนั้นทำให้ทั้งปางผาและอินดี้อดมองอย่างทึ่งๆ ไม่ได้
ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าทีมยังไม่ทันจะเอ่ยปากกล่าวคำทักทายใดๆ พอดีกับหญิงสาวร่างโปร่งบางผิวสีน้ำผึ้ง ผมซอยสั้นรับกับใบหน้าสวยคมอย่างสาวชาวใต้ เดินเร็วๆ ตรงเข้ามาและหยุดยืนอยู่เคียงข้างชาร์ซาร์ พอมาถึงหล่อนก็แนะนำตัวขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“สวัสดีค่ะคุณปางผา..คุณอินดี้..ชาร์ซาร์และฉัน..ณิชา ยินดีรู้จักค่ะ พวกคุณคงทราบแล้วว่าฉันเป็นผู้ช่วยของชาร์ซาร์ เขาจะคุยกับคุณโดยผ่านฉันค่ะ”
“ยินดีรู้จักคุณทั้งสองเช่นกันครับ”
ปางผาทักทายเสียงสุภาพ พร้อมกับส่งมือจับทักทายกันตามมารยาทสากล บนใบหน้าคมของชาร์ซาร์ปรากฏรอยยิ้มบางๆ ขึ้นแทนคำทักทาย รอยยิ้มนั้นได้ส่งเลยไปให้กับอินดี้ด้วย เขาสัมผัสมือเรียวของหล่อนเพียงแผ่วเบา ในชั่วขณะนั้นอินดี้มีความรู้สึกแปลกที่สุด หล่อนรู้สึกเหมือนกับว่าชาร์ซาร์อยากจะบอกอะไรกับหล่อน..อะไรบางอย่างที่เป็นพิเศษ..ที่มีเพียงแต่หล่อนเท่านั้นที่สมควรจะรับรู้..แต่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาที..จนหญิงสาวก็ไม่แน่ใจว่าตนเองคิดไปเองหรือเปล่า
“ว่าไง?”
ปางผาหันไปพยักหน้ากับชายหนุ่มคนที่ตามเข้าสมทบด้วยเป็นคนสุดท้าย
“เงียบ..สงบ..สงัด..ให้บรรยากาศชวนขนลุก ดี ฉันชอบ สภาพที่เห็นจากภายนอกเหมาะมากกับการเป็นแบล็คกราวด์ในหนังสยองขวัญประเภทบ้านผีสิงอะไรประมาณนั้น”
คนที่ตอบเป็นเชิงติดตลกคือชายหนุ่มร่างสูงเพรียววัยอ่อนกว่าปางผาเพียงปีเดียวคือยี่สิบเก้า ผิวค่อนข้างขาว หน้าตาจัดว่าใช้ได้ ไม่ถึงกับเป็นหนุ่มหล่อเฟี้ยวออกเรียบๆ แต่ดูว่าเป็นคนอารมณ์ดีและเจ้าชู้
“ไหวนะ”
หัวหน้าทีมเหลียวไปถามหญิงสาว..คนถูกถามแกล้งตีหน้าใสซื่ออย่างนึกสนุก..ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ ว่า
“อย่าห่วงเลยค่ะ น้องเข้าใจสถานการณ์ดีจะไม่ทำตัวให้คุณพี่เป็นกังวล”
ชายแดนแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เพราะรู้ดีว่าหญิงสาวกำลังหยอกยั่วปางผาเล่น แกล้งตีหน้าแสดงบทบาทนางเอกสนิมสร้อยในละครน้ำเน่าแทนสาวแสนเปรี้ยวอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่ หล่อนทำท่าสงบเสงี่ยมอย่างจงใจ แต่ประกายตานั้นฉายแสงซุกซนเสียจนหัวใจชายแดนชักเต้นรัว เสียดายว่าหล่อนไม่มองเขาเลย เห็นมองแต่ปางผาอยู่คนเดียว อ้อ ตอนนี้คงเพิ่มหนุ่มชาร์ซาร์ด้วยอีกคน
แสดงมาดเป็นนางเอกอยู่ได้ประเดี๋ยวเดียว อินดี้ก็กลับเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
“แหม ใจคอจะยืนอยู่ตรงนี้กันทั้งวันรึไงเนี่ย พายุกำลังจะมา คงสนุกดีหรอก”
“ผมยอมนะถ้ามีคนสวยๆ อย่างอินดี้อยู่ด้วย..อย่าว่าแต่ทั้งวันเลยต่อให้อีกทั้งคืนด้วยซ้ำ..เอ๊า!”
ชายแดนยิ้มทะเล้น กวาดสายตามองกราดไปทั่วเรือนร่างเพรียวสมส่วนด้วยมาดของหนุ่มเจ้าชู้จัด
“เชอะ! ใครเขาอยากจะยืนกับคุณ”
เจอคนเจ้าชู้ปากเปราะเข้า อินดี้ก็สะบัดหน้าอย่างไม่สบอารมณ์จนหางม้าพลิ้วสะบัดตาม
“เราไปกันเถอะค่ะ คุณผา..ใครอยากจะอยู่ตรงนี้ไปชั่วชีวิตก็ช่างเขาปะไร”
พูดแล้วหล่อนก็รั้งแขนปางผาเดินลิ่วๆ นำไปก่อน ไม่สนใจเสียงพูดปนหัวเราะของชายแดนที่ไล่หลังมาว่า
“ว้า..เสียดายจัง อย่างว่า..ผมมันไม่ใช่คนรูปหล่อเนื้อหอมอย่าง เจ้าผานี่”
ชายแดนวิจารณ์เพื่อนรุ่นพี่ที่ห่างกันแค่ปีเดียว ขณะเดินมาพร้อมกับ ชาร์ซาร์และณิชา ลัดเลาะตามกันไปเรื่อยๆ
“น่า เลิกกับผาเถอะ มาชอบผมดีกว่า ผมเอาใจเก่งนะ เจ้าผามันเป็นคนไม่ค่อยพูดจริงจังกับงานมากเกินไป ยิ่งหลังจากที่มีคนคลิกเน็ตส่งข้อความไปที่ศูนย์ฯ มันยิ่งอารมณ์ไม่ดี เครียดขึ้นสมองไปหลายวัน”
ชายแดนชวนคุยไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจว่าใครจะฟังหรือไม่ฟัง
“ผมเองยังเครียดเลย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวพันไปถึงแบล็คเมจิคที่ไม่ธรรมดา เจ้าของบ้านคนเก่าไม่ใช่คนดิบดีฝักใฝ่แต่มนต์ดำไสย์ดำ ดูเขาตั้งชื่อบ้านซิ ฟังแล้วขนหัวลุก”
“จะว่าไปคุณอินทรนี่ก็มีรสนิยมแปลกนะ นึกยังไงถึงซื้อบ้านที่มีประวัติสยดสยองอย่างนี้ คุณผาเล่าประวัติให้ฟังแล้วว่าคนในบ้านถูกไฟคลอกตายกันหมด”
พอเข้าเรื่องที่น่าสนใจหญิงสาวก็ลืมงอนอดประสมโรงไปด้วยไม่ได้ ปางผาเงียบกริบ เขาไม่ได้หันไปมองชายหนุ่มผู้มีเชื้อสายแคชเมียร์ทั้งที่ใจนึกอยากจะเห็นสีหน้าของฝ่ายนั้นอยู่เหมือนกัน เพราะเกรงว่าตนจะส่อพิรุธออกมาให้ชาร์ซาร์จับได้ว่าเขากำลังติดตามเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษอยู่
“ยิ่งตลกโหดหนักขึ้นไปอีกตรงที่ไฟมันเลือกไหม้แต่เฉพาะตัวบุคคลเท่านั้นนะครับ ตรงพื้นที่ที่พวกเขาถูกไฟคลอกจนงอกองอขิงตายกันหมดทั้งเจ้าของบ้านและคนในบ้าน กลับไม่มีร่องรอยของไฟไหม้จนนิดเดียว คล้ายว่าไฟที่ลุกท่วมนั่นเลือกลุกไหม้เฉพาะแค่ตัวคนเท่านั้น..บริเวณบ้านโดยรอบไม่ได้ถูกไฟลุกลามตามไปด้วย แม้แต่เขม่าควันก็ไม่ปรากฏให้เห็นด้วยซ้ำ แปลก มั้ยล่ะ?”
“เป็นเคสที่น่าสนใจมาก แล้วก็น่ากลัวด้วย” อินดี้วิจารณ์
“นี่ล่ะที่เขาพูดกันว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในเรื่องของแบล็คเมจิก เพราะอย่างนี้เราถึงต้องมาใช่มั้ยเล่า จริงไหมครับซาร์?”
ประโยคท้ายหันไปพยักหน้ากับคนที่ไม่ยอมพูด ซึ่งณิชาก็เป็นผู้ให้คำตอบแทนคนถูกถามว่า
“คงจะอย่างนั้นล่ะค่ะ”
ตลอดเวลาที่คนทั้งสองคุยกันนั้น ชาร์ซาร์ได้แต่นิ่งเงียบไม่ร่วมวงออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเขารู้เรื่องราวเหล่านี้อยู่แล้ว รู้ชัดเจนลึกซึ้งยิ่งกว่าเสียอีก
“อย่างนี้คุณอินทรศรยังกล้าเสี่ยงซื้อไว้” เสียงอินดี้พูดต่อ
“คงเป็นเพราะคุณอินทรเป็นนักสะสมคริสตัลซันละมังครับเลยไม่กลัวแบล็คเมจิก เชื่อกันมากว่าคริสตัลซันนี่มีคุณสมบัติพิเศษ เป็นหินที่มีพลังมีอำนาจในการป้องกันอสรพิษร้าย รวมถึงขจัดภูต ผีปีศาจได้ด้วยยังไง ล่ะครับ”
“แล้วขจัดได้จริงหรือเปล่าล่ะคะ”
อินดี้ถามไปเรื่อยๆ มากกว่าจะสนใจอย่างจริงจัง
“ข้อนี้ถามเจ้าผาดูดีกว่า”
“ทำไมคะ คุณผาเชื่อถือโชคลางกับเขาด้วยเหมือนกันหรือ?”
“ไม่ใช่แค่เชื่อนะครับ แต่มันสวมไอ้หินแก้วนี่ติดตัวไว้มาตั้งแต่เด็กไม่เคยถอดเลย”
“จริงเหรอคะ?”
คนอุทานคือณิชา ปางผาขมวดคิ้วมุ่นหันไปขึงตาใส่เพื่อน
“นายแดน พูดมากน่า”
“แปลก”
“อะไรแปลกหรือคะ?” อินดี้หันมาถามณิชา
“ดูเหมือนว่าพวกเราที่มาจะมีคริสตัลซันไว้ในครอบครองกันหลายคน..คุณอินทรคนหนึ่งล่ะ..คุณปางผา..แล้วก็ซาร์..ฉันเห็นซาร์แขวนติดตัวไว้มาตั้งนานแล้วเหมือนกันค่ะ..หินแก้วที่เจียระไนเป็นลูกกระพรวน สวยมาก”
ปางผาหันขวับ สายตาทุกคู่พุ่งมองไปที่ลำคอของชาร์ซาร์ราวกับนัดกันไว้ แต่เห็นเพียงแค่เส้นสายสร้อยสีเงินเท่านั้น..และเจ้าตัวก็ไม่คิดจะนำหินแก้วเจียระไนที่ว่าออกมาอวดสายตาใคร..ชายหนุ่มกำลังทำสัญญาณมือบางอย่างให้ณิชาแปลออกมาเป็นคำพูดว่า
“สำหรับซาร์..เขาไม่แน่ใจว่าหินแก้วที่ว่านี้จะมีพลังอย่างที่ร่ำลือกันมาจริงๆ หรือเปล่า เรียกว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้ลบหลู่ ถึงได้สวมติดตัวเรื่อยมา”
“ได้มายังไงคะ เท่าที่รู้ไม่มีใครได้พบเห็นหินชนิดนี้อีกแล้วในนี่นา หินแก้วคริสตัลซันกลายเป็นหินในตำนานไปแล้ว จะยกเว้นก็แต่ที่สะสมไว้ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย”
อินดี้ซักด้วยความสนใจมากขึ้นกว่าตอนแรก และเป็นสิ่งที่ปางผาก็อยากรู้คำตอบอยู่เหมือนกัน เขานึกว่าหินมนตรารูปลูกกระพรวนแบบที่เขาใส่อยู่นั้นจะมีเพียงหนึ่งเดียวเสียอีก ไม่น่าเชื่อว่าทั้งเขาและชาร์ซาร์จะบังเอิญมีหินแก้วที่มีลักษณะเหมือนกันอย่างนี้ได้
“ชาร์ซาร์บอกว่าประวัติของสร้อยเส้นนี้คงจะมีมายาวนานพอสมควร น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้งมากไปกว่าว่ามันเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งเท่านั้น”
คำตอบจากชาร์ซาร์ ไม่ได้ความกระจ่างอะไรเลย แถมยังฟังกำกวมและตัดบทชอบกลอยู่
หลังจากนั้นก็เงียบกันไปครู่หนึ่ง คล้ายกับต่างก็คิดอะไรเป็นส่วนตัวอยู่ สักพักหนึ่งอินดี้ได้เปลี่ยนเรื่องสนทนาเป็นอื่นไป โดยปรารภขึ้นมากลายๆ ไม่เชิงว่าเป็นคำถาม
“ตกลงจนป่านนี้ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งอีเมลมา”
“คงไม่ช้านี้หรอกครับ ผมว่ามากันครบเมื่อไหร่เขาคงเปิดเผยตัวออกมาให้ได้รู้กันล่ะว่าเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไรอื่นที่นอกเหนือไปจากการท้าพิสูจน์ “จับผี” หรือเปล่า”
สายตาชายแดนมองพุ่งตรงไปยังตัวบ้านที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินหญ้าเขียวเบื้องหน้าฉายแววเคร่งขรึมลงไปถนัดใจ ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในสองสามวันต่อจากนี้
ภาพที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าบุคคลทั้งห้า..เป็นเรือนกลางเก่ากลางใหม่ครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นสีเทาทะมึน หลังคาทรงจั่วดูสูงโดดเด่นแปลกตา ร่มไม้เขียวครึ้มที่ล้อมอยู่โดยรอบเหมือนจะเป็นใจให้บรรยากาศรอบด้านดูวังเวงเงียบเหงาอย่างประหลาดมากยิ่งขึ้นไปอีก แค่เห็นลักษณะตัวบ้านภายนอกยังก่อให้เกิดความรู้สึกข่มขวัญได้ถึงเพียงนี้ ข้างในเล่าจะวิปริตขนาดไหน!
“ไหนคุณผาบอกว่าเหมือนบ้านพักตากอากาศทั่วไป ไม่น่ากลัวไงคะ”
อินดี้พูดเป็นเชิงต่อว่ากลายๆ
“คุณกล้าเขายืนยันอย่างนั้นจริงๆ เข้าไปข้างในกันเถอะ”
ปางผากล่าวเรียบๆ หลังจากยืนนิ่งพิจารณาตัวบ้านตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ สีหน้าและแววตาของชายหนุ่มขณะนี้นิ่งมาก..ไม่มีใครรู้หรือเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ..และไม่มีใครกล้าออกความเห็นอะไรอีกด้วยเหมือนกัน หากมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสี่นักปรจิตรู้สึกและสัมผัสได้ตรงกันคือที่นี่มีบรรยากาศความกดดันแปลกๆ แฝงอยู่โดยรอบจริงๆ “อะไร” บางอย่างกำลังแผ่อำนาจเข้าครอบคลุมบ้านหลังนี้อย่างแน่นอนที่สุด!
ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าทีมไขกุญแจบ้าน..พลางผลักประตูไม้สักทองแกะสลักลวดลายเป็นรูปอสรพิษเขี้ยวโง้งสองตัวเกี่ยวกระหวัดรัดพันกันอยู่ภายในสามเหลี่ยมรูปปิรามิดให้เปิดออก ปางผาเป็นคนแรกที่เดินนำเข้าไปก่อน ไม่มีการสนทนาอะไรต่อกันขณะเดินตามกันเข้าไปเงียบๆ
ปางผาก้าวเข้ามาแล้วหยุดยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ เพื่อปรับสายตาให้คุ้นเคยกับความสลัวภายในห้อง ใครคนหนึ่งกำลังรูดม่านหนาหนักสีเข้มตรงหน้าต่างด้านหน้าให้เปิดออกเพื่อรับแสง แต่ความมืดครึ้มจากสภาพฝนฟ้าภายนอกไม่ได้ช่วยเพิ่มให้ห้องนั้นสว่างมากขึ้นสักเท่าไหร่
พอร่างระหงหันกลับมาเต็มตัวทุกคนดูเหมือนจะตกตะลึงกันไปหมด ชายแดนเกือบจะคิดว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าขณะนี้เป็นภาพหลอนเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้หญิงซึ่งก้าวมายืนโดดเด่นอยู่กลางห้องขณะนี้เป็นเหมือนภาพในจินตนาการมากกว่าจะเป็นคนจริงๆ
ให้ตายซิ!
นักปรจิตหนุ่มหัวหน้าทีมอุทานยู่ในใจ หล่อนดูยังเด็กเหลือเกินอายุน่าจะประมาณแค่สิบเก้าหรือยี่สิบเป็นอย่างมากเท่านั้น บุคลิกของหล่อนดูเยือกเย็นเกินวัยมองดูมีเสน่ห์ต่างออกไปจากหญิงสาวอีกสองคน
ผิวของหญิงสาวแปลกหน้าขาวผุดผ่องเต็มไปด้วยเลือดฝาดของวัยสาว ร่างเพรียวระหงสมส่วน วงหน้ารูปไข่สวยหวานซึ้ง ดวงตาหวานคมสีน้ำตาลเข้มสีเดียวกับผมทรงคลีโอพัตรายาวตรงถึงระดับต้นคอ
หล่อนไม่ค่อยเหมือนคนไทยมากนัก เครื่องแต่งกายของหล่อนดูงดงามแปลกตามีเอกลักษณ์เป็นแบบเฉพาะตัวที่เรียกได้ว่าเห็นแล้วต้องอดเหลียวมองซ้ำไม่ได้ เพราะชุดกรุยกรายนั้นมองดูคล้ายกับสาวเปอร์เซียในยุคโบราณ ผสมผสานกับแฟชั่นสมัยใหม่จนกลายเป็นเก๋ไม่ซ้ำแบบใคร หากสิ่งที่มองดูเด่นสะดุดตามากที่สุด เห็นจะเป็นกำไลแขนตรงต้นแขนข้างหนึ่งที่สลักลวดลายเป็นรูปงูสองตัวเกี่ยวพันกันเป็นเกลียวรัดรอบ
พอปางผาได้สติจากอาการตกตะลึงจ้องมองหญิงสาวแบบตาไม่กระพริบนั้น ก็รีบพูดเป็นเชิงออกตัวและขอลุแก่โทษอยู่ในทีอย่างขัดเขินว่า
“เอ้อ..คุณ?..ขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ ผมไม่คิดว่าจะมีใครอยู่ในบ้าน คุณอินทรให้กุญแจมาบอกให้ล่วงหน้ามาก่อน เขายังติดธุระอยู่ที่กรุงเทพเห็นว่าจะตามมาในวันพรุ่งนี้”
หนุ่มนักวิชาการหัวหน้าทีมแทบจะติดอ่างไปเลยเพราะใจคอตื่นเต้นชอบกลอยู่ ตาคมมองใบหน้าหล่อนแทบไม่วางตา หญิงสาวคนนี้ดูมีเสน่ห์แปลกตาไปเสียทุกอย่าง แม้แต่น้ำหอมที่หล่อนใช้ก็มีกลิ่นหอมรวยรินชื่นใจอย่างประหลาด
เมื่อแลเห็นหญิงสาวตรงหน้าในครั้งแรกอินดี้ตกตะลึงงันไปเหมือนกัน หัวใจหล่อนเหมือนจะสะดุดลง ความรู้สึกหลายอย่างก่อตัวผสมปนเปจนยากที่จะแยกแยะได้ในขณะนั้น
กลิ่นแบบนี้..อินดี้รู้ทีเดียวว่ากลิ่นหอมรวยรินแปลกๆ นี้เป็นกลิ่นที่สกัดมาจากดอกไม้ป่าหายากชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอมแต่พิษนั้นรุนแรงถึงตายทีเดียว!
จะมีสักกี่คนกันที่รู้จักดอกไม้ชนิดนี้..?
เด็กคนนี้เป็นใคร?.. คำถามผุดขึ้นในใจอย่างร้อนรน
ทั้งการแต่งกาย..กำไลที่รัดรอบต้นแขน รวมถึงกลิ่นน้ำหอมปรุงที่ใช้..น้อยคนนักที่จะรู้จักถึงที่มาของมัน!
อินดี้เห็นหญิงสาวกำลังเบือนหน้าไปทางปางผา แล้วประสานสายตาอย่างเต็มที่กับชายหนุ่ม หล่อนมองเขานิ่งงันอยู่เกือบวินาที ก่อนจะออกปากทักทายด้วยน้ำเสียงหวานใสนุ่มนวลน่าฟัง
“ยินดีต้อนรับทุกคนค่ะ ดีใจที่คุณมา”
เด็กคนนี้สวยจริง ณิชาคิด อดชำเลืองมองไปยังชาร์ซาร์ไม่ได้ แปลบในใจนิดๆ เมื่อเห็นเขาได้แต่มองเธอผู้นั้นนิ่งอยู่เหมือนกัน เป็นอาการเดียวกับชายแดนและปางผาที่ทำท่าคล้ายว่าไม่อาจจะละสายตาไปจากหญิงสาวผู้นี้ได้
“เธอเป็นใครจ๊ะ? เข้ามาในบ้านได้ยังไง? หรือว่าคุณอินทรศรมาถึงแล้ว?”
ได้สติอินดี้ก็ออกปากตั้งคำถามรัวเร็วจนแทบฟังไม่ทัน..พอหายตะลึงความรู้สึกหลายอย่างก็ประดังประเดกันเข้ามา ทั้งตกใจ ประหลาดใจ ไม่พอใจ แล้วท้ายสุดก็คือ..โกรธ..!
แม่คนนี้ช่างบังอาจนัก!
ฝ่ายหญิงสาวผู้เป็นจุดสนใจของทุกคนขณะนี้ เยื้องกรายเข้ามายืนตรงหน้าปางผา น้ำเสียงของหล่อนหวานเช่นเดียวกับรอยยิ้มใส แต่แววตาปรากฏประกายถือดีทีเดียว!
“คุณอินทรศรยังไม่มาหรอกค่ะ”
“หมายความว่าเธออยู่คนเดียวหรือ? แหม..เก่งจัง!”
“แขกมาบ้านทั้งทีสมควรต้องต้อนรับนี่คะ”
หล่อนตอบอินดี้กลับไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง
“คุณอินทรมอบหน้าที่ให้ฉันมาดูแลพวกคุณระหว่างที่ท่านยังมาไม่ถึงค่ะ”
“อ้อ..คุณคือ..”
ปางผายังนึกไม่ออกว่าหล่อนเป็นใครกันแน่..ดูหล่อนยังเด็ก..จะว่าเป็นลูกสาวอินทรศรคงไม่ใช่เพราะเท่าที่รู้ฝ่ายนั้นยังไม่ได้แต่งงาน แม้จะล่วงเข้าวัยสี่สิบแล้วก็ตาม
“ฉันเป็นหลานของคุณอินทรค่ะ..จีนีส ราเลนิน”
“จีนีส..อ้อ..”
ชายแดนอุทานออกมาได้คำเดียวแล้วยืนมองหญิงสาวตาค้างต่อไปอีก ขณะที่อินดี้งันไปอย่างนึกไม่ถึง
แม่คนสวยนี่น่ะหรือหลานสาวเจ้าของบ้านสยองขวัญคนใหม่ ชื่อบ้านเดิมเขตสุริยะก็ว่าประหลาดแล้ว ยังเปลี่ยนใหม่ได้ประหลาดยิ่งกว่าเดิมคือ “สยบสุริยะ” ฟังดูแล้วเหมือนตัดไม้ข่มนามอย่างไรพิกล
“อันที่จริงไม่ใช่หลานแท้หรอกค่ะ แต่ฉันนับถือคุณลุงเหมือนเป็นญาติแท้ๆ”
หญิงสาวขยายความให้ฟัง ถึงตอนนี้ปางผาก็ได้คำตอบแล้ว แต่คนอื่นนั้นยังไม่รู้ข้อเท็จจริงในความเป็นมาของจีนีสว่าที่แท้หล่อนก็คือลูกสาวคนเล็กของมิสเตอร์ฟินด์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มสี่สักกาฬ และชื่อของหล่อนก็อยู่ในบัญชีดำคำสาปด้วย..แต่ปางผาก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจีนีสที่กล้าหาญพูดถึงจะมีหน้าตาสวยหวานอ่อนใสขนาดนี้ ความจริงก็เหมือนกับชาร์ซาร์นั่นแหละที่เขาไม่เคยนึกจินตนาการถึงภาพของหล่อนว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แค่ฟังชื่อไปผ่านๆ เท่านั้น เพราะความสนใจเขาอยู่ที่ตัวอินทรศรมากกว่า
“มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
ปางผาชวนคุย ยิ่งมองยิ่งนึกเสียดายเมื่อคิดได้ว่าหญิงสาวอาจต้องมีชะตากรรมเป็นไปตามคำที่สาปแช่งเอาไว้ แล้วตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มได้ตั้งปณิธานในฉับพลันทันทีว่า เขาจะต้องหาทางช่วยหล่อนให้ได้ จีนีสจะต้องไม่มีจุดจบเหมือนอย่างอาจาราย์ธง หรือคนอื่นๆ ในสักกาฬ!
เสียงหล่อนตอบคำถามที่เขาถาม ทำให้ชายหนุ่มรีบดึงความคิดกลับมา
“เมื่อวานค่ะ”
“เมื่อวาน?” ชายแดนกึ่งอุทานกึ่งถามในประโยคเดียวกัน
“เก่งนี่! ว่ากันว่าบ้านนี้เคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีมนต์ดำหรือบูชายัญเหยื่อพวกลัทธิไม่ใช่หรือ เด็กอย่างเธอไม่กลัวรึไงจ๊ะ? หรือว่าชินซะแล้ว”
คำพูดของอินดี้คล้ายประชดเสียมากกว่าจะชม
ริมฝีปากได้รูปสวยยิ้มบางๆ ก่อนโต้ตอบยอกย้อนกับคำถามของอินดี้ แต่ว่าตาคมซึ้งสีน้ำตาลเข้มกลับไม่ได้เหลือบแลไปยังอินดี้แม้แต่น้อย หากกำลังจับจ้องอยู่แต่ที่ใบหน้าคมสันของปางผาเท่านั้น
“ฉันควรกลัวหรือคะในเมื่อมีพวกคุณอยู่ด้วยแล้ว..ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณค่ะ คุณปางผา”
ประโยคท้ายหล่อนพูดกับชายหนุ่มโดยเฉพาะ

ตอนที่ 6 ผู้มาเยือน (2)

“คุณคงเป็น อินดี้ ยุทธาฤทธิ์?”
จีนีสละสายตาจากปางผาหันมาทักทายคนอื่นๆ ตามมารยาทอย่างทราบข้อมูลของแต่ละคนอยู่แล้ว อินดี้เม้มปากพยายามสะกดอารมณ์ระแวงแคลงใจไว้ใต้รอยยิ้มแบบไร้ความจริงใจ
“เรียกอินดี้เฉยๆ ก็ได้จ้ะ”
“ตกลงค่ะอินดี้..ส่วนคุณ..”
หล่อนหันไปทางนักปรจิตหนุ่มผู้มีเชื้อสายแคชเมียร์และผู้ช่วยสาววัยยี่สิบสี่ของเขา
“มิสเตอร์ชาร์ซาร์ พันธามัย และคุณณิชา พิสุทธิ์ชัย”
ชาร์ซาร์ก้มศีรษะลงเล็กน้อยแทนคำทักทาย และโดยที่ไม่มีใครนึกถึงจีนีสยกมือขึ้นส่งภาษามือสนทนากับชาร์ซาร์อย่างคล่องแคล่ว ชาร์ซาร์ชะงักไปเล็กน้อยเหมือนกันในตอนแรก แต่หลังจากนั้นคนทั้งสองก็โต้ตอบสื่อสารกันด้วยภาษามืออยู่ครู่หนึ่ง
“อะไรกันน่ะยัยคนนี้..ใช้ภาษามือเป็นด้วย!”
อินดี้อุทาน ขณะที่ชายแดนหัวเราะชอบใจ
“โห..สุดยอด..ว่าแต่เขาคุยอะไรน่ะครับคุณณิชา”
“เรียกชื่อเล่นณิช่าดีกว่าค่ะ เป็นกันเองดี” ณิชาบอก พร้อมกับเล่าว่า
“ไม่มีอะไรมากค่ะ คุณจีนีสถามซาร์ว่าเป็นชาวแคชเมียร์ใช่หรือเปล่า”
นี่ล่ะที่เขาว่าจะหาโอกาสถามเจ้าตัวอยู่เหมือนกัน ปางผาคิดแล้วก็ได้คำตอบในทันทีว่า
“ซาร์ไม่ใช่แคชเมียร์แท้ค่ะ พ่อเป็นแคชเมียร์แต่แม่เป็นคนไทย เกิดและเติบโตในเมืองไทยนี่เอง”
ณิชาเล่าเพียงเท่านั้น..หล่อนไม่ได้บอกให้คนอื่นฟังว่าชาร์ซาร์กำลังเกี้ยวจีนีสด้วยภาษาเงียบอย่างน่าหมั่นไส้ ซึ่งถ้าแปลเป็นคำพูดก็รวมความ ได้ว่า
“ผมว่าที่คุณอินดี้พูดก็ถูกอยู่อย่างหนึ่ง”
“อะไรหรือคะ?”
“คุณอินทรไม่น่าจะต้องให้หญิงสาวน่ารักอย่างคุณ ต้องมาพลอยลำบากลำบนร่วมอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติอย่างนี้เลย”

จีนีสยิ้ม
‘’ฉันไม่ใช่คนขวัญอ่อนกลัวอะไรง่ายๆ หรอกค่ะ ไม่ใช่เด็กเล็กๆ นี่คะ อายุครบยี่สิบแล้วมีความคิดมีการตัดสินใจเป็นของตัวเอง”
‘’อ้อ..หรือครับ..ผมนึกว่าคุณอายุสักสิบแปดสิบเก้าเท่านั้น แต่ยี่สิบนี่ก็ห่างจากสิบเก้าแค่ปีเดียว”
“ถึงฉันจะอายุน้อยกว่าคุณอินดี้หรือคุณณิชาหลายปี แล้วก็ไม่ได้มีความสามารถพิเศษทางจิตสัมผัสอะไรด้วย แต่ฉันดูแลตัวเองได้จริงๆ”
“ถ้างั้นผมก็ต้องขอโทษด้วยถ้าผมพูดอะไรเกินไป”
“อย่าขอโทษเลยค่ะคุณไม่ได้ผิดอะไร ฉันเข้าใจดีที่คุณพูดมาเพราะเป็นห่วง”
“เขาจะคุยกันอีกนานมั้ยล่ะนั่น โธ่ หันมาสนใจผมบ้างซิ”
เสียงห้าวจากชายแดนครวญแทรกขึ้น เมื่อเห็นจีนีสทำท่าเหมือนจะลืมว่ายังไม่ได้ทักทายใครไปอีกคน พอดีกับหญิงสาวหันมาได้ยินคำพูดเข้า หล่อนจึงส่งยิ้มให้กับชายแดนอย่างอ่อนหวาน
“อย่าเพิ่งนัอยใจไปเลยค่ะ..จีนีสรู้จักคุณแล้วล่ะคุณชายแดน”
“พงศ์ศรัณย์..ชายแดน พงศ์ศรัณย์ ครับผม” ชายแดนต่อให้
“เพื่อนบางคนเรียก “แดน” บางคนเรียก “ชาย” หรือบางทีก็ “คุณชาย” ฟังแล้วเท่ห์เป็นผู้ดีไปเลย”
หลานสาวคนสวยของอินทรศรยิ้มขำกับคำพูดติดตลกนั้นบางๆ แล้วเปรยว่า

“รู้สึกว่าจะขาดสมาชิกอีกคนหนึ่ง”
“ใช่ครับ คุณเขื่อนน่ะ เขาโทร.มาบอกผมแต่เช้าแล้วว่าจะมาถึงเย็นหน่อย”
ปางผาชี้แจง พอได้จังหวะอินดี้ก็แกล้งยิงคำถามขึ้นด้วยอยากจะรู้ว่าจะจีนีสจะให้คำตอบว่าอย่างไร
“ชุดสวยนะแปลกตาดี สั่งตัดใช่ไหม ร้านออกแบบให้เหรอ?”
“ขอบคุณค่ะ ไม่ได้ซื้อหาจากที่ไหนเลย มีคนให้เป็นของขวัญมาค่ะ”
“แหม..อยากรู้จัง ใครนะช่างเลือกจริง”
อินดี้ซักอีก จีนีสยังไม่ทันตอบ บุรุษผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน เขาผู้นี้เคลื่อนกายผ่านทุกคนเข้ามาหยุดยืนเยื้องหลังหลานสาวของอินทรศรไปเล็กน้อย จากการแนะนำของจีนีสทำให้ทุกคนยกเว้นปางผาซึ่งได้พบกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ได้ทราบว่าผู้ชายที่มีหน้าตากร้าวแกร่ง รูปร่างสูงใหญ่บึกบึนผู้กำลังยืนกอดอกวางมาดราวกับบอร์ดี้การ์ดผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่คนนี้คือ กล้าหาญ แก้ววัฒนาพร นั่นเอง
“สวัสดีครับทุกคน ได้พบกันอีกแล้วนะครับ”
ประโยคท้ายคนพูดหันไปพูดกับปางผา หากสายตาแลเลยไปถึง ชาร์ซาร์ด้วย
“ไหนบอกจะมาพรุ่งนี้ไงล่ะคุณกล้า” ปางผาถาม
“พอดีทำธุระเสร็จได้เร็วกว่าที่คิดน่ะคุณ คุณอินทรเลยให้ผมมาช่วยจีนีส อีกแรง ผมจะบอกว่าแม่บ้านจัดเตรียมห้องพักไว้ให้แล้ว เชิญพักผ่อนกันตามสบายก่อน หายเหนื่อยค่อยคุยเรื่องนั้นกัน”
“ผมขอสำรวจสถานที่ก่อนดีกว่า..ทุกห้อง..ถ้าไม่ขัดข้อง”
ปางผาเสนอ
“ไม่ขัดข้องเลยค่ะ แต่คงต้องขอเว้นไว้ห้องหนึ่งก่อนเพราะเป็นห้องส่วนตัวของคุณลุง ไม่ใช่ว่าเป็นเขตหวงห้ามอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่ฉันยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดห้องนั้นเพราะคุณลุงเก็บของมีค่าบางอย่างไว้ ยังไงต้องรอให้ท่านมาซะก่อน”
จีนีสตอบพร้อมชี้แจงในประโยคเดียวกัน หลังจากนั้น..ไฟเกือบทุกดวงในบ้านถูกเปิดสว่างขึ้นเพื่อความสะดวก ด้วยสภาพอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนจากภายนอก ลมพายุยังคงพัดปั่นป่วนไม่หยุดแต่ไม่มีฝนตกลงมาแม้แต่สักหยดเดียว!
หลานสาวเจ้าของบ้านนำคณะผู้มาเยือนเปิดห้องโน้นสำรวจห้องนี้ไปทั่วบริเวณบ้าน ทุกอย่างดูสงบเงียบเป็นปกติเสียจนปางผาข้องใจจนบอกไม่ถูก ตอนที่เขาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านเขารู้สึกสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอแห่งความอาฆาตมาดร้ายบางอย่างที่แฝงตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ ณ ที่ใดที่หนึ่งภายในบ้านหลังนี้ แต่พอเข้ามาดูลาดเลาอย่างจริงๆ จังๆ น่าแปลกที่ทุกอย่างกลับเงียบสงบมาก ไม่มีวี่แววของความวิปริตแม้แต่น้อย
นับจากห้องรับแขกด้านหน้า ซึ่งเมื่อเปิดไฟสว่างทำให้เห็นได้ถนัดถึงลักษณะซึ่งผิดไปจากที่คิดไว้มาก ไม่มีบรรยากาศของความทึบทึมน่ากลัวอย่างบ้านที่ถูก “สิง” แต่กลับมีรูปแบบคันทรีจางๆ มองดูทันสมัยเสียด้วยซ้ำ ต่างจากลักษณะภายนอกโดยสิ้นเชิง เครื่องเรือนมีไม่มากแต่จัดวางเป็นสัดส่วนอย่างมีระเบียบ โดยใช้วัสดุที่ทำจากไม้สักและหวายเป็นหลัก พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิคสีอ่อนตัดเส้นด้วยลายไม้รอบนอกเป็นระเบียงที่เชื่อมต่อกัน สำหรับเป็นมุมผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอนทั้งชั้นล่างและบน ห้องครัว หรือแม้แต่ในห้องน้ำ ไม่มีวี่แววหรือร่องรอยของความน่ากลัวใดๆ อยู่เลย ดูๆ ก็เหมือนกับบ้านพักตากอากาศโดยทั่วไปนั่นเอง
“คุณผาขา”
อินดี้กระตุกแขนเสื้อชายหนุ่มเมื่อเดินมาถึงตรงมุมหนึ่งบนชั้นสองของตัวบ้าน หล่อนเกาะแขนปางผาอย่างสนิทสนมแสดงตัวราวกับเป็นคนรักของเขา คอยตามติดเขาแจอย่างไม่เกรงใจใคร
“ดูซิ มีบันไดเล็กต่อขึ้นไปอีกชั้นแน่ะ เป็นชั้นลอยหรือยังไงคะ”
“ข้างบนมีอยู่ห้องเดียวเท่านั้น เป็นห้องใต้หลังคาค่ะ” จีนีสอธิบาย
“ขึ้นไปดูได้ไหมครับ?”
ชายแดนถามเสียงสุภาพ ตาฉายแววเจ้าชู้เชื่อม แกล้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าตึงๆ ของกล้าหาญเสีย เขากำลังคิดจะจีบจีนีสอยู่แต่ดูท่าไอ้หมอนี่จะชอบคุณหนู จีนีสอยู่เหมือนกันแฮะ ถึงได้ทำตาขวางหวงก้างชอบกล ชายแดนคิด
จีนีสพาอาคันตุกะทั้งห้าขึ้นบันไดเล็กๆ ทอดตัวขึ้นไปสู่ชั้นบน มุ่งสู่ห้องๆ หนึ่งมีลักษณะคล้ายกับห้องใต้หลังคาในบ้านของชาวตะวันตกส่วนใหญ่
“ไม่ได้ล็อคใช่ไหมคะคุณกล้า”
ประโยคท้ายจีนีสหันไปถามย้ำกับกล้าหาญ เพราะเขาเป็นคนรับกุญแจไปเปิดทุกห้องเองกับมือ
“ผมเปิดไว้แล้ว เข้าไปได้เลย”

จีนีสหมุนลูกบิดประตู แล้วผลักเบาๆ
“เอ๊ะ!”
หล่อนอุทานอย่างฉงนขณะพยายามออกแรงผลัก หากบานประตูยังคงปิดสนิทไม่ยอมขยับเขยื้อน
“มา ผมเอง”
กล้าหาญรับอาสา เขาและชายแดนช่วยกันทั้งผลัก ดัน เขย่าประตูแรงๆ หลายครั้งแต่มันไม่ได้ผล ปางผากับชาร์ซาร์จึงทดลองดูบ้าง สองหนุ่มช่วยกันใช้ไหล่กระแทกหนักๆ สองสามครั้ง คราวนี้บานประตูเผยอออกจากกันทันที แต่เผยอเพียงนิดเดียวเท่านั้น
น่าประหลาดที่ประตูไม้สักแกะลวดลายอสรพิษคู่รัดพันกันอยู่ในสามเหลี่ยมปิรามิดเช่นเดียวกับที่ประตูหน้าบ้าน ขณะนี้ดูเหมือนจะฝืดและหนักผิดปกติ ราวกับมีแรงอะไรบางอย่างมาผลักดันไว้อยู่ภายใน
“สงสัยบานพับฝืด” กล้าหาญลงความเห็นในที่สุด
“ผมจะบอกให้แม่บ้านหาน้ำมันมาหยอดก็แล้วกัน ก็คงต้องเป็นพรุ่งนี้ล่ะครับเพราะดูเหมือนว่าป้าสายแกกำลังเตรียมอาหารยุ่งๆ อยู่”
จีนีสพูดเสริมว่าอินทรศรไม่ค่อยได้มาที่บ้านหลังนี้บ่อยนัก เดือนหนึ่งจะแวะมาสักสองครั้งเท่านั้นจึงไม่มีคนรับใช้อยู่ประจำ เมื่อต้องเปิดบ้านรับรองแขกใน ครั้งนี้เขาจึงต้องให้ป้าสายแม่บ้านที่บ้านกรุงเทพมาช่วยงานบ้านเป็นกรณีพิเศษ


เพราะชาวบ้านแถวนี้ไม่มีใครยอมรับงานที่นี่ เนื่องจากรู้กิตติศัพท์ของบ้านกันถ้วนหน้า แต่ป้าสายเป็นคนของอินทรศรและไม่กลัวเรื่องที่คนร่ำลือกัน ไม่รู้เป็นเพราะว่าไม่เคยเจอเลยไม่เชื่อเรื่องผีเรื่องสาง หรือเพราะแกมีของดีคุ้มตัวอยู่กันแน่
จีนีสยังเล่าให้ฟังอีกว่าอินทรศรซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้เมื่อสักห้าหกเดือนก่อน อินทรศรต้องจ้างแรงงานมาจากที่อื่นเพื่อทำการตกแต่งซ่อมแซมใหม่หมดเกือบทั้งหลัง เพราะสภาพบ้านที่ทรุดโทรมจากกาลเวลา อันเนื่องจากถูกปิดร้างมานานมากและไม่มีใครดูแลรักษา แต่เขาก็พยายามให้คงลักษณะรูปแบบเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะตรงประตูสลักอย่างที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า
“แล้วมีใครเจออะไรแปลกๆ บ้างหรือเปล่าครับ?”
เป็นคำถามจากชาร์ซาร์ซึ่งถามผ่านทางผู้ช่วยสาว
“ตัวคุณลุงไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรอย่างว่าเลยค่ะ แต่เพื่อนของคุณลุงกลุ่มหนึ่งเจอกันแบบเต็มๆ”
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ” ชายแดนซักบ้าง
จีนีสเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า เพื่อนนักธุรกิจสี่คนของอินทรศรเกิดนึกสนุกอะไรไม่ทราบ พนันขันต่อกันเรื่องสิ่งเร้นลับในบ้านหลังนี้ จึงพากันมาพักอยู่สองสามวันเพื่อพิสูจน์ข่าวลือ วันแรกที่มาทุกอย่างดูเหมือนจะปกติดี แต่พอคืนที่สองเหตุการณ์แปลกๆ ได้เริ่มขึ้น เช่น บางคน จู่ๆ ตกใจตื่นขึ้นกลางดึกแล้วเห็นคล้ายกับมีเงาคนยืนตะคุ่มชะโงกเงื้อมอยู่ข้างเตียง ครั้นเปิดไฟกลับไม่มีอะไรเลย บางคนเจอกลางวันแสกๆ นั่งๆ อยู่ก็ได้กลิ่นเหมือนเนื้อไหม้ ไม่ใช่เป็นกลิ่นแบบอาหาร แต่เป็นกลิ่นแบบเวลาเผาศพ กลิ่นเนื้อคนไหม้ทำให้นึกไปถึงเรื่องที่ร่ำลือกันว่าเจ้าของบ้านคนเดิมตายเพราะถูกย่างสด
อีกคนได้ยินเสียงเหมือนมีคนนับสิบมาเดินย่ำสวนสนามอยู่รอบๆ เตียง ส่วนอีกคนนั้นเจอร้ายกว่าใครเพื่อน คือพอเคลิ้มๆ จะหลับก็ได้ยินเสียงสวดคาถาภาษาแปลกๆ แว่วมาผสมกับเสียงม้าร้องม้าควบอึกทึกไปหมด ตอนนี้ไม่มีเพื่อนคนไหนกล้ามาท้าพิสูจน์ที่บ้านชายทะเลนี้อีกแล้ว
“คุณล่ะครับจีนีส เคยเจอกับตัวเข้าบ้างหรือเปล่า?”
ปางผาถามเสียงจริงจังพอกับสีหน้า เขาต้องเก็บข้อมูลให้มากที่สุด
“จริงๆ แล้ว เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่มาค้างที่นี่ ฉันมาพร้อมกับป้าสายเพราะต้องมาคอยต้อนรับพวกคุณ แต่หลับสบายดีทั้งคืนค่ะ ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ”
“ป้าสายล่ะคะ เจออะไรรบกวนหรือเปล่า?” ณิชาตั้งคำถามบ้าง
“เอ..คงไม่ละมังคะ ไม่เห็นป้าสายตื่นเต้นหรือทำท่ากลัวอะไรเลย แกยังคงทำงานของแกไปอย่างปกติ”
ชาร์ซาร์หันไปทางกล้าหาญพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ซึ่งกล้าหาญก็พอเข้าใจว่าฝ่ายนั้นต้องการจะถามอะไร เขาจึงตอบว่า
“ผมก็ไม่เคยเห็นหรือเจออะไรเหมือนกัน”
“สรุปได้ว่าทางฝ่ายเจ้าของบ้าน..คุณอินทรศร..คุณจีนีส..คุณกล้า รวมถึงป้าสายแม่บ้านด้วยยังไม่เคยพบอะไรที่ผิดปกติอย่างว่า ที่เจอคือแขกที่มาพัก หรือว่า..บ้านนี้ไม่ต้องการต้อนรับคนแปลกหน้า?”

ณิชาทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดเห็นจากเจ้านายให้ทุกคนฟัง
“ก็น่าคิด หรืออีกที..อาจไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้”
ปางผากึ่งค้านกึ่งเห็นด้วย แต่ไม่ได้ให้คิดความเห็นอะไรมากไปกว่านั้น หากชั่วขณะนั้นเองชายหนุ่มทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน เขาพูดเป็นเชิงถามเร็วๆ ว่า
“เรายังดูไม่ทั่ว ยังไม่ได้ไปดูที่ห้องใต้ดินเลย มันอยู่ตรงไหนน่ะ?”
คราวนี้ทุกคนหันมามองชายหนุ่มเป็นตาเดียวกัน จีนีสปฏิเสธเสียงแปลกว่า
“ห้องใต้ดิน? ไม่มีนี่คะ..เอ๊ะ..หรือว่ามี?”
หล่อนหันไปมองกล้าหาญคล้ายขอความเห็น
“ไม่มีครับ หรือถ้าจะเคยมีช่างคงรื้อออกหมดแล้วละมัง”
กล้าหาญให้คำตอบขรึมๆ
“ทำไมนายถึงถามเรื่องห้องใต้ดินขึ้นมาล่ะ”
ชายแดนถาม เพราะไม่มีใครนึกถึงเรื่องห้องใต้ดินมาก่อน
ปางผาแทบจะกัดลิ้นตัวเองเหมือนกัน เขาลืมไปว่าเพื่อนร่วมทีมคนอื่นไม่ทราบถึงเรื่องห้องลับที่ใช้ทำพิธีเลือดนั่น แต่ถ้าจะมีใครสักคนที่รู้คงเป็นชาร์ซาร์กระมัง หากไม่ว่าใจจะคิดอย่างไร ปางผาก็พูดออกมาเพียงว่า
“ถามไปอย่างนั้นเอง เพื่อความรอบคอบ”
“ห้องนี้เป็นห้องอะไรคะ?”
อินดี้ย้อนกลับมาถามถึงห้องใต้หลังคาที่อยู่ตรงหน้า
“ห้องนอนธรรมดานี่แหละค่ะ ลุงอินทรเห็นว่าห้องนี้บรรยากาศดีมากเย็นสบายลมพัดเข้าตลอด กลางวันจะมองเห็นทะเลด้วย เลยจัดไว้เป็นห้องรับรองแขกโดยเฉพาะ”
หล่อนเล่าแล้วเงียบไปคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ ปางผาจึงสรุปว่า
“วันนี้ปล่อยไปก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยมาดูกันอีกครั้ง”
เมื่อลงมาถึงห้องรับแขกด้านล่าง หญิงสาวจึงถามปางผาผู้เป็นหัวหน้าทีมว่า
“เห็นว่ายังไงบ้างคะ?”
“ผมคงต้องขอเวลาสักนิด ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้”
หลังจากนั้นจึงต่างแยกย้ายกันไปเก็บข้าวของที่ห้องพักของแต่ละคน ปางผากับชายแดนอยู่ด้วยกันทางห้องทิศตะวันตก ส่วนอินดี้อารมณ์เสียเป็นอย่างมากพอรู้ว่าตนเองจะต้องพักอยู่ห้องเดียวกับณิชาตรงห้องทางทิศตะวันออก หล่อนออกปากกับจีนีสทันทีว่าไม่เคยพักร่วมกับคนอื่น ขอแยกห้องอยู่คนเดียวดีกว่า ซึ่งจีนีสก็ให้แม่บ้านจัดห้องให้ใหม่ตามความประสงค์ ปางผาตำหนิทันที
“ทำอะไรอย่างนั้นล่ะครับ สำหรับผู้หญิงอยู่ด้วยกันเป็นคู่ก็เหมาะแล้ว เกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันได้ อย่าลืมว่าเราไม่ได้มาเที่ยวแต่มาทำงาน”
“จีนีสกับคุณกล้าหาญยังอยู่คนเดียวได้นี่”
“อ้าว เขาเป็นเจ้าของบ้านนะครับ เราเป็นแขกไม่ควรเรื่องมาก”

การที่ปางผาพูดเป็นเชิงตำหนิหล่อนยิ่งทำให้อินดี้หงุดหงิดมากขึ้นไปอีก วันนี้ดูอะไรๆ ก็ไม่สมใจไปซะทุกอย่าง เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เห็นจีนีสนั่นแหละ ทั้งชายแดนทั้งปางผา รวมไปถึงนักปรจิตหนุ่มใบ้นั่นด้วย ต่างยืนเซ่อตาค้างลืมตัวลืมเก็บอาการกันไปหมดทุกคนเลย มัวแต่ยืนจ้องมองหญิงสาวกันตะลึงพรึงเพริด ไปทีเดียว อะไรไม่ร้ายเท่ากับที่แม่คนนั้นดูจะทึ่งปางผาเอามากเหมือนกัน แถมชาร์ซาร์ให้อีกคนเลยเอ้า!
สามหนุ่มใจเดียวกัน คงสนุกพิลึกล่ะ!
“อยู่คนเดียวได้หรือเปล่าครับ?”
ปางผาถามณิชา เกือบจะพร้อมๆ กับที่ชาร์ซาร์ใช้ภาษามือถามหล่อน ชาร์ซาร์ไม่พอใจและไม่ค่อยสบายใจที่ณิชาต้องแยกมาอยู่ลำพังคนเดียว นึกเคืองไปถึงอินดี้ที่ไม่ยอมอยู่เป็นเพื่อนร่วมห้องคู่กัน ทั้งที่รู้กันดีว่าสถานการณ์ในบ้านหลังนี้ไม่ธรรมดา ชาร์ซาร์ไม่นึกห่วงอินดี้เพราะถึงจะเป็นผู้หญิงแต่หล่อนคงมี “ดี” คุ้มอยู่พอตัว ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกเรียกมาร่วมทีมด้วยกัน
“ไม่ต้องเป็นกังวลมากไปค่ะ ณิช่าอยู่ได้ แต่ถ้าเกิดมีอะไรไม่ชอบมาพากลขึ้นมาจะตะโกนเรียกซาร์เป็นคนแรกเลย”
ชาร์ซาร์นิ่วหน้า ยังมาทำพูดเป็นเล่นอยู่ได้นะณิช่า คุณคงไม่รู้จริงๆ ล่ะซิว่า..อย่าได้บังอาจท้าทายกับ “อะไร” ที่กำลังคอยอยู่อย่างเด็ดขาด ชายหนุ่มผู้ไม่ยอมพูดเพียงแค่คิดอยู่ในใจ
“แน่ใจว่าอยู่คนเดียวได้นะครับ”


ปางผาย้ำถามอีก และณิชาก็ยืนยันหนักแน่น จนชายหนุ่มทั้งสองค่อยคลายใจลงไปได้ ถึงเพิ่งจะรู้จักกันไม่ทันข้ามวัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปางผาจะเพิกเฉยต่อสวัสดิภาพของเพื่อนร่วมทีม เพียงแต่ว่าความเป็นห่วงเป็นใยนั้นอาจมีให้น้อยกว่าผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เพราะสำหรับจีนีสนั้นต่างออกไป ชีวิตหล่อนกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายตกอยู่ภายใต้อิทธิพลคำสาป แล้วหน้าที่ที่เขารับมาส่วนหนึ่งไม่ใช่ช่วยหล่อนให้พ้นภัยหรอกหรือ ถ้าหล่อนเป็นอะไรไปเขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลย
หลังจากส่งณิชาเรียบร้อยแล้ว ปางผาจึงตามไปส่งจีนีสถึงหน้าห้องพัก
“คุณผาไม่ต้องห่วง ฉันไม่ใช่คนขวัญอ่อนหรอกค่ะ”
รอยยิ้มของหญิงสาวหวานสนิท..ปางผายกมือขึ้นจับสองมือของหล่อนมากุมไว้อย่างลืมตัว..เขาพูดกับหล่อนเบาๆ ว่า
“ดีแล้ว..อย่ากลัว อย่าอ่อนแอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะคุ้มครองคุณเอง!”







Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 22:04:59 น. 0 comments
Counter : 69 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : http://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.