Sit in the CITY!

azuma304
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add azuma304's blog to your web]
Links
 

 
ช่วงนี้ร้อนกันจริงเน้อ!

การเมืองก็ร้อน กระทู้ก็ร้อน เนื้อหาก็ร้อน โฮ้วววว ร้อนไปหมด ขนาดห้องแป้งก็ไม่เว้น ร่มๆกันหน่อยเนอะ

วันนี้อยากฝากอะไรหน่อค่ะ เป็นกระทู้ที่พิมพ์ไปในห้องแป้ง ยาวมากกก แต่ก็อยากให้อ่านแล้วก็เก็บไว้คิดก็ได้ค่ะ

**************************************

แอบนอกเรื่อง แต่ไหนๆก็สวยแล้วสวยให้หมดจดแล้วกันเนอะสาวๆ

เรื่องของเรื่องคือ หลังจากที่โซได้อ่านกระทู้หนึ่งทำให้เกิดความคิดว่า เอาล่ะ เล่ามันซักหน่อยแล้วกัน

ไหนๆ สาวๆก็จะสวยแล้ว สวยถึงภายในด้วย คงดีกว่านะคะ

ก่อนอื่น โซไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนะคะ แต่อยากให้สาวๆ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วลองคิดกลับกัน เห็นใจคนค้า คนขาย ที่ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเจ้าของแบรนด์ เจ้าของห้างและเงินเดือนไม่ได้เยอะ และได้มาง่ายเหมือนพนักงานห้างด้วยค่ะ (แม้จะงานหนักอย่างที่บางคนคิดก็ตาม แต่ลองอ่านประสบการณ์โซดูแล้วจะรู้ว่า มันเทียบกันไม่ได้เลย)

อีกอย่าง ไม่ได้อยากจะต่อความยาวนะคะ แต่ยังไงก็อยากให้สาวๆได้เก็บไว้คิดค่ะ เผื่อคราวหน้าถ้าโดนแม่ค้าตะคอกใส่ (แบบไม่ได้ตั้งใจเพราะจริงๆแค่เสียงดัง) อาจจะได้หันไปยิ้มให้เขาพร้อมคำขอโทษ (แม้บางครั้งเราจะคิดว่าเราไม่ผิดก็ตาม) เพื่อสังคมสงบสุขค่ะ (อย่างกับสโลแกนนางสาวไทย = =!!!)

บ้านโซทำอาชีพค้าขายค่ะ (จะให้ถูกคือเป็นตระกูลเลยทีเดียว ส่วนใหญ่ค้าขายค่ะ แต่ต่างกัน)

คุณย่า หรือที่โซเรียกอาม่า ทำงานร้านโชห่วย หรือที่เรารู้จักกันว่าร้านขายส่ง มาตั้งแต่สมัยยังสาวกับคุณปู่ หรืออากงค่ะ (หรือว่าอาม่าของอาม่าก็จะทำมาด้วยอันนี้โซไม่รู้ค่ะ คุยกับอาเหล่าม่าไม่รู้เรื่องเพราะอาเหล่าม่าพูดได้แต่ภาษาจีน T___T)

อาม่าโซมีลูกทั้งหมด 7 คนค่ะ

มีคุณป้า หรืออาโกว 4 คนค่ะ คือ ตั่วโกว (ป้าใหญ่) โกว...สองคนค่ะ (ชื่อค่ะ ไม่บอก ;9 ฮา) แล้วก็โซ้ยโกว (ป้าเล็ก) แล้วก็คุณลุง หรืออาแปะ 2 คนค่ะ คือ อาแปะค่ะ ส่วนอีกคนโซไม่รู้จัก แต่เป็นเพราะอะไร ต้องอ่านค่ะ แล้วก็พ่อ หรือป๊าของโซเอง ที่เป็นลูกชายคนเล็ก

ทีนี้ขอเรียงลำดับให้เห็นก่อนค่ะ

ตั่วโกว อาแปะ แล้วก็แปะอีกคนที่โซไม่รู้จักค่ะ อาโกวสองคน แล้วก็โซ้ยโกว แล้วก็ป๊าโซค่ะ

สมัยนู้นนนอาม่าโซลำบากมากค่ะ ญาติๆฝั่งอากงโซค่อนข้างมีเงิน แล้วก็ออกแนว...ยังไงดีล่ะ ประมาณไฮโซสมัยนี้แหละค่ะ หยิ่งนิดๆ (เปรียบเทียบให้เห็นภาพเฉยๆค่ะ) ต่างกับบ้าอาม่าค่ะ ทำให้อาม่าโดนดูถูก โดนแกล้งสารพัดเลยค่ะ (คิดแล้วน้ำตาไหล) จริงๆโซคงเล่าได้ไม่หมด เพราะจำได้มั่งไม่ได้มั่ง (แหะๆ) จำๆมาจากที่อาม่าเล่าให้ฟังน่ะค่ะ (ตอนฟังก็ฟังไปน้ำตาแทบร่วงถ้าไม่ติดว่าเขิลล์ เพราะญาติอยู่กันหลายคน)

เรื่องมันมีอยู่ว่า อากงอาม่าทำร้านโชห่วยค่ะ อย่างที่บอกไป แต่ตอนนั้นยังไม่เป็นร้านเลยค่ะ เป็นแผงเล็กๆในตลาด (ปัจจุบันก็ยังอยู่ค่ะ แต่เป็นของอาโกวคนที่ 3 ค่ะ) เวลาจะขายของก็จะต้องขนของจากบ้าน ไปวางขายที่แผงในตลาดค่ะ

คิดดูค่ะว่าเหนื่อยขนาดไหน ต้องหอบของไม่ใช่น้อยๆเลยไปที่แผงทุกวัน เก็บทุกวัน ถึงแม้จะไม่ไกลจากบ้าน แต่ถ้าให้ไปทำ...โซว่าสาวๆ หนุ่มๆ ห้องแป้งคงไม่มีใครอยากทำหรอกค่ะ (เอาง่ายๆ แบกนมซัก 3 ลัง น้ำตาล 2 กระสอบไปที่แผงทุกวัน เย็นเก็บกลับอ่ะค่ะ แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว) โซไม่รู้ว่าตอนนั้นอาม่าเปิดร้านกี่โมง ปิดกี่โมง แต่ถ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ก็เปิดตั้งแต่เที่ยงคืนค่ะ ปิดร้านประมาณบ่ายสอง

ลูกสองคนแรกคือตั่วโกวแล้วก็อาแปะ

อาม่าสามารถส่งตั่วโกวเรียนได้แค่ ป.6 ค่ะ แล้วก็ออกมาช่วยงานที่บ้าน ส่วนอาแปะโซไม่แน่ใจ แต่จำได้ว่าเกเรมากๆค่ะ น่าจะป.5 ถ้าโซจำไม่ผิดค่ะ

ทีนี้ ลูกคนที่สาม คืออาแปะอีกคนที่โซไม่รู้จักค่ะ

เป็นลูกที่อากงรักมากค่ะ เพราะตอนที่เกิดเหมือนกิจการจะรุ่งเรือง อาม่าย้ายจากขายของที่แผงมาเป็นตึกแถวสองห้อง (ปัจจุบันก็ยังอยู่ค่ะ และยังคงเปิดกิจการอยู่) ราคาในตอนนั้น ถ้าจำไม่ผิดอยู่ที่หลักแสนค่ะ ตอกแรกจะซื้อแค่ห้องเดียว แต่พอคุยไปคุยมาก็เอ้า สองห้องเลยแล้วกัน ตอนนี้อากงอาม่าก็มีร้านเป็นที่เป็นทาง ไม่ต้องมาแบกของไปที่แผงทุกวันแล้วค่ะ

เอาล่ะ ลูกคนที่สามของอาม่า อากงรักมากค่ะอย่างที่บอก แต่ว่าเป็นโปลิโอค่ะ เวลาดูแลก็ลำบากมากค่ะ เพราะจะล้มอยู่เรื่อยๆ (ภาษาชาวบ้านก็หัวทิ่มนั่นแหละค่ะ) แล้ววันนึง แกก็ล้มหัวแตกค่ะ อาม่าต้องแบกขึ้นหลังวิ่งไปโรงพยาบาล แต่ปรากฎว่า ไม่ทันค่ะ แกไปเสียที่โรงพยาบาล นี่คือเหตุผลว่าทำไมโซถึงไม่ได้รู้จัก (ตอนเสียอายุน้อยอยู่เลยค่ะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่) ตอนนั้นอากงโกรธอาม่ามากค่ะ อย่างที่บอก อากงรักลูกคนนี้มากค่ะ

ทั้งอากงแล้วก็อาม่าทำงานหนักค่ะ โซ้ยโกวเล่าว่า ตอนนั้น โดนเรียกมาช่วยให้ผูกดอกไม้จีน แล้วจัดเป็นชุดไประจำค่ะ (ไม่รู้จะเคยเห็นกันรึเปล่า เป็นชุดแกงจีดค่ะ มีดอกไม้จีน วุ้นเส้น ฟองเต้าหูแล้วก็เก๋ากี้ค่ะ) ต้องร่อนถั่วงอกเอง หั่นเล้นใหญ่ และอีกเยอะค่ะ

ทีนี้...อามารู้ว่า อากงไปแอบเลี้ยงเด็กไว้นอกบ้าน หรือที่รู้ๆกันคือภรรยาน้อยค่ะ แต่อาม่าไม่ได้ว่า ไม่ได้พูดอะไร (สมัยก่อนผู้หญิงไม่มีสิทธิ์มีเสียง อย่างที่รู้กันแหละค่ะ) อากงไปซื้อบ้านหลังหนึ่ง หลังจากที่มีเงินแล้ว (ง่ายๆคือเริ่มรวยค่ะ) บ้านหลังใหญ่ แต่อาม่าไม่ชอบเลย บอกว่าที่มันร้อง ฮวงจุ้ยก็ไม่ดี

แอบสยองขวัญตรงที่เจอสิ่งเหนือธรรมชาติกันถ้วนหน้าค่ะ...(แต่ขอไม่เล่าแล้วกันเนอะ)

อาม่าบอกให้อากงขายไปเถอะ แล้วย้ายออก อยู่ไม่ได้หรอก ที่มันร้อน มันเฮี้ยน แต่อากงไม่เชื่อค่ะ จนวันนึง พาภรรยาน้อยเข้ามาอยู่ในบ้านเลยค่ะ แล้วรู้สึกอามาก็ย้ายกลับไปอยู่ที่ตลาดค่ะ

มีอยู่คืนหนึ่ง อาม่ารู้สึกใจไม่ดีเลยค่ะ นอนไม่หลับ สะดุ้งเป็นพักๆ แล้วก็ใจไม่ดีเลยค่ะ

เพื่อนอากงมาเคาะประตูเรียก แล้วบอกอาม่าว่า "อากงถูกรถชน อยู่โรงพยาบาล"

อ่า...ใช่ค่ะ อากงเสียตอนนั้นแหละ...

นั่งรถแท็กซี่ อากงนั่งหน้าคู่คนขับ เพื่อนๆนังหลัง รถไปชนอะไรโซจำไม่ได้ค่ะ แต่อากง (คนขับด้วยรึเปล่าไม่แน่ใจ) โดนเต็มๆค่ะ เสียชีวิต...

ทีนี้ อาม่าต้องเลี้ยงลูกด้วยตัวเองทั้งหมด 6 คนค่ะ


เนื่องจากสมัยที่อากงยังอยู่ เวลาขายของคนที่มาซื้อบ่อยๆจะชอบให้เก็บบิล แล้วจ่ายที่หลัง หรือง่ายๆก็แปะไว้ก่อนนั่นแหละค่ะ

พออากงตาย อาม่าก็โดนโกงค่ะ

ความจริงแล้วอาม่าโซเป็นคนความจำดีมากกกก (ตอนนี้ก็ยังดีอยู่ค่ะ) จำได้หมดเลยค่ะใครติดเงินไว้เท่าไหร่ ของอะไรราคาเท่าไหร่ แต่ก็โดนโกงค่ะ เนื่องจากไม่มีหลักฐาน อาม่าทำอะไรไม่ได้ พูดแค่ "เฮียว่าเฮียจ่ายแล้วก็ไม่เป็นไร ฉันก็รู้ เฉียก็รู้ว่าจ่ายแล้วหรือยัง เฮียลองคิดดูนะ ฉันต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ตัวคนเดียวเนี่ย ลูกอีกหกคน ถ้าเฮียจะโกงก็เอาเหอะ" แต่รู้ไหมคะ...คนมันโลภ เห็นคนลำบากแบบนี้ก็เอาค่ะ...

ลูกคนที่สองของอาม่า หรืออาแปะของโซ อย่างที่บอก เกเรค่ะ ตอนนั้นมาช่วยงานอาม่า (น่าจะโตแล้วล่ะค่ะ เพราะมาช่วยเต็มตัวเลย) แล้วตัวอาแปะก็ไม่สนใจอาม่าเลยค่ะ คือ...เหมือนไม่รักน่ะค่ะง่ายๆ

อาแปะเป็นสไตล์...ยังไงดีล่ะ คือ ตอนนั้นมีรถอยู่รุ่นนึงดังมากค่ะ แปะแกไปถอยมาขับเลย เป็นสีแดงเด่นมาก โซจำเรื่องนี้ได้เพราะวันนั้นโซ้ยโกวเอามาแซว โซยังคิดแล้วนั่งขำน้ำตาเล็ดเลย ว่าขับไปรับถึงที่โรงเรียน

ข้ามๆหน่อยเนอะ

โซ้ยโกวเรียนมหาลัยที่เอแบคค่ะ

รู้ๆกันอยู่ว่าเอแบคค่าเทอมแพงมาก ตอนนั้นคิดว่าอาม่าน่าจะเริ่มปล่อยๆงานให้อาแปะทำเต็มที่แล้วค่ะ อาม่าก็ทำนิดๆหน่อยๆที่พอทำไหว โซ้ยโกวเล่าว่า ตอนไปขอเงินค่าเทอมกับอาแปะทีตัวสั่นเลย แทบร้องไห้ เพราะค่าเทอมแพง ไปขอทีก็ต้องโดนตวาดที (ลืมบอกไป บ้านโซเสียงดังทุกคนค่ะ ลูกตลาดค่ะ ภาคภูมิใจนะเนี่ย) คิดดูแล้วกันค่ะว่าน่ากลัวขนาดไหน แต่ก็เรียนจบมาจนไ้ด้ค่ะ

ปัจจุบันทำงานอยู่กับบ.ข้ามชาติบ.หนึ่งค่ะ ไม่ขอเอ่ยชื่อเนอะ

จะข้ามแล้วนะเพราะต่อจากนั้นโซจำไม่ได้จริงๆค่ะ (ฮา)

ข้ามมาตอนที่โซไปอยู่กับอาม่าค่ะ (จำได้มั่งไม่ได้มั่งนะคะ มันนานมากแล้ว)

ตอนนั้นซัก 6-8 ขวบได้ (จำไม่ได้จริงๆค่ะ T___T ความจำไม่ดี...) ตอนนั้นอาม่ายังแข็งแรงแล้วโซก็กำลังซนค่ะ เคยเอาหมอนข้างมาเล่นวิ่งวนเป็นวงกลม สุดท้ายสะดุดหมอนข้างล้มคางแตกค่ะ ฮา คิดแล้วก็ขำ ยังเป็นแผลเป็นถึงตอนนี้ค่ะ

อ่ะ...ออกทหาสมุทร _ _"

โซจำได้ว่า โซชอบอยู่ที่บ้านอาม่ามาก (ก็ตึกแถวที่ขายของน่นแหละค่ะ) จำได้เลยว่า เวลาป๊าจะมารับกลับบ้าน โซจะแกล้งหลับทุกที วันไหนป๊าอุ้มขึ้นรถพากลับบ้านจะขัดอกขัดใจมาก (ฮา) บ้างวันเหมือนเค้ารู้ทันค่ะก็ปล่อยให้ค้างกับอาม่า วันนั้นโซจะมีความสุขสุดๆ

ตอนอยู่กับอาม่าโซจะติดละคะ เพราะอาม่าชอบดูละครช่อง 3 (ฮา) เพราะฉะนั้นกว่าจะนอนก็ 4 ทุ่มได้ค่ะ ละครจบ เช้ามาอาม่าต้องมาปลุกทุกเช้าเลย หานู่นหานี่ไว้ให้กิน จำได้ว่ามีความสุขมากๆจริงๆค่ะ (รักอาม่าจัง)

แล้วก็เกิดเรื่องอีกค่ะ...
ตอนโซอยู่ป.4 (มั้ง...บอกแล้วความจำไม่ดีค่ะ T___T) อาม่าหกล้มค่ะ ต้นเหตุ...*ชี้ตัวเอง* T____T ถูกค่ะ เพราะโซเอง ด้วยความเป็นเด็ก (ที่เหมือนลิง ไม่เรียบร้อยด้วย) พอถึงบ้านยกมือไหว้อาม่าปุ๊บ สะบัดร้องเท้า แท่ดๆไปวางกระเป๋า กางโต๊ะเอาการบ้านขึ้นมาวาง (ให้มันจ้องหน้าเรา) แล้วโซก็นั่งจ้องทีวีค่ะ ด้วยนิสัยแบบนี้แหละ...ทำให้อาม่าล้มค่ะ สะดุดรองเท้าของโซนี่แหละ ล้มเลยค่ะ

คราวนั้นอาม่าต้องผ่าสะโพก (ถ้าโซจำไม่ผิด) ทำให้อาม่าที่แข็งแรง ต้องลำบากค่ะ ขาเจ็บจนถึงตอนนี้ เดินเหินไม่สะดวกค่ะ รู้สึกแย่มากมาย T___T

หลังจากคราวนั้นอาม่าทำอะไรไม่ค่อยสะดวก ก็ยังลงมาช่วยที่ร้านบ้างเท่าที่ทำได้ค่ะ จนวันนึงโซ้ยโกวเข้าไปคุยกับอาแปะค่ะว่า "เฮยแม่น่ะรักเฮียมากเลยนะรู้มัย" และอื่นๆที่จำไม่ได้ค่ะ หลังจากนั้นท่าทีของอาแปะที่มีต่ออาม่าเปลี่ยนไปเลยค่ะ

หลังจากนั้นโซกลับมาอยู่บ้านค่ะตอนประมาณป.5

อาม่าเข้าโรงพยาบาลอีกรอบค่ะ หมอบอกว่า อาม่าเป็นมะเร็ง ตอนนั้นโซเป่าปี่เลยอ่ะ คือที่บ้านไม่มีใครบอก แอบไปได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน แต่สุดท้าย ไม่ใช่ค่ะ แต่คราวนี้จำไม่ได้ว่าเป็นอะไร ต้องผ่าตัดอีกรอบค่ะ

พอป.6 โซย้ายกลับไปอยู่กับอาม่าอีกค่ะ แล้วก็กลับไปอยู่บ้านตัวเองตอนขึ้นมัธยม

ตั้งแต่อยู่มาหลายปี โซรู้จักป้าๆในตลาดเยอะแยะ ทุกคนเป็นเหมือนกันค่ะ เสียงดัง โหวกเหวก ปากร้าย บางทีนั่งด่ากันไม่มีเหตุผล (แต่ก็แบบขำๆ หยอกกันเล่นแม้จะแรงบ้างก็ตาม) ทำให้ทุกคนในตลาดรู้จักโซหมดเลยค่ะ =w=!!! แล้วก็ลามมาถึงนอกตลาดด้วย ขอบอกว่าๆเห็นอย่างนั้น ป้าๆใจดีกันมากค่ะ (แม้ภาษาจะไม่สวยแต่ใจดีจริงๆค่ะ)

ข้ามไปเยอะเลยเพราะจำไม่ได้ แหะๆๆ อาม่าก็เล่าๆ โซก็ฟังบ้างลืมบ้างแต่ก็...ฟังแล้วโซสงสารอาม่า คิดดูค่ะ ผู้หญิงตัวคนเดียว เลี้ยงลูก 6 คน จนตอนนี้ตั่วโกวมีร้านเป็นของตัวเองค่ะ (เป็นร้านอาหาร) อาแปะ...(ไม่เล่าตอนนี้ค่ะ...) อาโกวคนที่ 2 ทำงานอยู่ที่ตึกแถวเดิมค่ะ ขายพวกกระดาษกงเต๊ก อาหารเจบ้างตามเทศกาล อาโกวคนที่ 3 จบปริญญาตรีจากม.ราคำแหง (ใน 4 ปีค่ะ ตอนแรกจะจบ 3 ครึ่งแต่ติดอยู่ตัวหนึ่งเลยไม่จบ) คณะเศรษฐศาสตร์ค่ะ แต่ปัจจุบัน...ขายของที่ร้านนั่นแหละค่ะ โซ้ยโกวจบจากเอแบคค่ะ อย่างที่บอก ปัจจุบันทำงานกับบ.ข้ามชาติแหงหนั่ง (ที่ถ้าเอ่ยชื่อทุกคนรู้จักแน่นอนค่ะ) ป๊าโซทำงานที่ร้านค่ะ

อาม่าโซ...พยายามขนาดไหน? อิๆ รักจัง

มาที่เรื่องอาแปะกัน

อาม่าโซไม่ได้ช่วยที่ร้านมานานแล้ว อย่างที่รู้ค่ะ ว่าสังขารไม่อำนวย

อาแปะทำงานหนักมากค่ะ ขยายกิจการจากตึกแถวสองห้อง จนมีโกดังเก็บของถึง 3 โกดังค่ะ โกดังใหญ่มาก ลองคิดดูสิค่ะ ไม่ใช่ 1 แต่นี่ 3 O_O!!!

รายได้ต่อวัน...อ่า...หลักแสนค่ะ แต่ทุกคนคงไม่รู้...

ร้านโชห่วยแบบนี้ใช้เงินเยอะมากค่ะ เหมือนรายได้จะเยอะ แต่ถ้าหมุนเงินไม่เป็น ช็อตเลยค่ะ เพราะรายได้แสน รายจ่ายแสนค่ะ แทบจะไม่ต่าง (เนื่องจากต้องคอยซื้อของเข้าร้านตลอดค่ะ)

โซรักอาแปะเหมือนกัน คือแกเสียงดังค่ะ เสียงทุ้มๆ ง่ายๆก็เสียงดุ(มาก)ค่ะ แต่ก็ใจดีมาก แกเป็นคนตัวใหญ่ หน้าดุด้วย แต่รักเด็ก (ไม่เข้ากับหน้า ฮา) แต่เวลาแกยิ้มดูใจดีนะคะ

โซยังจำได้เลยว่าตรุษจีนที่ผ่านมา แกเรียกโซแล้วแจกแต๊ะเอีย (อิๆ ชอบ) แล้วก็ถามว่าจะเอานมกลับไปกินมั้ย ซึ่งแกจะถามแบบนี้เป็นประจำค่ะ โซก็ได้กลีบมาหลายแพ็คอยู่

แต่...มันก็เกิดขึ้นอีกค่ะ...

ไม่นานมานี้ (ประมาณ 3 เดือนกว่าๆแล้ว) อาแปะเสียแล้วค่ะ T___T โซยังร้องไห้อยู่จนถึงตอนนี้ (เป็นพักๆค่ะ ถ้านึกขึ้นมาได้ก็น้ำตาไหล)

ถึงแม้ว่า นมที่อาแปะให้มามันจะไม่อร่อยเลย...(น้องโซไม่ชอบอย่างแรง) แต่โซก็ดื่มจนหมดค่ะ ตอนงานศพก็มีแจกให้คนที่ไปร่วมงานดื่มค่ะ โซเห็นแล้วน้ำตาไหลจริงๆ คือแบบ...2 เดือนได้ค่ะ ตั้งแต่ตรุษจีนจนถึงวันที่แกเสีย มันตกใจค่ะ

ป้าสะใภ (ที่จริงๆต้องเรียกอาอึ้มแต่โซเรียกอาโกว) มาเล่าให้ฟังว่า ตอนแกอยู่โรงบาล โกวถามว่า นี่จะให้โซไปอยู่เป็นเพื่อนเขามั้ย คำตอบชวนร้องไห้เลยค่ะ...

"ไม่ต้องหรอก ให้มันช่วยงานพ่อมันแหละดีแล้ว ไอ้เด็กพวกนี้น่ะ พึ่งพาได้นะ" ร้องไห้สิคะ T______________T (ตอนนี้ก็น้ำตาซึมแล้ว คิดถึงอาแปะจัง T___T)

ปัจจุบัน ร้านเลยอยู่ในการดูแลของตั่วโกว โกวสองคนแล้วก็ป๊าโซค่ะ

เล่าหมดแล้ว ทีนี้ จะบอกว่า

สมมุติ ตอนนี้คุณเป็นเจ้าของร้านเช่นเดียวกับอาม่าของโซค่ะ

ถ้าเจอลูกค้ามาพูดว่า จ่ายเงินแล้ว แต่ความจริงยังไม่ได้จ่าย รวมทั้งไม่มีหลักฐานด้วย (คิดถึงความเป็นจริงสมัยเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว) คุณจะทำยังไง?

ขอบอกว่า อาม่าโซไม่เจอคนเดียวค่ะ หลายคนเลย เพราะพออากงตาย เหมือนกับ...จะคิดว่าคงไม่มีใครดูแลต่อมั้งคะ

ง่ายๆ ก็ยกเลิกการ "ติดไว้ก่อน" ใช่ไหมคะ?

แล้วถ้า คุณต้องขายของ แล้วยังต้องเลี้ยงลูกอีกหกคนด้วยตัวคนเดียวล่ะ? (อีกนิด ตอนนั้จนถึงตอนนี้ อาเหล่าม่าของโซก็อยู่ดีมีสุขด้วยอายุเป็นร้อยค่ะ) คุณจะสู้ไหวมั้ย?

กับรายได้ไม่แน่ไม่นอน เงินเข้า ควักจ่าย เงินเข้า ควักจ่าย

แล้วทีนี้จะทำไงล่ะ?

ทำอะไรไม่ได้ นอกจาก "สู้"

ร้านแบบนี้รายได้ จำนวนสินค้าที่ขายมันไม่แน่ไม่นอน

วันนี้ขายได้ห้าสิบ พรุ่งนี้อาจขายไม่ได้เลยก็ได้ ทีนี้ไอ้ที่ขายไม่หมดก็เหลือเป็น ของเสีย...

เอาล่ะ โซว่าคงพอเห็นภาพกันแล้วล่ะค่ะ แค่ลองเปลี่ยนจากของโชห่วยมาเป็นเสื้อผ้าเครื่องสำอางดู คิดออกแล้วใช่ม้า?

อา...ยาวจริงๆ ขอโทษค่ะ = =""" นอกเรื่อง ออกทะเลไปเยอะด้วย คือแบบ...อยากเล่าให้ฟังค่ะ เผื่อจะได้เห็นอะไรๆจากเรื่องนี้บ้าง

สุดท้ายแล้วค่ะ คิดว่า...

ไม่เกี่ยวจากข้างบนแล้วนะ

ก่อนอื่น เวลาซื้อเสื้อผ้า บางร้านไม่ให้ลอง โดยเฉพาะร้านขายส่ง เพราะร้านเขาเป็นเสื้อผ้าที่ขายทีเยอะๆให้ร้านปลีกนำไปขายต่อค่ะ ถ้าลองแล้วเกิดเสียกาย คนรับผิดชอบคือร้านขายส่งที่กำไรไม่เท่าไหร่ (ก็เหมือนโชห่วย กำไรน้อย อาศัยขายเยอะ แต่ก็ได้ไม่เยอะอยู่ดี) ทีนี้เข้าใจร้านเสื้อผ้าใน Platinum หรือประตูน้ำหรือยังคะ?

ทำไมร้านพวกนี้ถึงชอบโวยวายเวลาลูกค้าถือน้ำ (และอาหาร) เข้าไปในร้าน ก็เพราะว่า ถ้ามันหกขึ้นมา ไม่ต้องถึงขนาดคว่ำใส่ของเขาหรอกค่ะ เอาแค่หกใกล้ๆ แม้ไม่ใกล้มาก แต่มันกระเซ็นโดน รู้หรือเปล่าคะ สินค้าชิ้นนั้น "ขายไม่ได้แล้วค่ะ" ก็เหมือนเวลาคุณซื้อน้ำตาลซักกระสอบ แต่ดั๊นนน มีคนสาดน้ำแบบไม่ได้ตั้งใจมาโดนพอดี น้ำตาลกระสอบนั้นก็ต้องทิ้งค่ะ

ถ้าคุณบอกว่า แหม นิดหน่อย เป็นไรไป ลองคิดดูค่ะ เวลาคุณไปซื้อเสื้อผ้า เห็นรอยเปรอะนิดเดียวก็ไม่อยากซื้อแล้ว หรืออาจจะใช้วิธีต่อเอาราคาถูกๆน่ะ แม่แม้ค้าจะพูดแล้วพูดอีก คุณน้องคะ ซักออก ซักได้ค่ะ ก็คุณจะไม่เอา ก็คุณจะต่อ นั่นแหละค่ะ ของเสียราคา กำไรก็น้อยลงแต่ไม่ได้เหนื่อยน้อยลงเลย แล้วยิ่งเปรอะเยอะๆ ทำไงได้? นอกจากทิ้ง ก็เหมือนน้ำตาลนั่นแหละ แม้จะโดนก้นกระสอบไม่เยอะ ตักแบงขายเป็นถุงโล ถ้าคุณรู้ก็คงไม่เอา หรืออาจจะเอา แต่ขอถูกๆ จริงมั้ย?? (คุณอาจจะไม่ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะไม่ค่ะ)

ไม่รู้จะเปรียบเทียบอะไรอีก เอาแค่พอเห็นภาพ พอนึกออกพอแล้วค่ะ หรือไม่ก็ลองไปอ่านเรื่องอีกทีอาจจะเห็นอะไรอีกก็ได้

อยากให้สาวๆลองเห็นใจคนค้าคนขายดูบ้างค่ะ บางทีแม่ค้าอาจจะเสียงดังบ้าง หลายๆครั้งไม่ได้ตั้งใจตะคอกหรอกค่ะ ตลาดก็ยังคือตลาด ข้างทางก็ยังคือข้างทาง แผงลอยก็ยังเป็นแผงลอยค่ะ เอาไปเทียบกับตามร้านหรูๆหรือตามห้างไม่ได้หรอกค่ะ มันแตกต่างกันจริงๆ แค่สถานที่ก็แตกต่างแล้ว ผู้คน ราคา สินค้า ทุกอย่างแตกต่างกันไปหมด

น้ำปลาขวดละ 5 บาทจากร้านกระจอกๆในสายตาทุกคน กับน้ำปลาขวดละ 10 บาทตามห้าง ทั้งๆที่เป็นแบบเดียวกัน เห็นไหม แค่กำไรก็ต่างแล้ว

ห้าง เห็นลูกค้าต้องพะเน้าพะนอ
แต่ร้านข้างทาง เห็นลูกค้าต้องรีบทำเงิน (อาจจะใช่คำไม่ดี แต่อยากลองบอกให้พอนึกออกค่ะ)

ห้างกำไร 8 บาท ซื้อความสะดวกสบาย (หรูเลิศและมีระดับ ฮา)
ร้านข้างทางกำไร 3 บาท ที่หลายๆครั้ง คนขายต้องนั่งเป็นวันๆกว่าจะได้ซักร้อย ซื้อได้แค่ความเป็นธรรมดา สามัญเท่านั้นแหละค่ะ

โฮ่วววเหนื่อย ถ้าทำให้ใครไม่พอใจไปบ้างก็ขอโทษแล้วกันค่ะ แต่พอมาคิดๆดู เห็นเวลาคนไม่ชอบแม่ค้าเสียงดังๆ หรือแม้ค้าปากจัดๆโดยที่ไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ ทั้งๆที่จริงๆแล้วอาจจะแค่เสียงดังและใช้ภาษาบ้านๆไปบ้างเท่านั้น ก็อยากให้ลองมองซะใหม่ค่ะ

ปล. ไม่ใช้กรณีที่เดินผ่านหน้าร้านแล้วแม่ค้าจะโกนด่านะ อันนั้นก็เกินไปค่ะ = =""

**************************************

เหมือนนิยายชิมิ แต่มันคือเรื่องจริงค่ะ หลายๆคนอาจจะคิด เอามาเล่าทำไม (วะ) ยัยนี่ ไร้สาระชะมัดยาด อยากอวดเรื่องบ้านตัวเองรึไง บลาๆๆ

เล่าไว้ให้คิดค่ะ ว่าคนค้าคนขายลำบากขนาดไหน แม้ว่าคนสมัยนี้อาจจะไม่มีลูกเยอะเหมือนเมื่อก่อน แต่ค่าครองชีพมันสูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆค่ะ คนค้ารายย่อยๆ กำรี้กำไรไม่มากจะเอาที่ไหนกิน ถ้าคนไม่ซื้อของเพียงเพราะแม่ค้า พ่อค้าเสียงดัง พูดไม่เพราะ อนึ่ง...ถ้าเป็นเยี่ยงนั้น ร้านของบ้านโซคงเจ๊งไปนานแล้ว บอกตรงๆ บ้านโซเสียงดัง พูด เอ่อ...ภาษาพ่อขุน...นั่นแหละ กันทั้งบ้านค่ะ ไม่อยากบอก คนตลาดนี้เค้าพูดกันงี้แหละ แต่ไม่ได้ผิดใจหรือรังเกิยจกันนะ อะไรเล็กน้อยพวกนี้ถ้ามองข้ามได้ก็มองข้ามมันไปบ้างเถอะค่ะ...เนอะ นอกจากนั้น มันก็ไม่มีอะไรให้อวดด้วยค่ะ หรือคุณเห็นว่ามันมีอะไรน่าอวด? ร้านโซเหรอ? หรือวีรกรรมสมัยเด็ก เรื่องของอาม่า อากง อาโกว อาแปะ?? มันไม่มีอะไรน่าอวดเลยซักนิดค่ะ จริงมั้ย?

แค่นี้ก็ร้อนจะแย่อยู่แล้ว หรือไม่จริง? (วันนี้มีสาระแฮะ...)


Create Date : 09 กรกฎาคม 2551
Last Update : 9 กรกฎาคม 2551 2:54:13 น. 3 comments
Counter : 205 Pageviews.

 
ทุกคนมีความลำบากเป็นของส่วนตัวของแต่ละคน

เปนกะลังจัยให้ จ๊ะ


โดย: บ้าได้ถ้วย วันที่: 9 กรกฎาคม 2551 เวลา:7:47:44 น.  

 


แวะมาทักทายค่ะ


โดย: whitelady วันที่: 9 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:51:43 น.  

 
อ่านดูชีวิตก็น่าสงสาร น่าเห็นใจนะคะ
แต่ทำไม ไม่เห็นใจคนอื่นนอกเหนือจากครอบครัวตัวเองบ้างล่ะคะ
ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนค้าขายเหมือนกัน มันมันต้นทุน
เงินเขาก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน

ยิ่งหอบของจากต่างประเทศมาขายไม่ใช่เบาๆ ตั้งหลายชิ้น กำไรแค่ 2-3 ร้อย
เล่นเอาไปไม่ยอมจ่ายจ่ายเลย
หรือว่า เรียนรู้วิชานี้มาจากลูกค้าของอาม่า

เสียใจนะคะ ที่มาเจอเหตุการณ์แบบนี้


โดย: โดดเดี่ยวผู้น่ารัก วันที่: 27 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:37:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.