Group Blog
 
All blogs
 
Glastobury festival เทศกาลดนตรีในตำนาน 4

มาต่อวันสุดท้ายของงานเทศกาลในเลยค่ะ หากจะตั้งชื่อ คงต้องเรียกวันนี้ ว่าเป็นวันเเห่งตำนาน
วงสุดยอดๆมารวมตัวกันในวันนี้ the verve ก็เป็นหนึ่งใน headliners เเม่เหล็กที่ดึงดูดให้ทุกคนอยากมาร่วมงานในปีนี้

วันนี้สมากชิกชาวฮ่องกงของทีมเราต้องรีบบึ่งกลับเเมนเชสเตอร์ตั้งเเต่เช้าเพราะติดภาระกิจไป
ดูคอนเสิร์ทRadiohead ต่อที่โน่น เจ้าตัวอดบ่นเสียดายที่ไม่ได้ดู ตำนานอย่าง the verve

พวกเราเลยต้องกล่าวลากันเเล้วค่ะ เเต่ก็ต่างสัญญากันว่า จะไม่ขาดการติดต่ออย่างเเน่นอนหากมีโครงการหน้า พวกต้องกลับมารวมตัวกันอีกอย่างเเน่นอน
มิตรภาพอันเกิดจากเสียงดนตรีนี่มันช่างเหนียวเเน่น เเละไร้ซึ่งพรมเเดนเสียจริง

สิ่งหนึ่งนอกเหนือจากดนตรีดีๆ ที่ได้เสพจากงานนี้เเล้ว พวกเราได้ซาบซึ้งถึงคำว่ามิิตรภาพกันอย่างมาก

มิตรภาพของผู้หญิงสองคนที่เเชร์ความลุ่มหลงในดนตรีอังกฤษมาเป็นเวลานานเเละจนวันหนึ่งได้มาทำฝันให้เป็นจริง

มิตรภาพของเพื่อนต่างเเดนที่รู้สึกเหมือนได้รูุ้้จักกันมานาน เพียงเพราะมีรสนิยมดนตรีที่คล้ายคลึงกัน

มิตรภาพจากเพือนคนไทยที่ไม่เคยได้เจอกันมาก่อน เเต่กลับเหนียวเเน่น ช่วยเหลือกันประหนึ่งเป็นพี่น้องกัน

และที่สำคัญที่สุด คือมิตรภาพระหว่างตัวเรากะดนตรีอังกฤษ ที่เราเติบโตกับสิ่งเหล่านี้มาตั้งเเต่เด็ก เเละเป็นสิ่งสำคัญอบ่างหนึ่งที่หล่อหลอมความเป็นตัวตนของเขาอย่างทุกวันนี้

วันที่สามนี้ถือเป็นวันที่ซาบซึ้งที่สุดในตลอดทริิปที่กลาสโต้
จขกท กล้าบอกอย่างไม่อายเลยว่าวันนี้ เเอบนำ้ตาซึมไปหลายรอบเลยทีเดียว



วันนี้เราเริ่มกัน ไม่สายมาก เพราะมี หลายวงที่อยากดูอยู่ในช่วงเช้า

เราเปิดวันกันด้วย หนังสือพิมพ์จาก The Guardian ที่ไปตั้งบูทขายหนังสือพิมพ์เเจกกระเป๋าเเละของพรีเมี่ยมอื่นๆ อีกมากมาย
เป็นกลยุทธ์ขายหนังสือพิมพ์ที่ดีมากเลยจริงๆ

เดาว่าที่ต้องทำอย่างนี้เพราะต้องเเข่งกับพวกหนังสือเเจกฟรีที่มีกันอยู่อย่างเกลื่อนกลาด
ราคาหนังสือพิมพ์เเบบที่ต้องซื้อที่โน่นเเพงเอาเรืองเหมือนกัน ตกเล่มละ 1.8 ปอนด์ได้ หากไม่มีมูลค่าเพิ่มอื่นๆ คงขายกันยากหน่อย

มาคราวนี้นอกจากขายหนังสือ พร้อมพรีเมี่ยมเพียบ The Guardian ยังมาตั้ง The Guardian lounge ที่เเสนสบาย พร้อมขายอาหารเช้าเเละกาเเฟหอมกรุ่นยั่วใจ ประกอบกับวงดนตรีที่ทาง The Guardian จัดหามาขับกล่อม ร้านน่านั่งมาก เเต่คนเยอะชิบเป๋ง ต่อเเถวไม่ไหว ได้เเต่เดิน ผ่าน เเล้วชะโงกเข้าไปดู

ภาพประกอบนี้เป็นเเค่ส่วนที่เขาขายหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียว ทำเสียสวยเชียว




สภาพเวทีเช้านี้ดูไม่จืด หลังจาการเเสดงปิดท้ายของเจซีเมื่อคืน
จขกท เเละทีมไม่ได้อยู่ดู ได้เเต่ได้ยินเสียงเจซีร้องเพลง ของโอเอซิส เเบบไม่จบ
น่าเเปลกใจ ในความกล้าของพี่เเกยิ่งนัก
ได้ยินมาว่าว่าเจซีควงภรรยาสาว บียอนเซ่ มางานนี้ด้วย เธอได้เเต่เป็นกำลังใจอยู่ด้านล่างเวที ในบริเวณวีไอพีไม่ได้ขึ้นไปร่วมเเสดง

มาดูสภาพเวที่ตอนเช้ากัน


เช้านี้พวกเราเริ่มที่เวทีปิระมิด ด้วยตำนานอย่าง Gilbert O' 'Sullivan เจ้าของบทเพลง ที่พวกเราอาจคุ้นเคนกันดี คือเพลงที่ร้องว่า Alone again naturally...

การเเสดงของ Gillbert O'Sullivan เช้านี้ไม่มีผิดหวัง ฝีมือการเดี่ยวเปียโนของเขาน่าประทับใจเป็นอย่างมาก
ด้วยความที่พวกเราไปกันเร็ว คราวนี้เลยได้อยู่กันระยะประชิด



วงต่อไปเว้นช่วงนานที่เดียว พวกเราเลย ออกเดินสำรวจฟาร์มอีกรอบ เเล้วกลับมาที่เวทีปิระมิดอีกครั้งเอาตอนบ่าย ศิลปินหนุ่มที่ขึ้นเล่น คือ John Mayor หนุ่มหล่อเจ้าเสน่ห์ ที่ดาราสาวต่างหมายปอง
พอได้ไปดูเองกะตา ให้ได้สงสัยจริงๆ ว่า หล่อตรงไหนฟละ
ถ่ายรูปไม่ถึงอีกเเระ เอารูปจากเวบโฟโต้สต็อกไปดูก่อนเเระกัน


ต่อจาก จอห์น เมเยอร์มาถึงคนต่อไปที่เราตั้งหน้าตั้งตามาดูอย่างมาก
คนนี้สิหล่อจริง เก่งด้วย น่าร้ากกกก แม้นคนจะติฉินว่าเป็นโปรดิวเซอร์ไฮโซ เเต่เราก้อยังนับถือในความเก่งของพ่อหนุ่มคนนี้ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก
คุณ Mark Ronson ผู้ผลิตผลงานเด็ดๆ ให้นักร้องมากมายได้ร้องกัน

ครานี้เขามาพร้อมเเขกรับเชิญมากมาย บางคนก้อหอบหิ้วกันมาจาก นิวยอร์ค ส่วน บางคนก้อไม่ใช่ใครอื่นไกล เเม่สาว lili allen หัวสีชมพู คราวนี้ เทอมาเเบบไม่พร้อมเท่าไร มี ร้องตก มีจำเนื้อไม่ได้ด้้วย



ดูหน้าใสใส เเบบชัดๆ ดีก่า



อันนี้กะหนูลิลี่หัวสีชมพูี่ เเขกรับเชิญคนดัง



คนต่อไป คือ Goldfrapp ผู้โด่งดังจาดเพลง Oh la la ที่คนเอาไปใช้ทำโฆษณาจนติดหู
พอได้ดูคอนเสิร์ทของเจ๊เเก จขกท รู้สึกว่า ชีนิวเอจ หลุดมาก ไปนิดนุง
เพลงก้อออกเเนว หลอนๆ นิดๆ เเต่ชุดที่หล่อนใส่เจ๋งดี
สงสัยต้องไปศึกษาเพลงเเกเพิ่มสักหน่อย ฟังคราหน้าจะได้รู้เรือง



ศิลปินคนต่อไป จขบ. ขอมอบความเป็นสุดยอดบรมครูเเห่งศิลปิน
ลีลาคอนเสิร์ทน่าประทับใจมากๆ ศิลปินผู้นี้คือ ตำนานดนตรีที่ยังมีชีวิตอยู่
Leonard Cohen
บอกกจริงๆ ว่าก่อนได้ดูท่านผู้นี้ ได้ยินเเต่ชื่อว่าเป็นนักเเต่งกลอน เเต่งเพลงชื่อดังชาวเเคนาเดี้ยน ได้ฟังเพลงผ่านๆก็ไม่กี่เพลงไม่ได้ซึมซาบเท่าไร

พอได้มาเจอของจริงถึงกะนิ่งอึ้ง ตะลึงในความสามารถ เมื่อได้ฟัเพลงที่เขาร้อง ขนเราลุกเกรียว ไม่น่าเชื่อว่าคนวัย 75 ขนาดนี้จะมีเสียงที่ใสเเเละเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก ร้องเป๊ะไม่มีหลุด เนื้อหาของเเต่ละเพลง ก็มีความหมายดีเเทบทุกเพลง

ที่ตะลึงที่สุด ก็เมื่อค้นพบว่าเพลง Hallelujah ที่เราหลงใหลมาตลอด เขาผู้นี้ก็เป็นคนเเต่ง แต่มาโด่งดังด้วย ฝีมือของ Jeff Buckley & Rufus Wainwright เพลงนี้หลายคนคงต้องร้องอ้อเมื่อได้ยิน เพราะเป็นเพลงประกอบ ของซีรีย์ดังอย่าง The O.C.



คอนเสิร์ทนี้เราปลีกตัวจากเพื่อนๆ มาดูคนเดียวที่เวทีปิระมิดในขณะที่สมาชิกไปดู The Pigeon Detective ที่อยู่เวที Other ตอนเเรกจขบ.ฏ้เครียดเลือกไม่ถูกว่าจะไปเวทีไหนดี เพราะน่าดุทั้งสองที่ เเต่สุดท้ายจขบ. เลือกดู Leonard Cohen เพราะด้วยความอยากดูตำนาน ที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ เเอบคิดเเบบเลวๆ ว่า วง The Pigeon Detective ยังไม่เเก่มาก เราน่าจะมีโอกาสได้ดูอีกนอนาคตเเน่ เเต่ Leonard เนี่ยไม้ใกล้ฝั่งมากมาย เลยตัดสินใจดู ตำนานเเทน เป็นตรรกะที่ไม่เป็นมงตลใช่น้อยตรู

เเต่พอได้ฟังเเล้วคิดทันทีว่าตัดสินใจถูกมากๆ ได้เห็นของจริงว่าเป็นอย่างไร จำนวนคนที่เวทีปิระมิดก็มากมายมหาศาลมาก เห็นเเล้วก็อึ้งไปเลย
เกิดมาไม่เคยเห็นอะไรยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ทั้งในเเง่ของจำนวนคน เเละการมีส่วนร่วมของคนดู



หลังจาก อึ้งทึ่งในความสามารถชั้นบรมครูของ Leonard Cohen พวกเราขอตัวไปพักเอาเเรงก่อน ็ถึงเวลาของศิลปินวงสุดท้ายที่พวกเราตั้งหน้าตั้งตารอดู
อุตส่าห์ข้ามนำ้ข้ามทะเลมาตั้กว่าเเปดพันไมล์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อวงนี้โดยเฉพาะ

ช่ายเเล้ พวกเขาคือ The Verve ตำนานที่ฟื้นชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
วงนี้ตอนที่พวกเรากลับไป เราต้องอยู่ไกลมากๆๆๆๆๆจากเวที
เเต่เสน่ห์เเละความขลังของการเเสดงไม่ได้ลดน้อยลงเลย
เเม้อากาศจะหนาวมาก เเต่เเฟนๆ ก็ยังปักหลักดูกันเต็มที่เป็นหลักเเสนอย่างเเน่นอน

เมื่อได้ฟังเพลงที่พวกเขาเล่นอีกครัง เราถึงกะน้ำ้ตาซึม ด้วยความตื้นตัน (อันนี้ส่วนตัวไปหน่อย ขออภัยด้วย)
the Verveได้ปิดฉากเทศกาลคอนเสิร์ท Glastonbury 2008ให้พวกเราได้อย่างสวยงาม น่าประทับจิตเป็นที่สุด



จขกท อยู่ไกล เลยไม่ได้ภาพ Richard เเบบใกล้ๆ
เลยไปหาที่อื่นมาให้ดูประกอบ ในคืนนั้น เเม้นพวกเราอยู่ห่าง อย่างไกล (มากๆ)
เเต่ความสุข ความประทับใจมันไม่ได้ น้อยลงเเต่อย่างใดเลย
กลับมาเปิดภาพดูกี่ครั้งความรู้สึกอันเข้มข้นยังไหมกลับมาหาไม่เปลี่ยนเเปลง



เเถมอีกๆ เอาเเบบใกล้ๆ ชัดๆ ยืมรูปคนอื่นเขามาก็ได้เห็นดีขนาดนี้เเล



ขอจบกระทู้การดูเทศกาลดนตรีในตำนาน Glastonbury Festival 2008 ไว้เพียงเเต่นี้
เเต่สัญญาว่าจะมีกระทู้เเง่มุมอื่นๆ ที่เราได้เก็บเกี่ยวมาจากงานนี้มาให้ทุกคนไดู้ดูุกันอย่างเเน่นอน

ขอบคุณ ทุกความเห็นที่เข้ามาร่วมอ่านกันตั้งเเต่ กระทู้เเรก
จขกท หวังว่าการโพสในครั้งนี้จะสร้างเเรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่มีฝัน หรือเคยฝันเเบบเดียวกัน
หากใครอยากได้ข้อมูลหรือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกะการตามฝันในครั้งนี้
เพื่อเอาไปเป็นข้อมูลในการเดินทางของตนเอง
ขอให้หลังไมค์มาได้เลย จขกท. ยินดีที่จะร่วมแบ่งปันประสบการณ์

สุดท้ายขอฝากไว้ว่า
ความฝันจะยิ่งใหญ่เเละมีค่าไปมากกว่าเดิม ในวันที่เราทำมันให้กลายเป็นจริง




Create Date : 23 สิงหาคม 2551
Last Update : 23 สิงหาคม 2551 21:40:03 น. 0 comments
Counter : 297 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Cynic
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Cynic's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.