PenMaew
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add PenMaew's blog to your web]
Links
 

 

ตอบได้ อะไรเอ่ย

"ซุปอะไรมีประโยชน์ที่สุด" เด็กน้อยวัยเกือบ 10 ขวบ ถามด้วยสีหน้ามั่นใจว่าแม่ ป้า ย่า ยายยังไงก็ตอบไม่ถูก

"ซุปข้าวโพด" "ไม่ถูกค่ะ" "ซุปเห็ด" "ไม่ใช่ค่ะ" "ซุปรวมเห็ดเพื่อสุขภาพอ่ะ" "ก็ยังไม่ใช่ค่ะ" "ยอมกันแล้วนะคะ ....ซุปเปอร์มาร์เก็ต ค่ะ มีทั้งวิตามิน อาหาร เครื่องดื่มดีดีเยอะแยะ" เอ่อ...แม่ ป้า ย่า ยายจบนะ!

ได้ยินคำถามอะไรเอ่ย นึกถึงครั้งเรายังเด็ก วัยนี้ก็ชอบคำถามชวนคิดแบบนี้

"อะไรเอ่ยต้นเท่าขา ใบขาเดียว"  เด็กสมัยนี้คงเดาไม่ถูกแน่นอน เฉลย "ต้นกล้วย"

"อะไรเอ่ย สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง" เฉลย "เต่า / คน 2 คนแบกกระเบื้อง"

"ปลาอะไรเอ่ย ปากแคบที่สุด" คำตอบไม่ใช่ปลาเข็มนะ "ปลาทู" เพราะเวลาพูดปากจะแคบจู๋กว่าพูดว่าปลาเข็ม

"อะไรเอ่ย สูงเทียมฟ้าต่ำกว่าหญ้านิดเดียว" เฉลย "ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหญ้า"

"มันอะไรเอ่ยข้างนอกสีเขียวข้างในสีแดง" เฉลย "มันคือแตงโม"

จำได้ว่า พ่อแม่ไม่เบื่อที่จะตอบคำถามแบบนี้และสรรหาคำถามอะไรเอ่ยมาเล่นกันอยู่เป็นเดือนๆ ก่อนจะค่อยๆ หายเห่อไปตามธรรมชาติ

กงกำกงเวียนจริงๆ โตเป็นผู้ใหญ่ยังไม่ทันลืมคำถามอะไรเอ่ย หลานสาวตัวน้อยก็ชอบเล่นตอบคำถามอะไรเอ่ยมากเหมือนกัน ต่างกันแค่เนื้อหาที่ถามซึ่งเปลี่ยนไปตามยุค

"แมวร้องยังไงคะ" "ร้องเมี้ยว"  "วัวร้องยังไง" "มอมอ" "หมาร้องยังไง" "เอ๋งเอ๋ง" "สิงโตร้องยังไง" ..."อืมม อยู่ต่อเลยได้ไหม.." "ถูก ป้าอ่ะ" หลานมีท่าทางขัดใจที่มีคนตอบได้ โชคดีนะที่ป้ายังฟังเพลงอยู่ ^^

คำถามยาวๆ อีกสักคำถามแบบสมัยเราเด็กๆ ไม่มี  "ปลาเล่าว่า พ่อของเขาเป็นนักว่ายน้ำ เหยี่ยวบอกว่า พ่อของเขาเป็นนักล่า นกบอกว่า พ่อของเขาเป็นนักบิน แล้วไก่จะมีพ่อเป็นอะไร" .......ไม่ใช่นักขัน... "พ่อของไก่เป็นนักเก็ต"

เด็กถามเยอะๆ เข้าพวกผู้ใหญ่ก็พากันเบื่อ เริ่มโยนให้ไปถามคนโน้น ถามคนนี้ เพราะขี้เกียจทายกันแล้ว ..ตอบแล้วก็ไม่ได้อะไร... สู้ตอบคำถามในเฟสบุ้คก็ไม่ได้ ชิงไอโฟน กระเป๋า รองเท้า ของฟรี ยกตัวอย่างเรื่องพี่มากพระโขนง ให้พิมพ์ชื่อหนังเรียงคอมเม้นท์ละ 1 คำโดยไม่มีคนแทรก พอโดนแทรกก็พิมพ์ใหม่ เรียกว่าเอาจนได้ ได้ตั๋วฟรี คุ้ม! ตอบเด็กๆ ไม่ได้อะไร

จริงๆ แล้วได้ ได้เด็กที่รู้จักคิด กล้าถามกล้าตอบ นอกจากนั้น ยังได้ความสุข สังเกตตัวเล็กของเราเวลาเขาถามตอบสีหน้าแววตาจะเต็มไปด้วยความสุข สนุก และตื่นเต้น ซึ่งซื้อหาไม่ได้ ชิงโชคยังไงก็ไม่ได้รางวัลแบบนี้

เด็กที่โตอย่างกล้าคิดและรู้จักถาม คุ้มพอๆ กับการได้รับโทรศัพท์จากคุณตัน (พัฒนาการของลูกหลานต้องให้เวลา แต่ของฟรีทองเป็นล้านก็อย่าพลาด รู้เรื่องนะ ^^)  

 

 




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2556 16:57:52 น.
Counter : 760 Pageviews.  

ที่ 3

เด็กน้อยตัวดำท้วม รอบพุงเกินส่วนสูงหารสองไปมาก จนป้ากระเซ้าว่าเป็น เด็กโลมา รีบรับโทรศัพท์แม่เพราะรู้ดีว่า ผลการสอบที่ตนรอคอยอยู่ในมือแม่แล้ว

หลายวันก่อน น้องชายตัวแสบโทรศัพท์มาหาพี่สาวที่มาเที่ยวบ้านป้าช่วงปิดเทอม เพื่อบอกข่าวดีว่า รู้ข่าววงในจากครูประจำชั้นว่า พี่สาวสอบได้ที่ 1 แม้ปากจะบอกว่าไม่เชื่อ แต่แววตาของเด็กน้อยที่อวบกว่าน้องชายเป็นสองเท่านั้นเป็นประกายวับวาวอย่างซ่อนไม่มิด น้องชายยังคงอำต่อไปโดยดึงพ่อมาเป็นพวก "พ่อจะให้อะไรพี่สอบได้ที่ 1" "ยางลบ" พ่อตอบ "ยางลบก็ดีค่ะ ป. 4 ยังใช้ยางลบอยู่" เด็กน้อยตอบอย่างสมถะตามที่ได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กๆ แม่รีบเข้ามาแก้ข่าวว่า ยังต้องรอใบรับผลตามกำหนดเดิม เพื่อจบเรื่องล้อเล่นของตัวแสบประจำบ้าน

เวลานี้แม่มองใบเกรด แล้วค่อยๆ ไล่จากเปอร์เซ็นต์ที่สอบได้ เกรดแต่ละวิชา เทียบให้ลูกสาวฟังว่า วิชาใดเรียนดีขึ้น วิชาใดคะแนนตกลงเมื่อเทียบกับเทอมที่ผ่านมาจนครบทุกวิชา "หนูสอบได้ที่เท่าไหร่คะ แม่" เด็กน้อยเข้าสู่ประเด็นอยากรู้ที่สุด "ได้ที่ 3 เหมือนเดิมลูก" แม่ตอบ "เย้เย้เย้" ป้าร้องด้วยความดีใจหลังจากที่ร่วมฟังผ่านลำโพง "เก่งมากลูก ดีใจมั้ยคะ" ลุงถาม "ดีใจค่ะ" เด็กน้อยตอบทันที หลังร่ำลาแม่และวางสายเรียบร้อย "เดี๋ยวเย็นนี้เราไปหาอะไรอร่อยๆ กินเป็นการฉลองให้รางวัลเด็กเก่งกัน" ป้าพูดหลังกอดและหอมให้รางวัลหลานสาวสุดที่รัก

จากนั้น ต่างคนก็ต่างทำกิจกรรมของตัวเอง ป้าอ่านหนังสือ ลุงตอบอีเมลที่ทำงาน หลานระบายสีตุ๊กตา นั่นคือสิ่งที่ลุงกับป้าคิดว่าหลานของตนคงกำลังทำอยู่ด้วยสีหน้าที่ชื่นบานเพราะดีใจกับผลการเรียน แต่ความจริงเมื่อปราศจากเสียงใดๆ นอกจากเสียงเคาะแป้นอักษรบนคอมพิวเตอร์ของลุง ยังมีเสียงสะอื้นที่ซ่อนอยู่ภายในน้ำตาใสๆ ที่หยดลงหยดแล้วหยดเล่า

ป้าเหลือบมามองหลานอันเป็นนิสัยเคยชินที่ไม่เคยปล่อยให้หลานเหงา จะต้องเอื้อมมือมาลูบหัว ชวนคุยเป็นระยะๆ ถ้าสังเกตเห็นว่าหลานเริ่มเบื่อ น้ำตา จัดเป็นสิ่งแปลกปลอมและประหลาดมากสำหรับหลานสาวที่สดใส ร่าเริง และเพิ่งรับฟังข่าวดีมาสดๆ ร้อนๆ

"หนูเป็นอะไรคะลูก ไม่สบายรึเปล่า" ป้าถามด้วยน้ำเสียงตกใจและพุ่งตัวมากอดดวงใจท้วมๆ ดวงนี้ "เปล่าค่ะ" หลานสาวตอบ "บอกป้าซิลูก หนูเสียใจเรื่องอะไรคะ" "เปล่าค่ะ" เด็กน้อยพยายามเช็ดน้ำตา แต่ด้วยวัยที่ยังไร้เดียงสาไม่สามารถสั่งห้ามน้ำตาได้ดั่งใจ "หนูเสียใจที่สอบได้ที่ 3 เหรอคะ" "ค่ะ" "ทำไมล่ะคะ" "หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน" เด็กน้อยกอดป้าร้องไห้อย่างอธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูก "เพราะหนูอยากได้รางวัลรึเปล่าคะ" ป้าเดาเพราะทราบว่าที่โรงเรียนมีรางวัลให้ผู้ที่สอบได้ที่ 1 และที่ 2 "เปล่าคะ" "แล้วเพราะอะไรละคะ" ป้ายังคงซักด้วยอยากแก้ปัญหาให้ตรงจุด "หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ" "เพราะหนูอยากสอบได้ที่ 1 เหรอลูก" "ค่ะ ป้า" ตอบแล้วก็สะอื้นเสียงดัง จนป้าต้องดึงออกมาจากอกมาเช็ดน้ำตาให้

คราวนี้ลูกบอลร้อนๆ อยู่ในมือป้ากะลุงแล้วว่า จะปลอบหลานอย่างไร ทำอย่างไรให้หลานผ่านเวลานี้ไปอย่างดีที่สุด ป้าผู้ที่สอบได้ที่ 1 มาตลอดแม้ว่าไม่อ่านหนังสือเลย อ่านแต่นิยายก็ยังสอบได้ที่ 1 ลุงหนึ่งในคนกลุ่มหนึ่งที่เรียนจบมาได้ก็นับว่าเก่งแล้ว ณ นาทีนี้ทั้งสองไม่มีอารมณ์ร่วมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าการสอบได้ที่ 3 มันด่างพร้อย น่าเสียใจตรงไหน

ทั้งสองเลยได้แต่มองหน้ากัน ราวกับเกี่ยงกันว่า ให้อีกฝ่ายหาคำพูดมาปลอบหลานสิ  "ไม่เป็นไรนะลูก เทอมหน้าค่อยพยายามใหม่" ในที่สุดลุงก็เริ่มปลอบโดยอิงประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ความพยายามจนสามารถเรียนจบปริญญาตรีมาได้แม้ว่าต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น 1 เทอมก็ตาม ส่วนป้าไม่แน่ใจว่า ถ้าบอกว่าให้พยายามต่อไป จะเป็นทำให้หลานไม่พอใจกับสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่หรือไม่ เพราะการสอบได้ที่ 3 ไม่ได้เป็นสิ่งน่าเสียใจประการใด แต่ถ้าบอกให้หลานพอเพียงกับที่ 3 จะทำให้หลานไม่ใฝ่เรียน ใฝ่รู้หรือเปล่า เพราะเชื่อว่า โลกคือโรงเรียน เราไม่ฉลาดไปกว่าเพลี้ย หอย จึงต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทุกวัน

ป้าตัดสินใจไม่พูดอะไรนอกจากกอด หอม เช็ดน้ำตา และชวนหลานไปเดินเล่น ยังจำละครที่เพิ่งดูเมื่อคืน พ่อนางเอกพูดว่า "ลูกเขาจะเรียนรู้ที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปได้ เราแค่คอยอยู่ข้างๆ เมื่อเขาต้องการก็พอ" ในละครนางเอกเจอเรื่องที่หนักหนากว่าสอบได้ที่ 3 ตั้งเยอะเวลายังช่วยให้ผ่านไปได้ หลานเราก็ต้องผ่านไปได้ละ

บริเวณสวนหย่อม มีแท่งปูนสูง 50 ซม.ที่ก่อยาวไว้สำหรับนั่งเล่น แต่ละแท่งมีระยะห่างประมาณ 60 ซม. เด็กโลมาที่ใบหน้ายังมีคราบน้ำตาวิ่งอยู่บนแท่งปูน แล้วหยุดมองป้าในขณะที่ลังเลว่า จะก้าวไปยังแท่งปูนที่อยู่ห่างออกไปนั้นดีหรือไม่ "ลองดูซิคะ" ป้าแนะ เด็กน้อยพยายามยืดขาสั้นๆ ออกไปแต่ไม่ถึงแท่งปูนอีกแท่งหนึ่ง เลยตัดสินใจก้าวลงมาที่พื้นตรงกลางหนึ่งก้าว ก่อนก้าวขึ้นแท่งปูนที่อยู่ถัดไป "ลองใหม่ซิคะ คนเก่ง" ป้าเอาใจช่วยหลานให้ก้าวข้ามให้ได้เพราะเห็นแล้วว่าขาเด็กน้อยยาวพอที่จะก้าวข้ามได้ไม่ยาก หลังจากก้าวลง ก้าวขึ้นอยู่หลายรอบ หลานสาวตัวอ้วนพยายามใหม่ค่อยๆ ยืดขาจนทำให้ขาของตนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างแท่งปูนทั้งสองได้ เด็กน้อยทำซ้ำๆ จนชำนาญสามารถวิ่งข้ามแท่งปูนทั้งสองไปมาได้ แม้ว่าจะดูยากในตอนต้น ทำอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่เด็กน้อยก็ทำได้อย่างชำนาญในที่สุดภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ป้าจึงใช้โอกาสนี้สอนหลานให้จำประสบการณ์ครั้งนี้ไว้ว่า กว่าหนูจะข้ามแท่งปูนได้คล่องแคล่ว จะมีเวลาที่หนูกลัว ไม่กล้า ทำอย่างขัดๆ ลำบาก จงอย่าท้อ เพราะสุดท้ายหนูจะทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เราไม่พูดเรื่องการสอบได้ที่ 3 เพราะนั่นยังเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ไม่ใช่จุดหมาย

หวังว่าวันข้างหน้าไม่ว่าจะสอบได้ที่เท่าไหร่ หลานสาวสุดที่รักจะเรียนรู้มากขึ้นๆ และภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ

นี่แหละเรื่องของคนไม่มีลูก (ซะที) แต่โชคดีมีหลานให้เลี้ยงให้เล่น และสามารถส่งคืนเมื่อต้องการ พ่อแม่ทำแบบนี้ไม่ได้นะจ๊ะ

 

 

 




 

Create Date : 28 เมษายน 2556    
Last Update : 28 เมษายน 2556 14:15:26 น.
Counter : 314 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.