สะพายกล้องท่องโลกกว้าง : บ้านแม่กลางหลวง-บ้านป่าบงเปียง
ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 7-8 ปีก่อน ผมได้รู้จักนาขั้นบันไดของอำเภอแม่แจ่มจากเวบกล้องชื่อดังเวบหนึ่ง ภาพของผืนนาทอดเรียงเป็นชั้นๆ ลาดหลั่นตามเนินเขาเป็นภาพที่สวยงามมาก ภาพนั้นติดตรึงใจผมจนต้องตั้งเป้าหมายว่าสักวันต้องไป ณ ที่แห่งนั้นเพื่อให้เห็นความงามกับตาตัวเองสักครั้ง...

แผนการเดินทางเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 4 เดือนก่อนจากการที่เพื่อนคนนึงชวนไปถ่ายรูปผืนนาที่บ้านป่าบงเปียง ยอมรับว่าผมไม่รู้จักชื่อ "บ้านป่าบงเปียง" สักเท่าไหร่ แต่พอได้รู้ว่าที่แห่งนี้อยู่ในอำเภอแม่แจ่มเท่านั้นแหล่ะ ผมตกลงร่วมเดินทางไปด้วยทันที...การเดินทางไปถ่ายรูปนาขั้นบันไดแห่งนี้ได้รับการอำนวยความสะดวกจากเวบเพจ "สะพายเป้เท่ทั่วไทย" โดยมีเพื่อนร่วมทางอีก 6 คนกับทีมงานสะพายเป้อีก 3 คน จุดนัดพบในการเดินทางเริ่มต้นที่บิ๊กซีสะพานควายไปสู่จุดหมายแรก ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติอินทนนท์...



ยามเช้า ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ แม้สภาพอากาศปกคลุมด้วยละอองฝนและอากาศเย็น ข้าวต้มหมูร้อนๆ กับกาแฟเข้มๆ ก็ทำให้ร่างกายตื่นตัวพร้อมจะผจญภัยครั้งใหม่ ณ ดินแดนแห่งนี้แล้ว หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย เราก็เดินทางต่อเพื่อเข้าหมู่บ้านแม่กลางหลวง ที่สำหรับพักกายของเราคืนนี้ บ้านแม่กลางหลวงเป็นหมู่บ้านขนาดกลาง มีจำนวนหลังคาเรือนไม่มากนัก เราสามารถมองเป็นผืนนาเล็กๆ กับแปลงปลูกแตงกวาญี่ปุ่นหรือซุกินีได้จากระเบียงบ้านพัก...



แม่กลางหลวงมีน้ำตกที่มีชื่อเสียงอยู่แห่งหนึ่ง ถ้าคนที่เคยดูภาพยนต์เรื่อง "รักจัง" คงจะเคยเห็นน้ำตกแห่งนี้ น้ำตกผาดอกเสี้ยว หรือน้ำตกรักจังเป็นจุดแวะพักอีกแห่งหนึ่งที่ชุ่มฉ่ำสดชื่นจากละอองน้ำที่กระเซ็นจากธารน้ำผาดอกเสี้ยว...





การเดินทางเข้าไปทำได้สองทาง คือเดินเท้าเข้าไปจากบ้านแม่กลางหลวงกับเดินทางจากจุดลงน้ำตกเลยบ้านแม่กลางหลวงขึ้นไปอีกนิดหน่อย การเดินจากจุดที่สองไปน้ำตกจะทำได้ง่ายกว่าจุดแรกเพราะทางเดินจะเป็นทางลงเนินที่ค่อนข้างชันในบางจุด เราได้คุณลุงรูดีเป็นคนนำทางและใหข้อมูลผมตลอดทาง ระยะทางจากจุดเดินลงน้ำตกไปน้ำตกผาดอกเสี้ยวแล้วกลับเข้าบ้านแม่กลางหลวงมีระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ระหว่างทางเราจะได้ยินเสียงธารน้ำจากคลองชลประทานเล็กๆ ไปตลอดทางจนถึงบ้านแม่กลางหลวงเลยทีเดียว...









กลับจากน้ำตกเราเหนื่อยแรงอ่อนล้า อาหารเที่ยงของเราเป็นเมนูง่ายๆแต่รสชาติไม่ธรรมดา ต้มยำไก่ น้ำพริกอ่อง ผัดซาโยเต้ และไก่ทอดที่ใช้ไก่ดอย (ทีมงานสะพายเป้แซวบอกมา) เหนียว นุ่ม หนึบ ทำเอาเมื่อยกรามได้เหมือนกัน อาหารคาวก็ต้องต่อด้วยอาหารหวาน เค้กอร่อย กาแฟรสนุ่มๆ ที่ร้านอุ่มเอิบ ร้านกาแฟเล็กๆ ในมุมสงบริมธารน้ำ ที่นี่เราใช้เวลาพักผ่อนสักพักใหญ่เพื่อชาร์ตพลังก่อนขึ้นไปบ้านป่าบงเปียงเพื่อจุดหมายนาขั้นบันไดของเรา...



เวลาบ่ายสามโมง เราเดินทางด้วยรถกะบะเข้าบ้านป่าบงเปียง ทางเป็นทางลาดยางจนถึงน้ำตกแม่ทรายเหลือง หลังจากนั้นทางจะเป็นดินแดงเป็นหล่มโคลนไม่เหมาะสำหรับรถยนต์ระบบขับเคลื่อนสองล้อทั่วไปเท่าไหร่นัก ใช้เวลาไม่นานผืนนาสีเขียวอันกว้างใหญ่ก็ปรากฏต่อสายตา นาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียง...



บ้านป่าบงเปียงเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านมีเชื้อสายปกากะญอ ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีน้ำและป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง แต่การชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ต้องอาศัยดวงเข้าช่วยด้วย เนื่องจากการจะเห็นผืนนาเขียวขจีกับแสงลอดจากหมูมวลเมฆต้องมาช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกชุกจึงมีโอกาสเจอฝนได้เยอะกว่าแสงเย็นสีทองสวยๆ แต่ใครอยากมาเห็นนาข้าวสีทองก็แนะนำช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ไม่แนะนำปลายเดือนเพราะข้าวจะถูกเก็บเกี่ยวไปเรียบร้อยแล้ว...







ผมมีโชคดีนิดหน่อยที่ตอนไปถึงผืนนา พระอาทิตย์สาดส่องแสงอันร้อนแรง ได้ฟ้าสีครามสวยๆ กับผืนนาสีเขียวสลับแนวเหลี่ยมเขาจนถึงเส้นขอบฟ้า คันนาค่อนข้างแคบและเดินยากถ้าไม่มีควาทชำนาญ และสิ่งที่ควรระมัดระวังมากที่สุดก็คือการเดินพลาดของเราอาจสร้างความเสียหายแก่ต้นข้าวของชาวบ้านได้ จากมุมสูงมองไปเบื้องล่าง มีชาวบ้านกำลังขมักเขม้นใส่ปุ๋ยในแปลงนา...





"พักที่นี่เหรอ"

พี่บุญศรีผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นฝ่ายทักผมก่อนเมื่อผมเดินเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่สักพัก อีกทั้งพี่บุญศรียังแนะนำมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้ผมด้วย ก่อนผมจะปลีกตัวออกมาเก็บภาพการทำงานของพี่บุญศรีแล้วเดินกลับขึ้นไปหลบร้อนรอแสงเย็นงามๆ ตามที่คาดหวังไว้...





ครั้งนี้ผมคงไม่มีโชคสักเท่าไหร่ แสงทองสาดส่องกระทบยอดข้าวได้แค่ไม่กี่นาที เมฆฝนก็เข้ามาแทนที่จนเราต้องรีบเก็บของเพื่อกลับขึ้นไปที่รถให้ทันก่อนฝนลง แม้จะไม่ได้ภาพลำแสงงามๆ ตามที่เห็นในเวบต่างๆ แต่ผมก็ได้มิตรภาพจากชาวบ้านมาเป็นความทรงจำดีดีทดแทนกัน...



เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศเย็นเนื่องจากฝนตกตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนสาย แพลนที่จะไปชมทะเลหมอกจึงถูกยกเลิกโดยปริยาย อาหารเช้าเป็นข้าวต้มร้อนๆ ไข่เจียวเหลืองทอง ผัดลูกมะระหวานและยอดซาโยเต้เติมเต็มพลังงานหลังจากหลับยาวเพราะเหนื่อยเพลียจากการเดินน้ำตกมาเมื่อวาน







หลังอาหารเช้าเราเดินจากบ้านพักไม่ไกลเพื่อไปสภากาแฟของพี่สมศักด์ิ เจ้าของสภากาแฟที่ให้เราได้ชิมกาแฟคั่วบดสดใหม่ให้เราได้ชิมฟรีฟรี พี่สมศักดิ์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกกาแฟโดยไม่ใช้สารเคมี ถูกเชิญไปบรรยายหลายที่และออกรายการโทรทัศน์มาแล้วหลายรายการ...



กาแฟของพี่สมศักดิ์เรียกได้ว่า "คั่วถึงไฟในเวลาที่เหมาะสม" ไม่มีรสเปรี้ยวเหมือนกาแฟทั่วไปที่วางขายตามท้องตลาดบ้านเรา รสกาแฟเข้มข้นกลิ่นหอมจากการคั่วที่กลั่นออกมาจากน้ำต้มด้วยฟืนร้อนๆ พี่สมศักด์ก็มีเรื่องเล่าให้เราฟังได้เป็นชั่วโมงเช่นกัน...









เราออกเดินทางจากบ้านแม่กลางหลวงลงเขาไปสักการะพระธาตุศรีจอมทอง สถานที่ประดิษฐานพระทักษิณโมลีธาตุหรือพระเศียรเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า พระธาตุศรีจอมทองเป็นพระธาตุประจำปีชวดตามความเชื่อของชาวเหนือ ภายในวิหารจตุรมุขมีมณฑปเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีหลวงพ่อเพชรเป็นพระประธานในพระวิหาร จุดสนใจอีกอย่างหนึ่งของบริเวณข้างองค์พระธาตุจะมีไม้ค้ำสะหลีที่ชาวพุทธนำมาถวายเพื่อค้ำต้นโพธ์ิ ตามความเชื่อของชาวล้านนา การถวายไม้ค้ำโพธิ์จะเป็นการช่วยค้ำชูพระพุทธศาสนาสืบต่อไป อีกทั้งยังเชื่อว่า การถวายไม้ค้ำโพธิ์จะช่วยคุ้มครองดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำอีกด้วย...





ออกจากวัดพระธาตุศรีจอมทอง เราไปฝากท้องมื้อเที่ยงที่ร้าน บ้านสวนกาแฟ ร้านอาหารที่เป็นที่นิยมอีกแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ บรรยากาศเป็นร้านอาหารในสวน อาหารรสชาติอร่อย เครื่องดื่มกับขนมเค้กก็มีให้เลือกรับประทานตามความชอบของแต่ละคน เสียดายที่ฝนตกจึงไม่สามารถเก็บภาพสวยๆ มาฝากกันได้มากนัก คงต้องหาโอกาสมารีวิวร้านนี้อีกครั้ง...









บนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ช่วงเชียงใหม่-ลำปาง ห่างจากอำเภอห้างฉัตรประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของกาดทุ่งเกวียนแหล่งแวะซื้อของฝากที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น จำหน่ายสินค้าจำพวก OTOP หลากหลาย และของกินขึ้นชื่ออย่าง แหนม ไส้อั่ว ให้เลือกซื้อหลายๆ ร้าน สูตรมักจะไม่ต่างกันมากนัก ขึ้นกับความชอบของนักท่องเที่ยวมากกว่าว่าจะเลือกร้านไหน ผมตัดสินใจเลือกร้านแม่อัมพร(เจ้าแรก) เพราะแม่ค้าน่ารัก อิอิ...





เราเดินทางต่อไปตามเส้นทางอำเภอเถินเข้าตัวเมืองตาก แวะทานข้าวมื้อเย็นริมน้ำน่านที่ร้านไอยราวดี อาหารอร่อย บรรยากาศดี ก่อนจะนอนยาวจนถึงกรุงเทพเมืองฟ้าอมรราวๆ ตีหนึ่งกว่า ก่อนแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนต่อพร้อมจะลุยงานในเช้าวันรุ่งขึ้นต่อไป......

ขอบคุณผู้ร่วมทริปครั้งนี้ทุกๆ คน และขอบคุณทีมงานสะพายเป้ที่อำนวยความสะดวกตลอดทั้งทริปมา ณ ที่นี้......

12-13 กันยายน 2558

...สะพายกล้องท่องโลกกว้าง...



Create Date : 10 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2558 22:45:35 น.
Counter : 515 Pageviews.

7 comment

สมาชิกหมายเลข 973639
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



@@ เล่าเรื่องด้วยภาพ แชร์ประสบการณ์ผ่านตัวอักษร @@
สะพายกล้องท่องโลกกว้าง
สะพายกล้องท่องโลกกว้าง
สะพายกล้องท่องโลกกว้าง