หมดข้ออ้าง

หมดข้ออ้าง

การเสริมทีมในระดับมหากาพย์ของ หลุยส์ ฟาน กัล ให้กับ “ปีศาจแดง” ในช่วงซัมเมอร์นี้ จะว่าไปก็ไม่ต่างจากการปิดประตูตายให้ตัวเอง จากที่เคยอ้างเรื่องนักเตะได้ หากผลงานไม่ดี แต่คราวนี้ เรียกว่าหมดข้ออ้างอย่างแท้จริง หากไม่อาจทำได้ตามเป้าที่วางไว้

ตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ปิดตัวลงไปเรียบร้อยแล้ว หลายทีมสามารถเสริมทัพได้อย่างน่าตื่นตา หนึ่งในนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินไปกว่า 150 ล้านปอนด์ เพื่อแลกกับนักเตะระดับสตาร์ 2 ราย และเกรด B+ อีก 4 รายมาร่วมทัพ

พูดได้เลยว่านี่คือ "การผ่าตัดใหญ่ของทีมอย่างแท้จริง"

จากผลงานอันย่ำแย่กับเลข 7 ที่เป็นอันดับเมื่อซีซั่นที่แล้วยังคงติดตาแฟนบอลผู้ถวายตัวให้กับซาตานแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้องได้หลอกได้หลอนไปกับคำล้อเลีย คำปลอบใจ ตลอดจนความหวังลมๆ แล้งๆ ที่อาจมาหรือไม่มาก็มีใครรู้



ปิดซีซั่นไปกับสิ่งที่แน่นอนอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลหน้าจะไม่ได้ไปเล่นในเวทียุโรป ซึ่งนั่นหมายความว่าทำใจไว้ได้เลยกับการเสริมทัพ ที่คงไม่สามารถจูงใจสตาร์ชั้นดีเข้ามาสู่ทีมได้ แม้ว่าจะได้ หลุยส์ ฟาน กัล ที่ประกอบคุณงามความดีใน ฟุตบอลโลก ด้วยการพาบ้านเกิด ฮอลแลนด์ คว้าอันดับ 3 ได้ มาเป็นกุนซือก็ตาม เรียกได้ว่ามีบารมี แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะสามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้

ส่วนหนึ่งเพราะนักเตะในทีมยังคงเป็นทีมที่ เดวิด มอยส์ บรรจงสรรสร้างขึ้นมารั้งตำแหน่งอันดับ 7 การจะเอาของเดิมมาทำผลงานให้ดีกว่าเดิมเป็นเรื่องยากอย่างแท้จริง เพราะความไร้สมรรถภาพ และศักยภาพ ทำให้การจะปรับจะจูนก็กลายเป็นเรื่องยากตามไปด้วย

นั่นทำให้แฟน “ปีศาจแดง” ต้องทำใจรับสภาพ และมักหาข้ออ้างต่างๆ มาเพื่อปลอบใจตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน อย่างผมเอง ก็บอกชัดๆ เลยว่าหากซัมเมอร์ที่ผ่านมาต้องจบลงในสภาพเดียวกับซัมเมอร์แรกที่ “ไร้ป๋า” ที่ทีมได้มาแค่ มารูยาน เฟลไลนี่

ก็ขอแค่ไม่ต้องมาโดนล้อตรงกลางตาราง หรือแค่จบอันดับดีกว่าเดิม ก็น่าจะเป็นที่พึงพอใจได้



ได้เห็นฝีไม้ลายมือ ฟาน กัล เชื่อว่าแฟนๆ หลายคนไม่ต่างจากผม ที่เชื่อว่าเราจะกลับมาลุ้นแชมป์ได้ แต่พอมองย้อนกลับไป ก็อยากจะถอนหายใจอีกหลายเฮือก แต่ความเป็นจริงก็คือสิ่งที่สมควรจะวางเป้าไว้เป็นอย่างน้อยนั่นคือการจบอันดับ 1 ใน 4 เพื่อให้ได้ไปเล่นในเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ซึ่งหากวัดจากผลงานก่อนหน้านี้ ตัวผู้เล่น และการทำงานอันล่าช้าในตลาดนักเตะ รวมไปถึงบัญชีนักเตะเจ็บที่ยาวเป็นหางว่าว อาจทำให้เราหยิบเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้างปลอบใจได้

ก่อนเปิดฤดูกาล ด้วยนักเตะที่เสริมมาเพียงแค่ 2 คน ซึ่งก็เป็นคนที่ เดวิด มอยส์ เลือกไว้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่คนที่ ฟาน กัล สั่งให้ทีมหามา แต่ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมอุ่นเครื่อง ชนะรวดไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็น โรม่า, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด หรือ ลิเวอร์พูล ตลอดจน บาเลนเซีย ในนัดสุดท้าย บอลที่มีทรง กล้าเล่นอย่างไร้ความกดดัน การเข้าทำที่หลากหลาย อาวุธดูครบมือ แม้คู่แข่งอาจไม่ได้เอาจริงเอาจังเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้ทีมดูมีความหวังมากขึ้นจริงๆ



แต่เปิดฤดูกาลมา หน้ามือปรับเปลี่ยนเป็นหลังนิ้วก้อยเท้าอย่างเฉียบพลัน เริ่มที่การแพ้ สวอนซี คาบ้าน ในนัดเปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก แต่ก็พูดได้ว่ามันเรื่องที่ยาก เพราะบัญชีนักเตะบาดเจ็บ ยังยาวเป็นหางว่าวไม่เปลี่ยน

ผลการแข่งขันยังถ่มถุยกันต่อไป เสมอ ซันเดอร์แลนด์ แพ้ เอ็มเค ดอนส์ รวมถึงเสมอกับ เบิร์นลีย์ หลังจบเกมทุกนัด ฟาน กัล จัดการดึงนักเตะมาเพิ่มได้ตลอด ต้องชื่นชมฝ่ายบริหารกันบ้างที่เอานักเตะชั้นดีอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย และ ราดาเมล ฟัลเกา เข้ามาในทีมได้ แม้จะเป็นการเอาเงินฟาดหัวก็ตาม

โชคดีช่วงนี้มีเกมทีมชาติมาคั่น ส่วนนัดหน้ามีคิวเจอ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ที่ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเท่าไหร่เลย ตามหน้าเสื่อ “ปีศาจแดง” สมควรคว้า 3 แต้มด้วยประการทั้งปวง

ซึ่งหากทำไม่ได้หลายคนอาจเอาระบบ เอาอาการบาดเจ็บมาอ้าง แต่เชื่อเถอะว่าการเสริมทัพระดับวินาศสันตโรจนนักเตะในทีมค่าตัวรวมกันมากมายขนาดนี้ ยังแพ้ หรือเสมออีก หรือท้ายฤดูกาลไป แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ได้อีก ไม่ต้องเอาอะไรมาอ้างแล้วล่ะครับ ห่วยล้วนๆ เลย




Create Date : 10 กันยายน 2557
Last Update : 10 กันยายน 2557 7:16:47 น.
Counter : 318 Pageviews.

0 comment
ราฮีม สเตอร์ลิ่ง...ว่าที่กาลาคติกอส


ข่าวอาการบาดเจ็บของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ สร้างความกังวลใจไม่เพียงแค่กับแฟนบอลทีมชาติอังกฤษ แต่ยังลามไปถึงแฟนทีม “หงส์แดง ลิเวอร์พูล ด้วยอย่างช่วยไม่ได้

เพราะในเวลานี้จะหากองหน้าที่เก่งเท่านี้คงเป็นเรื่องยาก แม้ในความเป็นจริงแล้วระดับฝีเท้าของ สเตอร์ริดจ์ยังห่างไกลจากคำว่า “ระดับโลก” อีกพอสมควรก็ตาม

แต่มากบ้างน้อยบ้าง เขาย่อมดีกว่าตัวเลือกรองลงมาอย่าง แดนนี่ เวลเบ็ค ที่มีทุกอย่างยกเว้นความเฉียบคม และ ริคกี้ แลมเบิร์ต ที่เวลานี้ฟอร์มดร็อปจากฤดูกาลก่อนพอสมควร



นี่เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับ รอย ฮอดจ์สัน ว่าจะ “ทำอย่างไร” โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอของแข็งกับทีมในระดับที่ใกล้เคียงกัน หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำไปในเวลานี้อย่างสวิตเซอร์แลนด์ ทีมที่เติบโตจากสมัยที่ตัวฮอดจ์สัน เคยคุมเมื่อ 20 ปีก่อน (1992-95) มากมายนัก

โจทย์นี้ ว่ากันว่าฮอดจ์สัน จะฝากไว้กับความหวังเก่าอย่าง เวย์น รูนี่ย์ คงไม่ไหว หลังถูกวิพากษ์อย่างหนักว่าหมดสภาพ แม้แต่ปลอกแขนกัปตัน “สิงโตคำราม” ก็ไม่อาจช่วยให้กลับมาเป็นคนเก่าได้

คนที่กำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ "ราฮีม สเตอร์ลิ่ง" เจ้าหนูมหัศจรรย์คนใหม่ของวงการที่กำลังก้าวขึ้นมาใกล้เคียงกับการเป็นสตาร์เบอร์ต้นๆ ของทีม ซึ่งหากพูดกันตรงกว่านั้นก็มีโอกาสแซงหน้า รูนี่ย์ เป็น “เบอร์หนึ่ง” ได้ในเร็วๆ นี้ด้วยซ้ำไป



ในฐานะ “เด็กหงส์” ที่เห็นมาฟอร์มมาแต่อ้อนแต่ออก ผมบอกได้เลยครับว่าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเจ้าหนูคนนี้ ซึ่งความจริงไม่ใช่เด็กปั้นของลิเวอร์พูล แต่เป็นเด็กที่ถูกดึงตัวมาจาก ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในยุคของ ราฟาเอล เบนิเตซ จะก้าวมาได้ไกลขนาดนี้

สเตอร์ลิ่ง ในช่วงแรกๆ นั้นถ้าเรายังจำกันได้ มีสไตล์ที่แตกต่างจากปัจจุบันมาก เพราะเป็น “กองหน้า” ที่ใช้ความเร็วเป็นหลักในการทำลายคู่แข่ง ซึ่งชวนให้ผมคิดถึง ไมเคิล โอเว่น อยู่ไม่น้อย ด้วยความที่เป็นกองหน้าร่างเล็ก สปีดนรก และเล่นได้แค่เท้าขวาข้างเดียว

แต่สิ่งที่ด้อยกว่าคือจังหวะจบสกอร์ที่ “ป้อแป้” มาก ซึ่งเป็นมาตั้งแต่อยู่ในทีมเยาวชนของลิเวอร์พูล

ไม่น่าเชื่อครับว่าปัจจุบัน สเตอร์ลิ่ง จะพัฒนาจนกลายเป็นกำลังหลักของลิเวอร์พูล และกลายเป็น “เพลย์เมกเกอร์” ประจำทีมที่สร้างสรรค์เกมได้ดีกว่าตัวทีมชาติบราซิลอย่าง คูตินโญ่ ด้วยซ้ำไป

ต้องยกความดีให้แก่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ปั้นจนได้ดี ทั้งๆ ที่หากจำกันได้ในปีแรกที่เข้ามา ร็อดเจอร์ส เคยเรียกมาตักเตือนเรื่องความประพฤติจนโด่งดังเพราะเผยแพร่ผ่านรายการพิเศษ Being Liverpool

จากวันนั้น สเตอร์ลิ่ง เปลี่ยนสไตล์การเล่นไปเยอะครับ จากที่ใช้แค่ความเร็วเป็นหลัก ก็หันมาใช้จุดเด่นอีกอย่างแทนคือ การครองบอลที่เหนียวแน่น และที่กลายเป็นจุดเด่นคือ “ไหวพริบ” และ “การตื่นรู้” ที่ทำให้เขาเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันได้เสมอ



สิ่งเหล่านี้ถูกตามมาด้วยการเลี้ยงบอลที่นุ่มนวลและแน่นอนขึ้น รวมถึงการเปิดบอลแบบทะลุทะลวง ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว จนทำให้ทีมที่มีสเตอร์ลิ่ง อยู่ในสนามด้วยจะเล่นอย่างไหลลื่น เพราะฝีมือการเชื่อมเกมรุกระดับพรสวรรค์ของเขานั่นเอง

ในความรู้สึก สเตอร์ลิ่ง มีส่วนคล้ายกับ อันเดรส อินิเอสต้า อยู่บ้าง โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ัจังหวะการเล่นของทีมสอดประสานกันได้อย่างลงตัวด้วยการเล่นของตัวเอง

ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้คิดว่า สเตอร์ลิ่ง คนเดียวจะ “เสก” ชัยชนะให้อังกฤษ หรือแม้แต่ลิเวอร์พูลได้ครับ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำได้ แต่อย่างน้อยอยากให้จับตาเจ้าหนูคนนี้ให้ดี

สำหรับผม นี่คือว่าที่ “กาลาคติกอส” คนต่อไปในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้เลยครับ




Create Date : 10 กันยายน 2557
Last Update : 10 กันยายน 2557 7:00:44 น.
Counter : 439 Pageviews.

0 comment
ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี!

ผมกล้าพูดได้เลยว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการประกาศผลรางวัลที่มีคนไทยเป็นหนึ่งในแคนดิเดต โดยยึดคะแนนจากการโหวตในอินเทอร์เน็ต คนไทยคนนั้นมีโอกาสสูงมากที่จะชนะเลิศ เพราะเรื่องนี้คนไทยไม่น้อยหน้าชาติใดในโลกเลย

ก่อนหน้านี้เคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว กรณีที่ “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา และ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ได้รับการโหวตให้ติดทีมยอดเยี่ยมของเอเชีย ในเว็บไซต์ โกล ดอท คอม

รวมถึง “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันมือ 1 ของไทย คว้ารางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมเอเชีย จากการจัดโดยสำนักข่าว ฟ็อกซ์ สปอร์ต ซึ่งคะแนนโหวตเกือบทั้งหมด แทบไม่ต้องสืบเลยว่ามาจากประชาชนคนไทยเราๆ นี่แหละ

ล่าสุดมีอีกหนึ่งปรากฎการณ์ใหม่ ที่ชาวไซเบอร์ของไทยระดมพลกันเข้าไปกดไลค์แฟนเพจสโมสร อูเด อัลเมเรีย แห่งศึกลา ลีกา สเปน ต้นสังกัดปัจจุบันของ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าทีมชาติไทย จากเริ่มต้นก่อนที่ “มุ้ย” จะย้ายไปร่วมทีม มียอดกดไลค์เพียงแค่ 7,000 กว่าครั้ง

ปัจจุบันยอดพุ่งกระฉูดขึ้นมาเป็น 3 แสนกว่าครั้ง มากขึ้นกว่าเดิม 50 เท่า ดูแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับสโมสรเล็กๆ แดนกระทิงดุ ที่ก่อนหน้านี้แฟนเพจสโมสรเงียบเป็นเป่าสาก มาถึงตอนนี้กระแสดีขึ้นชนิดหลังเท้าเป็นหน้ามือ

จากที่สังเกตุ ร้อยละ 90 ของคนที่เข้าไปคอมเม้นต์และกดไลค์เป็นคนไทย แถมยังใช้ภาษาไทยในการแสดงความเห็น จนอดคิดไม่ได้ว่า พวกคนสเปนเขามาเห็นแล้วจะรู้สึกอย่างไร

ลองคิดแบบใจเขาใจเรา ยกตัวอย่างเช่นหากสโมสรในไทยลีกยกตัวอย่างเช่น ชัยนาท เอฟซี ไปเซ็นคว้าตัวนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมชาติวานูอาตู มาร่วมทีม แล้วมีชาววานูอาตู ระดมกันเข้ามาพูดคุยในแฟนเพจของสโมสรด้วยภาษาท้องถิ่นเต็มหน้าเพจละลานตาไปหมด เราคนไทยอ่านแล้วไม่เข้าใจว่า พวกนี้มันคุยอะไรกัน แล้วเราจะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจบ้างหรือเปล่า คือไม่รู้สิ ถ้าเป็นผม ผมรำคาญนะ

จุดนี้ยังไม่เท่าไหร่ เพราะหากมองในแง่ดี คิดในเรื่องการตลาด ถือเป็นเรื่องดีที่แฟนเพจของทีมเรา มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมีความนิยมมากขึ้น คงจะมีบ้างที่รู้สึกรำคาญ ผมเองเริ่มเห็นบางคอมเม้นต์จากคนสเปน ที่บ่นด้วยถ้อยคำจิกกัดแรงๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมเกรียนแตก เข้าไปแสดงแสนยานุภาพ แบบไม่มีมารยาทและรู้จักกาลเทศะของชาวเน็ทไทยบางส่วนบ้างแล้ว

ตอนนี้ไม่ว่าแอดมินจะโพสต์สถานะเรื่องอะไรก็ตาม คอมเม้นต์ของคนไทยก็มีแต่เรื่องของ “เอล แดงดา” เต็มไปหมด ทั้งๆ ที่เรื่องที่โพสต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าตัวเลยสักนิด ข่าวของนักเตะภายในทีมคนอื่นๆ เรื่องการเสริมทัพ หรือหายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ แม้กระทั่งข่าวของทีมเยาวชน, ข่าวทีมแบดมินตัน หรือข่าวกิจกรรมช่วยเหลือการกุศล คนไทยก็เข้าไปโพสต์ประมาณว่าไอ้นี่มันไม่ได้เรื่อง สู้ “TD18” ไม่ได้ ต้องส่งมุ้ยลงสนามเท่านั้น คนไทยรอดูมุ้ยอยู่นะเฟ้ย ถ้าไม่เอามุ้ยลงจะเลิกเชียร์เลยคอยดู บลา ๆ ๆ

ยิ่งหลังจากเกม 2 นัดที่ผ่านมา ที่มุ้ยได้ลงสนามเป็นตัวสำรองในช่วงท้ายเกม ที่เสมอกับ เอสปันญอล 1-1 และ แพ้ เคตาเฟ่ 0-1 มีลูกเพจชาวไทยเข้าไปกระหน่ำด่าแข้งผิวสี ทั้ง โจนาธาน ซองโก้ และ ติเอวี่ บิฟูม่า อย่างสาดเสียเทเสีย ว่าเล่นบอลเห็นแก่ตัว, หวงบอล, ขี้เลี้ยง, ไม่ยอมจ่ายบอลให้มุ้ย แม้ผมเองจะเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ก็เถอะ แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้อีกเหมือนกันว่า แล้วอย่างนี้เพื่อนร่วมทีมเขาจะไม่หมั่นไส้มุ้ยไปกันใหญ่รึไง โดยเฉพาะพวกนักเตะที่โดนคนไทยด่า ถ้าเป็นพวกจิตใจแคบหน่อยคงยิ่งไม่ชอบหน้ามุ้ยไปกันใหญ่

ในช่วงแรกๆ ผมเข้าเพจอัลเมเรีย เพื่อหวังอ่านความเห็นของชาวต่างชาติ ว่าเขาคิดกับนักเตะของเราอย่างไร มองเป็นเรื่องการตลาดหรือเพราะฝีเท้า และพอใจผลงานหรือไม่ แต่ยิ่งนานเข้า ก็ยิ่งมีแต่คอมเม้นต์ภาษาไทยเต็มไปหมด

หลังๆ เลยเข้าไปแค่อ่านข่าวเท่านั้น เพราะแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยในการอ่านความคิดเห็นเกรียนๆบางครั้งพวกนี้ทำให้ผมนึกถึงพวกที่ชอบโพสต์ฝากร้าน คือมันไม่ได้อ่านหรอกว่าเขาคุยอะไรกันอยู่ กรูแค่อยากจะขอฝากร้าน มีอะไรมั้ย

ที่หนักข้อไปกันใหญ่ก็คือ แฟนบอลไทยลีกบางสโมสรเข้าไปทะเลาะกันด่ากันในแฟนเพจอัลเมเรีย ถามหน่อยเถอะว่าคิดได้ยังไง การกระทำแบบนี้แหละชาวต่างชาติเขาถึงยังมองคนไทยว่าด้อยการศึกษา ไม่ใส่รองเท้า และขี่ช้างไปเรียนหนังสืออยู่     

ไม่แปลกเลยที่ทุกคนเอาใจช่วยมุ้ย อยากให้มุ้ยประสบความสำเร็จ ในฐานะตัวแทนของประเทศชาติ ผมเองก็เช่นกัน แต่อยากขอให้ทำแค่พอดีๆ นึกถึงความเดือดร้อนที่มุ้ยอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง

คำพูดที่น่าจะจำกัดความได้ดีที่สุดก็คงเป็นคำว่า “ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี” ยังไงก็ขอฝากด้วยนะครับ




Create Date : 10 กันยายน 2557
Last Update : 10 กันยายน 2557 6:53:04 น.
Counter : 183 Pageviews.

0 comment
เลิกเกเร! บอรินี่ยันบาโลเปล่าเตะหัวแข้งหมาป่า
  เลิกเกเร! บอรินี่ยันบาโลเปล่าเตะหัวแข้งหมาป่า
ฟาบิโอ บอรินี่ หัวหอก ลิเวอร์พูล ออกโรงปัดข่าว มาริโอ บาโลเตลลี่ กองหน้าเพื่อนร่วมทีม ไปเตะศีรษะนักเตะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในเกมอุ่นเครื่อง ไม่จริงแต่อย่างใด ชี้เป็นเพียงการทำฟาวล์ธรรมดาเท่านั้น พร้อมมั่นใจสตาร์อิตาลีจะปรับตัวเข้ากับ "หงส์แดง" ได้เป็นอย่างดี

ฟาบิโอ บอรินี่ กองหน้า "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก ออกมาปฏิเสธเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า รายงานที่ว่า มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกเพื่อนร่วมทีม แอบไปเตะใส่ศีรษะผู้เล่น "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในเกมอุ่นเครื่องช่วงสัปดาห์นี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

บาโลเตลลี่ หลุดจากทีมชาติอิตาลี ชุดลงฟาดแข้งกับ ฮอลแลนด์ ในคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ไปพักผ่อนและเลือกที่จะอยู่ในเมลวู้ดเพื่อฝึกซ้อมภายใต้การจับตาของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส โดยเขาลงเล่นเกมอุ่นเครื่องกับ วูล์ฟส และมีการอ้างว่าแข้งจอมเกรียนได้เตะใส่ศีรษะคู่แข่งในแมตช์นี้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด บอรินี่ ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว

"ผมไม่เห็นอะไรแบบนั้น เขาไม่ได้เตะเข้าที่ศีรษะใคร มันเป็นการทำฟาวล์ธรรมดา แต่มันไม่ได้มีอะไรเหมือนกับที่เขียนในข่าว" บอรินี่ กล่าว

นอกจากนี้ บอรินี่ ยังเผยอีกว่า เขาประทับใจกับกองหน้าเพื่อนร่วมชาติ และคิดว่าจะปรับตัวเข้ากับการค้าแข้งในแอนฟิลด์ได้แน่นอน

"บาโล ทำงานได้ดีในเกมกับ ท็อตแน่ม ถึงแม้ว่าเขาลงเล่น 60 นาที เขาก็ทำได้ดี สำหรับเขานั่นคือเกมสำหรับการปรับตัว" บอรินี่ กล่าว



Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 3:05:20 น.
Counter : 105 Pageviews.

0 comment
"ชาน" สุดภูมิใจรับสืบทอดเสื้อเบอร์ 23 ของเอ๋อ
  "ชาน" สุดภูมิใจรับสืบทอดเสื้อเบอร์ 23 ของเอ๋อ

เอ็มเร่ ชานมิดฟิลด์ตัวใหม่ของ"หงส์แดง"ลิเวอร์พูลรู้สึกภูมิใจที่ได้สวมเสื้อหมายเลข 23 ของอดีตปราการหลังชื่อดังของสโมสรอย่างเจมี่ คาร์ราเกอร์

คาร์ราเกอร์เป็นอดีตตำนานนักเตะของทีมที่ลงเล่นไปมากกว่า 500 นัดในเกมลีกก่อนจะแขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2013 และชานที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ในซัมเมอร์นี้ก็ได้รับสืบทอดเสื้อหมายเลข 23 ของเขา

"เจมี่ คาร์ราเกอร์เป็นนักเตะบิ๊กเนม"ชานกล่าว

"เขาสวมเสื้อหมายเลข 23 และเป็นตำนานที่ลงเล่นที่นี่"

"ผมต้องการเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลเช่นกันและบางทีหมายเลข 23 อาจช่วยผมในเรื่องนั้นได้"



Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 3:04:38 น.
Counter : 125 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

Junso69
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



โย่วๆ NEW!!!
All Blog