ราฮีม สเตอร์ลิ่ง...ว่าที่กาลาคติกอส


ข่าวอาการบาดเจ็บของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ สร้างความกังวลใจไม่เพียงแค่กับแฟนบอลทีมชาติอังกฤษ แต่ยังลามไปถึงแฟนทีม “หงส์แดง ลิเวอร์พูล ด้วยอย่างช่วยไม่ได้

เพราะในเวลานี้จะหากองหน้าที่เก่งเท่านี้คงเป็นเรื่องยาก แม้ในความเป็นจริงแล้วระดับฝีเท้าของ สเตอร์ริดจ์ยังห่างไกลจากคำว่า “ระดับโลก” อีกพอสมควรก็ตาม

แต่มากบ้างน้อยบ้าง เขาย่อมดีกว่าตัวเลือกรองลงมาอย่าง แดนนี่ เวลเบ็ค ที่มีทุกอย่างยกเว้นความเฉียบคม และ ริคกี้ แลมเบิร์ต ที่เวลานี้ฟอร์มดร็อปจากฤดูกาลก่อนพอสมควร



นี่เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับ รอย ฮอดจ์สัน ว่าจะ “ทำอย่างไร” โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอของแข็งกับทีมในระดับที่ใกล้เคียงกัน หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำไปในเวลานี้อย่างสวิตเซอร์แลนด์ ทีมที่เติบโตจากสมัยที่ตัวฮอดจ์สัน เคยคุมเมื่อ 20 ปีก่อน (1992-95) มากมายนัก

โจทย์นี้ ว่ากันว่าฮอดจ์สัน จะฝากไว้กับความหวังเก่าอย่าง เวย์น รูนี่ย์ คงไม่ไหว หลังถูกวิพากษ์อย่างหนักว่าหมดสภาพ แม้แต่ปลอกแขนกัปตัน “สิงโตคำราม” ก็ไม่อาจช่วยให้กลับมาเป็นคนเก่าได้

คนที่กำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ "ราฮีม สเตอร์ลิ่ง" เจ้าหนูมหัศจรรย์คนใหม่ของวงการที่กำลังก้าวขึ้นมาใกล้เคียงกับการเป็นสตาร์เบอร์ต้นๆ ของทีม ซึ่งหากพูดกันตรงกว่านั้นก็มีโอกาสแซงหน้า รูนี่ย์ เป็น “เบอร์หนึ่ง” ได้ในเร็วๆ นี้ด้วยซ้ำไป



ในฐานะ “เด็กหงส์” ที่เห็นมาฟอร์มมาแต่อ้อนแต่ออก ผมบอกได้เลยครับว่าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเจ้าหนูคนนี้ ซึ่งความจริงไม่ใช่เด็กปั้นของลิเวอร์พูล แต่เป็นเด็กที่ถูกดึงตัวมาจาก ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในยุคของ ราฟาเอล เบนิเตซ จะก้าวมาได้ไกลขนาดนี้

สเตอร์ลิ่ง ในช่วงแรกๆ นั้นถ้าเรายังจำกันได้ มีสไตล์ที่แตกต่างจากปัจจุบันมาก เพราะเป็น “กองหน้า” ที่ใช้ความเร็วเป็นหลักในการทำลายคู่แข่ง ซึ่งชวนให้ผมคิดถึง ไมเคิล โอเว่น อยู่ไม่น้อย ด้วยความที่เป็นกองหน้าร่างเล็ก สปีดนรก และเล่นได้แค่เท้าขวาข้างเดียว

แต่สิ่งที่ด้อยกว่าคือจังหวะจบสกอร์ที่ “ป้อแป้” มาก ซึ่งเป็นมาตั้งแต่อยู่ในทีมเยาวชนของลิเวอร์พูล

ไม่น่าเชื่อครับว่าปัจจุบัน สเตอร์ลิ่ง จะพัฒนาจนกลายเป็นกำลังหลักของลิเวอร์พูล และกลายเป็น “เพลย์เมกเกอร์” ประจำทีมที่สร้างสรรค์เกมได้ดีกว่าตัวทีมชาติบราซิลอย่าง คูตินโญ่ ด้วยซ้ำไป

ต้องยกความดีให้แก่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ปั้นจนได้ดี ทั้งๆ ที่หากจำกันได้ในปีแรกที่เข้ามา ร็อดเจอร์ส เคยเรียกมาตักเตือนเรื่องความประพฤติจนโด่งดังเพราะเผยแพร่ผ่านรายการพิเศษ Being Liverpool

จากวันนั้น สเตอร์ลิ่ง เปลี่ยนสไตล์การเล่นไปเยอะครับ จากที่ใช้แค่ความเร็วเป็นหลัก ก็หันมาใช้จุดเด่นอีกอย่างแทนคือ การครองบอลที่เหนียวแน่น และที่กลายเป็นจุดเด่นคือ “ไหวพริบ” และ “การตื่นรู้” ที่ทำให้เขาเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันได้เสมอ



สิ่งเหล่านี้ถูกตามมาด้วยการเลี้ยงบอลที่นุ่มนวลและแน่นอนขึ้น รวมถึงการเปิดบอลแบบทะลุทะลวง ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว จนทำให้ทีมที่มีสเตอร์ลิ่ง อยู่ในสนามด้วยจะเล่นอย่างไหลลื่น เพราะฝีมือการเชื่อมเกมรุกระดับพรสวรรค์ของเขานั่นเอง

ในความรู้สึก สเตอร์ลิ่ง มีส่วนคล้ายกับ อันเดรส อินิเอสต้า อยู่บ้าง โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ัจังหวะการเล่นของทีมสอดประสานกันได้อย่างลงตัวด้วยการเล่นของตัวเอง

ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้คิดว่า สเตอร์ลิ่ง คนเดียวจะ “เสก” ชัยชนะให้อังกฤษ หรือแม้แต่ลิเวอร์พูลได้ครับ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำได้ แต่อย่างน้อยอยากให้จับตาเจ้าหนูคนนี้ให้ดี

สำหรับผม นี่คือว่าที่ “กาลาคติกอส” คนต่อไปในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้เลยครับ




Create Date : 10 กันยายน 2557
Last Update : 10 กันยายน 2557 7:00:44 น.
Counter : 440 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Junso69
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



โย่วๆ NEW!!!
All Blog