I want to use my mind; I want to read philosophy; I want to question my belief;
so that what is left after I have questioned it; will be even stronger.
Group Blog
 
All Blogs
 

กระรอกกับต้นโอ๊ค

พฤศจิกายน 2551

กระรอกกับต้นโอ๊ค



กาลครั้งหนึ่งในป่าใหญ่ ป่าแห่งนี้เพิ่งฟื้นตัวได้จากภัยแล้ง
ต้นไม้ส่วนใหญ่แห้งตาย ที่ยังเหลือก็ล้วนทรุดโทรม
สัตว์ต่างๆที่เหลือรอดจากภัยพิบัติครั้งนั้น ต่างตกอยู่ใน ภาวะขาดแคลนอาหารและที่อยู่อาศัย
หากพบต้นไม้ที่ยังพอมีใบเขียวอยู่ สัตว์แต่ละครอบครัวถึงกับยอมพลีชีพ ต่อสู้เพื่อให้ได้เป็นเจ้าของต้นไม้ต้นนั้น
พวกมันคิดว่า หากได้ครอบครองต้นไม้ แม้สู้จนตัวตาย อย่างน้อยลูกๆของมันก็ยังประทังชีวิตอยู่ได้
สัตว์ครอบครัวใดที่ได้ครอบครองต้นไม้ ต่างรักต้นไม้ต้นนั้นยิ่งชีวิต

ครอบครัวเจ้ากระรอกนี้ก็เช่นเดียวกัน
ปู่ของพวกมันต้องตายไปจากการแย่งชิงต้นโอ๊คต้นนี้
ย่ากระรอกแม้รอดชีวิตมาได้ก็ผ่านช่วงเวลาสาหัสที่ต้องเลี้ยงดูลูกๆถึงหกตัว
ทุกๆวัน ย่ากระรอกต้องเสี่ยงภัยออกไปเก็บใบไม้แห้ง เก็บมูลสัตว์ตัวอื่น มาสุมที่โคนต้นโอ๊ค
แม้จะหาได้ไม่มากนัก แต่ย่ากระรอกก็กัดฟันพยายาม
เพื่อฟื้นฟูต้นโอ๊คแสนรัก ให้มีอาหารมาหล่อเลี้ยง เพื่อใบไม้ใบใหม่ ที่จะผลิออกมา แม้สักใบก็ยังดี
ในช่วงเวลานั้น ย่ากระรอกไม่คิดถึงผลโอ๊คด้วยซ้ำ

สุดท้าย เนื่องจากตรากตรำทำงานหนักมาตลอดชีวิต ย่ากระรอกจึงล้มป่วย
บั้นปลายชีวิตของย่ากระรอกจึงต้องอยู่แต่ในโพรงมืด ไม่ได้เห็นแม้ใบไม้ที่ผลิจากน้ำแรงตน
เมื่อใกล้จะสิ้นลม ลูกๆของย่ากระรอกช่วยกันแบกย่ากระรอกออกมาริมปากโพรง
ย่ากระรอกตะลึงมองกิ่งก้านต้นโอ๊ค ที่ล้วนมีใบปกคลุมแน่นหนา แล้วหันไปมองลูกๆ
“แม่จ๊ะ” ลูกของมันพูด “ช่วงที่แม่ป่วย พวกเราทำงานแทนแม่ตลอดเลยนะ”
“พวกเราจะไม่ทำให้ความเสียสละของพ่อและแม่สูญเปล่า พวกเราจะสานต่อมันเอง”
ย่ากระรอกไม่ตอบอะไร
ย่ากระรอกสิ้นลมแล้ว ด้วยรอยยิ้ม

ลูกๆกระรอกได้แกะสลักไม้เป็นรูปใบโอ๊คขึ้นมาชิ้นหนึ่งและนำไปแขวนไว้หน้าโพรง
เพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักของย่ากระรอก และเตือนใจลูกหลานให้ภูมิใจถึงความหวังดีของบรรพบุรุษ
และร่วมมือกันพัฒนาต้นโอ๊คด้วยกันต่อไป

ผ่านไปหนึ่งช่วงอายุ ขณะนี้ต้นโอ๊คไม่ได้มีเพียงใบหนาปกคลุม แต่ยังมีผลโอ๊คเต็มต้น
ลูกๆกระรอกล้วนเติบใหญ่มาเป็นพ่อแม่กระรอก สืบทอดลูกหลานเต็มกิ่งโอ๊ค
พ่อแม่กระรอกต่างไม่ลืมปณิธานที่ตั้งไว้ และต่างก็ปลูกฝังลูกเล็กๆให้รักต้นโอ๊คต้นนี้
และเชิดชูอนุสรณ์ใบโอ๊คแกะสลักด้วย

ลูกๆกระรอกรุ่นต่อมา เติบโตขึ้นมากับความบริบูรณ์
แม้จะรับรู้ถึงความยากลำบากที่บรรพบุรุษต้องฝ่าฟัน
แต่พวกมันก็ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง
พวกมันรักต้นโอ๊ค ดังเช่นที่พ่อแม่มันสอน
หากแต่ความรักนั้น เกิดจากการปลูกฝังความคิด
ไม่ใช่ความรักที่มีเหตุกำเนิดแห่งรักที่ชัดเจนเหมือนสมัยรุ่นปู่ย่าของพวกมัน

ลูกๆกระรอกรุ่นนี้เคารพบูชาใบโอ๊คแกะสลักอันเก่าแก่ด้วยเช่นกัน
พวกมันภูมิใจในใบโอ๊คแกะสลักหน้าโพรงมาก
ขนาดนกพิราบบินเฉี่ยวโดยไม่ตั้งใจยังโดนลูกโอ๊คกระหน่ำปาใส่

วันหนึ่ง เหล่ากระรอกรุ่นใหม่เกิดมีปากเสียงกัน
ต้นเหตุเกิดจากกระรอกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าใบโอ๊คแกะสลักนั้นเก่าผุมากแล้ว น่าจะบูรณะเสียที ทาสีเสียหน่อยน่าจะสวย
แต่กระรอกอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าไม่ควรทาสี ควรคงพื้นผิวเดิมไว้
และเสนอว่าน่าจะย้ายที่แขวนใบโอ๊คไม่ให้โดนลมโดนฝนดีกว่า

ลูกกระรอกต่างตกลงกันไม่ได้และเห็นว่าอีกฝ่ายไม่รักษาใบโอ๊คแกะสลัก
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น จนลูกกระรอกลืมไปแล้วว่าต้นเหตุจริงๆเกิดจากอะไร
รู้แต่ว่าถ้าทะเลาะแพ้อีกฝ่าย ฉันยอมไม่ได้ อยากไม่สนใจดูลใบโอ๊คเองนี่

วันหนึ่งขณะที่พ่อแม่กระรอกออกไปหาใบไม้มาสุมต้นโอ๊คเช่นเคยนั้น
สถานการณ์ความตึงเครียดของเหล่าลูกกระรอกแต่ละฝ่ายถึงขีดสุด
ต่างฝ่ายต่างเข้าโจมตีกัน หาอาวุธเท่าที่จะหาได้เพื่อรุมทำร้ายอีกฝ่าย
ใบโอ๊คถูกริดลงมาทำคบเพลิง ลูกโอ๊คถูกเด็ดลงมาทำกระสุน กิ่งโอ๊คถูกหักไปทำดาบ

ตกเย็น พ่อแม่กระรอกแทบเข่าอ่อนเมื่อกลับมาเห็นสภาพต้นโอ๊คแสนรัก
มันมีสภาพแย่กว่าสมัยที่ปู่กระรอกสละชีวิตต่อสู้เพื่อให้ได้มาเสียอีก
พ่อแม่กระรอกร่ำไห้ด้วยความเสียใจ พร่ำถามลูกๆตนเองว่า
ลูกเอ๋ย พวกเจ้าสู้กันทำไม
ลองมองย้อนกลับไปดูสักนิดเถิด ว่าคุณค่าของใบโอ๊คแกะสลักแท้จริงแล้วคืออะไร
มันคือความงดงามหรือ หรือคือตำแหน่งแห่งที่ ที่เจ้าเห็นว่ามันสมควรแขวนอยู่
ลองหยุด และมองไปรอบๆตัวสิ ต้นโอ๊คขณะนี้ไม่เหลือสภาพให้พวกเจ้าอยู่ได้แล้ว
บรรพบุรุษของเจ้ายอมสละชีวิตเพื่ออะไร มิใช่เพื่อได้ครอบครองต้นไม้ที่ให้ชีวิตให้ร่มเงาพวกเจ้าหรือ
พวกเขายอมลำบากทำนุบำรุงต้นโอ๊คนี้เพื่ออะไร มิใช่เพื่อให้มีผลโอ๊คเลี้ยงชีวิตของเจ้าให้เป็นสุขหรือ
ใบโอ๊คแกะสลักนั้น เป็นเพียงเครื่องเตือนใจ ให้พวกเจ้าทำนุบำรุงต้นโอ๊ค
และสั่งสมความเจริญในชีวิตของพวกเจ้า ให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน
ใบโอ๊คแกะสลักนั้นใช่จุดหมายหลักที่แท้จริงหรือ
พวกเจ้าลองคิดดูดีๆ ด้วยการกระทำของพวกเจ้าเช่นนี้ จุดหมายหลักที่แท้จริงนั้นใกล้ขึ้นหรือห่างไกลออกไปอีก
หากพวกเจ้ายังเป็นเช่นนี้ มีใบโอ๊คแกะสลักไปก็ไร้ความหมาย

ว่าแล้วพ่อแม่กระรอกก็โยนใบโอ๊คแกะสลักลงเปลวไฟ
เปลวไฟที่กำลังเผาไหม้ต้นโอ๊ค
เปลวไฟที่ถูกจุดโดยลูกหลานกระรอกเอง




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 17 เมษายน 2555 15:50:20 น.
Counter : 302 Pageviews.  

The Earth, The Moon, and The Star




26 พฤษภาคม 2549

The Earth, the Moon, and the Star


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว จักรวาลได้ประกอบไปด้วยระบบสุริยะมากมาย ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ต่างๆอาศัยอยู่ร่วมกันในระบบสุริยะของตน วันหนึ่งระบบสุริยะแห่งใหม่ได้เกิดขึ้นมาในห้วงอวกาศ พร้อมดาวเคราะห์ดวงหลักทั้ง9ดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์แต่ละดวงก็มีลักษณะของตัวเอง ดาวพุธเป็นดาวที่มีขนาดเล็กมาก ในขณะที่ดาวพลูโตก็เล็กไม่แพ้กัน แต่อุณหภูมิบนดาวทั้งสองดวงนี้กลับต่างกันมากเหลือเกิน ดาวพุธและดาวพลูโตจึงเถียงกันอยู่เนืองๆว่าอุณหภูมิของตัวเองเหมาะสมแล้ว อีกฝ่ายต่างหากที่ทำไม่ถูก แต่ดาวพุธและดาวพลูโตก็ไม่เคยมีโอกาสได้เดินทางไปลองอาศัยอยู่ ณ พิกัดอวกาศของอีกฝ่ายเลย ข้อขัดแย้งของทั้งสองดาวจึงมีให้เห็นกันอยู่เนืองๆอย่างยากที่จะแก้ไข จะแก้ไขได้อย่างไรเล่า ในเมื่อดาวทั้งสองดวงถูกควบคุมโดยดวงอาทิตย์ให้เคลื่อนที่อยู่แต่ในวงโคจรของตัวเอง ข้อขัดแย้งทำนองนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับดาวพุธและดาวพลูโตเท่านั้น ดาวศุกร์และดาวอังคารก็มักจะทะเลาะกันว่าทำไมอีกฝ่ายจึงมีสีอ่อนโยนหรือเข้มแดงไปด้วยฝุ่น ดาวเสาร์และดาวพฤหัสก็ทะเลาะกันว่าการมีหลุมบนตัวหรือมีวงรอบตัวดีกว่ากัน ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถทำให้กระจ่างได้หากอาศัยเพียงมุมมองของดาวเคราะห์นั้นๆเพียงอย่างเดียว ดาวเคราะห์แต่ละดวงเกิดมาต่างกัน อาศัยอยู่ในที่ต่างกัน ลำพังเพียงความเข้าใจที่สรุปเอาเองจากพิกัดการโคจรของตัวเองจะเข้าใจเหตุผลของจักรวาลได้อย่างไร



ตอนนี้เราก็จะมามองปัญหาของโลกบ้าง ดูเผินๆโลกก็ไม่ได้มีปัญหากับใครโดยตรง ถึงแม้โลกจะแตกต่างจากดาวอื่นอย่างเห็นได้ชัดเพราะโลกเป็นดาวที่ดูมีชีวิตชีวา มีสิ่งมีชีวิต มีระบบนิเวศน์ที่ต่างออกไปจากดาวอื่นอย่างสิ้นเชิง แต่โลกไม่เคยเอาตัวเองไปเทียบกับใคร ไม่เคยตัดสินดาวอื่นจากมุมมองของตัวเอง โลกพอใจในวิถีชีวิตและบทบาทของตนในระบบสุริยะ อย่างไรก็ตามโลกก็ยังมีปัญหาจนได้เนื่องจากประวัติของโลกก่อนที่จะถือกำเนิดในระบบสุริยะ



ดาวฤกษ์ต้นกำเนิดของโลกนั้นอยู่ในระบบสุริยะอีกแห่งหนึ่งก่อนหน้าที่ระบบสุริยะของโลกจะถือกำเนิดขึ้น เมื่อระบบสุริยะแห่งใหม่เกิดขึ้น ดาวฤกษ์ก็ถูกพลังงานของจักรวาลบีบอัดจนสะเก็ดดาวส่วนหนึ่งหลุดออกและเติบโตขึ้นในระบบสุริยะแห่งใหม่ ก่อนหน้าที่จะจากกัน สะเก็ดดาวนั้นได้สัญญากับดาวฤกษ์ว่าไม่ว่าจะอยู่ห่างกันสักแค่ไหน สะเก็ดดาวจะคอยเฝ้ามองดาวฤกษ์อย่างไม่ลืมเลือน



เวลาผ่านไป สะเก็ดดาวนั้นก็ถูกพลังงานแห่งระบบสุริยะของตัวเองสร้างตัวขึ้นมาเป็นโลก โลกมีเพื่อนๆเป็นดาวเคราะห์ที่แตกต่างกันอีกแปดดวง ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีวิถีโคจรของตัวเองในระบบสุริยะแห่งใหม่นี้ ไม่รู้ว่าเหตุผลอันใดของระบบสุริยะ ดาวแต่ละดวงได้รับจัดสรรดวงจันทร์มาโคจรอยู่เป็นเพื่อน ดาวบางดวงมีดวงจันทร์หลายดวง บางดวงก็ไม่มีดวงจันทร์ ส่วนโลกนั้นได้ดวงจันทร์มาหนึ่งดวง บทบาทของดวงจันทร์กับดาวอื่นเป็นอย่างไรไม่อาจรู้ได้ แต่ดวงจันทร์กับโลกเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คอยเกื้อหนุนกัน หากโลกขาดดวงจันทร์ ระบบน้ำขึ้นน้ำลงในโลกที่เปรียบเสมือนสายโลหิตหล่อเลี้ยงร่างกายจะหยุดทำงาน น้ำจะท่วมโลก ฤดูกาลจะผันผวน สิ่งมีชีวิตต่างๆก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ ถึงแม้โลกจะคงสภาพอยู่เป็นโลกได้แม้ไม่มีดวงจันทร์ แต่โลกไม่จะมีความสุขสวยงามอย่างที่เป็น ส่วนดวงจันทร์เองก็อาศัยแรงดึงดูดของโลกคอยหลบแสงดวงอาทิตย์เป็นครั้งคราว ไม่ให้ดวงอาทิตย์แผดเผาทำลายหรือถูกดูดโดยหลุมดำขนาดเล็กต่างๆที่ลำพังเพียงดวงจันทร์ไม่อาจต้านทานได้



ในขณะที่โลกดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของตัวเองเช่นนี้ โลกก็ไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับดาวฤกษ์เลย โลกยังคอยมองดาวฤกษ์ด้วยความห่วงใยเสมอ แต่ด้วยธรรมชาติระบบสุริยะของโลก ทำให้โลกต้องโคจรรอบดวงอาทิตย์ และหมุนรอบตัวเองในขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก บางครั้งดาวฤกษ์จึงเข้าใจไปว่าโลกหันหลังให้ตนเพื่อไปมองดวงจันทร์ บางครั้งโลกก็หายไปหลังดวงอาทิตย์เสียเฉยๆเหมือนลืมสัญญา ดาวฤกษ์ไม่เข้าใจเหตุผลนี้เพราะในธรรมชาติกำหนดให้ดาวฤกษ์ไม่ต้องโคจร ไม่ต้องหมุนรอบตัวเอง ดาวฤกษ์จึงไม่เข้าใจและหรี่แสงลง อุกกาบาตซึ่งเป็นเพื่อนของดาวฤกษ์ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน อุกกาบาตซึ่งหวังดีต่อดาวฤกษ์เริ่มเป็นห่วงดาวฤกษ์ เขาจึงรับปากว่าจะไปจัดการโลกที่ลืมสัญญา อุกกาบาตเดินทางข้ามระบบสุริยะด้วยความเร็วแสงจึงไม่ทันได้พิจารณาว่าระบบสุริยะของโลกต่างหากที่กำหนดให้โลกเป็นแบบนี้ อุกกาบาตพุ่งจนดวงจันทร์จนเป็นรอย และพุ่งต่อเข้าชนโลกจนไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ด้วยแรงพุ่งชน อุกกาบาตก็แตกสลายไปด้วย โลกไม่เข้าใจอุกกาบาตว่าทำไมต้องสละชีวิตเพื่อทำร้ายดวงจันทร์เพื่อนของตนรวมทั้งทำร้ายตัวโลกเองซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลย ดาวดาวต่างๆมองอุกกาบาตเหมือนดังผู้ร้าย อุกกาบาตเองก็เสียใจกับสิ่งที่ตนทำลงไป อย่างไรก็ตาม เมื่ออุกกาบาตมองย้อนกลับไป อุกกาบาตก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตนจึงมีปฏิกิริยาที่รวดเร็วไม่ยั้งคิดแบบนั้น หลายๆปัจจัยส่งผลให้อุกกาบาตเดินทางด้วยความเร็วแสง ทั้งการเผาไหม้จากดวงอาทิตย์ รูปทรงของอุกกาบาต และแรงโน้มถ่วงของโลก ทุกปัจจัยประกอบกันเป็นพลังงานตามธรรมชาติ ส่งให้อุกกาบาตเดินทางมาชนโลก



หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น โลกพยายามติดต่อดาวฤกษ์เพื่ออธิบาย แต่ด้วยระยะทาง โลกและดาวฤกษ์จึงไม่อาจเข้าใจมุมมองของกันและกัน โลกบอกให้ดาวฤกษ์ลองหมุนรอบตัวเอง ในขณะที่ดาวฤกษ์บอกให้โลกหยุดหมุน แต่ทั้งคู่ก็ไม่สามารถทำอย่างที่อีกฝ่ายเรียกร้องได้ การที่จะอยู่รอดในระบบสุริยะของตนนั้น ดาวทั้งหลายไม่อาจฝืนกฎธรรมชาติ



เรื่องราวของโลกและดาวฤกษ์ดูเลวร้ายลง ทางช้างเผือกจึงอาสาเข้ามาช่วยประสาน ทางช้างเผือกรับอาสานำข่าวสารของทั้งคู่ข้ามระหว่างระบบสุริยะเพื่อให้ทั้งคู่ได้คุยกันมากขึ้น แม้จะไม่สามารถเข้าใจระบบชีวิตของอีกฝ่ายได้อย่างถ่องแท้ แต่ทั้งดาวฤกษ์และโลกก็ได้พูดคุยกันมากขึ้น ถึงบางครั้งจะมีอุกกาบาตที่ไม่เข้าใจมากระทบเป็นครั้งคราว โลก ดาวฤกษ์ และดวงจันทร์ก็พยายามที่จะเข้าใจกัน เพราะจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ดาวต่างๆได้รู้แล้วว่า ความรุนแรงจากการไม่พยายามเข้าใจกันมีแต่จะทำให้บาดเจ็บกันทุกฝ่าย



กล่าวถึงดวงจันทร์ จากเหตุการณ์อุกกาบาตชนครั้งนั้น ดวงจันทร์จึงมีรอยแผลติดตัวมาจนบัดนี้ แต่ด้วยมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างโลกและดวงจันทร์ ดวงจันทร์ไม่ได้มองว่าตัวเองมีแผลเลย แต่กลับมองว่ารอยบนผิวของตนเป็นรูปกระต่ายที่น่ารักกำลังตำข้าว ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักหล่อเลี้ยงโลก เพื่อนแท้ของตน นับจากวันนั้น โลกและดวงจันทร์ก็ยังเป็นมิตรที่ดีต่อกันเสมอมา หากเรามองจากมุมมองของโลกออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน เราจะเห็นทั้งดาวฤกษ์และดวงจันทร์ ดวงจันทร์ทอแสงลงมาที่โลกอย่างนุ่มนวล โลกให้ร่มเงาแก่ดวงจันทร์อย่างเพื่อนที่เกื้อกูลกัน ในขณะเดียวกัน โลกก็ยังมองไปยังกาแลกซี่อันไกลโพ้น ส่งยิ้มอย่างรักใคร่ให้ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่กระพริบแสงอย่างมีชีวิตชีวา



จากเรื่องราวของระบบสุริยจักรวาล ทำให้เราได้ข้อคิดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ด้วยมุมมองของแต่ละคนประกอบกับประสบการณ์ที่ต่างกัน ทำให้คนเราตีความอะไรแตกต่างกัน บางครั้งการกระทำอาจเหมือนกันแต่เหตุผลเบื้องหลังต่างกัน คนเราเห็นกันแค่การกระทำ ไม่เห็นเหตุผลเบื้องหลัง จึงไม่เข้าใจกันและกัน และตัดสินกันและกันผิดไป บางการกระทำ บางคนอาจมองเป็นลบเพราะเคยชินกับระบบที่ตนถูกหล่อหลอมมาให้ตีความ แต่ในความเป็นจริง เหตุการณ์ต่างๆล้วนแฝงเหตุผลเฉพาะของตัวเอง ถ้าเพียงแต่เราพยายามเข้าใจความแตกต่างในมุมมองอื่นซึ่งบางทีก็ยากจะเข้าใจ ข้อขัดแย้งต่างๆบนโลกนี้คงบรรเทาลง




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2553 1:01:12 น.
Counter : 138 Pageviews.  


Genmaicha
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Genmaicha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.