Group Blog
 
All Blogs
 

นี่เหรอ....ความโชคดีของใบเขียว.....

หลังจากลงสนามบินมา วันนั้นผมยังจำได้ลางๆ ว่า ก้าวแรกที่ลงเหยียบสนามบิน OHare ก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย พร้อมกับบอกในใจว่านี่แหละชีวิตใหม่ของเราจะเริ่มต้นขึ้นที่นี่

ลูกของป้า มารับป้ากับผมขึ้นรถ ไปยังบ้าน ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายกุมภาพันธ์ ยังมีหิมะตกอยู่ประปราย ให้คนไม่เคยเห็นหิมะจริงๆ อย่างผม ก็สนุกดิครับ มองไปทางไหนก็มีแต่หิมะ

ก่อนจะเข้าเรื่องขอเล่าเรื่องราวของครอบครัวป้าผมซักเล็กน้อยจะได้มองเห็นภาพกว้างๆนะครับ ป้าของผม เป็นพี่สาวแม่ของผม มีลูกสองคน คนโตชื่อแนน คนเล็กชื่อนุ่น ทั้งสองคนเป็นลูกพี่ลูกน้องผม พี่คนโตแต่งงานแล้ว มีลูกสองคน (ณ ตอนนั้น ตอนนี้มีสามคน) คนเล็กมีแฟน แต่ยังไม่มีลูกเป็นเจ้าของร้านอาหารในเมือง Elk Grove Village

ผมนั่งรถของลูกพี่ลูกน้องเกือบ ชม.ได้ ระหว่างทางก็พี่ผมก็คุยกะป้าผมซะมากกว่า ผมก็นั่งฟังแม่ลูกเค้าคุยกันไป ตาผมเหลือบมองดูหิมะสองข้างทางที่รถวิ่งผ่านไป ในใจพร้อมนึกวางแผนชีวิตตัวเองที่อเมริกา ไม่นานนัก ป้ากับผมก็ถึงบ้านที่เมือง Schaumburg

ชีวิตสัปดาห์แรกชิวๆมากครับ ตามประสา คนเพิ่งมาอเมริกาครั้งแรก โอ้โห โลกนี้มันช่างสวยงาม พี่ผมพาทัวร์ว่าแถวบ้านมีอะไรบ้าง ผมออกไปเดินรอบๆ ถึงแม้ว่าอากาศจะมีหิมะบ้างก็สนุกครับ

สัปดาห์ที่สอง ผมเริ่มร่อนใบสมัครทั้งออนไลน์ และเดิน walk-in เข้าไปสมัคร เลือกงานสุดๆ จะเอางานคอมเท่านั้น ระหว่างนั้นผมเริ่มขอไปทำงานที่ร้านพี่คนเล็กบ้าง ยืมรถพี่ไปเป็น driverก็ได้ทิปประปรายพอเป็นค่าขนมในแต่ละวัน

สัปดาห์ที่สาม ผมเริ่มเครียดแล้วครับ ไม่มีใครโทรกลับมาเลย ซักคนเดียว ประสบการณ์ทำงานผมแค่ 10 เดือน ผมเริ่มปลอบใจตัวเอง แล้วหันมาหางาน office บ้าง โดยเริ่มไปจากแถวบ้านก่อน ห้องสมุด supermarket ร้านซักผ้า ขี้หมูขี้หมาก็สมัครไป มีคนคงคิดว่าทำไมผมไม่ทำเสริฟที่ร้านพี่ไปก่อน ไม่ใช่ไม่อยากนะครับ แต่คือ คนเสริฟเนี่ยเค้าก็อยู่มานานแล้ว พี่เค้าก็ไม่อยากเอาคนนั้นออก แล้ว driver เนี่ย ปกติพี่ผมก็ทำเองได้ ผมเลยอยากจะหาเงินจากที่อื่น โดยที่ไม่เบียดเบียนพี่ผมเอง

สัปดาห์ที่สี่ เอาล่ะคับ เริ่มมีคนที่ supermarket โทรมา ผมไปสัมภาษณ์ จนผ่านเข้าไปทำ เค้าก็บอกว่า profile ผม over-qualified มากๆ แต่เค้าก็บอกให้มาลองงานแคชเชียร์ดูก่อน ผมจำได้ว่าคืนนั้นผมฝันดีมาก นึกในใจว่าเออ อย่างน้อยก็ได้งานทำแล้ววะ วันรุ่งขึ้นไปทำงาน เริ่มมา เจอพี่แมค บอกให้ท่องจำ ตัวเลข 4 ตัวกับผัก โอ้โห ตั้งแต่เกิดมา ผมกินผักกาดดอง ผักคะน้า กะหล่ำปลีแล้วก็ผักกาดขาวเท่านั้น เห็นลิสแล้วจะอ๊วกออกมาเป็นภาษาตุรกีครับ เพื่อให้เห็นภาพให้นึกภาพ ตัวอักษรเวลาท่านเปิด dictionary มีประมาณ 10 หน้ากระดาษ A4 ครับ หน้านึงก็ประมาณ 50 ตัว แล้วขอโทษนะครับ ให้เป็นภาษาไทยผมยังจำไม่ได้ นี่ภาษาอังกฤษ งงครับ raddish มันอะไรวะ แล้ว napa มันคือผักกาด ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยครับ ชม. ถัดมาเค้าลองให้ผมลองเก็บเงินลูกค้า ผักมาหกชนิด ผมนี่รู้จักแต่ผักชี อย่างอื่นอะไรก็ไม่รู้ แม่เจ้า หลังจากทำงานครบ 8 ชม. ถึงเวลากลับบ้าน ผมเตรียมที่จะลากลับบ้านพร้อมลิสผักเป็นร้อยชนิด พี่แมคหัวหน้าแคชเชียร์มาบอกว่า เออ เอาลิสผลไม้ไปท่องด้วยเลยละกันจะได้จำไวๆ ผมนึกในใจ เฮ้ย ที่เมิงจำได้หมดเลยเหรอ ทนไม่ไหวเลยถามเค้าไปเค้าบอก คีย์ทุกวันเดี๋ยวก็จำได้เอง มีปริญญาไม่ใช่เหรอ เค้าจบแค่ High School ยังทำได้เลย อึ๊งครับเจอตอบอย่างนี้

หลังจากกลับมาบ้าน เมื่อคืนวานยังยิ้มแป้น วันนี้หน้าบูดไปคนกินนมบูด ผมครุ่นคิดอยู่ซักพัก พร้อมกับจะถอดใจ ลูกพี่ลูกน้องผม ก็บอกให้ออกไม่ต้องไปทำถ้าไม่สบายใจ แต่ผมก็ยังอยากได้เงินบ้าง ผมเครียดมากจนโทรกลับไปหาแม่ บทสรุปคือวันรุ่งขึ้นผมลาออก. ผู้จัดการดูไม่แปลกใจต่อการลาออกของผม แล้วเค้าก็ไม่ว่าอะไร

สุดท้ายผมก็กลับมาทำงานร้านพี่เหมือนเดิม ได้วันละนิดหน่อยก็ทำไป....

เฮ้อ....นี่เหรอ....ความโชคดีของใบเขียว.....อยู่เมืองไทยทำงานสบายๆ ไม่ชอบ บ่นแค่นี้ก่อนนะครับ เด๋ว ผมมาบ่นต่ออีกคราวหน้าครับ


Valencia, CA 8.13pm




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2552    
Last Update : 26 ตุลาคม 2552 11:14:41 น.
Counter : 343 Pageviews.  

จากบ้านเกิด สู่เมืองไกลบ้าน กับความทรงจำอันไม่อาจลืม

"อะไรนะ....จะลาออก" หัวหน้า Group lead ที่ผมเคารพรัก และโปรดปรานในตัวผม กล่าวอย่างตกใจ ใช่ครับ....หลังจากที่ผมได้ lotto จากการที่สมัครแค่ครั้งแรก ที่ทุกคนดีใจ แต่นี่คือจุดพลิกผันชีวิตเริ่มต้นของผมตั้งแต่นั่นมา

เดือนนั้นเป็นเดือนมกราคมปี 06 ทุกคนต่างตกใจในการลาออกของผม ผมมีความสุขกับการทำงานมากๆ เรียกว่าชีวิตผมมันช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน เงินเดือนผมแม้เพิ่งจบมาหมาดๆ ก็เป็นเงินเดือนที่สูงมากเมื่อเทียบกับคนทั่วๆไป ประกอบกับผมเพิ่งได้ขึ้นเงิน บ.ที่ทำงานเป็นบริษัทต่างชาติ ผมมีโต๊ะทำงานเป็นของตัวเอง อยู่บนตึกสูง สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของสวนลุมพินีอย่างสวยงาม..

พี่แห้ว(นามสมมติ) หัวหน้า Group lead ของผมเป็นคนแรกที่ได้รับรู้เรื่องลาออกในที่ทำงาน หลังจากที่ผมนั่งครุ่นคิด กินไม่ได้นอนไม่หลับ ปวดตับสุดฤทธิ์ ผมได้ปรึกษาแม่ เริ่มบอกคนรอบข้างถึงการได้ใบอย่างไม่คาดคิด เพื่อนร่วมงานทุกคนใน project ผมต่างเศร้าส้อย กับการตัดสินใจของผม

"เฮ้ยแกไปแล้ว กูจะอยู่กะใครวะ" นายต๊อบ เพื่อนรักสนิทที่สุดในที่ทำงานผมบอก ผมยอมรับว่าผมเสียใจอย่างมาก แต่ก็คงละทิ้งโอกาสที่น่าลิ้มลองนี้ไม่ได้ เชื่อหรือไม่? ที่ผมจะถอดใจไม่เอาใบเขียวซะดื้อๆ แต่ที่ทำงานของผมก็มีคนที่สมัครใบเขียวต่างพูดว่า "เฮ้ย ไม่เอานี่ไม่โง่ ก็บ้านะ" บางคนก็โกรธ "จะไม่เอาแล้วกันที่คนอื่นทำไมฟะ" มันเลยเป็นเหตุให้ผมต้องตัดสินใจ ทิ้งสถานที่ที่ผมเรียกว่า ผมยังรักที่สุด และเป็นความใฝ่ฝันของผมลง

และแล้ว วันที่ผมต้องจากเมืองบ้านเกิด มาดินแดนแห่งเสรีภาพก็มาถึง คนที่มาส่งผม ก็มีไม่กี่คน ผมไม่ค่อยได้บอกใคร บอกแต่เพื่อนสนิทจริงๆ เท่านั้น
เพื่อนประถม ปรัชญา นิด ดั๊ก อุ๋ม
เพื่อนมัธยม ไอ้ริด กับไอ้หยด
แฟน
เพื่อนที่ทำงาน พี่วุฒิ กับแฟน และนายต๊อบเพื่อนรัก
และพ่อและแม่ที่เป็นที่รักของผมเหนือสิ่งอื่นใด

หลังจากที่ผมได้กอดทุกคนร่ำลา ผมน้ำตาคลอเบ้า และจำใจจากทุกคนมา

ฟิ้ว......



และประสบการณ์การบินข้ามทวีปของผมก็ได้เริ่มขึ้น จังหวะแรกที่เครื่องบินเริ่มยกตัวออกจากสนามบินดอนเมือง ใจของผม หวิวๆ ปนตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ผมบินมาพร้อมป้า ไม่ได้มาคนเดียว มีเป้าหมายปลายทางไปสนามบินนาริตะเพื่อไปต่อเครื่องสู่ชิคาโก้ ระหว่างทางบินไปญี่ปุ่นผมนอนไม่หลับ กังวลและคิดถึงพ่อแม่ กับแฟน ป้าผมก็ช่วยผมดีมากเลยครับ พูดถึงแม่ให้ฟังตลอดบนเครื่อง โอ้โห เรียกว่าแซวจนจะให้ผมร้องไห้ให้ได้ แต่ผมนั่งทำใจมาหลายวันมากๆนานแล้วล่ะ และสัญญากับตัวเองว่า เป็นลูกผู้ชายจะไม่ร้องไห้ ไม่กี่อึดใจเครื่องก็ถึง สนามบินนาริตะ



ระหว่างทางที่สนามบินญี่ปุ่น สภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ไม่เคยเจอ ผมกำลังบ้าภาษาญี่ปุ่นด้วยช่วงนั้น พูดได้ไม่กี่คำหรอกครับ แต่เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่ใฝ่ฝันอยากจะไป ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะได้พักอยู่ซักสองชม.เห็นจะได้ สิ่งที่ประทับใจที่สนามบินก็คงจะเป็นความสะอาดมั้งครับ พอดีไม่ได้มีโอกาสออกไปข้างนอก ก็มีแต่ภาพขยะที่ดูแปลกตาที่สุด ก็เลยถ่ายมา



อีกสามสิบนาทีถัดมาผมก็ขึ้นเครื่องต่อ คราวนี้ล่ะครับ นั่งยาวของจริง ผมก็นอนไม่ค่อยหลับ ดูหนังบนเครื่องบินจบหนึ่งเรื่อง แล้วก็เคลิ้มหลับไป ตื่นมาอีกทีผมก็ถึงชิคาโก้ซะแระ



ขอจบบทสอง เพียงเท่านี้ครับ อาทิตย์หน้าจะเริ่มบททรหดนะครับ แล้วท่านจะรู้ว่าใบเขียวเนี่ย ควรจะสมัครหรือไม่สมัครครับ หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับคนอ่านไม่มากก็น้อยครับ.

vanderzaz. at Valencia, CA Fri. Sep 25, 2009 11.34pm.




 

Create Date : 26 กันยายน 2552    
Last Update : 26 กันยายน 2552 13:42:01 น.
Counter : 296 Pageviews.  

ปฐมฤกษ์....จุดเริ่มแห่งการเปลี่ยนแปลง

จุดเริ่มต้น

วันนั้น....มันก็เหมือนวันธรรมดาวันนึงที่ผมเลิกงานจากบริษัท นั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน ถึงบ้านราวๆทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ แม่ของผมต้อนรับผมด้วยน้ำเสียงดีใจที่ลูกชายกลับบ้าน "ลูกกลับมาแล้วเหรอ หิวข้าวมั้ย?"

"อ่อ...นิดหน่อยครับแม่" ผมตอบด้วยน้ำเสียงปกติ

"เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวให้ละกันนะ...." แม่ตอบ

"เออ...วันนี้มีจดหมายจากอเมริกาส่งมา แม่อะไรไม่รู้ซองใหญ่ๆ ไปดูซิ อะไรก็ไม่รู้" แม่ผมกล่าวประโยคที่ผมไม่เคยได้ยิน

เราก็ไม่ได้นึกอะไร คิดว่าลูกพี่ลูกน้องผม ที่อยู่ชิคาโก้ ส่งอะไรมาให้ แม่และพ่อของผมอยู่ในครัวข้างนอก ผมจึงปลีกตัว เข้าบ้าน ตรงรี่ไปหาเอกสาร.




....


เอ...ทำไมซองมันใหญ่จังหว่า...มันเป็นซองสีขาว เออ ดูเป็นทางการดี จะช้าอยู่ใยก็เลยเปิดดูซะเลย...

ข้างในมีเอกสารมากมาย เรา scan คร่าวๆ ก็เริ่มรู้ว่ามันเป็นเอกสาร เรียกตัวเข้าสัมภาษณ์ใบเขียว จำได้ว่าดีใจเล็กน้อย + ตกใจ ในใจร้อง "เฮ้ย...เอาแล้วไงตู" พร้อมกลับวิ่งรี่กลับไปหาพ่อแม่

"แม่.....แม่......" เราตะโกนสั่นบ้านด้วยความตกใจ + ตื่นเต้น

"อะไรลูก...." แม่ผมไม่ได้ตกใจอะไร เพราะผมตะโกนเรียกแม่ประจำ

"รู้สึกว่า ผมจะได้ใบเขียวนะ" ผมตอบ ด้วยเสียงฉงน และยังไม่มั่นใจในเอกสาร (จริงๆ คือได้สัมภาษณ์ ยังไม่ได้ใบเขียว แต่ตอนนั้นผม ไม่ทราบ)

"จริงเหรอ ไหนแม่มาดูซิ" แม่รีบเดินมาด้วยความสนใจ ส่วนพ่อก็หันมามองแม่ลูกวุ่นวายกับเอกสารซองใหญ่

แม่รีบทำกับข้าวให้เสร็จภายในสิบวินาที (อันนี้ก็เว่อร์ไป แต่เร็วมาก) เอาล่ะครับ คราวนี้ ผมยังอ้ำอึ๊งๆ แต่แม่ผมมีสีหน้าดีใจกว่าผมประมาณ 500 เท่า ตื่นเต้นมากกว่าผม 30 เท่า ส่วนตัวผมรู้สึกเฉยๆ ปน งงๆ ทั้งนี้เพราะการสมัครใบเขียว ผมสมัครครั้งแรก และแม่ผมเนี่ย บังคับผมให้สมัคร แบบชนิดที่เรียกว่าเซ้าซี้ผมประมาณร้อยห้าสิบหกครั้ง (อันนี้เป็นตัวเลขสมมติ...แต่มันเยอะมาก) ผมน่ะจำได้เลยว่าผมสมัครวันที่ 1 มกราคม เวลา ที่ออกมาในใบมัน 17.17.17 มั้ง เลขสวยมากๆครับ แต่ผมไม่ได้คิดอะไร


....3 เดือน ผ่านไป....วันสัมภาษณ์ใบเขียวที่สถานฑูตอเมริกา

ผมเตรียมตัวสัมภาษณ์ เตรียมเอกสารทุกอย่าง โดยแม่ผมเป็นคนหาข้อมูลจัดเตรียม ซักถามคำถาม เตรียมตัวไว้ตลอด แม่ของผมเข้าพันทิพย์ทุกวันหาข้อมูล ปรึกษาคนโน้นคนนี้ (แม่ผมดีมากใช่มั้ยครับ....ผมโชคดีมากจริงๆครับ ผมทราบครับ ทุกวันนี้ ผมรักแม่มากๆครับ)

ส่วนผม ก็คิดแต่ว่า เอาไงดีล่ะเนี่ย งานที่ทำอยู่ก็ดี ชอบก็ชอบ เพื่อนร่วมงานก็ดี เงินเดือนก็เยอะ แฟนก็อยู่นี่ เพื่อนก็อยู่นี่....

กริ๊ง....กริ๊งงง....เสียงนาฬิกาปลุกดัง พร้อมกับเสียงแม่เรียกให้ตื่น

วันนี้ ตื่นตั้งแต่ตีห้า เห็นจะได้ เพื่อไปรอสัมภาษณ์ ผมอาบน้ำแต่งตัวเหมือนไปทำงานปกติ แต่วันนี้ผูก Tie ใส่สูท ไปด้วยเพื่อความสุภาพ แม่ผมขับรถไปถึงสถานฑูตน่าจะเกือบหกโมงเช้า คิวรอสัมภาษณ์ยาวเหยียด ฟ้าฝนก็เป็นใจมากครับ ฝนตก โอ้โห ความพร้อมของแม่ผมนอกจากเตรียมเอกสารให้ผมแล้ว ท่านยังเตรียมร่มมาด้วยอีกต่างหาก (แม่ผมดีใช่มั้ยครับ...ผมโชคดีจริงๆครับ)

หลังจากที่ได้ตากฝน ที่ตกมาปรอยๆ จนหนักขึ้นประมาณครึ่งชม. ฝนก็หยุดตก เราทักคุยกับคนที่มารอสัมภาษณ์บ้าง เท่าที่คุยก็เราเป็นคนเดียวที่มาสัมภาษณ์ใบเขียวในวันนั้น คุยจนเรียกว่ารู้จักเกือบทุกคนที่มาสัมภาษณ์วันนั้น ยกเว้นคนชาติอื่นๆ ที่เราไม่สามารถคุยได้ เนื่องด้วยเค้าพูด "ประ ปรี ปรือ ปะลงปงเปง" เมื่อสถานฑูตได้ทดสอบความอดทนของผู้สัมภาษณ์ทุกท่านอย่างเพียงพอแล้ว ประมาณเจ็ดโมงเช้า เค้าก็ได้ปล่อยให้เราเข้าไปในอาณาจักรของสถานฑูต

หลังจากเข้าไปได้ แม่ผมก็ต้องฝากร่มไว้กับคุณพนักงานรักษาความปลอดภัย ส่วนผม ก็ถอดสูทอันใหม่เอี่ยมที่แปลงสภาพเป็นเสื้อกันฝนฉุบน้ำออกมาผาดไว้ที่แขน บรรยากาศด้านใน มีคนรอสัมภาษณ์ คนกรอกเอกสารอยู่มากมาย ของผมเอกสารพร้อมเลยไม่ต้องเสียเวลา มานั่งกรอกเอกสารอีก ผมกับแม่จึงดิ่งไปในตึก และรับบัตรคิวเพื่อรอเรียกสัมภาษณ์

ระหว่างนั่งรอสัมภาษณ์ แม่ผมได้ตระเตรียมคำถามที่ได้เตรียมกันมาตั้งแต่เมื่อคืนอีกครั้ง เรียกว่าเตรียมกันไว้เป็นร้อยคำถามเห็นจะได้ ระหว่างนั้นแม่ผม ก็ได้เล่ากิตติศัพท์ของ ป้าช่องแปด หรือช่องอะไรไม่ทราบว่าน่ากลัวมาก แม่ไม่ได้รู้จักหน้าตาของเค้า พร้อมกับกวาดสายตาว่า ช่องไหนเป็นผู้หญิง ก็ภาวนาอย่าให้โดนเรียกช่องนั้น

"Vanderzaz" เจ้าหน้าที่ช่องหนึ่งเรียก (จริงๆเค้าเรียกเชื่อจริงผม แต่ผมขอใช้นามสมมติ) เจ้าหน้าที่คนนี้เป็นชาวมะกัน ผู้ชายผมทอง แม่ผมดีใจมากที่ผมได้คนสัมภาษณ์เป็นผู้ชาย

ผมเดินไปที่ช่องเตรียมสัมภาษณ์ ปรับ จูน คลื่นสมองเป็น mode ภาษาอังกฤษ Loading โพยที่ท่องไว้กับแม่เมื่อคืน กะพูดภาษาอังกฤษ เต็มที่

ท่านฑูตถามผมประโยคแรก
"คูน ชื่อ อา ราย คราบ"

ไอ้เรางงซิครับ เฮ้ย เค้าพูดภาษาอังกฤษ ทำไมเราไม่รู้เรื่อง ตอนอยู่บ.ก็คุยกับคนต่างชาติ เราก็พอฟังได้นี่หว่า

"คูน ชื่อ อา ราย คราบ" ท่านฑูตถามอีกครั้ง

แม่ผมเห็นผมสีหน้าไม่ดีก็เดินเข้ามาใกล้ๆ แต่แม่ผมไม่ได้ยินท่านฑูตว่าพูดอะไร

"คูน แม่ เดิน มา ยู ใกลๆ ดาย คราบ" ท่านฑูตมองไปคุยกับแม่แล้วยิ้ม

เอาล่ะครับ สมองของผมหาคลื่นเจอแล้ว ใจที่ติ้นถีระรัว ก็เริ่มเต้นตามทำนองปกติ ผมเลยนึกออกแล้วว่าท่านฑูตพูดภาษาไทยกับเรา ก่อนผมจะตอบชื่อกลับไป ท่านฑูตก็ถามใหม่

"What's your name?"

ผมก็เลยนึกในใจประมาณเสี้ยววิ "เอาแล้วไง เค้าอุตส่าห์ คุยภาษาไทยกับเรา ดันไม่ตอบ คราวนี้ได้ ภาษาอังกฤษสมใจแระ เฮ้อ...ง่ายๆ ไม่ชอบอีกเรา"

ผมเลยตอบคำถามไปว่า "Vanderzaz, sir" พร้อมกับเตรียมตัวกับคำถามต่อไป

ท่านฑูต ก็พูดต่อ "Arh....You work at Reuters. Congratulations. Welcome abroad."

เรายังคงรอคำถามต่อไปอยู่

ท่านฑูตเห็นสองแม่ลูก ทำหน้าฉงน เลยบอกต่อว่า "Have a nice day. We will keep your passport and will call you to receive it back by next week."

เราเลยนึกในใจ "อ่าวเฮ้ย ตกลง เค้าไล่เรากลับแล้ว ไม่ผ่านหรือป่าวเนี่ย" แล้วปากก็ตอบกลับไปว่า "Have a nice day, Sir."

ท่านฑูตยิ้มให้ เรากับแม่ยิ้มตอบพร้อมกับโดนแม่จูงมือออกมา

หลังจากออกมานอกตึกเราโวยวายกับแม่ทันที

"แม่ เค้าไม่ถามอะไรเลยอ่ะ แล้วจะผ่านมั้ยเนี่ย" เราถาม
"เค้าไม่คืน passport แสดงว่าโอเคนะ แม่ว่า" แม่ตอบอย่างไม่แน่ใจ
"คนอื่นสัมภาษณ์กันตั้งนาน ทำไมของเราติ๋วเดียวอ่ะแม่" ผมยังเครียดต่อ

หลังจากนั้น คนที่เราคุยด้วยตอนที่โดนทรมานตน รอคิวตอนเช้าก็เริ่มเข้ามาถามประสบการณ์สัมภาษณ์ มีคนผ่านบ้างไม่ผ่านบ้าง คนผ่านก็หน้ายิ้มระรื่น คนไม่ผ่านก็หน้าผิดหวัง ไหล่ห่อ คอตกตามๆ กัน ทุกคนต่างงงงวยกับท่านฑูตที่ คุยกับผมไม่ถึงนาที แล้วยึด passport ไว้ อย่างที่ใครๆ ต้องการ แม่ผมเริ่มมั่นใจขึ้นว่าผมได้วีซ่า เนื่องจากคนที่สัมภาษณ์ไม่ผ่านเค้าจะคืน passport มาให้เลย

เราได้ออกมาจากสถานฑูต แม่ผมขับรถกลับบ้าน ส่วนผมก็เดินต่อไปทำงาน ระหว่างเดินของเริ่มคุยกับท้องฟ้าว่า "ตกลง...เราจะได้ไปอเมริกาหรือนี่"

ขอจบบท ปฐมฤกษ์ ลงเท่านี้ครับ...ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
vanderzaz 09/20/09 6.09pm Valencia, CA.
*แก้ไข 09/21/09 6.27pm N.Hollywood, CA. (พอดีข้อมูลผิดพลาดบางส่วนครับ)




 

Create Date : 21 กันยายน 2552    
Last Update : 22 กันยายน 2552 8:29:33 น.
Counter : 320 Pageviews.  


vanderzaz
Location :
Valencia United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add vanderzaz's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.