"สารพัดจัดให้" Utellido.com

เมื่อแหงนมองจันทร์ผมเห็นตะวัน-ตอนที่ 5

“อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน ออกหากินร่าเริงแจ่มใส เราเบิกบานรีบมาเร็วไว ยิ้มรับวันใหม่ยิ้มให้แก่กัน”

“เมียจ๋า ตื่นได้แล้วมั้ย สามีหิวจนจะตายอยู่แล้ว”

คุณๆ อาจจะเกิดความสงสัย ว่าใครงัดเอาเพลงสมัยอนุบาลมาร้อง
ถ้าไม่ใช่ ไอ้ (เดร) ฉาน อารมณ์เบิกบาน กวนตีนกูแต่เช้าเลยนะมึง อย่าไปสนใจเรียงนกเสียงหมาฉานครับ

ผมมุดลงใต้ผ้านวมด้วยความไวแสง แดดร้อน ลมแรง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟถล่ม ไม่มีผลใดๆ ต่อการนอนทั้งสิ้นครับ

“เมียร๊ากกกกก “

ผมมุดได้ ไอ้ฉานมันก็ตามมาดึงออกได้ครับ ไม่ใช่แค่นั้น มันเอาปลายเท้ามาเขี่ยๆท่อนขาผม พอเห็นว่าไม่เข้าท่า มันงัดวิทยายุทธโค่นเซียนออกมา

วิชานั้นว่าด้วยการ กางนิ้วหัวแม่เท้าออกห่างจากนิ้วชี้ เล็งดีๆ ตรงเนื้อน่อง จากนั้นหนีบเข้าหากัน แล้วบิด ถ้าใช้วิทยายุทธขั้นนี้แล้ว

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกส์!!!!!!!!! สะดุ้งลุกขึ้นนั่งยังกับจับวางทันที

ลองดูสิ เวลาคุณเคลิ้มๆ สะลึมสะลือหนะ แล้วโดนใครมาทำแบบนี้ ไม่รอดสักรายครับ เจ็บจริงจัง

“ไอ้เหี้ยฉาน มึงเล่นอะไรของมึง กูจะนอนนนนนนนนนนนนนนนน เจ็บนะไอ้เชี่ยยยยย”
มันจะเข้าใจภาษาคนมั้ยเนี่ย เมื่อคืนผมปั่นโปรเจค เพิ่งได้นอนตอนฟ้าสาง มาโดนมารผจญแบบนี้อีก

ชาติหน้ากูขอเกิดมาหน้าเหียก!!!!! เกี่ยวมั้ย ไม่เกี่ยวเหรอ เห็นพระเจ้าชอบแกล้งคนหน้าตาดี

“แต่มันเที่ยงแล้วน๊า”

แล้วจะทำเสียงปัญญาอ่อนเพื่อ

“ก็ช่างเที่ยงมันสิ กูจะนอนก็คือกูจะนอนนะฉาน มึงเลิกระรานกูก่อนได้ป่ะ

“แต่กูหิว”

มันยังมีหน้ามาโอดครวญ ไปตายไป๋ ไอ้กร๊วกกกกกกกกกกก

“แล้วกูเหนี่ยวท้องมึงเอาไว้ตอนไหน”

อารมณ์หงุดหงิดครับ เริ่มอยากเหวี่ยง

“มึงลุกมาผัดมาม่าให้ผัวหน่อยสิ นะ แล้วค่อยนอนต่อ “

เฮ้ออออออออ ยังจะออกเสตปกวนตีนกูได้อีก

“นะเมฆนะ จริงๆแล้วถึงมึงง่วง มึงก็ต้องลุกขึ้นมากินนะ แล้วค่อยนอนต่อ ไม่งั้นกระเพาะถามหานะมึง”

มันจะมามีเหตุผลอะไรเอาตอนนี้ว๊า เอาเถอะครับ โดนก่อกวนซะขนาดนี้ ตื่นก่อน แล้วค่อยมานอนทีหลังก็ได้

ผมผิดเองที่ก่อนนอน ลืมล็อคห้องไว้

“พี่ฉานรักน้องเมฆที่สุดเลยนะ น้องเมฆที่สุดเลยนะ ที่สุดเลยนะ “

(มันตะโกนเป็นเสียงแอคโค่) ไอ้ห่าฉานมันปัญญาอ่อน

ปกติมันอยู่หน้าเพื่อนๆ มันก็ปัญญาอ่อนบ้างนะครับ แต่ถ้าอยู่ในที่สาธารณชน ส่วนใหญ่ มันจะวางมาดขรึม แต่เวลามันอยู่กับผม มันปัญญาอ่อน คูณสิบยกกำลังห้าถ้วน
องค์อิศวรจำต้องตื่นบรรทม สลืมสะลือ ออกมาจัดหาอาหารให้ (เดร) ฉาน อย่างมัน แล้วมันใช่เรื่องของกูมั้ยเนี่ย

ตอนหิวมันหิวคนเดียว แต่คนที่เดือดร้อนคือผม

อ้าว!!!! ไอ้ฉานมั้นต้มน้ำร้อนรออยู่แล้ว ไอ้เชี่ยนี้หัดเตรียมการล่วงหน้า เหมือน นปช เลยนะมึง

ช่างแมร่งครับ ไหนๆก็ลุกมาแล้ว ผมรื้อๆ ในตู้ครัว ได้มาม่ารสอะไรมาไม่รู้สองสามห่อ
อย่าได้สนใจในความต่าง ผมง่วงผมไม่ผิด แกะห่อได้ โยนโครมลงไปในหม้อนั่นแหละครับ

ผมกำลังจะแกะห่อเครื่องปรุงมารวมกัน หันไปเปิดตู้เย็น หาร่องรอยอารยธรรมของผักและเนื้อสัตว์

“เดี๋ยวกูผัดให้นะ”

ไอ้หมาฉานนนนนนนน แล้วมึงจะปลุกกูมาหาขี้เกลืออะไร ผมหยิบผักหยิบหมูวางบนเคาน์เตอร์ได้ และกำลังจะหันหลังกลับไปนอน ก็ต้องมีมือมารมารั้งแขนผมไว้ จนได้สิน่า

“เมฆ แล้วใครจะปรุงให้กู กูปรุงเอง กินไม่ได้ แล้วใครจะรับผิดชอบ มึงมาปรุงก่อน นะ นะ มึงปรุงอร่อยสุดแล้ว”

มันยากตรงไหนวะครับ มันยากตรงไหน
ปรุงอร่อยที่สุดที่มันว่า

ผมแค่เอาเครื่องปรุงมารวมกัน กดน้ำร้อนนิดนึงแล้วคนให้ละลาย ใส่ลงไปตอนผัดเส้นกับหมู แล้วค่อยใส่ผัก แค่เนี๊ย!

ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะใส่อะไรเพิ่ม ไม่ว่าใครก็ทำสูตรนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้วยตวง แล้วไอ้บ้าฉาน มันเอาที่ไหนมาพูดว่า
ผมทำอร่อยสุด

แต่เอาเถอะครับ เห็นแก่ที่มันพยายามทำสายตาละห้อยใส่ อีกอย่าง ผมเองก็เริ่มหายง่วงแล้ว และรู้สึกหิวบ้างแล้วเหมือนกัน ทำให้มันก็ได้ นี่เห็นแก่ตัวเองหรอกนะ ไม่งั้นไอ้ฉานเจอท่านเมฆเหวี่ยงแน่

“เอ๊ก อุ้งอี้ อะนะอู เอิดอับ เอะใอ่ ไอ เอี่ยว เอ่น อัน อั้ย” เชี่ย มาม่า เต็มปาก ยังอยากแสดงความพยายาม

“เอื๊อก อืม ....... ก็พรุ่งนี้คณะกูเปิดรับเด็กใหม่ มาติว ความถนัดไง ไปเที่ยวคณะกูมั้ย”

ก็แล้วถ้ามันกลืนก่อนค่อยคุยตั้งแต่แรก ป่านนี้รู้เรื่องไปนานแล้ว

“ไปสิ เผื่อมีสาวงาม ท่ามกลางอสูรอย่างพวกมึง เด็กม.ปลาย กำลังน่ารัก”

เคลิ้มครับเคลิ้ม ปีนี้เป็นปีแรกที่ไอ้ฉาน มีสิทธิ์สอนวิชานี้น้องได้ ปีที่แล้ว มันได้แค่ไปแอบมองน้องๆ ม.ปลาย ปีนี้ มันได้เลื่อนขั้นเป็นพี่สตาฟ สอนน้องปีสองขึ้นไปครับถึงจะทำได้

ปัด ถา ปัด ถาปัด ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ว่าง ว่างไม่มีอะไรทำ
ถาปัตยากรรม ถาปัตยากรรม ถาปัตยากรรมรูปหล่อทุกคน ถาปัตยากรรมรูปหล่อ ทุก ทุก คน

มีคณะเดียว ที่สามารถเอาเพลงสองเพลงที่ไม่มีคำร้องที่เกี่ยวข้องกันเลย มา Feat.กันได้อย่างน่าแสบแก้วหูเป็นที่สุด

ผมกับไอ้ฉานเดินลัดเลาะเข้ามาข้างคณะผม เพื่อจะเดินไปถาปัตย์ ที่ต้องมาอ้อมคณะผมก่อนเพราะ ไอ้ฉานต้องจอดรถที่คณะผม เนื่องจากคณะมันเป็นเกาะกลางน้ำ ไม่อนุญาติให้เอารถไปจอดให้สูญเสียทัศนียภาพ แต่อนุญาตให้เดือดร้อนคณะบ้านใกล้เรือนเคียงได้ ดีจริงๆ

น้องปี๊หนึ่ง (ตะลึง ตึง ตึง ..เสียงกลองประกอบ) รู้รึเปล่า
ว่ามีใคร ว่ามีใคร เค้าแอบหมายปอง
พี่คนนั้น (ชี้มาที่ไอ้ฉานและผม) เค้าอยู่ปีส๊อง
เค้านัดเจอน๊อง ที่หน้า คณะ ทู๊กวัน (ทุ๊กว๊าน ทุกวัน)

“อ้าว น้องๆ ปรบมือต้อนรับ พี่ฉานแสงแรงกล้า แห่งเตคเพียวปีสองหน่อยคร๊าบบบ”

“ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววว” คอรัสร้องขอส่วนบุญต้องตามมาอยู่แล้วครับ

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด” นี่เป็นเสียงน้องๆ ที่นอกจากจะตบมือกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วไม่สะใจพอ
ประโคมเสียงกรี๊ดดดดดดดดมาให้ชุดใหญ่

“แล้วก็ขอเสียงปรบมือต้อนรับสะใภ้ถาปัตย์ พี่เมฆครับพี่เมฆเดคคอเรทีฟดีไซน์ จากศิลปกรรมบ้านใกล้เรือนเคียงเรานี่เองครับ”

เฮ้ยยยยยยยย แล้วเอากูไปเกี่ยวด้วยทำไมเนี่ย อึ้งครับ แต่ที่อึ้งกว่าคือ มองไปที่กลุ่มน้องๆ ทุกคนง้างมือค้าง

เหมือนโดนเวทมนต์ เสกให้เป็นหิน ผมซีดเลยสิทีนี้ ไอ้พี่โก้ มันเล่นเข้าแล้วไง
แต่ชั่วอึดใจเดียว

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

มันตามมาด้วยเสียงแสบแก้วหูแบบนี้ครับแล้วถึงจะประโคมเสียงปรบมือ ที่ผมไม่รู้ว่าจะแปลโค๊ดจังหวะมือพวกนี้ว่ายังไงดี

“พี่ฉานออกจะหล่อ พี่ฉานเป็นเกย์เหรอค๊า ว๊า!!!! พี่เมฆก็น่ารักดี แต่ทำแบบนี้เสียของจริงๆ เลยนะ”

ผมได้ยินประโยคประมาณนี้ ดังออกมาจากน้องๆที่มาสมัครเรียนติวครั้งนี้ครับ นอกจากนั้น สาวๆยังมีหันหลังไปแอบซุบซิบ จนตอนนี้มีสภาพเหมือนนกแตกรังยังไงยังงั้นเลย
ผมเดินหลบไปนั่งกับเพื่อนคนอื่นๆ ของไอ้ฉาน กับมาดูสาวๆๆฟรี งานนี้มาอายซะงั้น

“พอๆ น้องๆ ตื่นเต้นดีใจกันแค่พอประมาณ สนใจพี่โก้บ้าง แหมๆ พอมาริโอ้มา ก็ไม่สนใจศรรามคนนี้เลยนะ “

นี่แหละครับคณะนี้ ปากประมาณนี้ทุกคน แล้วแต่ใครจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับความละตินส่วนตัว

“เอาล่ะ พี่ฉาน จะเป็นหนึ่งในสต๊าฟ ติวในครั้งนี้นะครับ เดี๋ยวพี่ฉานจะจับฉลาก ว่าจะได้ดูแลน้องๆ บ้านไหน”

ไอ้พี่โก้คนเดิม มันอธิบายขั้นตอนการแบ่งทีมสอน ก่อนจะทำการสอน เค้าจะแบ่งน้องๆ เป็นกลุ่มๆ ครับ
กลุ่มละประมาณ 15 คน แล้วก็ให้พี่ปี 2 ที่เป็นสต๊าฟ ที่โดนรุ่นพี่ปี 5 ได้คัดเลือกไว้แล้ว มาจับฉลาก ว่าจะได้ทำการสอน น้องๆ กลุ่มไหน บางปีก็ตั้งชื่อแต่ละทีมตามชื่อละครที่ดัง ตามชื่อพรรคการเมือง ตามชื่อหมอดู ตามเขตการปกครอง แล้วแต่พี่ปีที่สูงขึ้นไปเค้าจะคิดได้นั่นแหละครับ ส่วนปีนี้

“ขอแสดงความยินดีกับบ้านกริ๊ฟฟินดอร์ครับที่ได้พี่ฉานไปดูแลการเรียนการสอนให้”

ผมว่า ไอ้พี่ที่คิดชื่อทีมของปีนี้ มันต้องเป็นญาติกับแฮรี่พอตเตอร์แน่ๆ

หลังจากที่ระอาใจกับความวุ่นวายของการจัดการเรียนติวของคณะไอ้ฉานแล้ว ผมเองตอนนี้เริ่มมองหาอะไรทำครับ

ผมเป็นคนอยู่นิ่งไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นต้องหลับ ขณะกำลังคิดว่าจะหนีไปพักสายตาที่เดคไม้คณะตัวเองดีมั้ย

“พี่เมฆ ใช่มั้ยค่ะ พี่เมฆก็เรียนดีไซน์เหมือนกันใช่มั้ยค่ะ จะรังเกียจมั้ย ถ้าจะช่วยสอนวาดเส้นให้ฟางหน่อย ฟางอ่อนมากถึงมากที่สุดอะค่ะ ถ้าเรียนรวมกับเพื่อนในกลุ่ม ฟางต้องไม่พัฒนาขึ้นแน่ๆ นะคะพี่เมฆ “

เอ่อ คือผมไม่ได้รู้จักน้องคนนี้มาก่อน และผมคิดว่า น้องรู้จักชื่อผมตอนไอ้พี่โก็มันแซวนั่นแหละ แต่ทำไมอยู่ดีๆ น้องถึงมาให้ผมช่วยสอนให้ ความจริง มันก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอกครับ วาดเส้น เป็นพื้นฐานศิลปะทั่วไป เอาไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งคณะผมและคณะไอ้ฉานนั่นแหละ แต่มันอาจจะไม่ดีตรงที่ มาสอนข้ามคณะกันเนี่ย คงไม่ดีมั้ง ถึงแม้คณะผมและคณะไอ้ฉานจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันก็เถอะ

“คงไม่ได้หรอกครับน้อง พี่เมฆเค้าอยู่คนละคณะ ไม่ได้มีหน้าที่เป็นพี่สต๊าฟ ถ้าน้องคิดว่า ติวเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ แล้วพี่ดูแลดีไม่พอ น้องจะเปลี่ยนใจไปติวกับสถาบันไหน พี่ก็ไม่ว่านะครับ”

ไอ้ฉานครับ ไม่รู้มันโผล่มาจากไหน เทศนาซะน้องเค้าซะหน้าซีดเลย สงสารก็สงสารน้องนะครับ แต่นี่ก็ไม่ใช่หน้าที่ผมเช่นกัน อีกอย่าง ไอ้ฉานโหมดนี้ มีให้เห็นไม่บ่อยหรอกครับ
น้องฟางเดินออกไปหาเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มแล้ว จากที่ดู น้องเขาคงไม่ได้ตั้งใจจะมีเจตนาไม่ดีหรอก แต่น้องเค้าคงลืมคิดก่อนพูด คำพูดของน้องเลยออกมาในแนวทำให้คนฟังรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ ไอ้ฉานเองมันก็คงจะรู้สึกไม่ดี ที่ยังไม่ทันจะได้ติวกันเลย แต่กลับมีคนออกมาพูดในทำนองไม่เชื่อใจ ผมรู้นิสัยไอ้ฉานดี มันเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะทุ่มเทมาก และมันเองก็คงเกร็งไม่น้อย ที่ได้รับเลือกให้เป็นสต๊าฟสอนติว ถึงแม้ว่าไอ้ฉานมันจะเก่งเรื่องเรียนสักแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเรียนเก่ง จะเป็นคนที่สื่อสาร ให้คนอื่นเข้าใจได้เก่ง

ผมเองก็ยังลุ้นและหวังว่า ไอ้ฉานมันจะสอนได้ดีเหมือนกับการเรียน ปกติไอ้ฉาน มันจะคุยเก่งและสนุกสนานเฮฮา เป็นไอ้บ้าฉาน เฉพาะกับคนที่มันสนิทด้วย หากคนที่ไม่รู้จักหรือไม่ได้สนิทกันมากนัก ไอ้ฉานในสายตาคนเหล่านั้น จะเป็นคนเงียบๆที่ติดจะดูหยิ่งๆ ด้วยซ้ำ

ออกแนวมนุษยสัมพันธ์แย่กับคนแปลกหน้า

ผมเดินตามหาไอ้ฉานไปทั่วคณะ เห็นมันมานั่งสงบสติอารมณ์อยู่ริมน้ำ

“เอาตีนลงไปแช่น้ำดับร้อนเหรอวะฉาน มึงท่าจะร้อนมากนะเนี่ย ควันออกทั้งทางจมูก ทางปากเลยเนี่ย” มาแนวเนียนๆ จะได้ผลมั้ยเนี่ย

เงียบ เป็นคำตอบที่ท่านได้รับ ปฎิบัติการนี้ล้มเหลว

การปลอบใจไอ้ฉานเป็นอะไรที่สร้างความกลุ้มใจให้ผมเสมอ ไม่รู้ต้องเข้าหามันด้วยอารมณ์ไหนในสถานการณ์แบบนี้ การปลอบใจไอ้ฉานไม่มีหลักการณ์ตายตัวครับ เรียกว่าต้องมั่วแบบเดาสุ่ม

ซึ่งวิธีการกวนส้นตีน ในครั้งนี้ ไม่ได้ผล

“ฉานมึงก็อย่าคิดมากเลยนะ น้องเค้าคงเป็นเด็กโดนพ่อแม่ตามใจอะมึง พูดอะไรไม่ทันคิด หรืออาจจะคิด แต่เรียบเรียงคำพูดไม่ถูก”

เหมือนครั้งนึง ตอนที่ผมกับไอ้ฉานรู้จักกันได้ไม่นานเท่าไหร่ แม่นิ่มคงกลัวว่า ผมกับไอ้ฉานจะเข้ากันไม่ได้ กลัวจะเล่นกันแล้วทะเลาะกันแบบเด็กๆทั่วไปที่ไม่ได้ดั่งใจก็งอแงตีกันซะงั้น แต่พอผ่านไปสักพักก็กลับมาเล่นกันใหม่

“ฉาน น้องเมฆดีกับฉานมั้ย เล่นกันไม่มีปัญหาอะไรกันใช่มั้ยลูก”

แม่นิ่มถามความเห็นไอ้ฉานที่มีต่อผม ซึ่งความจริง แม่นิ่มควรถามผมมากกว่า ว่าไอ้ผู้กำกับแห่งชาติคนนี้ มันดีกับลูกแม่นิ่มรึเปล่า มันสั่งเอาๆ แม่จะรู้มั้ย

“อือ...”

“พูดกับผู้ใหญ่ก็ไม่เพราะ ครูสอนจำไม่ได้รึไง พูดกับผู้ใหญ่ต้องมีหางเสียง” ไอ้ตัวดีมันตวัดสายตาอาฆาต กลับมาทันที

“ครับ เมฆก็ดี ไม่กวนใจอะไรฉาน”

ใช่สิไอ้หน้าลิง กูจะกล้ามีอะไรกับมึง มึงมันมาเฟียดีๆ นี่เอง กูหือกับมึง กูต้องเจอสมุนมึงกี่ตีนหละ คนอย่างท่านเมฆหน้าตาดีไม่พอหรอกเว้ย ฉลาดด้วย

“แล้วฉานชอบน้องเมฆมั้ย”

แม่นิ่มอย่าถามเลยครับ น้องเมฆกลัวคำตอบ จะออกแนวดีก็ยังขัดใจ อะไรประมาณนี้

“รักครับ”

หือออ มันตอบแบบนี้จริงๆ นะครับตอนนั้น

“ตอบก็ไม่ถูก”

ผมในตอนนั้น หมายถึงไอ้ฉานมันตอบไม่ตรงคำถามแหละครับ

คิดถึงตอนนั้นทีไร อดยิ้มไม่ได้ทุกที ไอ้ฉานมันน่ารัก เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง ใครๆก็รักมัน บางทีผมก็อยากจะได้สักครึ่งนึงของมัน

ผมนั่งลงข้างๆมัน เอาเท้าจุ่มน้ำแล้วแกว่งเล่น โยกตัวไปมากระแทกไหล่ไอ้ฉานเล่น

“เมฆ มึงจะสั่นขาหาอาม่ามึงเหรอ แล้วโยกตัวมากระแทกไหล่กูอีก เดี๋ยวกูจับลากลงน้ำกินทั้งสดๆซะดีมั้ย”

แค่นี้ก็พอครับ แค่นี้มันก็เพียงพอทำให้ผมยิ้มได้แล้ว แค่ไอ้ฉานยอมพูด แค่มันกลับมากวนตีนผมเหมือนเดิม ต่อให้มันกวนตีนผมหนักกว่านี้ ผมก็จะไม่ว่ามันครับ เพราะถ้ามันกวนตีนได้ แสดงว่ามันใจเย็นลงเยอะแล้ว

“พี่ฉานค่ะ”

น้องฟางนั่นเองครับ เดินมากับเพื่อนคนนึง น่าจะมาเรียนติวด้วยกันนั่นแหละ

“ฟางขอโทษนะคะพี่ ฟางไม่ได้ตั้งใจจะหมายความว่า พี่ฉานไม่ดีดูแลกลุ่มเราได้ไม่ทั่วถึงนะค่ะ ฟางขอโทษจริงๆค่ะฟางใจร้อนไปหน่อย พอดีตอนแรก แม่ฟางบอกว่า ให้มาสมัครติวที่นี่คะ แล้วพอสมัครเสร็จ ก็ให้หาพี่สักคน ขอให้เค้าสอนแบบตัวต่อตัวหนะค่ะ เพราะฟางอยากเรียนคณะนี้จริงๆ นะคะ แต่ฟางไม่ได้ฝึกความถนัดเลย ถ้าจะเรียนแบบตัวต่อตัวกับสถาบันติว ก็ยิ่งไม่มีโอกาสใหญ่เลย อีกอย่างถ้าเรียนกันเป็นกลุ่ม ฟางกลัวจะเป็นตัวถ่วงให้กลุ่มอะค่ะ” น้องฟางอธิบายไปยกมือไหว้ไป ดูท่าทางน้องเองก็คงไม่สบายใจกับคำพูดตัวเองเท่าไหร่หรอก

“ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่เข้าใจ กลับไปรวมตัวปฐมนิเทศกับเพื่อนๆ ต่อเถอะ เสร็จแล้วเย็นนี้ พี่จะพาบ้านกริฟฟินดอร์ ไปฉลองที่ร้านหัวหมูหมู่บ้านฮอกส์มีดส์กันนะ”

ไอ้ฟาย เปลี่ยนอารมณ์ไวมาก เมื่อกี้ยังทำหน้าเป็นหมาหงอยอยู่เลย

แล้วนี่คณะมึงทั้งคณะบ้าแฮรี่พอตเตอร์กันหมดเลยเหรอ ไอ้ปัญญาอ่อนเอ้ยยยยยย
ปล่อยให้ไอ้ฉานไปทำกิจกรรมในคณะมันต่อครับ เด๋ียวเย็นนี้ มันต้องพาน้องๆกลุ่มติวไปเลี้ยงต้อนรับ ก็เหมือนเลี้ยงน้องรหัสนั่นแหละครับ เหมือนทำความคุ้นเคยกันมากกว่า เป็นเทคนิคของถาปัตย์ทุกปี เรียกว่าเลี้ยงนัดกระชับมิตร ซึ่งท่านเมฆคนนี้ต้องไม่พลาดอยู่แล้วครับ กินฟรี สามีจ่าย(เอากับเค้าหน่อย) สบายท้องและสบายกระเป๋า

ผมเดินลัดตรงลานกิจกรรมถาปัตย์ มาทางสวนหย่อม “ตรงซุ้มทำใจ “
ซุ้มทำใจ เป็นโต๊ะม้านั่ง ที่มีหลายชุดเรียงรายไว้ในสวนส่วนกลางของคณะ ทุกซุ้มจะมีไม้หอมปลูกคลุมระแนงหลังคา คละพันธ์กันครับ บ้างเป็นไม้เลื้อยที่หอมกลางคืน บ้างก็เป็นไม้เลื้อยที่หอมกลางวัน ปลูกสลับกันไป ไม่งั้นกลิ่นคงตีกันจนมึนมากกว่าหอมแน่ๆ ว่ากันว่า ซุ้มทำใจ คณะบดีคิดขึ้นมา เพราะเวลาเด็กในคณะกำลังจะพรีเซนต์โปรเจคกันเมื่อไหร่ มักจะลนลานทำอะไรไม่ถูก ออกแนวคลุ้มคลั่ง เลยทำซุ้มไว้ให้สงบสติอารมณ์ก่อนเข้าพรีเซนต์ เป็นเทคนิคธรรมชาติบำบัดที่แยบยลมาก

นอกจากนี้ สวนหย่อมของสถาปัตย์ ยังเป็นที่ที่มักจะมีคนมาวิ่งออกกำลังกายกันเยอะ ส่วนหนึ่งคงเพราะบรรยากาศให้

ลมพัดเย็นสบาย เพราะมีทั้งต้นไม้และน้ำจากทะเลสาบพัดไอ้เย็นขึ้นมา

ผมพาตัวเองมาเข้าห้องน้ำที่มีไว้บริการกลางสวน ห้องน้ำนี้ผมชอบมาใช้บ่อยๆเวลามารอไอ้ฉานที่คณะ เหมือนห้องน้ำสวยๆตามรีสอร์ทเลยครับ

ขณะที่กำลังฮัมเพลงชื่นชมบรรยากาศ ๆจีบนกหนูแมลงไปเรื่อย ช่วงที่กำลังดึงน้องออกมาร้องไห้

“เฮ้ยแก นี่ตกลงแกสนใจพี่เมฆจริงๆเหรอวะ ชั้นก็คิดว่าแกสนใจพี่ฉานซะอีก พี่เมฆอ่ะ น่ารักไป พี่ฉานนี่ทั้งหล่อ ทั้งแมน ทั้งเท่นะเว้ย”

เสียงผู้หญิงคุยกันลอยออกมาจากห้องน้ำหญิงฝั่งตรงข้ามครับ อันนี้เป็นเรื่องปกติ ห้องน้ำสาธารณะแบบนี้ ธรรมดามากที่ห้องน้ำชายและหญิงจะอยู่ติดกัน

“อะไรที่ทำให้แกคิดว่าฉันสนใจพี่เมฆเหรอ”

“อ้าว ก็ชั้นเห็นแกวิ่งถลาไปหาพี่เมฆ ชั้นก็คิดว่าแกเล็งพี่เมฆสิ ยังแอบคิดเลยว่า แกจะกระโตกกระตากไปไหน”

“ฉันโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ก็ใครจะไปรู้หละ นึกว่าแกอดอยากมานาน เลยรีบ “

“ แกเข้าใจถูกแล้ว ชั้นสนใจพี่ฉาน แต่ชั้นก็ต้องพิสูจน์อะไรบ้างสิ”

“พิสูจน์อะไรวะ”

“ก็พิสูจน์ว่าพี่ฉานคิดกับพี่เมฆจริง อย่างที่เค้าแซวกันมั้ย “

“เรื่องพี่เค้าเป็นแฟนกันอะเหรอ แล้วแกคิดว่าเค้าเป็นกันจริงมั้ย”

“ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจ เรื่องที่ชั้นทำวันนี้ ก็พอจะเป็นไปได้ แต่ไม่รู้พี่ฉานโกรธชั้นเรื่องอะไร เรื่องไม่ไว้ใจเรื่องสอนหรือเรื่องที่ชั้นเข้าหาพี่เมฆ”

มันเรื่องอะไรกันครับ นี่มันเรื่องอะไรกัน

ทุกประโยคที่น้องผู้หญิงสองคนโต้ตอบกัน หมายถึงผมกับไอ้ฉานแน่ๆ
สมองผมมันกำลังประมวลผลอย่างมึนๆ ผมไม่เคยใส่ใจเรื่องที่เพื่อนๆคณะผมและไอ้ฉานมันแซว ออกจะเฉยๆด้วยซ้ำ เพราะเข้าใจปากเพื่อนๆ รวมถึงรุ่นพี่รุ่นน้องทั้งสองคณะดีอยู่ แต่ที่แปลกใจคือ น้องทั้งสองคนนี้เพิ่งเจอผมกับไอ้ฉานครั้งแรก ทำไมน้องเขาสงสัยในตัวผมกับไอ้ฉานได้ จะว่าเป็นเพราะพี่โก้ แซวตอนที่ผมกับไอ้ฉานเดินเข้าคณะก็มีส่วน แต่นี่ดูเหมือนน้องเค้าไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น ไม่งั้นน้องเค้าคงไม่คิดที่จะพิสูจน์เรื่องนี้แน่ๆ แล้วน้องเค้าชอบไอ้ฉานเหรอ

ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรที่มีคนมาชอบไอ้ฉาน ปีหนึ่งๆ มีเรื่องเข้าหูผมแบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน นั่นไม่ทำให้ผมกังวลใจเท่ากับเรื่องที่มีคนคิดว่า ผมกับไอ้ฉานเป็นแฟนกันจริงจังแบบนี้มาก่อน

ก็แล้วทำไมผมต้องต้องมาคิดหาคำตอบให้เรื่องที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายปีที่เราสนิทกันนี้ ผมเองก็ไม่เข้าใจ

ผมแสร้งทำเป็นสนุกสนานตลอดเวลาที่กินเลี้ยงกับน้องๆในกลุ่มติวของไอ้ฉาน น้องฟางกับเพื่อนก็ดูสนุกสนานร่าเริงสดใสดี

มันก็ไม่แปลกหรอก เพราะน้องเค้าไม่รู้ว่าผมได้ยินเรื่องที่เค้าคุยกัน ก็นะ ในคณะก็มีห้องน้ำเยอะแยะ ใครจะไปคิดว่าจะใจตรงใช้ห้องน้ำที่เดียวกันหละ ไอ้ฉานเองก็หายเกร็งไปเยอะ ดูมันให้ความสนใจน้องๆทุกคนดี อย่างนี้แหละ ไอ้ฉานมันกำลังเข้าสู่ปีสอง มันเป็นน้องมาตลอด ตอนนี้กำลังจะเป็นรุ่นพี่ อารมณ์อยากเอาใจใส่น้องเป็นเรื่องธรรมดาสุดๆ

“เอ๊ะ ไหนว่าพี่เมฆกับพี่ฉานเป็นสามีภรรยากัน ทำไมวันนี้ถึงได้นั่งห่างกันละคะ”

น้องคนหนึ่งในกลุ่ม เหล้าคงเข้าปากมากแล้ว เลยกล้าแซวซะสนิทแบบนี้

“อ๋อ เมื่อคืนพี่ไม่มีแรงทำการบ้านน่ะ วันนี้เมียเลยงอน เอ้า!!! ชนแก้วให้กำลังใจ ผู้ชายเมียงอนหน่อย”

เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆได้ดีทีเดียวครับ ผู้หญิงสมัยนี้ก็แปลก ทั้งๆที่ผมกับไอ้ฉานเป็นผู้ชาย โดนมองว่าเป็นแฟนกัน แทนที่จะตกใจ กลับรู้สึกตื่นเต้นยินดีไปซะนี่ เฮ้อออออออออ กลุ้มใจ เอาตีนขึ้นมาก่ายหน้าผากตอนนี้ได้ ผมทำไปนานแล้ว

“หนูช่วยเต็มที่พี่ หนูสนับสนุนให้ผู้ชายรักกันอย่างเป็นทางการ พี่เมฆพี่ฉาน จงเจริญ”

ตอนน้องเค้าพูดจบ ผมมองเห็นภาพกราฟฟิครูปหัวใจลอยไปมาในอากาศ แต่ทำไมมันไม่ทำให้ผมดีใจหละ ตอนนี้ ขนแขนสแตนอัพพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เหมือนๆจะรู้สึกว่า หมาแถวนี้เห่ารับ เสียงประกาศของน้องเค้าด้วยนะ

เราสองคนกลับมาถึงห้องสักพักแล้ว ไอ้ฉานหายหัวเข้าไปห้องน้ำ ตั้งแต่มาถึงห้อง ตอนนี้ยังไม่ออกมา

วันนี้ไอ้ห่านี่เต็มที่กับชีวิตสุดๆ กินเหล้า ปล่อยมุขเรียกเสียงฮากระจาย ไม่ห่วงหล่อเลยมัน ต่างจากผมที่หลังจากได้ยินน้องฟางและเพื่อนคุยกันแล้ว ผมสงบใจไม่คิดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เลยสักครั้ง ขนาดพยายามสาดเหล้าเข้าคอเท่าไหร่ กลับยิ่งทำให้ผมกลับสงสัยขึ้นเรื่อยๆ

ผมกับไอ้ฉาน ตกลงเราเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน หรือมากกว่านั้นกันแน่

“คิดอะไรอยู่มึง คิ้วมึงขมวดกันเป็นเงื่อนพิรอดแล้วนั่น” มันออกมาจากห้องน้ำตอนไหนไม่รู้ครับ กำลังคิดอะไรเพลินๆ

“ฉาน กูขออะไรมึงอย่างได้ป่ะ “

“ได้สิจ๊ะเมียจ๋า เมียขออะไรก็ได้ แต่พี่ฉานไม่ให้ฟรีนะ” มันไม่ตอบปากเปล่าครับ มันเอามือลูบแก้่มผม พร้อมทำตาวาวๆ เหมือนเสี่ยกำลังตะล่อมเมียน้อยอย่างไรอย่างนั้นเลย

“กูจริงจังนะฉาน มึงก็เล่นไปเรื่อย” ไอ้นี่ มันคิดว่า ผมเครียดซ้อมละครคณะอยู่หรือไงเนี่ย

“อะ อะ ว่ามาๆ “

“จูบกูที”

“หาาาาาาาาาาาาาาาาาาา” อะไรแม่งหายวะ สัดนี่ กูยิ่งประหม่าอยู่

“กูบอกว่าจูบกูที”

มันทำหน้าตกใจใส่ด้วยครับ ยิ่งประหม่าไปใหญ่เลยผม ฮือๆ กูไม่น่าอยากรู้เล้ย ให้ภราดรกับนาตาลีเลิกกันสิ

“จัดให้ มามะ เมียจ๋า คืนนี้เป็นของพี่ฉานซะดีๆ” พ่อมันสิ กูขอแค่จูบ มึงไม่ต้องแถมคำว่า สามีเติม’s กับกูก็ได้

“เร็วสิๆ”

ตอนนี้ผมหันหน้าไปหามัน หลับตาปี๋เลยครับ ในใจนี่เต้นโครมครามสุดๆ ผมว่า ผมควักมันออกมาวางบนโต๊ะก่อนได้มั้ย เต้นกระทุ้งอกกูอยู่ได้

ไอ้ฉานมันเงียบไปครับ

เชี่ย!!!!!!! ใจกูเต้นจนจะหลุดออกมาวาดสเตปข้างนอกอยู่แล้ว มันจะเงียบหานกเพนกวินอะไรของมันวะ

ผมค่อยๆเปิดเปลือกตามองดูสถานการณ์ครับ แต่สายตายังไม่ทันจะปรับสภาพกับแสงได้
ผมรู้สึกเหมือนลมพัดเฉี่ยวแถวๆ เปลือกปากผมวูบนึงกระพริบตาถี่ๆ วูบนึงเมื่อกี้ มันคือไอ้ฉานฉกเปลือกปากมันมาแตะกับริมฝีปากผมครับ วูบเดียวก็ถอนออก

“ฉาน “

“หือ มีอะไร “

“จูบก็จูบให้จริงสิ”

“แล้วเมื่อกี้ กูเปิด วีทีอาร์ ให้มึงดูหรือครับเมีย “

ห่า กูนึกว่ามึงเปิดหน้าต่างแล้วลมพัด

“ไม่ใช่ กูหมายถึงใช้ลิ้นด้วยสิ”

“หืมมมม เดี๋ยวนี้เมียพี่ฉานโตเป็นสาวแล้วน๊า อยากกินลิ้นพี่ฉานก็ไม่บอก”

เออ กูไม่ต่อปากกับมึงแระ จูบกูสักที อยากรู้จนเริ่มจะไม่อยากรู้แระ ใจกูเต้นจนเหนื่อยแล้ว อยากพัก

ไอ้ฉานมันค่อยๆขยับมาหาผม มือมันค่อยๆดึงไหล่ผมเข้าไปหา มันสบตาผมแว่บนึง ก่อนจะเอาจมูกมาถูๆที่จมูกผม แล้วค่อยๆแตะริมผีปากผม ตอนที่ริมฝีปากเราสองคนเจอกัน ผมพยายามตั้งสติกับความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้านี้ ไอ้ฉานมันส่งลิ้นออกมาไล้แตะตามริมฝีปาก ชั่วขณะที่ผมกำลังจะปิดเปลือกตาลงไป ปลายลิ้นมันก็ส่งเข้ามาในปากผม

วูบหนึ่งผมตกใจ

นี่ผมกำลังทำอะไร

ผมอยากรู้อะไร

ใจผมมันบอกบอกว่า ผมควรจะหยุดเหตุการณ์นี้ไว้

แต่ทำไมมันกลายเป็นว่า ผมเปิดช่องว่างของโพรงปาก ให้ไอ้ฉานมันสำรวจมากขึ้น ลิ้นมันวนไปทั่วปากผม ควานไปมาเหมือนมันกำลังหาอะไรสักอย่าง

อ๋อ มันหาลิ้นผมนั่นเองครับ ยิ่งผมตวัดลิ้นหนีมันก็ส่งลิ้นมามารุกไล่ควานหา
ยิ่งผมเบี่ยงหนีมันเท่าไหร่ เท่ากับผมเปิดโอกาสให้มันแนบชิดเปลี่ยนมุมรุกไล่ผมได้มากเท่านั้น

“อืมมมมมมมมม”

นานเท่าไหร่ไม่รู้ ที่ลิ้นผมกับลิ้นมันรุกไล่เกี่ยวพันกันในปาก
ในตอนแรกที่มันจูบผม

กลายเป็นเราสองคนกำลังจูบกัน

ตอนที่ผมสับสนกับความรู้สึกที่กำลังตีกันอยู่ในสมองนั้น ลิ้นไอ้ฉานมันตามลิ้นผมเจออีกครั้ง ครั้งนี้มันคงกลัวว่าผมจะพาลิ้นหนีมันอีก มันเลยดูดตอดปลายลิ้นย้ำๆ อยู่อย่างนั้น
ซาบซ่าน และเคลิบเคลิ้ม

เหมือนยืนอยู่ตรงปลายหน้าผา แล้วโดนผลักลงมา

วูบหนึ่งของความรู้สึก

การจูบกันมันเป็นยังไง วันนี้ผมเพิ่งรู้ มันหวาน ใช่ มันหวานมาก เพราะถ้ามันไม่หวาน เราจะควานหากันและกันขนาดนี้เหรอ ใจผมมันรู้สึกเบาหวิวล่องลอย

ตอนแรกผมอยากรู้ว่า ถ้าผู้ชายจูบกับผู้ชายจะเป็นยังไง โดยเฉพาะผมกับไอ้ฉาน เราโตมาด้วยกัน

ตอนผมขอให้มันจูบ ถ้าไอ้ฉานมันโกรธแล้วหาว่าผมโรคจิต ผมจะทำยังไง
แต่ตอนนี้ ผมกำลังจะตายหรือเปล่าครับ ทำไมรู้สึกล่องลอย อยู่ในที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันเริ่มจะอึดอัด และผมพยายามจะดึงสติที่มีอยู่น้อยนิดกลับมา

“อือ อือ ฉาน พอก่อน”

ผมตกใจตื่นหรือยังไงครับ รู้สึกเหนื่อย เหมือนวิ่งมาไกลแสนไกล อ้าปากจ้วงเอาอากาศหายใจเข้าปอด เหมือนคนที่กำลังตกจากที่สูง แล้วโดนคว้ากลับขึ้นมาใหม่

“เมฆ กูขอโทษ มัน มัน มันทำให้มึงรู้สึกแย่หรือเปล่า เมฆ มึงอย่าเงียบสิ” ผมค่อยๆ

แหงนหน้าขึ้นช้าๆ ผมจะบอกมันได้ยังไงหละครับว่าที่ผมผลักมันออกมาหนะ
เพราะว่าผมอาย
แล้วก็

"ป่ะ ป่าว มันรู้สึกดี แต่กูเหนื่อย แล้วเริ่มหายใจไม่ออกอะ มึงกินลิ้นกูนานไป”

แทรกหน้าไปไว้ไหนดีวะเมฆ หน้าด้านเป็นที่สุด มึงขอให้เค้าจูบ พอเค้าจูบแล้วมึงเสือกบอกว่ารู้สึกดี

โอยยยยยยยยย กูมุดโซฟาตอนนี้ทันไหม!!!!!

“อ้าว กูก็นึกว่ามึงชอบ พอกูดึงลิ้นออก มึงก็ตามมาเกี่ยวกลับไปทุกที” มึงจะบอกกูทำม๊ายยยยยย

ตอนนี้สติกูเริ่มมา กูเริ่มรู้อะไรเป็นอะไรแล้ว กูอาย ถึงเป็นพระอิศวร อวตารลงมาเกิดอย่างกู ก็อายเป็น ถึงจะช้าไปหน่อยก็เถอะ

“เมฆ อย่าไปอยากรู้อยากเห็นแบบนี้กับใครที่ไหนอีก แค่กูคนเดียวเมฆ กูขอแค่กูคนเดียว มึงรับปากกูได้ไหม”

ผมจะไปทำอะไรกับท่านฉานได้ นอกจากพยักหน้ารับปากมัน

“เพราะเป็นมึงไงฉาน กูถึงกล้า และกูคิดว่า ถ้าไม่ใช่มึง กูจะไม่มีวันกล้าทำแบบนี้กับใครอีกแน่”

ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ผมตอบไอ้ฉานไปแบบนี้ครับ ผมคิดว่า คำตอบนี้มันออกมาจากส่วนลึกในใจนะ ว่าถ้าไม่ใช่ไอ้ฉาน ผมไม่กล้าทำอะไรแบบนี้แน่ โดยเฉพาะ เรื่องทีไม่ใช่เรื่องปกติตามธรรมชาติ

“แล้วเป็นไงมึง จูบกูหวานเหมือนจูบสาวๆมั้ย”

หืออออออ แล้วมึงจะอยากรู้อะไรอีก ปล่อยให้กูแก้มแดงของกูไปคนเดียวจะได้มั้ย

“ไม่รู้เว้ยยยยยยยย กูไม่เคยจูบกับใคร”

ก็จริงนี่ครับ ตั้งแต่โตมา มัวแต่ผูกชีวิตติดกับไอ้ฉาน เลยไม่มีโอกาสหาแฟนเลย งือๆ จนตอนนี้น้องแพท เป็นแฟนกับแดนดีทูบีไปแระ เซ็งครับเซ็ง นางฟ้าหลุดลอย

“และแล้วก็เป็นเมียพี่จริงๆแล้วนะที่รักจ๋า เพราะฉะนั้น ไปอาบน้ำสักที นี่มึงไม่สระผมอีกแล้วใช่มั้ย กูเข้าใกล้แล้วขมลงคอ”

เพราะแบบนี้รึเปล่าครับ เพราะไอ้ฉานมันเป็นคนแบบนี้ ผมถึงสนิทใจเวลาที่อยู่กับมัน เพราะมันไม่เคยทำให้ผมรู้สึกแปลก รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ มันไม่ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจ หรือคิดมาก ทั้งๆเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ผมขอให้มันจูบ แล้วมันก็จูบผม เราจูบกัน ที่สำคัญ ผมให้ความร่วมมือมันอย่างดีไม่มีขัดขืน

ผมยอมรับว่า ตอนที่เราจูบกัน รู้สึกดีจริงๆ นะครับ ทำไมถึงรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้ฝืนธรรมชาติ ทั้งๆที่เราสองคนเป็นผู้ชาย แล้วที่เราแลกลิ้นกันขนาดนั้น มันไม่คิดอะไรเลยเหรอครับ มันไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไงนะ
ว่ามันน่ะกำลังจูบกับเพื่อนสนิทของตัวเองอยู่

“มึงคิดยังไงกับกูวะฉาน กูอยากรู้ “

“มึงคิดกับกูมากกว่าเพื่อน เหมือนที่ใครๆเค้าพูดกันมั้ย”

คำถามนั้น ผมกล้าถามมัน แต่เพียงในใจครับ

65




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2556   
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2556 12:11:46 น.   
Counter : 565 Pageviews.  

เมื่อแหงนมองจันทร์ผมเห็นตะวัน ตอนที่ 4

อ้ฉานนะไอ้ฉานมันเป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย     หรือว่ามันเริ่มเข้าสู่วัยทอง เดี๋ยวนี้อารมณ์มันแปรปรวนง่ายจนตามแทบไม่ทัน
เมื่อวานมันหัวเราะ
วันนี้มันหงุดหงิด
เมื่อวานมันไร้สาระ
วันนี้มันเน้นหนักหลักวิชาการ
ไอ้ดวงตะวันเอ้ย.......หมุนรอบตัวเองแทนโลกหรือไงมึงหนะ ทำตัวปกติชนแบบ ท่านเมฆบ้างสิเว้ย
ต้องเอาใจใส่มันหน่อยครับ  เดี๋ยวนี้แค่รดน้ำพรวนดินไม่พอ ไอ้ฉานมันอัพเลเวลตัวเอง จนต้องเพิ่มการใส่ปุ๋ยลงไปด้วยแล้ว
ในฐานะคนสนิทอย่าง องค์สยมภู แล้ว เอาใจมันสักนิด ดูแลมันสักหน่อย ให้มันค่อยๆ ตายใจ
แล้วเราก็ค่อยตลบหลัง ผสมยาในกาแฟมันวันละนิด พอมันเสียชีวิตไป สมบัติมัน ขี้คร้านจะเป็นของเรา
วะ ฮ่า ฮ่า......แอบหัวเราะในใจประมาณว่าเป็นคนบ้า พบเหรียญบาท ฉลาดจริงๆ ท่านเมฆ
แต่นี่ชีวิตนะครับชีวิต ไม่ใช่ละครหลังข่าว จริงๆ เห็นหน้ามันเมื่อกี้แล้วแอบเครียด
“ที่ไหนอะ ฉาน”
บีบเสียงให้ดูสลดสุดๆ เจี๋ยมเจี้ยม ที่สุด จริงจังในท่าทางแถมเข้าไปด้วยอีกนิด
“ห้องกู”
ห๊า !! ทำไมมีตัวเลือกเดียวเองหละ   ท่านเมฆไม่ได้กลับบ้านนานแล้ว ก็คิดถึงหุ่นกันดั้ม อุลตร้าแมน บ้างอะไรบ้างเหมือนกันนะเว้ย.......จ๋อยครับ จ๋อย
ปกติเวลากลับมาบ้านส่วนใหญ่ก็นอนด้วยกันนี่แหละครับ อยู่หอก็นอนห้องใครห้องมัน แต่กลับบ้านค่อยนอนด้วยกัน
แต่เวลาจะเข้านอน ไอ้ฉานมันจะให้ผมเลือกครับ
“ห้องมึง หรือห้องกู”
อันนี้เป็นตัวเลือก เวอร์ชั่น คุณฉานแสง ตอนอารมณ์ปกติ
“ห้องเมียคนดี หรือห้องพี่ดีจ๊ะ ที่รักจ๋า “ ตัวเลือก ตอนคุณฉานแสง อารมณ์เกินพอดี บางทีมันมีหยิกแก็มแถมความน่าหมั่นไส้ลงไปด้วยนะครับ
แต่คราวนี้ มันจะเครียดไปไหมล่ะ ท่านเมฆ ปรับอารมณ์ไม่ทัน คุณพี่ฉานจริงๆนะครับ ต้องต่อต้านครับต้องต่อต้าน
วัยผมวันรุ่นพอดี แบบนี้ ต้องเจอกันหน่อย
ก่อนอื่น ต้องเอามือถูจมูกทำเท่ห์ แบบที่พระเอกหนัง เค้าทำกัน  ถลกแขนเสื้อขึ้นอีกนิดจะดูสมจริงกว่ามั้ยวะ
“เมฆ จะไปกันยัง “
ขัดจังหวะ แบบนี้ทุกทีสิน่า อารมณ์เสีย ชิส์
“ไปเอาหมอนข้างก่อน แล้วเดี๋ยวตามไป”
ให้ได้สิ อย่าเพิ่งเริ่มชินกันนะ นี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่ ที่ผมต้องแพ้แบบนี้
ปล่อยไอ้ฉานมันรอไปครับ ขอขึ้นไปเอายานอนหลับประจำตัวก่อน  ผมติดหมอนข้างอย่างแรง ในขณะที่ไอ้ฉาน มันรำคาญหมอนข้างอย่างแรงเช่นกัน ห้องมันมีแต่หมอนหนุน ผ้าห่มนี่มีประดับบารมี เพราะมันไม่ค่อยห่มหรอก ส่วนผม อย่างน้อยถ้าไม่ได้ห่มจริงจัง ก็ต้องมีบ้างที่เอาผ้ามาปิดปลายเท้าไว้สักนิด โรคจิตนิดๆ เหมือนกันนะเนี่ย
มือหนึ่งกอดหมอนข้างแสนรัก อีกมือหนึ่งค่อยๆ จับลูกบิด ห้องไอ้ฉาน อาการผมตอนนี้ ประหนึ่งตีนแมวแอบเข้าบ้านคน ก็แล้วทำไมกูต้องย่องวะเนี่ย ไม่เข้าใจ เดินปกติดีๆก็ได้ แล้วทำไมไม่ทำวะ
ไม่รู้ครับ ผมรู้สึกว่า บรรยากาศมันเริ่มจะอึมครึม ยังไงไม่รู้ ดูไอ้ฉานมันเครียดๆ ไอ้นี่ก็น่าจะแสดงละครนะครับ ให้มันเป็นคนขับรถอะไรแบบนี้ ได้บทบาทตามหน้าตามันแหละ ก็เพราะบทพระเอกหนะ ท่านเมฆสอยมาแบบเน้นๆอยู่แล้ว
ตอนกินข้าว ไอ้ฉานก็ยังเป็นไอ้ฉานคนเดิมของน้าชาติ น้าพิม และแม่นิ่ม ออกแนวตลกบริโภค
พอผู้กำกับสั่งคัท
มันก็กลับมาอึมครึม ใส่ผม เฮ้ออออ !!!
หือออออออออ...เข้าห้องมานึกว่าป่าช้าวัดเสมียนนารีทำไมถึงเงียบและมืดแบบนี้
“ฉาน ฉาน มึงอยู่ไหน ไฟดับเหรอ”
ถามโง่ๆ ไปงั้นแหละครับ เดินเข้าบ้านมาไฟสว่างโร่ ทั้งบ้าน คงไม่อุตริ ดับแค่ห้องมันห้องเดียวหรอกมั้ง
จัดการเปิดไฟเปิดแอร์ ก่อนหันไปเจอมัน ยืนดูดบุหรี่ที่ระเบียง
“ฉาน ไหนว่ามึงจะไม่ดูดบุหรี่ที่บ้านไง”
มันไม่ได้ติดบุหรี่หรอกนะครับ มันจะดูดตอนที่กินเหล้า หรือตอนที่มันคิดโปรเจคส่งอาจารย์ไม่ออก แต่มันบอกว่า จะไม่ดูดที่บ้านเด็ดขาด น้าพิมน้าชาติ ไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่มันคงเกรงใจและรู้สึกไม่ดี ที่จะมาดูดให้พ่อแม่เห็น แค่เรื่องที่พวกเราเลือกเอนท์มหาลัยซะไกลบ้าน ก็คงทำให้พวกท่านเป็นกังวลใจมากพอแล้ว
“พอดีเปรี้ยวปากหนะ”  
เห!! มันไม่ได้นับหน้าเจ็ดหลังเจ็ดเหรอวะ ทำไมมันถึงพลาดได้
“มึงอยากกินอะไรเปรี้ยวๆ มั้ย มะดัน มะยมดอง มะขาม อร่อยนะเว้ย กินพร้อมยาดอง มีน้ำใบเตยแถมด้วย” ท่านเมฆไม่เน้นเครียดครับ เราเน้นฮา
“ ทะลึ่งแระเมฆ มานี่มา “
มันขาดการกระดิกนิ้วอีกนิดนะเนี่ย  ผมจะได้เดินไปหามันพร้อมกระดิกหาง
“มีไรวะ” ทำไมแอบรู้สึกอยากเอาหัวถูๆ ไหล่ มันวะเนี่ย
“เวลามึงมองดวงจันทร์  มึงเห็นอะไรวะ”
 มันเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบแบบไหนเนี่ย
“ตะวัน” มันออกมาเองครับ คำตอบนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตอบแบบนี้
“ทำไมวะ”  งง แดกเลยครับ มันไม่ใช่คำตอบที่ได้แต้มหรืออย่างไร
“จะให้กูตอบว่าไงหละ ตอบว่า เวลาน้องเมฆมองดวงจันทร์ น้องเมฆ มองเห็นกระต่าย แบบนี้ใช่มั้ยครับพี่ฉาน”
เมื่อกี้ยังทำหน้าเครียดเป็นกูปรีหนีน้ำอยู่เลยนะมึง ที่ตอนนี้หละหลุดยิ้ม ถ้ามองไม่ผิด คิดว่า มันหลุดหัวเราะออกมาในลำคอด้วยนะเนี่ย
“เหมือนที่กูมองขึ้นไปทีไร ก็เห็นแต่ก้อนเมฆ อะเหรอวะ”  
ฉึก!! ตรงกลางใจพี่เมฆเลยครับ
“แน่ะ แน่ะ แน๊น๊น๊น๊.....จะบอกรักพี่เมฆทางอ้อมเหรอครับไอ้พี่ฉาน ถ้าพี่ฉานพูดแบบนี้ ให้แม่มาขอพี่เมฆเลยดีกว่าครับ”
เล่นกับมันหน่อยครับ โบราณท่านว่า เล่นกับหมา หมาเลียปาก แต่เดี๋ยวท่านเมฆคนนี้ จะดูดปากหมาฉานให้ดู หึ หึ
“มึงนี่น๊า  เคยเครียดอะไรกับใครเค้าบ้างมั้ยเนี่ย”  พูดอย่างเดียวก็พอมั้ง มือไม้ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน จับใข่ไว้ก็ได้
ทำไมต้องเอามาขยี้หัวกูด้วยว๊า  วัยรุ่นเซ็ง!!
“ กูได้กลิ่น  คะน้าปลาเค็ม จากไหนไม่รู้หวะเมฆ  ขมลงคอเลยเนี่ย” อะไรของมันวะ บนโต๊ะกินข้าววันนี้   ก็ไม่มีนะ คะน้าปลาเค็ม
“ไหนวะ ฉาน จมูกดีไปมั้ย กูไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย” ไม่ได้กลิ่นจริงๆนะครับ อันนี้ไม่ได้แกล้งเลย
ไอ้ฉานมันไม่หายสงสัย มันฟุดฟิด ฟุดฟิด ดมหากลิ่นของมันไปเรื่อย  สงสัยสมองส่วนไฮโพธาลามัส ของมันจะประสิทธิภาพดีเป็นพิเศษ
“มึงไม่สระผมมากี่วันแล้วเมฆ “ เฮ้ย  อะไรวะ มันหากลิ่นคะน้าปลาเค็มอยู่ดีๆ ทำไมมาโผล่ที่หัวผมได้
“2 เอ้ย 3 หรือ 4 วะ  กูไม่แน่ใจหวะ” จำไม่ได้จริงๆครับ แหะ แหะ
“ก่อนนอนบนเตียงกูเนี่ย มึงกรุณาไปอาบน้ำสระผมใหม่เลยนะ ไม่งั้นกูไม่ให้นอนใกล้กูแน่”
อ้าว แล้วเมื่อกี้หมาที่ไหน บอกมีเรื่องจะคุย แล้วให้มานอนที่ห้องมันเนี่ย
“งั้น พรุ่งนี้เจอกันนะ กูกลับห้องกูแระ ฝันดีหวะ”  เหอ เหอ เลือกกลับห้องดีกว่าเลือกสระผมครับ ดึกแล้วหนาวจะตาย
สระผมก็ต้องอาบน้ำใหม่  เปลืองน้ำก็เปลือง แถมหัวไม่แห้ง ตื่นเช้ามาไม่สบายจะทำไง ก็เดือดร้อนมันต้องมาดูแลผมอีก
“เมฆมึงจะอาบดีๆ หรือให้กูอาบให้ “ ขยันขู่จริงๆนะมึง
“ฉาน แต่กูง่วงแล้วนะ  อีกอย่าง มึงลองคิดดูสิ เนี่ย ลมแรงมากเลย กูรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวด้วย ถ้าอาบน้ำสระผม กูอาจไม่สบายนะมึง จริงๆ นะฉาน มึงไม่สงสารกูเหรอ”
ผมชักแม่น้ำมาครบทั้ง 5 สายยังครับ ถ้ายังไม่ครบ ขอแถมหน้าแบบหมาหงอยเข้าไปอีกหนึ่งสเตป
“พูดแบบนี้แสดงว่าอยากให้กูอาบให้สินะ มาสิ วันนี้กูโปรโมชั่นพิเศษ  แถมแก็ผ้าให้ด้วย ฟรี”
“มะ มะ ไม่ต้อง กูจัดการตัวเองได้ แต่มึงเป่าผมให้กูนะ โอเคมั้ย”
ต่อรองมันซะหน่อยครับ กำไรไม่ได้ ถอนทุนคืนบ้างก็ยังดี
“เออ ลีลาเยอะจริงๆ “
ค่อนขอดกูจริงๆ สามารถเอามาต่อว่ากูได้ทุกเรื่อง อาบน้ำนานมันก็ว่า อาบน้ำเร็วมันก็ว่า เกิดเป็นท่านเมฆ มีดีที่หน้าตาอย่างเดียวครับ ที่เหลือ รู้สึกจะโดนหมาบ้ามาบงการ
ขณะนี้เวลา สองนาฬิกา ห้าสิบเก็านาที สิบวินาที
ขณะนี้เวลา สองนาฬิกา ห้าสิบเก็านาที สามสิบวินาที
ขณะนี้เวลา สองนาฬิกา ห้าสิบเก็านาที สี่สิบวินาที
ไอ้วิทยุบ้า คลื่นไหนไม่รู้ครับ มันจะนับเวลาทำไมนักหนา มันจะรอให้ สามนาฬิกา แล้วค่อยประกาศทีเดียว ก็คงไม่มีใครด่ามันหรอก นับอยู่ได้น่ารำคาญ คนกำลังเคลิ้มๆ
ตอนนี้ผมกำลังนั่งสัปหงก พิงอกไอ้ฉานอยู่ครับ โทษฐานที่มันไล่ผมไปอาบน้ำสระผม มันเลยต้องชดใช้กรรม มาเป่าผมให้
สมน้ำหน้า!!!!!!!!!!!
“อืม ค่อยดมได้ขึ้นมาหน่อย “
สะดุ้งตกใจ ไม่ได้สะดุ้งที่โดนไอ้ฉานหอมหัวนะ เรื่องแบบนี้ปกติธรรมดา เราปฎิบัติกันมาแต่เด็ก แต่ที่ต้องสะดุ้งหนะ ก็ตอนไอ้ฉานมันก็มหน้าลงมาดมหัวผม ปลายดรายเป่าผม ก็จ่อตรงคอพอดี ร้อนสิครับทีนี้
“555 เป็นอะไร ร้อนเหรอ”
เออสิวะถามได้ แมร่ง เอามือลูบๆตรงคอตอนนี้ยังอุ่นๆ อยู่เลยครับ
“เมฆ มึงชอบแบบที่เราอยู่กันแบบนี้รึเปล่าวะ”
มันเอาดรายวางไปแล้วครับ เปลี่ยนมาเป็นเอามือมาเกี่ยวเอวผมแล้วโยกไปโยกมา เหมือนผู้ใหญ่กล่อมเด็กนอน กำลังจะเคลิ้มตามน้ำ นึกได้ ท่านฉานได้ตั้งคำถามไว้นี่หว่า
“ชอบสิ ก็อยู่กันมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่หว่า อีกอย่างกูก็ชินกับชีวิตแบบนี้แล้วด้วย ทำไมเหรอ เออ แล้ววันนี้ไหนมึงว่ามีเรื่องจะคุยกับกูไง”
มันไม่ตอบอะไร นอกจากดึงตัวผมให้ล้มลงนอนข้างๆมันกำลังจะจัดท่าทางการนอนประจำตัว
“กูว่า กูรู้สึกมากกว่าปกติหวะ “
อะไรของมันวะ รู้สึกมากกว่าปกติ ตลอดเวลา มันก็ไม่เคยปกติกับผมอยู่แล้วนะ
“ยังไงวะฉาน ที่ว่า ผิดปกติ โอ๊ยยยยยยยย ตบหัวกูทำไมเนี่ย “
ตลอด ตลอด ไหนว่าบัณฑิตเค้าใช้ปัญญา แล้วทำไมไอ้ห่านี่ชอบใช้กำลังกับท่านเมฆจังวะ กูอะ พระอิศวรนะเว้ย เดี๋ยวเจอกูสวนแล้วจะหนาว
“ก็มึงอะน๊า เป็นซะแบบนี้ จะไม่ให้กูห่วงได้ไง จะให้กูปล่อยมึงให้คลาดสายตาได้ไง”
ก็ใช่อะดิ ท่านเมฆเป็นมนุษย์สปีชีย์ต้องการได้รับการเอาใจอย่างสูง ใครๆก็อยากมาดูแลกันทั้งนั้นแหละ
“ก็ถูกต้องแล้วไง นี่มึงทำไมมาคิดได้เอาตอนนี้วะ “
เอานิ้วจิ้มหน้าผากมันไปทีครับ ก่อนจะดึงมึงมันออกมารองรับหัวผม อันนี้ไม่ได้อ้อนนะครับ เรื่องนอนหนุนแขน ผมก็ทำเป็นประจำเช่นกัน แต่ไม่ทั้งคืนหรอกครับ พอต่างคนต่างหลับไปแล้วแต่ละคนถนัดวาดลีลาตอนนอนท่าไหน ก็ฟรีสไตล์ครับ
“ไม่รู้สิ ตอนกูตามหามึง แล้วเจอไอ้ดิวบอกกูว่า พี่เด่นพามึงไปขึ้นครู ตอนนั้นกูหัวเสียมาก วิบทั้งมึง วิบทั้งพี่เด่น แต่ที่มากกว่านั้น กูเป็นห่วงมึง จนเรียกได้ว่าหวง มึงว่าแบบนี้ มันคือความรู้สึกที่มากกว่าปกติป่าววะ”
อืมมมมมมม อันนี้ก็น่าคิดนะครับเนี่ย
“ไม่หรอก มันคงเป็นเพราะ กูเพิ่งเจอเรื่องนี้ครั้งแรกมั้ง มึงเลยห่วงกู กลัวกูทำไม่เป็นใช่มะ กลัวกูจะเป็นขี้ปากไอ้พวกนั้นว่าไม่เอาไหน ใช่ป่ะ “
มันอึ้งไปครับ บอกแล้วเห็นมั้ย ระดับสมองอย่างท่านเมฆซะอย่าง เรื่องแบบนี้ ท่านเมฆอ่านขาด
“แต่ฉาน ตอนที่รู้ว่า มึงตามหากูแทบคลั่งเหมือนตอนนั้นอ่ะ กูดีใจมากเลยนะ สุดๆไปเลยอะมึง กูรู้สึกว่า กูไม่เคยอยู่คนเดียวในโลกอีกเลยตั้งแต่มีมึง มีแม่นิ่ม “ ผมเอาหัวถูๆกับอกมันครับ
ไม่ใช่คำพูดที่อยากจะเอาใจ แต่มันเป็นคำพูดที่มาจากใจจริงๆ
แปลก ผมไม่เคยคิดถึงอนาคตข้างหน้า ไม่เคยจินตนาการว่าต่อไปผมจะมีชีวิตแบบไหน ไอ้ฉานจะตกลงมีครอบครัวกับใคร ผมไม่เคยเก็บมาคิด เพราะทุกวันนี้ ไม่ว่าผมจะอยู่ตรงไหน ทำอะไรอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการแค่เรียกกำลังใจในการทำอะไร ไอ้ฉานมักเข้ามาอยู่ในกรอบสายตาทุกครั้งที่ผมมองหาเสมอ
เพราะฉะนั้น อะไรที่คิดไปแล้วทำให้ผมกับมันไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน ก็ไม่รู้จะคิดทำไมให้บั่นทอนจิตใจ พรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็ช่างแม่ง วันนี้ผมยังมีมัน และมั่นใจว่าพรุ่งนี้ผมก็ต้องมีมัน แค่นี้เองครับแรงใจอันน้อยนิดแต่ยิ่งใหญ่ของพระอิศวรอย่างผม
“อืม กูบอกแล้ว ว่ากูอะมองไปบนฟ้าทีไรก็เห็นแต่ก้อนเมฆ เหมือนที่มึงมองขึ้นไปแล้วเห็นตะวันนั่นแหละ นอนเถอะ กูไม่มีวันทิ้งมึงแน่ กูสัญญาเลยเมฆ ไม่ว่าจะตอนไหน มึงคือคนสำคัญที่สุดของกูเสมอ”
อุ่นใจจัง คำพูดนี้ผมถือว่าเป็นคำสัญญาได้มั้ย ถึงเราจะพูดตอนที่สติกำลังจะหลุดลอยไปจากร่าง ถึงมันอาจจะพูดแค่กล่อมให้ผมหลับ แต่ทำไมประโยคนี้ดังอยู่ในหัวตลอดเวลา วนไปวนมาเหมือนบทเพลง จากที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนค่อยๆเบาลงในที่สุด
อา คืนนี้ไอ้เมฆนอนหลับฝันดีแน่ๆ

46




 

Create Date : 27 มกราคม 2556   
Last Update : 27 มกราคม 2556 13:35:11 น.   
Counter : 304 Pageviews.  

เมื่อแหงนมองจันทร์ผมเห็นตะวัน ตอนที่ 3

บ้านน้องอยู่ฝั่งทางโน้น
บ้านพี่อยู่ฝั่งทางนี้
หัวสะพานตรงกัน
อาบน้ำกันเห็นกันทุกที
อึ้ม! มามาซิ
ข้ามคลอง มารักกันรักกัน
เอ๊ะ! ถ้าจำไม่ผิดก่อนสติจะหลุดจากร่าง จำได้ว่าเอนหลังตรงเคดไม้ใต้ต้นจิกนะ แล้วนี่ผมอยู่ที่ไหน มีใครมาจัดมหกรรมเพลงลูกทุ่งแถวนี้หรือเปล่า
ช่างมันเถอะครับ เพลงลูกทุ่งสกา ห่าเหวอะไร เรียกร้องความสนใจของผมตอนนี้ไม่ได้หรอก สิ่งเดียวที่ใฝ่ฝันคือ คือ อยู่ในที่ที่พระอิศวรอย่างผมควรอยู่ครับ

        “ทน พี่ทน พี่ทนว่ายน้ำข้ามคลอง
        คลอง ข้ามคลอง
        ข้ามคลองที่กว้างห่างไกล
        รักมันปักอุรา
        พี่ว่ายข้ามมาด้วยความเต็มใจ
        เอาความรักมาให้ ขวัญใจ
        ด้วยความหวังดี”
        ฮุย เลฮุย เลฮุย เลฮุย

เพลงนี้จะว่าไป ก็น่าออกสเต็ปดีเหมือนกันนะแต่ไม่ไหวครับตอนนี้พี่เมฆอยากนอน

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!!! 555555555555
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!!! 555555555555

เอ่อ.......ผมว่า ผมเริ่มไม่ไหวครับ ตามนิสัยแล้ว ผมชอบนอนที่สงบๆ และมืดๆ ครับ
เสียงเมื้อกี้ยังพอทนได้ จัดให้มันเป็นเพลงกล่อมนอนได้ แต่ไอ้เสียงกรี๊ด และเสียงหัวเราะที่ตามมา เรียกว่าอะไรครับ มันเกิดอะไรขึ้น นักร้องมหกรรมเพลงลูกทุ่งสัญจรออนทัวร์ มันเต้นแล้วเป้ากางเกงขาดหรือว่าอะไรครับ ผมว่า ผมตื่นมาหาคำตอบเองจะดีกว่า ตอนนี้ที่ที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ใช่เสมอไปแล้วครับ
ชั่วขณะที่ขยี้บี้ขี้ตาอยู่นั้น เรตินาผมเริ่มจะปรับโฟกัสเข้าใกล้ความปกติมากที่สุด พยายามเพ่งมองไปตามเสียงนั้นห็นร่าง 2 ร่าง ที่ยังไม่แน่ใจว่าใช่ผีหรือคน กำลังออกสเตปหลุดโลก โยกย้ายไปมา อยู่ฝั่งตรงข้ามคลอง
หืออออออออออออออออออ!!
คลองฝั่งตรงข้าม มันคือคณะสถาปัตย์ แล้วร่างสองร่างนั้น ถ้าเพ่งมองดีๆ
ผมคุ้นตามันทั้ง 2 ร่างนั่นแหละครับ ไม่รอช้าครับไม่รอช้า ผมเทคตัวขึ้นมาเดินไปตรงเดคที่ยื่นไปในน้ำครับ
พยายามรวบรวมตั้งสติที่มีอยู่ในตอนนี้ เพ่งมองไปที่ พญาวานร สองตัว ที่ตอนนี้ มันบิดตัวไปมา มือไม้มันวาดไปมาในอากาศ
มันคล้ายๆกับท่าเต้น แต่สเตปมันเป็นจังหวะอิสระมาก นั่นคือ ไอ้สองตัวนั้น มันเต้นตามใจมัน แล้วคิดดูนะครับ ผู้ชายคนนึงหน้าตาดี มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วมหาลัย นี่ขนาดคณะมันโดนเนรเทศมาอยู่ห่างไกลสิ่งเจริญหูเจริญตาขนาดนี้ ยังไม่วายมีสาวๆๆคณะอื่น โฉบมาด้อมๆ มองๆ ไม่ได้ขาด กำลังเต้นท่าอุบาทว์สายตาอยู่ริมน้ำ
ถูกครับ ไอ้คนนั้น มันคือไอ้ฉาน ส่วนอีกคนที่เห็นนั้น มันตัดผมสกินเฮดครับ แต่มีปอยด้านหลังเหมือนเด็กจุกสมัยก่อน แต่ที่ล้ำกว่านั้นก็คือจุกหยอมแหยมนั้น มันยังเสือกปั่นเดทล็อคครับ หล่อฉิบหายเลยครับ หล่อแต่เลือกไม่ได้
หรือว่าคณะผมกับคณะตรงข้าม เรายังไม่ได้ทำบุญตึกไอ้ฉานกับไอ้แกละ เพื่อนสนิทแห่งสถาปัตย์ คู่หูดูโอคอนทราสมันถึงได้มาร้องเพลง แถมเต้น ขอส่วนบุญอยู่ฝั่งนั้น
“เฮ้ย ไอ้ฉานแสงแรงกล้า มึงมาตะโกนโหวกเหวกอะไรวะ มึงเห็นมั้ย ไอ้เมฆมันนอนตายอยู่ มึงร้องเพลงเกี้ยวใครไม่ทราบแถวนี้ ไม่มีตัวเมียที่ไหน ผ่านไปผ่านมาสักพักแล้วนะมึง”
เสียงไอ้หน่าครับ เสียงนี้มีคนเดียวแหละครับในคณะผม เสียงยัยทอมฆ้องแตกแห่งศิลปกรรม มันเป็นคู่ปรับลับหมาในปากกันมาตั้งแต่เข้าปีหนึ่งแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องปกติในกลุ่มเพื่อนผมและเพื่อนไอ้ฉาน ไม่ได้แปลกใหม่แต่อย่างใดครับ ไม่ต้องตกใจ
“บ่นอะไรยัยแก็วสามดวง เค้าร้องเพลงเกี้ยวเมียเค้า แล้วเราเกี่ยวอะไรไม่ทราบคร๊าบบบบบบบบบ”
จะใครซะอีกละครับ รีแอคชั่นลับมาทันทีไม่มีเบรคคิดก่อนแบบนี้มีไอ้ฉานคนเดียว
“ฮิ้วววววววววววววววววววววววว”
เสียงนี้ก็ไม่ใช่ใคร ไอ้แกละ ลูกสมุนไอ้ฉาน มันเป็นลูกคู่ให้ลูกพี่มัน เรื่องปกติอีกเช่นกัน
ยัยแก้วสามดวง หรือไอ้หน่า จริงๆ ที่บ้านเรียกน้องน้อยหน่า พ่อแม่มันเรียก รัตนา ครับ แต่ยัยแก้วสามดวงที่ไอ้ฉานเรียก มาจากคำแปลของรัตนา ชื่อจริงมันนั่นแหละรับ
ผมถอนหายใจทิ้งไปเสียเฮือกใหญ่ ก่อนหันหลังกลับไปทรุดนั่งพิงหลังต้นจิกเหมือนเดิม เสียงกรี๊ดและเสียงหัวเราะเงียบไปแล้ว มองไปอีกที ไอ้ฉานกับไอ้แกละ รวมถึง ไอ้นที ไอ้ไผ่ ไอ้ไม้ และไอ้ปาย เพื่อนๆแกงค์ไอ้ฉานเดินข้ามสะพานเชื่อมคลองมาทางฝั่งนี้แล้วครับ
ความบรรลัยมาเยือนอย่างไม่ต้องสงสัย
“เมฆ มึงหนะหัดอบรมสามีบ้างอะไรบ้างนะ เห่าหอนแบบนี้ เห็นทีจะเสร็จพวกเทศบาล”
ไอ้หน่ามันเริ่มเปิดศึกวันธงชัย ผมเองก็หวั่นใจว่าต้องเป็นกรรมการห้ามมวย ถ้าใครว่างก็ช่วยโทรตามให้แอนตาซิล กระทิงแดงสแตนบายไว้ที คราวนี้ผมว่ามีแตก เผลอๆมีน็อค ได้แจกทองแน่ๆครับ
“น้องหน่าจ๋าน้องหน่า ใครเห่าใครหอนจ๊ะ พวกพี่นะเทพมาจุตินะ ไม่ใช่กระต่าย จะเห่าหอนได้อย่างไร” ยกแรกไม่ต้องถึงมือไอ้ฉานไอ้แกละลูกสมุนมันปล่อยมาก่อนฮุกแรก
“กูหมายถึงหมาอะแกละ “ ไอ้หน่าหลบทันปล่อยหมัดฮุกหน้าตามมาครับ
“อุ้ย แรงครับแรง สุภาพสตรีฝั่งคลองทางนี้ ทำพี่แกละสะเทือนใจ” ตอแหลได้ใจมากครับไอ้แกละ ผมล่ะอยากบ้าวันละหลายๆเวลา ถ้ามันมาชุมนุมพร้อมกันแต่ละที นี่ขนาดเพื่อนกลุ่มผมยังมาไม่ครบนะครับ
“หมดยกๆเลิกๆ กูหนวกหู วันนี้วันศุกร์ ไปไหนกันวะพวกมึงทั้งหลายอะ” ขอบคุณครับเพื่อนไผ่ กูขอบคุณมึงมากอย่างใหญ่หลวง
“ถ้าไม่ไปไหน 1 เมามั้ย แล้วห้องใครห้องมัน”
ไอ้ไม้ มันเปิดคอร์สบริหารตับ สุดสัปดาห์ทั้งทีเป็นเรื่องปกติมากครับขนาดไม่สุดสัปดาห์ มันยังหาเรื่องเมามันได้ทุกวัน
“กูกับไอ้เมฆ ต้องกลับบ้านหวะ แม่โทรมาตามแล้ววันนี้”
โอ้ พระเอกเราค่าตัวแพงครับ จะมีบทพูดทีต้องรอเวลา
ตอนนี้ ขณะนี้ วินาทีนี้ และคาดว่า อีกตลอดเวลาก่อนถึงบ้าน แมกมาที่กำลังที่กำลังบ่มความร้อนอย่างเต็มที่ ในทุกอณูของร่างกายผมตอนนี้ มันต้องปะทุออกมาเป็นลาวาไหลในไม่กี่วินาทีข้างหน้าอย่างแน่นอน จนกว่าความอดทนที่มันมีอยู่บ้างแต่อย่างน้อยนิด จะหมดลงไป
เพราะอะไรน่ะเหรอครับ
เพราะไอ้ฉานแสงแรงกล้าที่ไอ้หน่าเรียกนั่นแหละ
มันสร้างบรรยากาศน่าอึดอัดขั้นแม็กซ์ทะลุขีดแดงใส่ผม
ตั้งแต่มันเดินด้วยความเร็วแสง มารอผมที่รถ
จนตอนนี้มันขับรถออกมาจากมหาลัยแล้ว มันยังเสมอต้นเสมอปลาย สร้างชั้นบรรยากาศมาคุสเฟียร์ใส่ผมอยู่นั่นแหละ
ไอ้หน้าตาดี แต่งี่เง่าเอ้ย ไอ้ฉงนเรียกพี่ ไอ้กูปรีหน้างอ !! มันคือคำด่า ที่ผมตะโกนใส่มันในใจ T_T
ไอ้ฉานมันเงียบ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ผมยินดีให้เพลงของสถานีวิทยุใดสักสถานีหนึ่ง เป็นเพื่อนเราทั้งสองไปตลอดทางกลับบ้านได้ แต่ออฟชั่นเสริมที่มันแถมมากับความเงียบ คือ คิ้วมันชนกัน นั่นยังไม่พอ มันขมวดจนใกล้เคียงจะบิดเป็นเกลียวอยู่แล้ว ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจหนัก สั้นบ้างยาวบ้างออกมาทุกระยะเวลา ที่ไม่รู้มันวางแผนไว้หรือเปล่าว่าอยู่ในระดับความสนใจที่ใกล้เคียงคำว่าความรำคาญของผมอย่างมาก จนใกล้จะถึงมากที่สุดแล้วหละ
ตลอดเวลาที่เราโตมาด้วยกัน ถ้าถามว่า ระหว่างผมกับมัน ใครยอมใครมากกว่ากัน
ไม่ต้องคิดก่อนตอบเลยว่า “นายสยมภู คนนี้แหละครับ”
ที่ผมยอมมันก่อนเป็นส่วนใหญ่เป็นเพราะเหตุผล ที่ผมชักแม่น้ำออกมาน้อยสายกว่า เลยชนะมันไม่ได้ และสอง เพื่อไม่ให้บรรยากาศ รอบๆ กาย มันเลวร้ายไปกว่านี้ จริงๆ เวลาไอ้ฉานมันอารมณ์ดี มันฮามากครับ
มันมุขเยอะและกวนตีนคนรอบกายได้ตลอดเวลานั่นแหละ ผมเองก็ยอมรับว่า ชอบให้รอบๆตัวมีเสียงหัวเราะมากกว่าบรรยากาศที่น่าอึดอัด เหมือนตอนนี้ เลยพยายามรวบรวมสติที่มีดูวิวข้างทางก็ได้(วะ)
เพราะที่ผ่านมาเวลาที่เราสองคนกลับบ้าน ไม่มันก็ผม จะคุยนู่นนี่นั่นโน่น ตั้งแต่เรื่องเพื่อน เรื่องเรียน เรื่องหมูหมากาไก่ เรายังเอามาคุยกันได้จนถึงบ้าน
เพราะทั้งผมทั้งมัน คุยเก่งพอกัน
เอาวะ วันนี้ถือว่าเปลี่ยนคอนเซปสักวัน
ส่วนมัน ถ้าเหน็บแดกหน้า ถ้าไม่คุกเข่าร้องอย่าหวังว่าจะหันไปมอง ไม่ได้งอนนะ แค่หมั่นไส้มันเฉยๆ
เป็นไรอะทำไมไม่บอก สงสัยอะไรทำไมไม่ถาม
ก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น........
ตัดภาพกลับไปที่ตรอกไดอะกอน (ไม่ใช่แระ)
ย้อนกลับไป ที่เดคไม้ข้างคณะ (ของผม) หลังจากสงครามขี้ฟันของไอ้หน่า ไอ้ฉานและบรรดาลูกสมุนทั้งหลายของมันจบลง ผมกำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน
ทันใดนั้น !!!!!!!!!!
(เสียดาย นี่คือนิยาย เลยไม่มีซาวน์เอฟเฟคประกอบ ถ้าคุณไม่มีอารมณ์ร่วมกับนิยายเรื่องนี้ ขอให้รู้ว่า คนแต่งไม่ผิด ผิดที่เป็นนิยายแบบพิมพ์ตัวอักษร)
ไอ้หวาน  มันเป็นผู้ชาย หน้าตาตรงข้ามกับชื่อมากมาย เดาว่าแม่มันตั้งชื่อนี้แก้เคล็ด เพราะถ้ามันลงไปสาม จ.ชายแดนใต้ มันจะตกเป็นหนึ่งในแพะรับบาปแทนโจรใต้ตัวจริง แบบไม่ต้องสงสัย
หนึ่งในเดอะแกงค์เด็กอาร์ตอย่างผม
มันผ่ามากลางวงสนทนาแบบหน้าอึนๆ แล้วลั่นวาจาอย่างไม่กลัวตาย
“ไปกินน้ำแข็งใส กันมั้ยวะ”
พ่อมึงสิไอ้ควาย ทุกคนพร้อมใจกันจ้องหน้ามันโดยไม่ได้นัดหมาย
“แหะ  แหะ  กูเห็นอากาศมันร้อน แล้วพวกมึงก็เครียด แล้วมึง มึง ก็ใช้พลังงานเสียงเยอะใช่มั้ยหน่า “
มันเริ่มมองหาตัวช่วยครับ ไอ้หน่าได้สิทธิ์นั้นเดียวนี้ เสียงมันเริ่มตะกุกตะกัก หน้าตาเริ่มเลิกลั่ก และเสียงมันเริ่มสั่น มือเริ่มเกาหัวล้านๆของมัน
เพื่อนทุกคนเริ่มส่ายหน้าให้กับความไร้เดียงสา เอ่อ ถอนคำพูดครับ อย่างมัน ผมต้องเรียกว่า ซื่อบื้อ
ผมสงสารไอ้หวานมันนะ อย่างน้อยไปกินน้ำแข็งใสก่อนกลับบ้านก็ได้ ไม่อิ่มเกินไป ยังไงก็ได้กลับไปกินข้าวพร้อมแม่นิ่มได้แน่ๆ วันนี้ ผมกำลังจะเห็นด้วยกับคำชวนของไอ้หวาน ตาผมกำลังจะสบอย่างมีความหมายให้ไอ้ฉาน หาพวกครับ หาพวก ถ้าไอ้ฉานตกลง สาวๆบริหาร เตรียมรับขบวน หนุ่มหล่อจากศิลปกรรมและถาปัตย์พร้อมกันเลยครับ
แต่นิยายไทยต่อให้เป็นนิยายเกย์ มันก็ต้องมีตัวร้ายครับ มันเป็นสูตรสำเร็จของนิยาย เหมือน F=ma นั่นแหละครับ (ถ้าจำไม่ผิด แรง เท่ากับ มวลxระยะทาง ตอน ม. ปลาย ไอ้ฉานมันเคยเรียน)
ไอ้ดิว เดินมาจากไหนไม่มีใครรู้ สิ่งสุดท้ายที่ทุกคนจับภาพและเสียงได้คือ
ป๊าบ  !! มือไอ้ดิว เหวี่ยงไปที่กบาลไอ้หวาน   
“โอ้ยยยยยย เจ็บนะเว้ย ไอ้เชี่ยดิว” ไอ้หวานมันอวดครวญประกอบท่า เอามือลูบหัวตัวเอง
“หวาน มึงเป็นไรมากมั้ย กูแค่ให้มาแซวไอ้เมฆว่าตกลงคืนนั้น มันได้ขึ้นครู หรือมันโดนครูขึ้น “ แค่นี้ครับ แค่นี้เอง
แค่ไอ้ดิวพ่นออกมาแค่นี้ ไอ้ฉานมันก็เดินตัวปลิวไปที่รถ ทิ้งภาพทุกคนที่ทำหน้างงไว้เบื้องหลัง
แต่ผม มีเวลางงแค่ไม่นาน รถคันนั้น เราเป็นเจ้าของร่วมกันและมันเป็นคนขับ ถ้าช้า มีหวัง
แท็กซี่สถานเดียว ไกลไม่น้อยเลยนะ บ้านผมกับมหาลัยน่ะ ไม่เสี่ยงครับ ไม่เสี่ยง ไม่คุ้มมากในเชิงธุรกิจ
และนั่นก็เป็นที่มาที่ไปของความกดดันในชั้นบรรยากาศของผมตอนนี้และมันก็ถึงขีดสุดของความอดทนของผมแล้วด้วย ความอดทนน่ะมีครับ แต่น้อย
แล้วตอนนี้ มันก็หมดลงแล้ว
“ฉาน กูไม่ไหวแล้วนะ มึงเป็นอะไร มึงบอกกูสิ มึงโกรธอะไรใคร มึงบอกกูได้ป่ะ กูพูดตรงๆ นะ ทำตัวไม่ถูกว่ะ”
“.....................................” เงียบ แมร่ง เห็นแก่ตัวโครตๆ กูพูดตั้งเยอะ มันตอบกลับมาแค่ความเงียบ
“เอางี้นะฉาน กูจะถามครั้งสุดท้ายแค่ว่า เรื่องที่มึงหงุดหงิด เกี่ยวกับกูมั้ย”
ลุ้นครับลุ้น แอบมองหน้ามัน ไอ้ฉานมันต้องรุกลี้รุกลนกับอาการนี้ของผมบ้างแหละ ไม่บ่อยนะครับ เมฆเวอร์ชั่นซักฟอก วันนี้ถ้าไม่ได้คำตอบ กูจะเอามึงแช่ไฮเตอร์ ไอ้ฉาน
“............................................”
พอกันที ต่อไปนี้ เหตุผลเราไม่เอามาใช้ สันดานล้วนๆครับ สันดานล้วนๆ
“ฉานมึงจอดรถให้กูลงด้วย กูอึดอัด หายใจไม่ออก กูจะกลับเองวันนี้ เจอกันที่บ้านนะมึง”  
ไม่ไหวครับ ถ้าเป็นแบบนี้ มีเราสองคนนั่งในรถก็จริง แต่ผมรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในที่แคบๆ ไม่มีอากาศให้หายใจ มันอึดอัด มันทรมาน สุดที่จะบรรยายจริงๆ โดยเฉพาะ เหตุเกิดจากคนที่ผมคิดว่าสนิทที่สุด แคร์ที่สุด และเป็นที่สุดในหลายๆเรื่องแล้วนั้น เกมส์โอเวอร์ ครับ
ไม่ขอทน ไอ้ฉานมันชะลอรถ มันจะไม่พูดอะไรกับผมจริงๆ เหรอ ปกติ มันจะง้อนี่หว่า แล้วนี่ทำไมมันชะลอรถวะ ฉิบหาย!!!!
นี่กูใช้มุขเดิมไม่ได้ผลแล้วเหรอ แค่ 15 ปีที่ผ่านมา  รู้สึกว่าจะใช้ไปไม่กี่ครั้งเองนะ เปลี่ยนแผนทันมั้ยเนี่ย เครียดก็เครียดครับ หงุดหงิดก็ใช่อยู่ ที่ไม่รู้คือไอ้ฉานมันเป็นอะไร แล้วทำไมมันไม่ง้อผม ในขณะที่สมองผมประมวลแผนการใหม่
ให้ฟุตบอลไทยได้ไปบอลโลกเถอะครับ
ไอ้ฉานมันตบไฟเลี้ยวชิดซ้าย
หน้าผมเริ่มซีด ปากเริ่มสั่น มันเอาจริงเหรอเนี่ย ไอ้เมฆ มึงต้องยอมรับความจริงได้แล้วนะ มึงไม่ใช่คนที่ไอ้ฉานจะตามใจแบบเมื่อก่อนแล้ว มึงต้องหัดเดินด้วยตัวเองบ้าง ที่ผ่านมา ในชีวิตมึง ไอ้ฉานช่วยเหลือมาตลอดไม่ใช่เหรอ
มีสักกี่อย่างที่มึงลุยเดี่ยวได้ น้อยมากใช่มั้ย แทบคิดไม่ออกเลยใช่หรือเปล่า
แล้วมึงควรรู้เอาไว้นะ ว่าต่อไปมึงควรอยู่ได้ด้วยตัวเอง มันจะเป็นแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ อนาคตมึงและไอ้ฉานต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ใช่ของเรา อย่างที่เป็นทุกวันนี้ ตื่นได้แล้วเมฆ มึงต้องยอมรับความจริงที่จะเกิด
ผมสูดหายใจเอาความเชื่อมั่น    พร้อมทั้งเรียกขวัญและกำลังใจเข้าปอดลึกๆกระบอกตาเริ่มปวดและรู้สึกว่าน้ำในตาจะเริ่มไหลออกมาฟ้องความอ่อนแอ ไม่ได้การ ไอ้ฉานเห็นผมตอนนี้ มันคงสะใจ ผมกลืนก้อนอะไรสักอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาที่คอเอาไว้อย่างยากลำบาก แหงนหน้าขึ้นฟ้า หลับตาไล่ไอ้หลักฐานแห่งความอ่อนแอบ้าๆนั่นกลับไป ไม่นานครับ
ผมกำลังเอื้อมมือไปปลดล็อคเบลล์ พร้อมกับที่ไอ้ฉาน ตบไฟกระชากรถออกไปเลนส์ขวา แบบปาดหน้ารถคันอื่นให้เค้าด่าแม่แต่พองาม มันเหยียบคันเร่งเท่าไหร่ ผมไม่รู้ มันมองไม่เห็น ม่านน้ำตามันมาบดบังทิศทางการมองเห็นไปตอนไหน อ๋อ ตอนไอ้ฉานกระชากรถออกขวาอย่างแรงนั่นแน่ๆ
โธ่เอ้ยยยยยยยยยย ไอ้เมฆ มึงแพ้อีกแล้วนะเกมส์นี้ ไอ้ฉานเห็นน้ำตามึงอีกแล้ว ตลอดเลย มึงแพ้ไอ้ฉานตลอด ไอ้เมฆ ไอ้....... เอร้ยยยยยยยย
“เมฆ มึงหยุดร้องไห้ก่อนนะ กูสัญญาเมฆ กูสัญญา ว่ากลับบ้านไป กูจะบอกมึงว่ากูเป็นอะไร เราจะคุยกันทุกเรื่อง ทุกเรื่องที่มึงอยากรู้ และทุกเรื่องที่กูอยากบอกมึงนะ” มันพ่นออกมารวดเดียวเลยครับ
จริงๆ มุขนี้ของผมก็ยังพอใช้การได้อยู่นะเนี่ย
ถึงมันจะออกผลช้าไปหน่อย แต่ก็ถือว่า คุ้มละนะ ตอนแรกก็ว่าจะหยิ่งในศักดิ์ศรี กลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วบอกมันให้จอดรถ ลงมาเยี่ยงลูกผู้ชาย พล็อตมิวสิควีดีโอโผล่มาเลยครับตอนนั้น แต่คิดดูอีกที ผมใช้มุขเดิมจนมันเริ่มจับทางได้ จนเริ่มไม่ได้ผล แต่ลืมไปว่าไม้สุดท้ายที่ใช้เมื่อไหร่ ก็ได้ผลทุกครั้งไป นั่นคือน้ำตาครับ ลืมไปว่า ฟินาเล่สุดท้าย ยังไม่ได้งัดออกมาใช้เลยนี่หว่า งั้นจะรอช้าอยู่ใย น้ำตาที่สั่งมันกลับไปได้ เราก็สั่งมันออกมาใหม่ได้ และแล้วก็บิงโก
วะ ฮ่า ฮ่า ไอ้เมฆ ซะอย่าง
ก็แหม คิดดูนะว่า ถ้าต้องลงรถตรงนี้ อีกนิดเดียวก็ถึงบ้านแล้ว บวกลบคูณหารแล้ว ไม่เท่ห์ครับไม่เท่ห์
ผมนั่งเหยียดตัวตรง เบือนหน้าไปนอกหน้าต่าง ทำปากรั้นขึ้นนิด บิดมุมหน่อยๆ ยอมเมื่อยคออีกเล็กน้อย ลงทุนหน่อยครับ ใกล้ถึงบ้านแล้ว เมื่อยนิดหน่อยทนได้ แลกกับความสะใจส่วนตัว
“เมฆ ไปหาหมอมั้ย เมื่อกี้กูเห็นมึงร้องไห้ คราบน้ำตามึงยังไม่แห้งเลยนะ มึงยิ้มได้ไงเนี่ย” ผมเอามือลูบหน้า
เชี่ยเอ้ย แก้มยังเปียกๆ อยู่จริงๆ ด้วยอะ
“ซื๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด” ไอ้อาการสูดน้ำมูกกระทันทันนี้ ผมว่ามันเป็นอาฟเตอร์เอฟเฟคจากที่ผมร้องไห้เมื่อกี้นะ
ก่อนจะเสียหายไปมากกว่านี้ ผมรีบปาดน้ำมูก น้ำหูน้ำตา แล้วนั่งหน้าเริ่ดๆ เชิดๆ หล่อๆ มองวิวข้างทางดีกว่านะ (ไม่ใช่ไรหรอก มันเริ่มจับทางผมได้แล้ว เดี๋ยวไม่เนียน)
“หิวยัง หืมมมม”
ไอ้ฉาน ไอ้นรก มันไม่พูดเปล่าครับ มันเอื้อมมือมาขยี้หัวผม ไม่พอครับไม่พอ พี่แกขอเบิ้ลเป็นโยกไปโยกมาด้วย เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวพี่เมฆจะโชว์สเตป เอานิ้วตีนเขี่ยหน้าพี่เมฆไม่ว่า แต่เล่นถึงหัวเมื่อไหร่พี่เมฆไม่ยอม ไอ้กร๊วกกกฉาน
“อืม หิวแล้ว เมื่อไหร่จะถึงบ้านสักที” เอร้ยยยยย ผมตอบมันไปแบบนี้เหรอครับ แล้วแถมทำหน้าเป็นหมาเชื่องด้วยเหรอ
แย่ แย่ แล้วไอ้เมื่อกี้มันคืออะไร มันคือไอ้เมฆคนนี้คิดไปเองในใจคนเดียวอะเหรอ
ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยย!!
พอลล่าครับ อั้มครับ ริต้าด้วยก็ได้ครับ น้องเมฆอยากตาย พวกพี่สนใจไปเปิดเนอสเซอรี่บนสวรรค์ม้ายยยยยยยยยยยย
แล้วเราก็มาถึงบ้านในเวลาต่อมา (ได้อีกสักประโยคก็เอา )
บ้านที่ไม่มีผู้หญิงที่ปลอมเป็นผู้ชายคนไหน ที่ใครๆก็ดูรู้ แต่ที่ไม่รู้คือพระเอก วิ่งหน้าตาตื่นออกมา แล้วบอกพวกเราว่า
“เจ้าฮะ กาแฟมั้ยฮะ”    
หรือคฤหาสน์ที่หน้าบ้านมีวงเวียนเหยี่ยวกำลังพ่นน้ำ มุมกล้องเป็นเปอสเปคตีฟแพนเข้าไป บรรดาคนใช้ยืนเข้าแถวเรียงหนึ่งสองฟากทางเดิน พร้อมกับก้มหัวมองพรมแดงที่พื้น แล้วบอกว่า
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านคะคุณชาย”
มันไม่ใช่เลยครับมันไม่ใช่ ถ้าบ้านผมมีอารมณ์ประมาณนี้ ก็น่าสยองดีไม่น้อยนะครับเนี่ย แค่คิดก็ บรึ๋ยยยยยยยยยยยย ตัวใครตัวมันแล้วครับ
บ้านของผม เอาเป็นว่า ของผมและไอ้ฉาน บอกทีเดียวไปเลยก็ได้ครับ ง่ายดี เป็นบ้านเดี่ยวสองหลังติดกัน แบ่งอาณาเขตบ้าน ด้วยรั้วไม้เตี้ย ประมาณกระโดดข้ามได้ โจรคนไหนที่ตอนเด็กๆ พื้นฐานการเล่นกระโดดยางอยู่ในขั้นดี ถึงดีมาก รั้วที่กั้นบ้านผมและไอ้ฉาน สะดวกสบายสำหรับคุณโจรมากครับ  
พูดเล่นครับ!!!!!!!!!!!
ที่รั้วบ้านผมกับไอ้ฉานมันเตี้ยได้ เพราะหน้าบ้านรั้วเป็นไม้ไผ่ต้นสูงผูกติดกันเป็นซุ้มยาวตลอดแนวหน้าบ้านผมไปถึงหน้าบ้านไอ้ฉานเลยครับ ด้านหน้ารั้วไม้ไผ่ปลูกต้นคริสตินายาวตลอดแนว ด้านหลังเป็นไผ่เลี้ยง สูงเหนือรั้วนิดหน่อย ภายในบริเวณบ้านร่มรื่นด้วยสวนและพันธ์ไม้นานาชนิด ดูเงียบและสงบ และที่สำคัญ ดูเป็นส่วนตัว บ้านในเมืองก็งี้แหละครับ หาความเป็นส่วนตัวยากยิ่งกว่าสิ่งใด
สองฝั่งรั้วเตี้ยแบ่งอาณาเขตบ้านปลูกไม่พุ่มตัดแต่งนำสายตาด้วยต้นนีออน ใบต้นนี้จะออกอมเขียวอมขาวอมเทา ดอกสีม่วง เก๋มากครับ ความคิดไอ้ฉานเลย มันบอก ไม้พุ่มปลูกแนวรั้วสีเขียว เชยแล้ว คิดใหม่ทำใหม่บ้าง
แล้วทุกคนก็เชื่อมัน โดยเฉพาะแม่นิ่ม ออกแนวเชื่อและเชียร์
พล่ามมาตั้งนานเพียงแค่จะบอกว่า
พอไอ้ฉานจอดรถ หยิบจับสัมภาระตัวเองได้ ผมเข้าบ้านผม ส่วนไอ้ฉานมันก็เข้าบ้านผมครับ
อ้าว !!!!! ไอ้นี่ออกแนวมั่ว  บ้านมึงก็มี มาเนียนเข้าบ้านกู
“ฉานมึงเบลอป่ะ บ้านมึงแยกไปทางซ้ายไม่ใช่เหรอ”
คุณชายเมฆขอซ้อมเสียงนิดนึงครับ เด๋ียวเจอแม่นิ่ม ต้องคุยกันเยอะคุยกันยาว เสียงจึงมีความจำเป็นมาก สำหรับผมในตอนนี้ แถได้แถดี นี่แหละกู
“รู้แล้ว จะมาบอกแม่นิ่มว่า ให้เอากับข้าวไปตั้งโต๊ะที่บ่อปลาคาร์ฟหลังบ้านกู”
แฮ่ แฮ่ ก็ใครจะไปรู้หละ เห็นมันเดินดุ่มๆ เข้าบ้านคนอื่นเค้าแบบนี้ ไม่ได้เบื่อขี้หน้ามันหรอกครับ แต่นี่หวังดี กลัวน้าพิมกับน้าชาติจำหน้ามันไม่ได้ เพราะลำพัง พี่ฉาย พี่ชายมันไปเรียนเมืองนอก พ่อแม่มันก็เหงาพอแล้วนะ ผมว่าถ้าลืมหน้ามันไปอีกคน มรดกบ้านนั้น ไม่ต้องยกให้มูลนิธิไหนสักที่เหรอครับ นี่ผมรักษาผลประโยชน์ให้ไอ้ฉานมันนะ
“มากันแล้วเหรอลูก ฉาน เมฆ”
แม่นิ่มครับ เสียงหวานออกมาทัก เอ่อ ไอ้ฉานหลานรักก่อนเลย (มันลูกบ้านนู้นนะแม่ ลูกแม่ยืนหล่ออยู่ตรงนี้)
“ครับแม่ สวัสดีครับ คิดถึงจัง”
ไม่ใช่ผมแน่ๆ สอพลอโปรดักชั่น ขนาดนี้ เป็นใครไปไม่ได้
มันเรียกแม่นิ่ม ว่าแม่ ตามผมมาตั้งแต่ตอนไหนจำไม่ได้ แต่มันก็เรียกมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ส่วนผมก็ยังเรียกพ่อแม่มันว่าน้าเหมือนเดิม
“หวัดดีครับแม่ เมฆไม่ได้ซื้ออะไรมาฝากนะ แค่ความคิดถึง เมฆก็แทบจะขนมาไม่ไหวแล้ว”
ได้แค่นี้แหละครับ ผมพูดไม่เก่ง อ้อนใครก็ไม่เป็นกับเค้า เฮ้ออออออ!!
แล้วก็กลัวไอ้ฉานแย่งซีนไปกว่านี้ ผมเข้าไปเหนี่ยวเอวแม่นิ่มมาไว้กับตัว แล้วเอาจมูก ซุกๆไซร้ๆ ไปตามแก้มทั้งสองข้างของแม่กลับมาบ้านทีไร   อุ่นใจดีจัง
“เมฆ ๆ พอแล้ว แม่จั๊กกะจี้ ไปอาบน้ำอาบท่า กันสองคนนั่นแหละ เดี๋ยวมากินข้าวด้วยกัน บอกให้เด็กเตรียมยกไปบ่อปลาแล้ว” ไรวะ ไอ้ฉานแค่พูดหวานๆ แม่นิ่มก็ยิ้มหน้าบานแล้ว นี่ไอ้เมฆทั้งพูดทั้งกระทำ ยังไม่ได้อะไร แย่ แย่ แพ้ไอ้ฉานทุกที
“แม่ งั้นเมฆไปอาบน้ำก่อนนะ เจอกันที่โต๊ะครับ”
ผมพองลมใส่แก้ม กะน่ารักในสายตาแม่ งานที่โฟกัสไปที่แม่ครับ
แต่
“เมฆ อาบน้ำนะเว้ยมึงไม่ใช่แช่น้ำ กูหิวแล้ว มากด้วย”
ชิส์ เป็นพ่อกูด้วยอีกอย่างมั้ยมึง รู้สึกกูยังไม่มอบสายสะพายตำแหน่งนี้ให้นะ จัดไปจะได้ครบๆ
“มึงกำกับกูขนาดนี้แล้ว มึงไม่ขึ้นมาอาบให้กูด้วยเลยล่ะ “
ใครก็รู้ใช่ป่ะ ว่าประชด ทุกคนต้องรู้แน่
“อือ กูเสร็จแล้วจะขึ้นไปช่วยมึง”
หงะ!! เห็นมั้ยครับ ก็ยังมีไอ้กูปรีนี้ที่ยังไม่รู้ ไม่เปลืองตัวดีกว่าครับ ไปดีกว่า
อาหารมือเย็นนี้ ผ่านไปด้วยดีครับ พวกเราผลัดกันเล่านู่น นั่น นี่ ให้ที่บ้านฟังแบบไม่มีใครยอมใคร
บรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ เกิดขึ้นบ่อยๆครับ ตั้งแต่ผมกับไอ้ฉานสนิทกัน จนมาเป็นครอบครัวเราทั้งสองสนิทกัน เพราะไอ้ฉานมันมาระรานชีวิตผมบ่อยๆตั้งแต่เล่น กิน นอน เรียกได้ว่า มันอยู่บ้านผม มากกว่าอยู่บ้านมัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพี่ไอ้ฉาน ห่างกับมันหลายปีอยู่ แถมสอบชิงทุนไปเรียนเมืองนอก มันเองคงเหงา เลยอยากมีเพื่อนเล่น ผมเองตอนนั้น ดวงคงตกอยู่ในแนวราหูอมพอดี
เลยต้องมาเป็นเพื่อนสนิทมันไป โดยไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่หรอก พ่อกับแม่มัน เอ็นดูผมมากเหมือนกัน ส่วนหนึ่งคงรู้ว่าผมเป็นเด็กบ้านแตก พ่อแม่แยกทางกัน แล้วอีกอย่างตอนนั้นก็นับได้ว่า ทั้งบ้านผมมีผู้หญิงคือแม่นิ่ม อยู่บ้านคนเดียวกับเด็กอย่างผม ถือว่าอันตรายมากเหมือนกันนะครับ พ่อแม่มันเลยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหลายอย่าง จนเราสนิทกัน และเป็นเหมือนทุกวันนี้
กำลังจะแยกย้ายบ้านใครบ้านมันอยู่พอดี
“เมฆ ยังไม่ลืมใช่มั้ย     เรามีอะไรต้องคุยกันนะ “ จำได้ก็ตอนที่มันทักนี่แหละครับ ก่อนหน้านั้น มัวแต่เมาท์อย่างอื่น
จนลืมเรื่องนี้ไปช่วงนึง แต่ ทำไมไอ้ฉานต้องทำหน้าเครียดด้วยละครับ หรือว่ามันไม่สบายใจอะไรอยู่เหรอ




 

Create Date : 27 มกราคม 2556   
Last Update : 27 มกราคม 2556 13:34:12 น.   
Counter : 381 Pageviews.  

เมื่อแหงนมองจันทร์ผมเห็นตะวัน ตอนที่ 2

วันแรกแห่งการรู้จักไอ้ฉานและเพื่อนใหม่ในวันนั้น จบลงเวลาเย็นๆเกือบพลบค่ำครับ ดีนะวันนั้นผมได้เล่นเป็นผู้ซ่อนตลอด ถ้าผมต้องเป็นผู้หา ไม่อยากจะคิดเลยว่า ผมต้องเป็นผู้หามันทุกตาไปนั่นแหละครับ ก็ผมหนะรู้จักชื่อเพื่อนซะที่ไหนล่ะ แม้แต่ชื่อไอ้ฉาน ผมยังมารู้จักที่บ้าน หลังจากมันเอาผมมาคืน     แม่นิ่มเลย
“น้านิ่มๆ ฉานเอาหลานน้ามาคืนครับ วันหลังจะยืมไปใหม่ ว่าแต่หลานน้ากลับวันไหนเหรอ” มันพ่นออกมาเป็นลาวาไหลเลยครับ
“ฉาน  เมฆน่ะ จะมาอยู่กับน้านิ่มนะ เมฆเป็นลูกบุญธรรมน้านิ่ม เดี๋ยวก็จะไปเรียนโรงเรียนเดียวกับฉาน น้าฝากเมฆด้วยนะ”
น้านิ่มแนะนำผมให้ไอ้ฉานรู้จักครับ มันพยักหน้าหงึกหงัก อย่างกับผู้ใหญ่
 ชิส์ !!!!!...............ไอ้แก่แดดเอ้ย
“เราชื่อฉาน  อยู่บ้านติดกับน้านิ่ม ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
โห มันหน้ามึนมั้ยละครับ มันลักพาตัวผมไปเล่นกับมันอยู่ครึ่งวัน
มันเพิ่งมาแนะนำตัวเองกับผมตอนนี้นี่นะ แถมคำพูดคำจาอย่างกับถอดออกมาจากละคร
ครับ หลังจากวันนั้น ไอ้ฉานมันก็ยัดเยียดตัวมันเองเข้ามาเป็นดวงตะวันของผม โดยที่ผมเองไม่ได้เรียกร้อง (ในตอนแรก) แต่กลับขาดไม่ได้ในตอนหลัง
ตกลงผมรู้สึกยังไงกับมันกันแน่อะเหรอครับ!!!!
ตอนแรก รำคาญมันมากครับ เพราะมันน่ะทำตัวประหนึ่งผู้กำกับชีวิตผมเลยครับ
ผมว่านะถ้ามันกำหนดทางเดินระบบหายใจผมได้ มันคงทำครับ ส่วนความดีของมันอะเหรอ ก็พอจะมีอยู่บ้างอะนะ
อย่างแรกเลย มันคุ้มกะลาหัวผมได้ ตั้งแต่ตอนนั้น จนเอ่อ จนถึงตอนนี้เลยอะนะ ผมจำได้ว่า ตั้งแต่รู้จักกับมันมา ผมยังไม่เคยได้ออกสเต็ปสมชายจดปลายเท้ามีเรื่องกับคนอื่นทีไร มันจะเสนอหน้ามาออกสเต็ปนั้นแทนผมทุกครั้งไป
ผมไม่เคยเจ็บตัวครับ ถ้ามันอยู่ แต่ผมลำบากที่ต้องดูแลมัน (ถ้ามันได้ร่องรอยแห่งเกียรติยศกลับมานะ)
มันดูแลผมทุกอย่างครับ เรียกว่าออกแนวบงการ ทั้งด้านการเรียน ที่มันเองอยากเป็นสถาปนิกหนุ่มในอนาคตข้างหน้า
ส่วนผม อยากเป็นดีไซน์เนอร์ออกแบบพวกแพ็คเกจจิ้ง ถึงจะไปด้วยกันได้ แต่คนละไลน์คนละฟิวเลยนะครับ
ผมไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องเรียนสายวิทย์-คณิตที่ยากฉิบหาย จะยากไปไหนจะเรียนไปทำไมมากมายก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องจำใจเรียน เพราะไอ้ฉานมันต้องเรียนสายนี้ครับ มันถึงจะเอนท์สะท้านเข้าถาปัตย์ได้ แต่มันเก่งครับ ด้วยความเก่งของมันที่เรียนไปโดดไปก็ยังได้คะแนนดี ส่วนผมนั้นจะสอบแต่ละทีต้องทำหน้าละห้อยให้มันติวให้ ทั้งๆที่ผมน่ะ เข้าเรียนทุกครั้งนะครับ ไม่ได้โดดครั้งเว้นครั้งแบบมัน ผมยังเรียนสู้มันไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมเรียนประดับบารมีไม่ได้ใช้เยอะแบบไอ้ฉาน
ไอ้ฉานมันเป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นพี่ (มันแก่เดือนครับ) เป็นผู้ปกครอง (มันยังอุตส่าห์เบียดเบียนหน้าที่แม่นิ่มของผมนะครับ)
มันอยู่กับผมทุกสถานการณ์ครับ แต่ทุกสถานการณ์นั้น ผมกับมันไม่ได้คุยกันดีๆหรอกนะครับ ก็ไอ้ฉานน่ะมันกวนตีน
เพื่อนถามผมอยู่บ่อยๆ ว่าสนิทกับมันได้ไง ในเมื่อมองจากภายนอกแล้ว ผมกับมันกัดกันขนาดนี้ น่าจะเป็นศัตรูกันมากกว่า
ครับ มันก็ใช่ แต่ไม่ใช่สำหรับผมและไอ้ฉาน เพราะความสัมพันธ์ของผมกับมันต้องขูดเอาเนื้อเยื่อบางๆแล้วมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ครับ ถึงจะเห็น  มันก็มีมุมดีๆของมัน แต่ไม่มีใครได้เห็น นอกจากผม (มั้งนะ)
มุมดีๆของมันอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันจะเป็นเดือดเป็นแค้นแทนผมทุกครั้งถ้าหากมีใครมาล้อผมทำนอง
ไอ้ลูกพ่อแม่ทิ้ง ไอ้เด็กเก็บมาเลี้ยง ไอ้เด็กข้างถนน ไอ้ฉานมันเอาตายครับ
ส่วนมุมที่น่าหมั่นไส้ของมันน่ะเหรอครับ
มันหล่อ เข้ม ยิ้มแล้วโลกสดใส สาวตรึมมากครับ ส่วนผม หน้าตาดี ยิ้มทีมีเขี้ยวข้างเดียว แต่ผู้ชายอย่างผม ไม่มีใครชมว่าหล่อครับ ร้อยละ 99 ชมว่าน่ารัก ผมสาวไม่ตรึมแบบไอ้ฉานนะครับ สาวไหนเข้าใกล้ผม ไอ้ฉานมันระราน จนเค้าทนไม่ได้ ถอยกลับไปเองนั่นแหละครับ ผมเคืองมันจนกลายเป็นความชินชา ส่วนมันน่ะเหรอครับ มีสาวมาให้ชิมเป็นว่าเล่น แต่มันไม่จริงจังกับใครนะครับ มันบอกตอบสนองเค้าแค่พอไม่เสียน้ำใจ ส่วนจะให้จริงจังนั้น มันไม่อยากมีภาระครับ มันบอกมันไม่อยากอยู่แบบ 3 คนผัวเมีย  มันบอกอยากอยู่แบบผัวเดียวเมียเดียวกับผม
ครับ ใช่กับผม แต่ไม่ต้องตกใจไปหรอกนะครับ ไอ้ฉาน มันพูดแบบนี้กับเพื่อนผมและเพื่อนมัน จนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
แต่.......มันผิดปกติต่อคนอื่น ก็ตอนที่
“ไอ้เมฆ โว้ย ไอ้เมฆ อยู่ไหนวะ เมฆ เมฆ “ เสียงเรียกมาแต่ไกล
แต่ตอนนี้นั้นผมสั่นจนทำอะไรไม่ถูกครับ เพราะตอนนี้ผมอยู่ในห้องนอนส่วนตัว บนหอพักสุดหรูติด มหาวิทยาลัย ไกลจากตัวเมืองพอควร ผมกับไอ้ฉาน มาอยู่หอพักที่นี่ตอนอยู่ปีหนึ่ง ที่มันบังคับให้ผมเอ็นท์ที่เดียวกับมัน แต่มันยังปราณีให้ผมเรียนคณะที่ผมชอบ แม่นิ่มกับพ่อแม่มัน ลงความเห็นให้ผมกับมันมาอยู่หอพักเดียวกัน ห้องเดียวกัน แค่แยกห้องนอนเท่านั้นครับ ก็บอกแล้วว่าหอพักผมหรู 2ห้องนอน 2ห้องน้ำ 1ห้อง living และอีก 1 แพนทรี แถมมีระเบียง จัดแลนด์สเคปอย่างดี ฝีมือผมกับไอ้ฉานประสานมือกันครับ
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมสั่น  ประเด็นมันอยู่ที่
ในห้องนอนผมตอนนี้ มีนารีนางหนึ่ง ที่ผมได้ติดไม้ติดมือมาจากพี่รหัสเรียกให้ เป็นสาวไซด์ไลน์เกรดเอ  ผมพาเธอมาหลังจากเรากินเลี้ยงสายรหัสกันเมื่อตอนหัวค่ำ พอได้เวลาก็แยกย้ายกันมานี่แหละครับ ลำพังแค่ผมกับเธอนั่งมองหน้ากันท่ามกลางความเงียบของราตรีนี้ ก็สั่นพอแล้ว ผมไม่ใช่ไอ้ฉานตรงที่ของแบบนี้กับใครก็ได้นะครับ ผมไม่เคยขึ้นครูและผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มยังไง กับคนแปลกหน้า ที่แม้แต่ชื่อก็ไม่เคยถามกัน ผมเลยนั่งเงียบแข่งกับเวลาอยู่นี่หละครับ ไม่มีคำพูดใด ใด หลุดจากปากเธอ ตั้งแต่เราขึ้นห้องมาด้วยกัน พอๆกับที่ผมเองก็ไม่รู้จะชวนเธอคุยเรื่องอะไร แถมตอนนี้ โมเม็นท์นี้ เสียงเรียกของไอ้ฉานที่ลอยมาจากหน้าห้องจากการคาดคะเนด้วยหูผม เสียงนั้นลอยเข้ามาเรื่อย เรื่อย ใจผมก็สั่นจนแทบจะระเบิด จนกระทั่ง
กริ๊ก กริ๊ก ปัง! เสียงกระแทกของประตู ที่กระทบกับผนังห้อง มีพลังพอที่จะกระชากหน้าผมและเธอให้หันหน้าไปทางต้นเสียง  ไอ้ฉานที่ตอนนี้หน้ามันประมาณว่าฆ่าคนได้เพียงใช้สายตามอง จ้องผมมาที่ผม สะดุ้งสุดตัวเลยสิทีนี้
ไม่พอ มันยังเผื่อแผ่ไปให้ คนข้างๆผมตอนนั้นด้วย  ปลายสายตาไปมอง ปรากฎว่าเธอเองก็สะดุ้งตกใจ ไม้แพ้ผมเลย
“เมฆ กูหาตั้งนาน ออกไปหาซื้อดินสอเป็นเพื่อนกูหน่อย”
โห กูกลัวแทบตายกับใบหน้าแทบฆ่าคนได้ของมึง เหี้ย กูตกใจฟรีไปล่วงหน้า สรุปว่าไม่คุ้ม ว่าแต่ สาดเหอะ ดินสอบ้านพ่อมึงสิ มีขายตอนตีหนึ่งตีสอง
“ขอโทษครับ ผมขอตัวเมียผมออกไปซื้ออุปกรณ์การเรียนก่อนนะครับ จะติดรถผมไปหน้ามหาลัยมั้ย”
มันยังมีน้ำใจเผื่อแผ่ไปยังผู้หญิงคนนั้นครับ
แหม! ประเสริฐจริงจริงนะมึง แต่ถ้ามึงช่างสังเกตุนิดนึงนะ มึงจะเห็นว่า เธอหน้าซีดเผือด จ้องมาที่ผมกับมันสลับกันไปมา ดวงตาเบิกโพลง บ่งบอกให้รู้ว่า เธอตกใจมากกว่าเสียงประตูกระแทกฝาเมื่อกี้เป็นไหนๆ ผมเอะใจว่า เธอคงตกใจที่ไอ้ฉานเรียกผมว่าเมียนั่นแหละครับ ผมได้แต่ถอนหายใจทำอะไรไม่ได้  เดินตามไอ้ฉานออกไปรอเธอตรงห้องนั่งเล่นครับ ให้เวลาเธอทำใจนิดนึง
“ฉานมึงเห็นมั้ย เค้าตกใจมากเลยนะ พูดอะไร มึงดูบ้าง เค้าไม่ใช่เพื่อนพวกเรานะเว้ย เค้าตกใจจริงแน่กูว่า”
จริงๆนะครับ จนตอนนี้ เธอยังไม่ออกมาจากห้องผมเลย
“ทำไม กูจะพูดตอนไหนก็เรื่องของกูเหอะ นี่จะออกไปยังเนี่ย“
นอกจากจิตสำนึกมันไม่มีแล้ว มันยังเหวี่ยงได้อีก
ยังไม่ทันที่พวกผมจะตอบโต้อะไรกันต่อ ก็พบว่าเธอออกมาจากห้องผมแล้ว ออกมายืนประมาณว่า จะพูดดีมั้ย ถ้าพูดอะไรไอ้ฉานจะเดินไปเด็ดคอเธอมาจิ้มน้ำพริกหรือเปล่า ผมเองก็ลุ้นครับ บรรยากาศแบบนี้ ผมอยากช่วยเธอนะ แต่ว่า ผมเฉยไว้ก่อนจะดีกว่า
“เอ่อ เราจะบอกว่าไม่เป็นไร เราอารถมา จอดไว้แถวนี้แหละ “
นั่นไง ผมว่าแล้ว ว่าสาวไซด์ไลน์เกรดประมาณเธอ ไม่น่าจะนั่งแท็กซี่มาพบแขกหรอก เธอสวยมากครับ ผมว่านะ เป็นนางเอกได้สบายๆเลยหละ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอเลือกทำอาชีพนี้ ดูดีดี เธอน่าจะยังเรียนอยู่ แต่คงจะเป็นคนละมหาลัยกับผมละครับ
“ได้เงินแล้วใช่มั้ย ยังขาดเหลืออะไรตรงไหนหรือเปล่า”
ไอ้ฉานครับไอ้ฉาน มันถามไปอย่างแสนรู้ เงินหนะเธอได้ไปจากพี่รหัสผมก่อนมากับผมแล้ว แต่ที่เธอยังไม่ได้หนะ คือยังไม่ได้มีอะไรกับผมนี่แหละครับ หรือว่าเธอจะเกรงใจตรงจุดนี้
“งั้นผมกับเมียขอตัวนะ ส่วนเงินนั่นหนะ เก็บไว้เถอะ ไม่ใช่เงินผมกับเมีย ผมไม่ซีเรียส”
แน่สิ มันจะซีเรียสหาดาวพลูโตไปทำไม ในเมื่อไม่ใช่เงินผมและไม่ใช่เงินมัน มันพูดจบ มันเบี่ยงตัวให้ผู้หญิงคนนั้นออกจากห้องไป ก่อนที่มันจะดึงผมออกมาแล้วล็อคห้อง
“ฉาน ป่านนี้แล้ว มึงจะไปไหนวะ”
ผมยัง งง อยู่ครับ นี่มันตีหนึ่งตีสองแล้วนะ ขนาดผับยังปิดแล้ว แล้วดินสอร้านไหนที่เปิดรอมันเข้าไปใช้บริการเหรอครับ ผมอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก มุขข้ออ้างของมัน ทำไมผมจะไม่รู้ แต่ขอโทษเถอะครับ มุขนี้นอนเซ็นส์เป็นที่สุดครับ
“ไปซื้อดินสอไง” แหนะ ยังแถได้อีกนะมึง กูละอ่อนใจ
“ดินสออะไร ของกูก็มีนะ มึงเอาไปใช้ก่อนได้ กูมีหลายแบบ”
ของผมหนะ มีตั้งแต่ HB ยัน EE ถ้าค้นดีๆผมว่าผมมีเกรยองด้วยนะ แอ๊ดว๊านไม่หยอกหรอกผมเนี่ย
“ไม่ได้หรอก ดินสอมึงน่ะใช้คัตเตอร์เหลา แต่ดินสอกูใช้โม่เหลา”
อ๋อ มันหมายถึงดินสอเขียนแบบการัญด๊าช มีอย่างเดียวแหละถ้าใช้โม่เหลา แต่ดินสอที่ผมมีอยู่ก็เขียนแบบได้นะ มันมั่วแน่ๆ
“แล้วเวลาลบ มึงใช้อะไรลบ”
มันสับขาหลอกผม ผมต้องเอามั่งครับ อยู่กับมันต้องตามมันให้ทันครับ
“ยางลบสิมึง ดินสอ มันลบด้วยอย่างอื่นได้ด้วยเหรอ”
คำพูดคงไม่พอครับ เพราะมันเอามือมัน กระแทกหน้าผากผมไปด้วยหนึ่งที เริ่มจนมุมสิมึง ถึงได้เล่นไม้นี้กับกู
“ได้สิ ตอนป.สาม มึงยังใช้น้ำลายลบอยู่นะ กูจำได้”
ประจำครับเรื่องทำอะไรตรงข้ามกับหน้าตานี่ผมว่ามันก็หนึ่งในยุทธจักรนะ
“มึงเป็นอะไรวะฉาน หงุดหงิดอะไร ไหนๆก็ออกมาแล้วไปกินต้มเลือดหมูกันมั้ย”
มันหงุดหงิดอยู่ครับ ต้องเอาใจมันนิด พูดดีกับมันหน่อย เดี๋ยวมันก็คายออกมาครับ
โฮะ โฮะ นิสัยนี้ของมัน ผมจับทางได้ ตั้งแต่อนุบาลสาม แมร่ง ของแบบนี้มันเสมอต้นเสมอปลายมากครับ
“มึงไปกินเหล้ากับพวกพี่เด่น ทำไมไม่บอกกู แล้วหิ้วกะหรี่ขึ้นห้องอีก มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบ”
เห็นมั้ยครับ ไม่ทันไร เรื่องที่มันหงุดหงิดใจก็คายออกมา อ่านง่ายยิ่งกว่านิยายเล่มละสิบห้าบาทอีกนะมันเนี่ย ว่าแต่ มันไม่ชอบตรงไหนครับ ตรงที่ผมไปกินเหล้ากับพี่รหัสแล้วไม่แจ้งให้มันทราบ หรือเรื่องที่ผมหิ้วเธอคนนั้นขึ้นไปแล้วมันไม่ได้ด้วย แต่นี่พี่รหัสผมนะครับ แล้วค่าตัวเธอคนนั้น ไม่น่าจะต่ำว่า สี่พันนะผมว่า ถ้าพี่รหัสผมใจป๋าหาให้มันด้วยเนี่ย พี่รหัสผมคงกินข้าวผสมน้ำตาแน่ครับ
ถึงแม้ว่าพี่รหัสผมนั้นจะรวยมากก็เหอะ
“พอดีพี่เค้าบอกกระทันหันหนะ ส่วนผู้หญิงคนนั้นอ่ะ พี่เค้ายัดใส่มือให้ จะปฎิเสธ กูก็ไม่กล้า เลยพามาที่ห้องก่อน แต่กูไม่ได้ทำอะไรเค้านะ แต่กูกลัวพี่เด่นติดตามผลหลังการใช้ กูเลยพาเข้าห้องกูไปแค่นั้นเอง”
ผมพ่นพรวดออกมารวดเดียวเลยครับ มันเรื่องจริงนะที่ว่าพี่รหัสผมอาจจะมาติดตามผล พี่รหัสผมไม่ธรรมดาครับ เรื่องนี้ผมต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน ประสบการณ์สอนผมไว้ครับ
“ถึงว่า ยัยนั่นแมร่งทำหน้าเอ๋อ เหรอหรา ที่แท้ได้ตังค์แต่ไม่ได้เสียวนี่เอง” ปากมันเริ่มเหยียดยิ้มแล้วครับ มือมันก็ล้วงกระเป๋า นั่นเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผมรู้ว่ามันหายหงุดหงิดแล้ว
“ตกลงมึงจะกินต้มเลือดหมูใช่มั้ย” นั่นไงครับ มันหายแล้วจริงๆด้วย ไอ้เห็นแก่กินเอ้ยยยยยยยย
“ยิ้มไร มีความผิดติดตัวอยู่นะมึงหนะ แมร่ง เป็นเมียแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน เผลอแป๊บเดียว แมร่งมีชู้”
อ้าวผมยิ้มอยู่เหรอครับ ลองเอานิ้วแตะๆแถวริมฝีปากดู ฉิบหายแล้วกู ยิ้มอยู่จริงด้วย จะด่าที่มันปากเสีย เป็นอันพับเก็บไปครับ นัดนี้มันชนะครับมันชนะ
เราสองคนลงลิฟท์มาลานจอดรถใต้หอ รถที่ทั้งผมและมันเป็นเจ้าของ ใช่ครับทั้งผมและทั้งมัน มีชื่อเป็นเจ้าของรถคันนี้ อภินันทนาการมาจากพ่อแม่มันและแม่นิ่มผมอีกทีครับ เค้าสามัคคีกันซื้อให้ตอนผมกับมันเอนท์ติดนั่นแหละครับ
ออสตินมินิ สีทูโทน มันชอบสีดำ ผมชอบสีขาวครีม เลยออกมาเป็น มินิสีดำหลังคาคาดสีครีม คุณอ่านไม่ผิดแต่อย่างใด ผมกับมันเป็นเจ้าของรถกันคนละครึ่ง แต่ทำไม สีที่ผมชอบจึงได้แค่ สีคาดหลังคานะเหรอครับ ก็ผมนะ เป็นใครหละครับ ผมมันนายสยมภูก็จริง แต่ไม่ว่าอะไร ผมก็แพ้มันตลอดแหละครับ พ่อแม่มันถึงจะเอ็นดูผมมาก แต่แม่นิ่มสิครับ หลงมันยังกับอะไรดี มันเก่ง เรื่องเข้าหาผู้ใหญ่ต้องยกให้มัน ก็ยังดีที่มันยังมีสีที่ผมชอบอยู่บ้าง หยวนๆครับ เป็นพระเอกต้องจิตใจดี
เราออกมากินต้มเลือดหมูเจ้าประจำ ที่เวลาผมกับมัน เมากันมาทีไร ใช้ต้มเลือดหมู เป็นอาหารย้อมใจตอนใกล้สว่าง
“พรุ่งนี้มีเรียนกี่โมง”
ระหว่างที่นั่งรอต้มเลือดหมู มันถามผมครับ
“บ่ายโมง ทำไมเหรอ”
นานๆมันถามเวลาเรียนทีนึงครับ ผมว่านะ ผมกับมันห่างกัน ก็ตอนแยกย้ายกันไปเรียนคณะใครคณะมันนี่แหละครับ
“งั้นดี ตอนเช้ากูมีเรียนสิบโมง มึงไปเรียนกับกูด้วยนะ”
อ้าว เชี่ยแล้วมั้ย ผมมีเรียนบ่าย อยากจะนอนตื่นสายบ้างอะไรบ้าง นี่มันจะลากผมไปเรียนด้วยทำไม มันเรียนเก่งกว่าผมเป็นไหนๆ จะเอาผมไปเกับกับทำไมเนี่ย
“ก็กูมีเรียนกฎหมาย สาระมันเยอะ กูเก็บไม่หมดหรอก มาช่วยกูเก็บหน่อยสิ มึงอย่าลีลามาก มีความผิดอยู่นะมึงหนะ”
อ้าว ฉิบหาย กูคิดว่าประเด็นนี้ศาลยกฟ้องไปแล้ว ทำไมมึงยังเอาออกมาอุทธรณ์อีกเนี่ย สาดดดด  แล้วประเด็นนี้ผมผิดตรงไหนยังไม่เข้าใจอยู่ แล้วมันจะเอามาอ้างกับผมยันลูกบวชเลยมั้ยเนี่ย
“แต่มันเช้านะมึง อีกอย่างกฎหมายก่อสร้างของมึง ไม่เกี่ยวกับกูเลยนะ กูไม่ต้องมีส่วนร่วมก็ไม่เป็นไรมั้ง”
“ตอนนี้มันไม่เกี่ยวใช่ปะ”
ผมรีบพยักหน้ารัวผมเรียนศิลปะกรรมออกแบบบรรจุภัณฑ์นะครับ กฎหมายก่อสร้างห่างไกลจากผมมากครับ เรียกได้ว่า รังสิตกับพุทธมณฑลสาย 5 เลยก็ว่าได้
“เด๋ียวพรุ่งนี้มันก็เกี่ยวกับมึงเองแหละ ถ้ามึงเข้าเรียนกับกูอะ”
สรุปว่าแพ้อีกเกมส์ นี่ผมเถียงมันเพื่อพบเจอกับความพ่ายแพ้ของตัวเองใช่มั้ย
“ทีหลังเวลาใครให้อะไร ก็อย่าใจง่ายหยิบติดมือมาอีกนะ”
อ้าว นี่ตกลง มีต่อภาคสองเหรอเนี่ย คิดว่ามันจบไปแล้ว
“ดูดีๆ ก่อนนะมึง ถ้าเห็นอะไรไม่ถูกไม่ควร ก็ทิ้งขยะไปใต้หอนั่นแหละ” แมร่ง นี่มันพูดถึงคน หรือเปลือกมังคุดวะ ที่ว่าถ้าเก็บขึ้นมาแล้วจะเน่าใส่ห้อง
“อ้าวฉาน ตกลงมึงเจอเมฆที่ไหนวะ เห็นว่ามึงหามันทั้งมหาลัย ลามไปถึงตลาดหลัง ม.”
ไอ้ยอนครับ เพื่อนคณะผมนี่แหละ แต่รู้จักกับไอ้ฉาน เพราะมันไปเดินแบบที่คณะผมบ่อยๆอะครับ
“เออ เจอมันที่ถังขยะของเทศบาล เค้ากำลังใส่ถุงดำพอดี “
มันยังออกสะเก็ดเหวี่ยงผมไปโดนเพื่อนผมแบบละลอกคลื่นครับ
“มึงกับไอ้เมฆเนี่ย ยังกับรักยมเลยนะเว้ย แมร่งต้องติดกันตลอด ขาดกันไม่ได้ ขาดกันแล้วไม่ขลัง”
“เออ ก็เมียกูทั้งคน ขาดมันไปลูกกูก็กำพร้าดิ”
ไม่แผ่วหรอกคับมัน หมาในปากแตกสปอร์ตลอดเวลา ผมว่าก่อนที่บรรยากาศจะรื่นเริงไปมากกว่านี้ ผมต้องหาวิธีเบรค
“ยอน กินข้าวกับพวกกูมั้ย จะไปไหนหรือปล่าว” ผมเบี่ยงเบนประเด็นที่เป็นข่าวออกไปก่อนครับ
“เอาเลยกูกินแล้ว ป่านนี้แล้ว กูจะไปชิงดำหวะ” มันหมายถึงโต๊ะสนุกเกอร์แบบโต้รุ่ง
“กูไปก่อนนะ “ มันหันไปบอกไอ้ฉาน
“เมฆจ๋า พี่ยอนไปฝึกมือก่อนนะ จุ๊บๆ” มันไม่พูดเปล่า มันเอานิ้วมาบิดแก็มผมแต่พองาม แต่เจ็บจริงครับ ผมรู้ว่ามันคงหมั่นไส้ อาการปากยื่นๆ จมูกรั้นๆของไอ้ฉานตอนนี้แหละครับ แต่ ไอ้ฉานนะครับ ไอ้ฉาน เล่นกับใครผมไม่ว่า แต่กับไอ้ฉานนี่ตัวใครตัวมันครับ เพราะหลังจากที่มันบิดแก็มผม ยังไม่ทันจะดึงมือออก
เท่านั้นแหละครับ สิ่งที่ตามมาคือ
รองพระบาทเชิงงอนของไอ้ฉานเตะเข้าพอดีพอดิบที่หน้าแข้งไอ้ยอน ความรุนแรงของมันไม่มากไม่น้อย แค่พอให้ไอ้ยอนมักชักขาขึ้นทันที ซี๊ดปากพร้อมกันเป็นจังหวะสามช่า แค่นั้นเองครับ แค่นั้นเองจริงๆ
ไม่อยากบอกว่า ในใจลึกๆ ก็แอบสะใจไอ้ยอนนะครับ ในฐานะที่ทำผมเจ็บเมื่อกี้ แต่มันไม่ดีใช่มั้ย ไม่เหมาะกับบทพระเอกเหอะให้ตาย
นี่ผมแสดงอาการสะใจไอ้ยอนมากไปหรือไงไม่รู้ หรือว่า มันเป็นอาฟเตอร์ช็อคจากไอ้ยอนอีกที ก็ไอ้ฉานหนะสิ มันตบกบาลผมไปอีกที
แค่นี้กูยังโง่ไม่พอเหรอสาด
“มึงกินสักทีเมฆ มันเย็นจนมึงใส่น้ำตาลไปมันก็ไม่ละลายแล้วเนี่ย”
อ้าวนะ แล้วต้มเลือดหมูมาอยู่ตรงหน้ากูตอนไหนละเนี่ย คนเราอารมณ์พาลก็งี้แหละครับ ก็ว่ากันไป
“ฉาน มึงจะตามหากูทำไม กูไม่ได้ไปกินเหล้ากับพี่เด่น โดยไม่มีมึงเป็นครั้งแรกซะหน่อย” สายรหัสผมกินกันบ่อยกินล้างกินผลาญ ตามฐานะทางบ้านของพี่รหัสบ่อยๆครับ บางครั้งไอ้ฉานก็ติดสอยห้อมตามผมไปกินฟรี
บางทีมันก็ไปกับพวกเพื่อนมัน ถึงแม้ตอนไอ้ยอนบอกว่ามันตามหาผมทั่วมหาลัย ใจผมมันจะฟองฟูจนจะล้นออกจากอกออกมาทางปากยังไง แต่ผมก็สงสัยอยู่ดีแหละครับ ถึงเราจะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดทำอะไรเองไม่เป็น ไปไหนมาไหนเองคนเดียวไม่ได้เสียหน่อย ถึงเหตุการณ์นี้จะมีน้อยก็เถอะ แต่หลังๆมา ผมก็ไปไหนมาไหนเองคนเดียวบ่อยนะครับ อย่างน้อยก็ตอนไปเรียน
“ฉาน มันไม่มีอะไรจริงๆเหรอวะ มึงแปลกๆนะกูว่า”
ผมยังคาใจครับ ครั้งล่าสุดที่ไอ้ฉานมันตามหาผมอย่างบ้าคลั่ง ก็ตอนที่ผมแอบได้ยินแม่นิ่มคุยโทรศัพท์กับใครสักคน ซึ่งมีผมอยู่ในวงสนทนานั้นเป็นเฮดทอปปิคเลยก็ว่าได้ ผมไม่ใช่เด็กไร้มารยาท แม่นิ่มสอนผมมาดีอยู่ครับ ว่าอย่าแอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน แต่ถ้าเรื่องนั้นไม่มีแต่ชื่อผม ผมไม่สนใจหรอกครับ แต่นี่มันมีแต่ผมและผมอยู่ตลอด จะไม่ให้สนใจได้ยังไง หลังจากที่แอบ เอร้ย!! ยืนฟังอยู่หลังประตู โดยแม่นิ่มไม่รู้อยู่นาน
จับใจความประมาณว่า แม่มาแอบดูผม แต่ไม่กล้าเข้าบ้าน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแม่ถึงไม่เข้ามา แต่หลังจากที่แม่เอาผมมาฝากกับแม่นิ่มนั้น ก็ไม่เคยได้ข่าวแม่อีกเลย ส่วนพ่อนั้น ลืมไปเถอะครับ มันเลือนลางจางหายมาก เหมือนกับตายจากกันนั่นแหละครับ
ผมในตอนนั้นได้แต่คิดว่า อยากเจอแม่ ผ่านไปหลายปี แม่ตอนนั้นกับแม่ตอนนี้จะเปลี่ยนไปแค่ไหน ถ้าผมเห็นจะจำได้มั้ยว่าเป็นแม่ ยืนฟังให้แน่ใจอยู่นาน ถึงค่อยๆย่องออกจากบ้าน เดินไปทางหน้าบ้าน วนไปวนมาจากซอยบ้าน จนถึงถนนหลักของหมู่บ้าน
ความหวังผมในตอนนั้นคืออยากเจอแม่ อยากรู้ว่าถ้าเจอแม่และแม่เจอผม เราจะปฎิบัติยังไงต่อกัน แม่จะโผมากอดผมเหมือนในละครช่องมากสี หรือวิ่งหนีไป ไม่ว่ายังไงเถอะครับ ผมก็ยังเดินตามหา เดินทั้งๆที่ไม่รู้หรอกว่า แม่มายังไง จะเดินมา หรือนั่งรถมา แล้วถ้านั่งรถ จะเป็นรถอะไร รุ่นไหน บางครั้งช่วงเวลาแบบนี้ ผมเองก็ไม่รู้หรอกครับ ว่าตรึกตรองคืออะไร ผมทำตามใจล้วนๆครับ ถึงแม้ว่า ผมจะมาอยู่กับแม่นิ่มหลายปีแล้ว
แต่หมู่บ้านที่ผมอยู่นี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีทะเลสาบแบ่งโซนบ้าน  มีวงเวียนไม่รู้กี่วงเวียน มีโรงเรียนมัธยมในหมู่บ้าน คงไม่ต้องบอกนะครับว่าหมู่บ้านมันกว้างใหญ่แค่ไหน ผมเดินจากกำลังใจเต็มเปี่ยม จนมันเริ่มหมดลงช้าๆ
พร้อมๆกับกำลังขาที่อ่อนล้าลงเรื่อยๆ เวลาผ่านไปจากแดดกล้าเป็นอ่อนแสง ผมจำได้ว่านั่งหมดแรงตรงโซนคอนโดของหมู่บ้าน นั่งพักตรงม้าไม้ ที่เป็นสวนหน้าคอนโด ไม่ต้องด่าหรอกครับ ผมรู้ว่าตอนนั้นผมโง่ ถึงแม้ผมกับแม่จะจากกันตอนห้าขวบ แต่เด็กห้าขวบก็จำอะไรได้แม่นแล้วนะครับ แล้วความผูกพันธ์ของสายเลือด มันก็น่าจะเพียงพอกับความหวังของผมในครั้งนี้ ผมพูดได้อย่างไม่อายเลยว่า ผมนั่งร้องไห้อยู่ตรงม้าไม้นั่นแหละ เหนื่อยกายถ้านั่งไปสักพักมันก็น่าจะทุเลาจางหาย แต่เหนื่อยใจละครับ ทำยังไงถึงจะหาย ผมนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่นานแค่ไหนไม่รู้ มารู้ตัวอีกที ตอนไฟทางเดินสวน ของคอนโด มันเปิดพรึ่บขึ้นพร้อมกันนั่นแหละ สติถึงได้กลับมาพร้อมกับปัญหาที่ว่า
“กูอยู่ไหนของหมู่บ้านวะเนี่ย”
ตอนเดินก็ไม่ได้ดูทาง มัวแต่มองคนสลับกับรถที่ผ่านไปผ่านมา
แวบแรกที่คิดถึง ไม่ใช่แม่นิ่มครับ
ทุกคนได้แต้มครับ คุณทายถูก
ผมคิดถึงไอ้ฉาน ปกติมันชอบเสนอหน้ามาอ้อนกินข้าวบ้านผม บางครั้งมีขั้นกว่า ยิ่งกว่านั้นคือ ขอนอนกับผม ป่านนี้มันคงด่า ที่ผมกลับช้า มันท่าจะโมโหหิวอยู่แน่ๆ
ผมก็เริ่มหิว อยากกลับบ้าน แต่บ้านกูอยู่ไหนครับเนี่ย ตอนออกมาอย่าว่าแต่เงินสักบาทเลย โทรศัพท์อยู่ไหน ก็ไม่รู้ จากเมื่อกี้ที่น้ำตาไหลเพราะไม่เจอแม่ น้ำตาผมเริ่มไหลอีกรอบ ไหลเพราะหาทางกลับบ้านไม่ถูกครับ ผมกำลังรวบรวมพลังความกล้าไปถามยามคอนโด
ช่วงวินาทีที่เงยหน้าขึ้นมา ไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์ก็แยงตามาแบบพอดีๆครับ มันมุ่งตรงมาทางผม กำลังด่าไอ้มอร์ไซค์ไม่มีมารยาทอยู่ในใจ เพราะนี่มันถนนคนเดินนะครับ ไม่ใช่ทางรถวิ่ง มันผ่ามาได้ไง ไอ้หน้าด้าน
แหนะ!! นี่ขนาดผมด่ามันในใจ มันยังไร้สำนึก มันยังมุ่งหน้ามาทางผมยกแขนขึ้นมาบังหน้า ไฟมันแยงตาเกินไป ผมเพิ่งหม่นหมองประคองอารมณ์มาหมาด ๆ ไม่ไหวหรอกครับแบบนี้ ขณะที่รถพุ่งมาที่ผม และผมพยายามหนี รถมันถูกจอดแบบทิ้งลงมาทั้งคันเลยครับ ไม่มีการวางขาให้เสียเวลาเด็กแว๊น พ่อแม่มันคงรวยลูกไม่รักษาของขนาดนี้ แย่ ครับแย่ นิสัยไม่ดีสุดๆ
แต่หน้ามันคุ้นๆนะ ปรับโฟกัสสายตา พอดีว่าไอ้บ้านั่นเดินมาใกล้ มันคว้าตัวผมไปกอด มันเป็นงูเหลือมเมื่อชาติที่แล้วรึเปล่าครับ รัดกูซะแน่น นี่ถ้ากระดูกกรูป่นขึ้นมานะ จะเอาขี้หมาไปปาหน้าบ้านมัน (ซึ่งรั้วติดกันกับบ้านกู!!!)
มันกอดผมอยู่นาน นานพอที่จะให้ผมแช่งชักหักกระดูกและสาปแช่งมัน(แต่เพียงในใจ) วินาทีที่มันปล่อยผมออกมา ไอ้ฉานครับไอ้ฉาน มันตามผมมา มันกอดผมไว้ แล้วมันก็น้ำตาไหลครับ ตอนนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเก็บกลืนมันไว้ได้เมื่อสักครู่นั้น มันโดนส่งออกมาเป็นน้ำตาอีกครั้งครับ ผมร้องไห้แบบไม่อายใคร ร้องไห้กับสิ่งที่ทำลงไป และร้องไห้กับความตื้นตันใจที่เห็นมัน มันไม่พูดอะไร นอกจากจูงมือผมกลับไปนั่งที่ม้าไม้ตัวเดิมที่ผมนั่ง เรานั่งข้างกัน มือมันจับมือผมไว้ เราสองคนร้องไห้อยู่ตรงนั้น ผมไม่รู้ว่ามันร้องไห้กับเรื่องไหน แต่เราก็ร้องไห้ด้วยกัน
มันไม่ถาม ไม่ตะคอกด่าผม
ที่ทำให้มันต้องรอกินข้าว ไม่บ่นที่ทำอะไรโดยไม่คิด ไม่ด่าที่เสร่อหาทางกลับบ้านไม่ถูก มันปล่อยให้ผมร้องไห้ จากที่เราร้องไห้ไปด้วยกัน กลายเป็นผมที่ร้องไห้คนเดียวโดยมีมันสละชายเสื้อตัวเก่ง มาปาดน้ำมูกไห้ผมบ้างเป็นครั้งคราว
“กลับบ้านกันได้แล้วมั้ง ฉานหิวข้าวแล้ว  แม่นิ่มตั้งโต๊ะแล้ว แต่ยังไม่ผัดผักบุ้งนะ แม่นิ่มกลัวไม่ร้อนแล้วจะไม่อร่อย”
ผมเช็ดหน้าเช็ดตาครั้งสุดท้ายก่อนที่จะพยักหน้าให้มันพาไปที่มอเตอร์ไซค์
เรากลับมากินข้าวพร้อมกัน โดยที่วันนั้นไม่มีเสียงทะเลาะแย่งกับข้าวของผมและมัน เรากินกันไปเงียบๆ วันนี้ไอ้ฉานมันไปนอนบ้านตัวเองครับ มันคงสำนึกได้ว่าบ้านมันมีห้องนอนของมัน แต่อาจโดนยึดโดยหยากไย่ใยแมงมุมทั้งหลายไปแล้ว
คืนนั้นคนที่มานอนกับผมกลายเป็นแม่นิ่มครับ แม่นิ่มกอดผม ลูบหัวผม ลูบหลังให้ผม จนเคลิ้มๆจะหลับแล้วหละครับ
 “วันนี้ แม่ไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นนะ ฉานเองก็คงจะไม่ถามเมฆใช่มั้ย แม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไร แต่เมฆรู้มั้ย แม่นิ่มรักเมฆนะ ฉานเองก็รักเมฆ ตอนฉานเข้าบ้านมาแล้วถามหาเมฆ แม่ก็คิดว่าเมฆไปกับฉาน แต่ฉานสิพอรู้ว่าเมฆไม่ได้อยู่บ้าน ฉานก็ไปเอามอเตอร์ไซค์ของใครไม่รู้มา แล้วออกตามหาเมฆ ฉานมันวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่หลายรอบ จนแม่ก็ร้อนใจ แม่ทำอะไรไม่ถูก ทุกคนบอกให้แม่รอ แม่ก็รอ แต่เมฆรู้มั้ย การรอแบบไม่ได้ทำอะไร มันทรมานมาก แม่เพิ่งรู้ว่า จะขาดใจมันเป็นยังไงก็วันนี้แหละ น้าชาติกับน้าพิมก็ร้อนใจ โทรไป จส 100 ด้วยนะ แม่ห่วง กลัวเมฆเกิดอุบัติเหตุ แล้วแม่จะอยู่ยังไง กลัวฉานออกไปแล้วเกิดอุบัติเหตุเหมือนกัน แม่หนะ ถ้าไม่มีเมฆแล้ว ต้องเสียฉานไปอีกคน แม่คงจะอยู่สู้หน้าน้าชาติกับน้าพิมพ์ไม่ได้”
“เมฆ เมฆคือหัวใจของแม่นะ ถึงแม่ไม่ได้ให้กำเนิดเมฆมา แต่ตลอดเวลาเมฆคือหัวใจของแม่ เมฆคิดว่าแค่ความรักของแม่ มันพอมั้ย ถึงแม้จะขาดใครไป แต่เมฆมีแม่นะเมฆนะ อย่าทำแบบนี้อีกนะลูก อย่าทำให้แม่เหมือนตายทั้งเป็นแบบวันนี้อีกนะลูกนะ”
ผมไม่ได้ตอบอะไรแม่นิ่มเลยสักคำ สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนั้นคือ พลิกตัวเข้าหาอ้อมกอดแม่นิ่ม แล้ววาดแขนของผมไปบนตัวแม่ ผมกอดแม่แน่นมากครับ ผมอยากให้ความอบอุ่นของแม่ส่งมาถึงผมมากที่สุด ผมอยากตักตวงความรักนี้ไว้ให้มากที่สุด ผมกอดแม่ไว้ จนผ่านคืนนั้นไป
หลังจากครั้งนั้น ผมไม่เคยทำตัวให้แม่หรือใครกังวลใจอีกเลย จนมาถึงวันนี้ วันที่ไอ้ยอนบอกว่า ฉานมันวิ่งหาผมไปทั่ว
ผมไม่รู้ว่า ผมทำอะไร อะไรคือสาเหตุให้มันกระวนกระวายใจตามหาผมขนาดนั้น ผมไม่รู้จริงๆครับ
“ฉาน”
มันแหงนหน้าขึ้นมองผม ยกคิ้วเป็นคำถามแทนการอ้าปากพูด คิดดูสิ มันเป็นห่วงตับชิ้นใหญ่ในปากมัน จนให้คิ้วมันตั้งคำถามกับผมได้
“มึงรีบกินเถอะน่า จะได้รีบไปนอน อย่าลืมสิ พรุ่งนี้มึงมีเรียนเช้ากับกู” มันกลืนสิ่งล้ำค่าชิ้นนั้นลงคอไปแล้วครับ แล้วจัดมาให้ผมอีกชุดใหญ่
“ตกลงเรื่องนั้นมึงพูดจริงเหรอ”
ผมต้องไปเรียนเช้ากับมันจริงๆใช่มั้ยครับเนี่ย
“กูเคยพูดเล่นปะ มึงก็รู้กูคนจริงจัง”
ครับพี่ มึงน่ะจึงจังมาก แต่จริงจังกับการบงการชีวิตกูนะ แล้วปลดปล่อยอิระเสรีฟรีด้อมกับชีวิตมึง เดี๋ยวกูทนไม่ไหว กูถุยน้ำลายใส่ปากเลยนี่ แมร่ง ผมแค้นและหมั่นไส้มันในใจครับ แสดงออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ มีแต่เจ็บกับเจ็บ กระต่ายชนช้าง มันไม่คุ้มใช่มั้ยครับ
แล้วมันก็ลากผมกลับห้อง คืนนั้นกว่าผมกับมันจะได้นอน ก็ปาเข้าไปตีสี่ได้แล้ว ที่มันสะเทือนใจผมไปกว่านั้น มันมานอนห้องผมสิครับ ถึงหอพักจะมีสองห้อง แต่มันเป็นห้องนอนเล็กๆ จุเตียงเดี่ยวได้และมีที่ว่างเก็บของส่วนตัวนิดหน่อยเองครับ คืนนั้นทั้งผมและมันเบียดกันอบอุ่นปานร้อนวูบ แต่ผมสิ แทบอยากจะวูบในวันถัดมา
ผมกระชากร่างพร้อมๆ กับสติและวิญญาณอันน้อยนิด มาถึงเดคไม้ใต้ต้นจิกน้ำ ข้างคณะได้อย่างทุลักทุเล หลังจากที่เมื่อคืนเข้านอนไปตอนตี 4 พร้อมๆ กับที่มีผีฉานแสงตามมาอำแบบเสริฟร้อนถึงที่ ไอ้ฉานหนะมันหลับได้หลับดีครับ พร้อมกับที่ลากผมออกมาแลคเชอร์วิชากฎหมายก่อสร้างกับมันในตอนเช้าได้ แล้วไหนจะต้องเรียนวิชาของตัวเองอีกล่ะ ผมจะไม่บ่นอะไรขนาดนี้ ถ้าเมื่อคืนหลังตี 4 ผมหลับได้หลับดีอย่างไอ้ฉานบ้าง
แต่เปล่าเลย ผมข่มตาหลับไม่ได้เลย เรื่องไอ้ฉานยังเป็นสมการที่ติดว่าตัวแปร X ที่ยังถอดไม่ได้ ยังไม่ทันที่สติจะเตรียมพร้อมอะไร ไอ้ฉานมันก็ลากออกมาจากหอ มารอเรียนพร้อมมัน จนเข้าช่วงบ่ายในวันนี้ ที่ผมพาร่างกายอันบอบช้ำ และสมองอันหนักอึ้ง มาถึงที่ประจำข้างคณะได้ ผมหลับตา ปล่อยวางสติลงช้าๆ
เดคไม้ใต้ต้นจิกน้ำนี้ อยู่ข้างคณะ ลมพัดพาไอ้เย็นจากผิวน้ำ จากคลองเล็กๆ ที่แบ่งแยกอาณาเขตระหว่างศิลปศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
ที่ตรงนี้พวกผมใช้เป็นฐานทัพในการสุมหัวกันทำงานบ้าง นั่งเล่นกันบ้าง ด้วยว่าคณะผมและคณะไอ้ฉาน ค่อนข้างเป็นคณะศูนย์รวมของลิ่งค่างทั้งหลาย จึงถูกเนรเทศมาสร้างคณะใหม่อยู่ห่างไกลความเจริญแบบนี้แหละครับ แต่ผมกลับรู้สึกชอบบรรยากาศเงียบสงบแบบนี้
ศิลปศาสตร์มีแค่คลองเล็กๆ ตัดผ่าน แต่คณะไอ้ฉาน อยู่บนเกาะกลางน้ำเลยครับ สร้างได้ตามหลักยุทธศาสตร์ด้านการรบมากๆ ให้อารมณ์แบบกรุงศรีอยุธยา แต่ติดที่ว่า คณะมันเป็นอาคารแบบโมเดิร์นดิบๆนะสิครับ เลยมองไกลๆเหมือนสเคาท์เจอร์ประหลาดๆ(แต่สวยนะ) บนเกาะร้างมากกว่า คณะผมกับมัน มีสะพานไม้ข้ามคลองนี้เป็นสะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีของ 2 คณะไหนๆ เป็นคณะที่ไม่ค่อยคบใครพอๆกับไม่มีใครอยากคบ เราเลยต้องมาคบกันเองแบบจำใจน่ะครับ
ก่อนที่สติผมจะดับสลายไป




 

Create Date : 27 มกราคม 2556   
Last Update : 27 มกราคม 2556 13:32:54 น.   
Counter : 247 Pageviews.  

นิยายY-เมื่อแหงนมองจันทร์ผมเห็นตะวัน-ตอนที่ 1


ตอนที่ 1

กี่ปีมาแล้วนะ 5ปี 10ปี ไม่สิ 15 ปีมาแล้วนี่หว่า ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ผมแหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้า
สิ่งที่สะท้อนกลับมาในดวงตาผม ก็มีแต่ “ดวงตะวัน” ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน หรือกลางคืน

ทำไมนะเหรอ ......ผมจะเล่าให้ฟัง
ผมมีชื่อสุดหรู ที่ใครๆ เรียกว่า “นายสยมภู” ใช่ นายสยมภู ที่แปลว่าพระอิศวร 
หรือผู้ที่เกิดมาได้ด้วยตัวเอง 
ซึ่งมันโกหกชัดๆ ผมหนะ เกิดมาจากท้องแม่นี่แหละ เกิดมาทั้งๆที่เค้าไม่อยากให้เกิดหรอก
ผมน่าจะชื่ออย่างอื่น ที่แปลว่า “ผู้ที่เกิดมาจากความผิดพลาด” มากกว่านะ
ชื่อนี้ พ่อผมตั้งให้ ก่อนที่จะทิ้งแม่ไปมีเมียใหม่ ส่วนแม่ หลังจากที่พ่อทิ้งผมไปไม่เท่าไหร่ 
ผมจำเวลานั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ
แม่ก็ทิ้งผมไปอีกคน แม่คงกลัวจะน้อยหน้าพ่อมั้ง เลยทิ้งผมบ้าง แต่พระเจ้าคงปราณีผมอยู่บ้าง ตรงที่แม่ไม่ได้ทิ้งผมไว้ข้างถนน หรือใต้สะพานลอย แม่เอาผมมาฝากไว้กับเพื่อนสนิท คนที่ผมเรียกว่า “แม่นิ่ม” มาถึงทุกวันนี้

แล้วผม ชีวิตผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระอิศวรอย่างผม ตกเป็นข้าทาสบริวารของ “ดวงตะวัน” ได้ยังงัยนะเหรอ
ก็หลังจากที่แม่ยกผมให้ แม่นิ่มแบบฟรีๆ อย่างมีน้ำใจแล้ว ผมก็ย้ายมาอยู่กับแม่นิ่ม ที่หมู่บ้านจัดสรรแห่งนึง
ในเมืองหลวงนี่แหละ 

ตอนนั้น ผมกำลังอยู่ในอารมณ์พระเอกมิวสิควีดีโอเพลงเศร้า ผมตั้งชื่อเพลงเศร้าเพลงนั้นว่า “อังคารร้าวราน” แล้วกัน
ก็วันนั้นผมจำได้ว่าเป็นวันอังคาร ตอนที่แม่ โบกมือลาจากผม เดินไปขึ้นรถเก๋งคันโก้ ผมในขณะนั้น ทำได้แต่เพียง ร้องไห้จนตัวโยน โดยมี แม่นิ่มจับมือข้างนึงของผมไว้ มืออีกข้างนึงของแม่นิ่ม ลูบหัวผมอย่างปลอบประโลม รอบๆตัวผม เต็มไปด้วยละอองแห่งความหม่นหมอง ท่ามกลางแดดจ้าของเที่ยงวัน รอบตัวผม เต็มไปด้วยสีเทาดำ อ้างว้าง โดดเดี่ยว เสียงตะโกนเรียกแม่ ที่ไม่ว่าผมจะร้องออกไปดังมากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าแม่ไม่ได้ยินเสียงนั้นของผมด้วยซ้ำ ก็แม่หนะ เดินห่างจากผมออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่ชีวิต ตอน 5 ขวบของผม หม่นหมองอย่างที่สุด ผมกำลังเป็นพระเอกมิวสิคอย่างเต็มรูปแบบ
อารมณ์เศร้าของผมในเวลานั้น ถ้าพจน์ อานนท์ มาเห็น ในวันนี้ คงไม่มี มาริโอ้ ในวงการบันเทิงหรอกครับ
หากไม่มีมือนึง ที่ไม่ใช่มือของแม่นิ่ม เข้ามาจับมือผมอีกข้าง ที่แม่นิ่มไม่ได้จับไว้ (จะอธิบายให้งงทำไม) 
ผมไม่ขอเรียกว่านั่นคือการจับมือได้มั้ยครับ ผมขอใช้คำว่ากระชากเลยจะถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า
“นี่นาย หลานน้านิ่มใช่มั้ย พอดีเลย เรากำลังหาพวก นายช่วยมาเป็นพวกเราหน่อย” เสียงเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม
นี่แหละครับ  มันคือไอ้ดวงตะวันดวงนั้น ในชีวิตผม ตั้งแต่ 5 ขวบ วันนั้น จน อายุ 20 ปีในวันนี้
ไอ้ดวงตะวันดวงนี้ มันก็ไม่ไปไหน ดวงตะวันดวงนี้นั้น มันชื่อ “ฉานแสง” ครับ ไอ้ฉานมันเข้ามาทำลายบรรยากาศมิวสิควีดีโอผมอย่างหน้าด้านๆ ผสมผสานกับอาการหน้ามึน มันไม่รอคำตอบจากผม ที่ยืนงงเอ๋อแดก หรือแม่นิ่ม ที่ทำหน้าที่นางเอกมิวสิคต่างวัย ปลอบใจผมอยู่เลยครับ มันกระชากผมไม่พอ มันลาก ลาก แล้วก็ลากผม มาที่กำแพงข้างหมู่บ้าน ที่มีบันไดไม้อันใหญ่พอดูสำหรับเด็กอย่างผม วางพาดอยู่ 
ไอ้ฉาน มันปีนบันไดขึ้นไปก่อนครับ มันขึ้นไปยืนบนขอบกำแพง มองมาทางผม 
“ทำไมไม่ขึ้นมาหละ   เร็วๆหน่อยสิ พวกนั้นรออยู่” มันต้องเป็นลูก ผู้กำกับแห่งชาติแน่ๆครับ มันไม่ได้ถามผมแค่คำพูดนะ หน้าตามันหนะ ขมวดกันเป็นเกลียว เพิ่มสิ่งที่มันสงสัยเข้าไปด้วยครับ
แต่ ให้โดเรมอนกับโสนน้อยเรือนงาม เป็นแฟนกันเถอะครับ ก็ไอ้กำแพงนั้นนะ สูงมากนะครับ แล้วทั้งผมและมันหนะ
อายุ 5 ขวบเองนะ ชาติที่แล้ว ไอ้อ้วนนี่ มันคงเกิดเป็นลิงหรือกิ้งก่าแน่ๆ ผมไม่กล้าหรอกครับ ใครจะไปกล้า ผมไม่ใช่พญาวานรนะ สงสัยว่าผมในตอนนั้น คงทดความคิดติดไว้ในใจไม่ได้ คงจะมีสมการอะไรบางอย่างส่งออกมาทางสีหน้าบ้าง
“เอ้า ปีนขึ้นมาสิ เรารอจับอยู่ตรงนี้แหละ ไม่เป็นไรหรอกน่า เราขึ้นมาหลายครั้ง ไม่เคยตกเลยสักครั้ง “
มันคืออะไรครับ  คำพูดนั้น มันคือคำพูดปลุกใจ ให้กำลังใจ ใช่หรือไม่ครับ แล้วทำไม สายตา จิก เยี่ยงไก่ของมันถึงฉายแสงแรงกล้า ลงมาที่ผมละครับ ไม่พอนะ ไอ้พญาวานรมันพูดแล้ว มันก็ยื่นมือรอรับ ดังปากพูดจริงๆครับ
ผมที่ทำใจอยู่นาน ค่อยๆปีนขึ้นไปทีละขั้นบันได พร้อมขาน้อยๆที่สั่นไหว จนมือป้อมๆๆมือนั้นยื่นมาจับมือผมไว้ แล้วกระชากขึ้นไปยืนอยู่เคียงข้างมัน ประมาณว่าฉันจะอยุ่เคียงข้างเธอนั่นแหละครับ เมื่อผมตั้งสติได้ มองไปยังอีกฝั่งของกำแพงจึงรู้ว่า มันคือกองฟางขนาดใหญ่ ไล่ลงมาเป็นสโลปครับ ที่ผมอธิบายได้ขนาดนี้ เพราะตอนนี้ ผมรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วหนะสิครับ แต่ผมในตอนนั้นหนะ จำได้ว่าตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นมาก แล้วไอ้อ้วนที่อยู่ข้างๆผมหนะ ดูมันภูมิใจกับอาการตื่นเต้นของผมมากเลยนะ  ดูตัวมันยืดๆ และแอ่นๆ ยังงัยก็ไม่รู้ หรือว่ามันคือท่าเริ่มต้นที่จะแปลงร่าง
“เดี๊ยวกลิ้งลงไปนะ พวกนั้นรออยู่นานแล้วมั้ง ฝั่งนั้นเป็นโรงเรียน” พอมันพูดจบ มันก็กลิ้งลงไปเยี่ยงนินจาฮาโตริเลยครับ
ส่วนผม ก็ทำตามมัน  อยางหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่ผมว่า ในตอนนั้น ผมลืมนับนะ ว่ามันม้วนตัวลงไปกี่รอบ ผมจะได้ทำสเตปตามมัน ให้สมกับตำแหน่งผู้กำกับแห่งชาติของมัน สนองคุณมันแบบคอมโบ้เซตไปเลยครับ

สังเกตุอะไรกันมั้ยครับ  ว่าผมหนะ ยังไม่มีบทพูดอะไรสักคำเลยนะครับ เฮ้อออ......คนเขียนบทคงขี้เกียจ 
ไม่ใช่ครับ ผมหนะ เป็นเด็ก ที่เป็นเด็กจริงๆนะ ไม่ใช่เด็กแต่ตัวอย่างไอ้อ้วนฉานมัน ผมในตอนนั้นยังปรับอารมณ์ไม่ทันครับ
อีกอย่างผมงงกะไอ้ฉานด้วย แต่ผมก็เชื่องนะครับในตอนนั้น ผมไม่คัดค้านอะไรมันสักอย่างเลย แต่ตอนนี้ผม เก่งขึ้นแล้วนะครับ ผมกะไอ้ฉานหนะ เถียงกันแบบไม่มีใครยอมใคร เถียงกันประหนึ่งชิงถ้วยพระราชทานนั่นแหละครับ
ไอ้อ้วนฉาน มันจูงผมลัดเลาะแนวกองฟาง มาตามทางเดิน จนมาเจอสิ่งปลูกสร้าง สองหลังติดกัน กั้นด้วยทางเดินแคบๆจัดแลนด์สเคปด้วยต้นพุดร้อยมาลัย 1 ต้นถ้วน มันคือห้องน้ำนักเรียนหญิงและชายครับ ในตอนนั้นผมไม่คิดอะไรหรอกครับ ผมคิดไม่ออกหนะ แต่พอมาคิดถึงมันในตอนนี้สิครับ
ไอ้ฉานนะไอ้ฉาน มึง มึง เอาอะไรเข้ามาแปดเปื้อนในชีวิตกู ไอ้ ไอ้ ไอ้ ไอ้หล่อเอ้ย......
เอ่อ........ผมเป็นคนตรงๆครับ ด่าอะไรมักด่าตามความจริงเสมอ เฮ้อออออ!!!! ชีวิตผมอันเดอร์มันตลอดแหละครับ


ไอ้ฉานมันพาผมมาเจอ “พวก” ของมันครับ ก็เป็นเด็กรุ่นเดียวกันแหละครับ เป็นลูกครู-อาจารย์ในโรงเรียนนี้หนะครับ โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนมัธยม และพวกของไอ้ฉานบางคน ก็เรียนอนุบาลห้องเดียวกะมันเลยครับ ส่วนบางคนก็เพื่อนข้างห้อง เพื่อนของเพื่อน เยอะอย่างครับเยอะอย่าง นับได้ในตอนนั้นประมาณ 7 คนได้ ไอ้ฉานมันแน่แค่ไหนครับ คิดดู
“เฮ้ยย.....นี่พวกกูคนใหม่ จะมาเล่นกะเรา วันนี้เล่นเดี่ยวแล้วกัน ไม่เล่นหมู่” มาถึงมันก็ยัดเยียดผมเข้าเป็นหนึ่งในพวกมัน
เท่านั้นยังไม่หนำใจจอมบงการอย่างมันครับ มันยังออกคำสั่งเพื่อนคนอื่นๆด้วยครับ นั่นไม่เท่าไหร่ แต่ที่แปลกใจคือ ทุกคนพยักหน้ารับฟังคำสั่งไอ้ฉานกันหมดเลยครับ โอ้ ผมเพิ่งรู้ครับตอนนั้น ว่าไอ้ฉานเป็นหัวโจก เป็นหัวหน้าใหญ่ แล้วเราเล่นอะไรกันหนะเหรอครับ 
เล่นซ่อนหาครับ เล่นซ่อนหา ในโลเคชั่นที่ดีที่สุด ในกรุงเทพครับ ห้องน้ำนักเรียนหญิงและชาย ในโรงเรียนมัธยมแห่งนึง
บรรเจิดประเสริฐที่สุดเลยนะผมว่า คนที่คิดเอาสถานที่แห่งนี้ เป็นโลเคชั่นเล่นเกมส์ปัญญาอ่อนนี้ได้ ผมว่ามันต้องมีจินตนาการขั้นเทพ  มันน่าถูกส่งไปออกแบบเมืองใหม่ของดูไบจริง จริงนะครับ

ที่พูดมาทั้งหมด ผมประชดชีวิตครับ.....
โลเคชั่นของพวกผม ไม่ได้สำคัญแค่เป็นที่เล่นซ่อนหาอย่างเดียวนะครับ ด้านหลังห้องน้ำหนะ มีบ่อน้ำที่ก่อขั้นมา สูงท่วมหัวผมในตอนนั้นครับ แต่ในหลายปีต่อมา มันก็เตี้ยพอให้พวกผมปีนขึ้นไป และติ๊ต่างให้มันเป็น สวิมมิ่งพูล ส่วนตัวได้หนะครับ อนาถมั้ยครับชีวิตผม บ่อน้ำนั้นหนะ เป็นบ่อน้ำแบบเปิด สำหรับเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในห้องน้ำนะครับ
ปัจจุบันนี้บางทีที่ผมกะไอ้ฉานเดินไปย้อนอดีตวัยหวาน ก็เห็นพวกนักเรียนโข่ง มันจุ่มเท้าลงไปล้าง บ้าง ทิ้งขยะลงไปตามความคะนองบ้าง แล้วย้อนกลับไปถึงผมในตอนนั้นสิครับ มีแต่โสโครกและโสโครกครับ คิดถึงทีไร กระชากอ๊วกผมได้ทุกที


แต่นั่น มันก็เป็นวันแรกที่ผมได้รู้จักดวงตะวัน ไม่ใช่เหรอครับ หากไม่มีสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนั้น
จะมีกันและกันในวันนี้ได้ยังงัย จริงไหมครับ

จบตอนที่ 1




 

Create Date : 04 กันยายน 2555   
Last Update : 4 กันยายน 2555 13:20:17 น.   
Counter : 1001 Pageviews.  


T_Romance
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add T_Romance's blog to your web]