Is anybody out there?
Group Blog
 
All Blogs
 

Longpigs

Longpigs เป็นวงกีตาร์แบนด์ จากเมือง Sheffield ประเทศอังกฤษซึ่งประกอบไปด้วย Crispin Hunt (ร้องนำ/กีตาร์), Richard Hawley (กีตาร์), Simon Stafford (เบส) และ Dee Boyle (กลอง) โดยทางวงประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในช่วงกลางยุค 90 จากหลายซิงเกิลของงานเพลงชุดแรก The Sun Is Often Out เช่นเพลง On And On, She Said และ Lost Myself



ทางวงเริ่มต้นอย่างตะกุกตะกักพอสมควรหลังจากเซ็นสัญญากับ Elektra Records โดยก่อนที่จะได้ออกซิงเกิลแรกนั้น Crispin Hunt ได้ประสบอุบัติเหตุที่ทำให้เขาอยู่ในอาการโคมาถึงสามวัน ซ้ำทางค่ายเองก็กำลังมีปัญหา ทิ้งให้อนาคตของวงไม่แน่ไม่นอนเป็นอย่างยิ่ง ยังดีที่ Mother Record (ค่ายของ U2) ได้ซื้อสัญญาของวงไป จากนั้นทั้งสี่คนก็ได้ออกทัวร์อย่างหนักโดยเป็นวงเปิดให้กับ Echobelly, Supergrass และ Radiohead ในช่วงต้นของปี 1995

สามเพลงแรกที่ปล่อยออกมาอย่าง Happy Again, She Said และJesus Christ ทำได้แค่พอประมาณบนอันดับเพลง ต้องรอจน Far ที่เป็นซิงเกิลที่สี่ ถึงได้ไปอยู่ใน UK Top 40 ตามมาด้วย On and On บัลลาดสุดไพเราะที่ไต่ถึง Top 20 ของ UK Singles Chart ในที่สุด



Longpigs ได้ออกชุดแรก The Sun Is Often Out ที่มีกลิ่นดนตรีของ Radiohead (ยุคแรก) และ U2 ในเดือนเมษา ปี1996 ซึ่งงานชุดนี้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุดยอด 50 อัลบัมของปีโดยนิตยสาร Q และ Melody Maker และพวกเขาก็ยังประสบความสำเร็จไม่น้อยบนฝั่งอมริกาโดยได้ร่วมทัวร์กับ Echo & the Bunnymen, Dandy Warhols และเป็นวงเปิดให้กับ U2 (PopMart world tour) อีกหลายครั้ง เพลง On And On นั้นก็ได้ติดถึง top ten ของสถานีเพลง Alternative ที่มีอิทธิพลอย่าง KROQ อีกทั้งยังถูกรวมอยู่ในซาวด์แทรกของ Mission: Impossible อีกด้วย



แต่กับอัลบัมที่สองของวง Mobile Home ซึ่งทิ้งช่วงจากชุดแรกถึงเกือบสองปีนั้น ไม่สามารถเทียบได้กับความสำเร็จครั้งก่อน โดยยอดขายจางหายไปเรื่อยๆหลังจากติด top 40 ได้ไม่นาน อีกทั้งมือกลอง Dee ฺBoyle ได้ลาออกจากวง บวกกับการปิดตัวลงของ Mother Record ทำให้สุดท้ายสมาชิกที่เหลือก็ได้ทำการยุบวงในที่สุด



Richard Hawley ได้ไปเล่นให้กับวง Pulp อยู่สักพักหนึ่งก่อนแยกตัวออกมาทำงานเดี่ยวในสไตล์ที่แต่งต่างอย่างสิ้นเชิงกับวงเก่า (ผมกับเพื่อนเห็นพ้องกันว่าเขาคือ Elvis หลงยุค) ซึ่งเขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมถึงขั้นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Mercury Prize ในปี 2006 กับงานชุดที่ 4 ของเขา Coles Corner (แต่เป็น Arctic Monkeys ที่คว้าไปครอง)



ส่วน Hunt นั้นไม่ประสบความสำเร็จเลยกับวงใหม่ Gramercy ที่ทำร่วมกับ Nigel Hoyle (อดีตวง Gay Dad ที่ดังจากอัลบัมแรกอัลบัมเดียวเช่นกัน) โดยได้ออกซิงเกิลมาเพลงเดียวก่อนที่จะเงียบหายไป อย่างไรก็ตามเขาก็ทำได้ดีทีเดียวในฐานะ นักแต่งเพลงและ producer ให้กับศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Florence and The Machine, Natalie Imbruglia, Ron Sexsmith

ที่มาข้อมูล
http://en.wikipedia.org/wiki/Longpigs




 

Create Date : 07 มีนาคม 2553    
Last Update : 7 มีนาคม 2553 7:12:36 น.
Counter : 361 Pageviews.  

Bella Union ค่ายเพลงอิสระที่น่าจับตามองที่สุดในตอนนี้

ผมเริ่มได้ทำความรู้จักกับ Bella Union จากรายการวิทยุของ Guy Garvey นักร้องนำวง Elbow ซึ่งเป็นตอนนี้เป็น DJ อยู่ที่ BBC 6 โดยหลังจากเปิดเพลง White Winter Hymnalของ Fleet Foxes พี่แกก็เชียร์อย่างออกนอกหน้าว่านี่เป็นงานจากเป็นค่ายเพลงที่ดีที่สุดในโลกในขณะนี้ ซึ่งอาจไม่เป็นเรื่องเกินเลยถ้าหากดูรายชื่อของศิลปินต่างๆของค่ายตอนนี้เช่น The Dears, The Acorn, Andrew Birds, Explosion In The Sky , My Latest Novel และแน่นอน Fleet Foxes เจ้าของสุดยอดอัลบัมเปิดตัวยอดเยี่ยมแห่งปี 2008 จากหลายสำนัก

Bella Union ก่อตั้งในปี 1997 โดย สมาชิกวง Cocteau Twins (วงชั้นนำคู่บุญของค่าย 4AD) ซึ่งได้แรงผลักดันจากความท้อแท้ผิดหวังจากอุตสาหกรรมดนตรีและการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการที่เคยเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่อย่าง Mercury มาก่อน โดยเริ่มแรกนั้นตั้งใจจะใช้เพื่อออกงานของทางวงเองรวมทั้งผลงานร่วมกับศิลปิน อื่นๆ แต่ภายหลังจากนั้นไม่นาน Cocteau Twins ได้ยุบวงลง แต่ Robin Guthrie (ผู้ก่อตั้งวง / กีตาร์) กับ Simon Raymonde (มือเบสของวงตั้งแต่ปี 1984) ได้ตัดสินใจที่จะรักษาค่ายไว้ต่อไปและได้เซ็นสัญญา(หรือไม่บางทีก็ตกลงกันแบบปากเปล่า) กับวงในยุคแรกๆได้แก่ Dirty Three, Françoiz Breut, The Czars โดยทางค่ายขึ้นชื่อในเรื่องความหลากหลายของแนวเพลงและความอิสระที่ให้กับศิลปินเนื่องจากว่าเจ้าของทั้งสองก็เคยเป็นนักดนตรีมาก่อนเลยเข้าใจในธรรมชาติการทำงานอีกทั้งต้องการให้เกียรติกับเจ้าของผลงานนั้นๆอีกด้วย

ในปี 2000 หลังจาก Guthrie ได้แยกตัวและเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อที่ทำงานส่วนตัวในฐานะนักดนตรีอีกครั้ง Simon ก็ได้กุมบังเหียนค่ายเพียงคนเดียว ซึ่งเขาต้องเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกกับการทำงาน และเก็บเกี่ยวประสบการ์ณอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งในปี 2006 นับเป็นปีที่ทางค่ายประสบความสำเร็จและเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นจากวง Midlake, The Dears, Howling Bells โดยเฉพาะนักร้อง/นักแต่งเพลงFionn Regan ที่ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงอัลบัมยอดเยี่ยมของ Mercury Prize ในปีถัดมา อย่างไรก็ตาม Simon เองก็เคยพลาดโอกาสที่จะทำงานกับศิลปินดีๆหลายรายเหมือนกัน เช่น Antony and the Johnsons และ Martha Wainwright โดยเหตุผลง่ายๆว่าเขาไม่ได้ชอบผลงานของศิลปินดังกล่าวในขณะนั้น

กับผลงานหลากหลายแต่มีเอกลักษณ์ที่ทางค่ายได้ปล่อยออกมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งศิลปินรายใหม่ๆที่เรียงคิวกันออกผลงานในช่วง 2-3 ปีล่าสุดเช่น Beach House, The Low Anthem, Our Broken Garden, Vetiver , Peter Broderick นั้นต่างได้รับการตอบรับในแง่ดีเยี่ยมจากคนฟังและนักวิจารณ์ ทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของค่ายเพลงอิสระแห่งนี้ แม้กระทั่งตัวผู้ก่อตั้งคือ Simon เองนั้นก็ได้กลายเป็นโปรดิวเซอร์เนื้อหอมไปแล้ว


Simon Raymonde


Fleet Foxes




The Dears




The Acorn




ที่มาข้อมูล
http://en.wikipedia.org/wiki/Bella_Union
http://drownedinsound.com/in_depth/1829146
http://www.independent.co.uk/arts-entertainment/music/features/bella-union-record-label-succeeds-for-all-the-right-reasons-449267.html




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2552 5:18:09 น.
Counter : 386 Pageviews.  

The Uglysuit

The Uglysuit

วงดนตรีหกชิ้นน่าจับตามองจากเมือง Oklahoma-อเมริกา แนวเพลงผสมผสานตั้งแต่โฟลค์, Psychedelic จนถึงโพสท์ร็อค โดยทั้งหมดถูกร้อยเรียงกันด้วยเสียงเปียโนและกีตาร์ถึง 3 ชิ้น ทางวงเจอกันที่โรงเรียนคริสต์และเริ่มเล่นร่วมกันในฐานะวงดนตรีประจำโบสถ์ นักร้องนำ Israel Hindman นั้นเคยร้องนำให้กับวงที่เล่นสครีมโมและฮาร์ดคอร์มาก่อน แต่สุดท้ายได้เปลี่ยนไปเป็นทำเพลงที่เขาเชื่อว่าจะเข้าถึงจิตใจผู้คนอย่างลึกซึ้งมากกว่า

งานชุดแรกชื่อเดียวกับวงที่ออกในปี 2008 นั้นมีทั้งหมด 9 เพลง ซึ่งอาจฟังดูน้อย แต่กับความยาวร่วม 45 นาที บวกกับความหลากหลายของอารมณ์, โครงสร้างและบรรยากาศในแต่ละหนึ่งเพลง (คล้ายกับ Paranoid Andriod ของ Radiohead แต่ไม่ซับซ้อนขนาดนั้น) รวมทั้งบางช่วงของอัลบัมที่เชื่อมแต่ละแทรคกันอย่างแนบเนียนนั้น อาจจะพูดได้ว่าเป็นงานเพลงที่ถูกออกแบบให้ฟังแบบรวดเดียวทั้งอัลบั้มได้เหมือนกัน

ถ้าใครชอบงานของ The Flaming Lips, Fleet Foxes, The Shins น่าจะลองเข้าไปฟังเพลงที่ my space ของวง(http://www.myspace.com/theuglysuit)นะครับ แนะนำเพลง Brownblue's Passing กับ Chicago ก่อนเลยครับ

สมาชิกวง
Israel Hindman
Kyle Mayfield
Jonnnathan Martin
Crosby Bray
Colin Bray
Dustin Maynord





http://www.myspace.com/theuglysuit

ที่มา
-http://www.rollingstone.com/blogs/breaking/2008/11/breaking-the-uglysuit.php
-http://theuglysuit.wordpress.com/about/




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2552    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2552 5:21:07 น.
Counter : 204 Pageviews.  

Unbelievable truth

Unbelivable Truth เป็นวงดนตรีจากประเทศอังกฤษนำโดย Andy Yorke น้องชาย Thom Yorke นักร้องนำของ Radiohead โดยร่วมกับ Nigel Powell, Jason Moulster และ Jim Crosskey

ประวัติ

ก่อตั้งวงเมื่อปี ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536) ที่เมือง Oxford โดยใช้ชื่อวงจากภาพยนตร์เรื่อง The Unbelievable Truth ของ Hal Hartley ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 4 ปีให้หลังทางวงได้ออกซิงเกิ้ลแรก Building กับค่ายเพลงท้องถิ่น Shifty Disco และได้ปล่อยอัลบั้มเต็ม Almost Here กับค่าย Virgin records ในปีถัดมา แต่หลังวงถูกปล่อยจาก Virgin Sorrythankyou อัลบัมที่สองก็ได้ถูกออกจำหน่ายกับ Shifty Disco ในปี 2000 โดยหลังจากนั้นในปีเดียวกัน พวกเขาได้ทำการยุบวงเนื่องจากการแยกตัวออกไปของ Andy

อย่างไรก็ตามปี 2001 ทางวงได้ออกอัลบัมคู่ Misc. Music ซึ่งบรรจุเพลง B-side, เพลงที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน รวมทั้งบันทึกการแสดงสดจากงานอำลาวงที่ the Zodiac ในเมือง Oxford เมื่อวันที่ 16 กันยายน ปี 2000.

Nigel Powell นอกจากจะร่วมงานกับวง Dive Dive เขาได้ตั้งวงใหม่ที่ชื่อ The Sad Song Co. โดยได้ออก 3 ซิงเกิ้ลกับอีกหนึ่งอัลบั้มเต็มและกำลังทำผลงานชุดใหม่อยูในขณะนี้ ส่วน Jason และ Jim ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของวง Nine Stone Cowboy ร่วมกับอดีตสมาชิกของ Ride และ Candyskin ที่มาจาก Oxford เช่นกัน

ถึงแม้ว่าในปี 2005 สมาชิกของวงได้ร่วมกันแสดงคอนเสิร์ตเฉพาะกิจเพื่อช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุ การณ์สึนามิ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆที่แสดงว่าทั้งหมดจะกลับมารวมวงอย่างเป็นทาง การอีกครั้ง

Simple อัลบัมเดี่ยวชุดแรกของ Andy ที่ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าอย่าง Nigel และ Jason จะออกวางจำหน่ายในต้นปี 2008

อัลบั้ม
1998 Almost Here
2000 Sorrythankyou
2001 Misc. Music


ปล.- เป็นอีกวงที่แปลไว้บนไทยวิกิครับ
- คราวหน้าว่าจะเริ่มเขียนถึงวงใหม่ๆบ้าง (>.<)






 

Create Date : 20 ตุลาคม 2552    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2552 5:25:46 น.
Counter : 223 Pageviews.  

The Electric Soft Parade

The Electric Soft Parade เป็นวงดนตรีอินดี้จากเมือง Brighton ประเทศอังกฤษโดย มีสองพื่น้องตระกูล White คือ Alex และ Tom เป็นแกนหลักของวง ร่วมด้วยนักดนตรีที่มาร่วมบันทึกเสียงและแสดงสดได้คือ Matthew Twaites จาก Restlesslist ในตำแหน่งมือเบส และ มือกลอง Mathew Priest จากวง Dodgy

Alex และ Tom ร่วมกันฟอร์มวงที่ชื่อ Fixed Ascent ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น The Feltro Media มาก่อนที่จะใช้ชื่อ The Soft Parade และเซ็นสัญญากับค่ายดนตรีอินดี้ DB ในปี 2001 ไม่นานนักหลังจากซิงเกิ้ลแรกๆได้รับความสนใจจากสื่อดนตรีร็อก พวกเขาต้องเปลี่ยนชื่อวงอีกครั้งโดยเติม 'Electric' เข้าไปเพราะโดนขู่ว่าจะถูกเล่นงานทางกฎหมายจากวงที่ใช้ชื่อเดียวกันมาก่อน แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถหยุดแรงทะยานสู่ความสำเร็จของพวกเขาได้ ทั้งนี้ Holes In The Wall อัลบัมแรกของพวกเขาซึ่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2002 ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจาก the Mercury Music Prize ในปีถัดมา ถึงแม้ว่าทางวงจะไม่ได้รับรางวัลก็ตาม

หลังจากอัลบัมที่สอง The American Adventure ได้ออกกับค่าย BMG records ในปี 2003 Alex และ Tom ได้เริ่มทำโปรเจกต์ในชื่อ Brakes ร่วมกับ Eamon Hamilton อดีตมือคีย์บอร์ดของวง British Sea Power และ Marc Beatty จาก The Tenderfoot นอกจากนั้นทั้งคู่ยังได้ช่วยเหลือวงหน้าใหม่จากเมืองเดียวกัน ได้แก่ The Pipettes and Actress Hands ในเดือนมกราคม ปี 2008 Tom ได้ไปช่วยตีกลองให้กับ British Sea Power เนื่องจากมือกลองของทางวงประสบอุบัติเหตุ

ทางวงได้ออก The Human Body EP กับค่าย Truck Records เดือนธันวาคมปี 2005 ซึ่งบรรจุ 6 เพลงที่เป็นตัวบ่งบอกแนวความคิดของงานอัลบัมเต็มชุดใหม No Need to Be Downhearted่ ซึ่งออกในปี 2007 ได้เป็นได้อย่างดี

ผลงาน

* Holes in the Wall (กุมภาพันธ์ 2002)
* The American Adventure (ตุลาคม 2003)
* The Human Body EP (ธันวาคม 2005)
* No Need to Be Downhearted (เมษายน 2007)

myspace
http://www.myspace.com/electricsoftparade

ปล.
-บทความถูกเอามาจาก Thai Wiki ที่ผมเขียน(แปล)ไว้เมื่ิอปีก่อนครับ
-ได้ฟังเพลงของวงนี้จาก get indie (ไม่แน่ใจว่าจากดีเจอ้อหรือเปล่า)
-อ้อ ยินดีต้อนรับสู่บล็อกนะครับ




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2552    
Last Update : 20 ตุลาคม 2552 5:07:07 น.
Counter : 211 Pageviews.  


oaht
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




RestackMusic ร้านขายซีดีลิขสิทธ์แท้มือสองจากประเทศอังกฤษ ส่งแผ่นฟรีถึงมือผู้รับ!!! Rock, Britpop, Indy, Garage, Lo-Fi, Shoegazer, Postrock, Postpunk, etc.
Friends' blogs
[Add oaht's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.