ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา
 
 

How Can Man be Born Again?

มนุษย์จะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร

How Can Man be Born Again?

....สำหรับผู้สนใจในพระเจ้าครับ.....

มนุษย์จะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร
โดย ชักค์ สมิธ


ซ่อนอยู่ในเสื้อคุมในความมืด

ชายคนหนึ่งเดินอย่างระมัดระวังไปหาพระเยซูชาวนาซาเร็ทชายคนนี้เป็นขุนนางคนหนึ่งของชาวยิว เขาได้รอจนถึงเวลากลางคืนเพราะเขามีคำถามที่จำเป็นจะต้องถาม คำถามที่ไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยินเขายืนรอยู่ห่างๆ นิโคเดมัสเฝ้าดูพระเยซูกระทำการมหัสจรรย์หลายอย่างเขารู้ว่าไม่มีใครสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากพระเจ้าทรงอยู่กับผู้นั้นในที่สุดเขาเห็นพระเยซูอยู่ตามลำพัง จึงเป็นโอกาสที่จะถามคำถามนั้น

“อาจารย์” นิโคเดมัสเริ่ม “พวกเรารู้ว่าท่านเป็นครูมาจากพระเจ้าเพราะไม่มีใครสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากพระเจ้าสถิตย์อยู่กับท่าน”

พระเยซู, ตอบตรงเป้าหมายตามแบบของพระองค์,
พระองค์รู้ว่านิโคเดมัสต้องการอะไร?

“ถ้าผู้ใดไม่บังเกิดใหม่” พระองค์ตอบ “ผู้นั้นไม่สามารถเห็นแผ่นดินของพระเจ้าได้”
พอถึงตรงจุดนี้, นิโคเดมัสถามอย่างถูกต้อง “ท่านหมายความว่าอย่างไร?

“บังเกิดใหม่”

คำถามนี้ มนุษย์ได้ถามกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เมื่อเขา ศึกษาข้อความใน

ยอห์น ๓: ๓ บังเกิดใหม่ หมายความว่าอย่างไร?
คุณเข้าใจไหมว่า พระเจ้าเริ่มสร้างมนุษย์เริ่มแรกนั้นเป็นสามมิติ คือ จิตวิญญาณ,จิตใจ และ ร่างกาย จิตใจของเราถูกควบคุมโดยจิตวิญญาณ ดังนั้น เมื่อจิตวิญญาณเป็นผู้ควบคุม มนุษย์สามารถติดต่อและมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้


ในอีกทางหนึ่ง, พวกต้นพืชมีชีวิตเพียงมิติเดียว คือสิ่งที่เรามองเห็นด้วยตา คือเป็นรูปร่าง (ตัวตน) ต้นไม้ได้รับอาหารจากดินและในอากาศมีพืชจำนวนน้อยมากที่กินแมลงเป็นอาหารรากของต้นไม้ยึดแน่นอยู่กับที่ในขณะที่มีการแพร่พันธุ์ โดยเมล็ดตามหลักของการขยายพันธุ์

ส่วนสัตว์นั้น มีสองมิติ คือ เป็นรูปร่างและมีจิตสำนึก สัตว์ใช้พืชและสัตว์อื่นเป็นอาหารและสามารถเคลื่อนที่ได้ไกล
การสืบพันธุ์ของสัตว์เป็นเหมือนพืช คือเป็นไปตามหลักของการผสมพันธุ์แต่อาณาจักรสัตว์สูงกว่าอาณาจักรของพืชมาก เพราะสัตว์มีจิตใจและเคลื่อนที่ได้


เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์นั้น พระองค์สร้างมนุษย์เป็นสามมิติคือจิตวิญญาณ,จิตใจ และ ร่างกายส่วนที่เพิ่มมาคือจิตวิญญาณซึ่งทำให้มนุษย์อยู่เหนือกว่าสัตว์และพืช มากเพราะมนุษย์สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้


พระเยซูตรัสว่า พระเจ้าเป็นจิตวิญญาณ
และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและ
ด้วยความจริง (ยอห์น ๔:๒๔)เมื่อเริ่มแรกที่พระองค์สร้างมนุษย์นั้น (โดยมีจิตวิญญาณ, จิตใจ และร่างกาย)


พระองค์สร้างมนุษย์เพื่อจะได้มีสามัคคีธรรม (ความสัมพันธ์) กับพระองค์เรามีข้อพระคัมภีร์ที่ดีมากข้อหนึ่งใน
ปฐมกาล ๓: ๘ “เวลาเย็นวันนั้นเขา(อาดัมและเอวา)ทั้งสองได้ยินเสียงของพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน”มนุษย์พบกับพระเจ้าและอยู่ร่วมกับพระเจ้าเพราะมนุษย์มีมิติที่เป็นจิตวิญญาณแต่เมื่อจิตวิญญาณของมนุษย์ตาย เขาลดลงมาเป็นสองมิติเหมือนสัตว์ในความคิดของมนุษย์นั้น เขาจะเป็นห่วงเกี่ยวกับความต้องการของร่างกาย และความอยากของร่างกายเป็นอันดับแรกจิตวิญญาณของมนุษย์ตาย เพราะการกระทำบาป และความบาปในตัวของมนุษย์


เมื่อเริ่มแรกที่พระเจ้าสร้างมนุษย์, มนุษย์อาศัยอยู่ใสภาพ ที่บริสุทธื์สมบูรณ์มีร่างกายแข็งแรง ไม่มีเชื้อพันธุ์ที่บก พร่อง เพราะว่าจิตวิญญาณของมนุษย์ยังไม่ตายเขาจึงมีสามัคคี ธรรมอยู่ร่วมกับพระเจ้า แต่พระเจ้าให้มนุษย์มีการตัดสินใจเลือกว่ามนุษย์จะอยู่กับพระเจ้าและมีความสามัคคีธรรมกับพระองค์เพราะเขารักพระองค์? หรือเพราะว่าเขไม่มีทางเลือก?

เพื่อจะรู้ใจจริงของมนุษย์,

พระเจ้าจึงให้มีต้นไม้ที่ดึงดูดใจ ไว้ท่ามกลางสวนเอเดน
เป็นต้นไม้ที่ห้ามไม่ให้กินผลของมัน ผลของต้นไม้นี้จะทำให้จิตวิญญาณตายดังนั้นมนุษย์จึงต้องตัดสินใจเลือก ว่าเขา จะอยู่และมีความสามัคคีธรรมกับพระเจ้าต่อไป หรือ เขาต้องการจะสนองความต้องการฝ่ายเนื้อหนังซึ่งจะทำให้เขาแตกแยกจากพระเจ้า?

น่าเสียใจจริงๆ, อาดัมเลือกที่จะสนองความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง และเขาได้กินผลไม้ต้องห้ามนั้น จิตวิญญาณของเขาจึงตาย ในขณะเดียวกันมนุษย์จึงมีเหลืออยู่เพียงสองมิติ คือ ร่างกาย และจิตใจ


พระเยซูตรัสกับนิโคเดมัสว่า เขาจะต้องบังเกิดใหม่(ยอห์น ๓:๗) เราต้องมีการบังเกิดใหม่ทางด้านฝ่ายจิตวิญญาณ
เราเกิดมาครั้งหนึ่งด้านเนื้อหนังและแยกออกจากพระเจ้า
แต่ เราต้องมีการเกิดใหม่ด้านฝ่ายจิตวิญญาณถ้าเราต้องการรู้จักพระพรและสันติสุขที่มาจากการดำเนินชีวิตที่
มีความสามัคคีธรรมกับพระเจ้า


อาดัมได้ฆ่าจิตวิญญาณ และพบว่าไม่มีทางที่จะทำให้
จิตวิญญาณนี้ฟื้นคืนได้โดยการทำความดี, โดยเป็นคนเคร่งศาสนา หรือทำตามกฏและระเบียบเราอาจพยายามทำความดี แต่เราไม่สามารถทำความดีได้เพียงพอพระเยซูตรัสกับนิโคเดมัสต่อไปว่า, “ถ้าท่านไม่บังเกิดใหม่,ท่านจะไม่เห็นแผ่นดินของพระเจ้า” (ยอห์น๓:๓)

มนุษย์ฝ่ายเนื้อหนัง(ธรรมดา)ไม่สามารถเข้าใจมิตินี้ได้
เขาหยั่งรู้ไม่ถึง เปาโลเขียนถึง คริสต์จักร์โครินธ์ว่า

“อันความคิดของมนุษย์นั้น ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้เว้นแต่จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นเองฉันใดพระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้นเราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลกแต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า

เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานให้แก่เราเรากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้แต่..ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณ ได้ทรงสอน คือ เราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณให้คนที่มีวิญญาณฟัง

แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตุด้วยวิญญาณ"(๑โครินธ์ ๒:๑๒-๑๔)


ดังที่เปาโลบอกว่ามนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรู้และเข้าใจสิ่งเกี่ยวกับพระวิญญาณเพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่โง่เขลา
จึงเป็นการยากในการติดต่อพูดจาระหว่างมนุษย์ที่มี
พระวิญญาณกับมนุษย์ธรรมดาเพราะเหมือนกับมีอ่าวมหาสมุทรขั้นกลางไว้ คุณเคยสังเกตุไหมว่า เป็นการยากที่จะอธิบายสิ่งต่างๆให้เด็กฟังซึ่งอาจทำให้คุณผิดหวังได้ คุณคิดว่า “ทำไมเด็กไม่ เข้าใจ?

ฉันอธิบายอย่างชัดเจน ง่ายๆ มีเหตุผลเห็นได้ชัดทำไมเขาจึงมองไม่เห็น?”

ในด้านฝ่ายจิตวิญญาณ, มนุษย์ธรรมดาเป็นเหมือนเด็ก
พระคัมภีร์บอกเราว่า มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรู้และเข้าใจ สิ่งเกี่ยวกับจิตวิญญาณเพราะเขาจะต้องสังเกตุด้วยจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นพระเยซูจึงบอกว่า

“คุณต้องบังเกิดใหม่ ถ้าคุณต้องการเห็นแผ่นดินของพระเจ้า”
ถ้าคุณจะเห็นมิติของแผ่นดินของพระเจ้าคุณจำเป็นต้องมีการเกิดด้านฝ่ายจิตวิญญาณ ดังนั้นคุณต้อง บังเกิดใหม่
ดังนั้น, นิโคเดมัส จึงถามว่า

“ข้าพเจ้าจะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร?
มีวิธีใดที่มนุษย์ จะบังเกิดใหม่ได้?

สิ่งนี้เป็นไปได้อย่างไร?”

พระเยซูจึงอธิบายโดยยกตัวอย่าง เพื่อนิโคเดมัสจะเข้าใจได้พระองค์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์เดิมว่า เมื่อลูกหลานชาวอิสราเอลอยู่ในป่ากันดารเขาเริ่มบ่นต่อว่าพระเจ้าและโมเสส เขาบ่นว่า,“เขา (พระเจ้าและโมเสส)ได้นำเราออกมาจากอียิปต์เพื่อจะฆ่าเราเสียในถิ่นทุรกันดารเราไม่มีอาหารกิน และเราเบื่อมานา (อาหารที่พระเจ้าประทานให้)"
(กันดารวิถี ๒๑: ๕)


เพราะเขาพร่ำบ่นและร้องต่อว่าพระเจ้า, พระองค์จึงอนุญาติให้งูเข้ามาในค่ายในไม่ช้าคนเป็นจำนวนร้อย ตายเพราะถูกงูพิษกัดชาวอิสราเอลจึงวิ่งมาหาโมเสสและขอโทษ,ขอร้องให้โมเสสทูลขอต่อพระเจ้าให้กับพวกเขา
โมเสสจึงทูลขอต่อพระเจ้าให้รักษาคนเหล่านั้นให้หาย
แต่อย่างไรก็ตาม, พระเจ้ารักษาเขาให้หายโดยมีเงื่อน
ไขซึ่งขึ้นอยู่กับตัวของเขาชาวอิสราเอล เอง


ในกันดารวิถี ๒๑: ๘ เราอ่านพบว่า

“และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่าจงทำงูแมวเซาขึ้นตัวหนึ่ง ผูกติดไว้กับที่เสา ทุกคนที่ ถูกงูกัด จงมองดู(งูที่ผูกไว้กับเสา) แล้วเขาจะมีชีวิตอยู่”

ดังนั้นโมเสสจึงทำงูทองเหลืองขึ้นตัวหนึ่ง และผูกไว้กับเสาท่ามกลางค่าย ถ้าใครที่ถูกงูพิษนั้นกัด จะถูกสั่งให้มองดูงูทองเหลืองที่ผูกไว้บนเสานั้นและในทันใดเขาจะถูกรักษาให้หาย


ข้าพเจ้าขออธิบายเบื้องหลังสิ่งที่กล่าวมานี้ คือ
ในพระคัมภีร์ทองเหลืองเป็นสัญญาลักษณ์ของการพิพากษา ของพระเจ้า
ชาวอิสราเอลมีแท่นบูชาเป็นทองเหลืองเป็นที่ถวายเครื่องสักการะบูชา(๒ พงศ์กษัตริย์ ๑๖: ๑๕)และ ในพระคัมภีร์ งูเป็นสัญญาลัษณ์ของความบาป(งูในสวนเอเดน—ปฐมกาล ๓:๑๓)แต่อย่างไรก็ตามในที่นี้,

การยกงูขึ้นบนเสาอ้างถึงไม้กางเขนที่พระเยซูต้องถูกตรึง
พระเยซูตรัสว่า “พระบุตรจะต้องถูกยกขึ้น” (ยอห์น ๓:๑๔)

และ ในยอห์น ๑๒: ๓๒พระองค์ตรัสว่า“เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้วเราจะชักนำคนทั้งหมดมาหาเรา”

พระเยซูได้พยากรณ์ว่า พระองค์จะต้องตายบนไม้กางเขน
ดังนั้น,งูทองเหลืองบนเสา เป็นสัญญาลักษณ์ของความบาปของเราถูกพระเจ้าตัดสิน บนไม้กางเขนเหมือนดังที่โมเสสยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดาร บุตรมนุษย์ (พระเยซู)
ก็จะถูกยกขึ้นเหมือนกัน


มนุษย์จะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร?

เขาจะบังเกิดใหม่ได้โดยวิธีการที่พระเจ้าให้พระบุตรของพระองค์ตายแทนเราพระเยซูรับโทษแทนความบาปของเรา โดยตายแทนที่เราเมื่อเราเข้าใจในสิ่งนี้ และมองที่พระเยซูโดยความเชื่อบนไม้กางเขน,เรารับรู้ว่าพระองค์ตายแทนความบาปของเรารับการตัดสินจากพระเจ้าเพราะเรา

ให้คุณนึกภาพว่าคุณเป็นเด็กชาวอิสราเอลเมื่อ ๓,๘๐๐ปีก่อนและเมื่องูเข้ามาในค่าย ในวันหนึ่งคุณกำลังสนทนากับเพื่อนอยู่ในค่าย

งูเลื้อยเข้ามาและกัดที่เท้าของเพื่อน
คุณมองด้วยความผิดหวังเมื่อเห็นเท้าของเพื่อนบวมขึ้น
และในไม่ช้าเพื่อนก็ดิ้นชักดังนั้นคุณจึงลากเพื่อนของคุณออกมาจากค่ายและร้องบอกว่า

“มองดูงูที่ผูกไว้บนเสา ตัวที่โมเสสผูกติดไว้กลางค่าย”
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมการมองที่งูนั้นจะช่วยข้าได้อย่างไร?”
เพื่อนตอบ "ไม่ต้องเถียง”
คุณตะโกน “แค่มองเท่านั้น”
“แต่ข้าไม่เข้าใจ ทำไมการมองงูที่บนเสาจะช่วยข้าได้?
ข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” คุณตอบอย่างอ่อนใจ

พยายามอธิบาย
“ฉันรู้เพียงแต่ว่าคนหลายร้อยคนรอบๆตัวเรานี่ กำลังจะตายเหมือนเธอนี่แหละ เขามองดูงูที่บนเสา
และเดี๋ยวนี้เขายังมีชีวิตอยู่. มอง!”

“นั่นเป็นเรื่องที่โง่เขลา” เพื่อนปฏิเสธ “ข้าจะไม่มอง”
แล้วเพื่อนของคุณก็สิ้นชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ

คุณไม่ได้ขอให้เพื่อนทำสิ่งที่น่ากลัวอย่างไรเลย เพียงแต่ขอให้เขามองเท่านั้นเขาไม่จำเป็นต้องเข้าใจถึงวิธีการเพื่อที่จะได้รับผลประโยชน์จากการมองนั้น

ในทำนองเดียวกัน, พระเยซูคริสต์ตายเพื่อความบาปของเราเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจถึงวิธีการ ว่าจิตวิญญาณบังเกิดใหม่ได้อย่างไรเราไม่จำเป็นต้องรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เราเพียงแต่รู้ว่ามันเป็นไปได้เหมือนชาวอิสราเอลในทะเลทราย...เราไม่จำเป็นต้องรู้ถึงวิธีการเพื่อจะชื่นชมยินดีในผลลัพท์ เราสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมสามัคคีธรรมอย่างมีสติกับพระเจ้าได้ เราสามารถรู้ถึงการอัศจรรย์เพื่อจะมีชีวิตนิรันดร์ และเป็นอิสระจากบาปได้ พระเยซู อธิบายถึงวิธีของการบังเกิดใหม่ เมื่อพระองค์ตรัสว่า“เหมือนโมเสส ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดาร บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นและใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์ จะไม่ตายแต่มีชีวิตนิรันดร์”(ยอห์น ๓: ๑๔-๑๕)

ถ้าคุณไม่บังเกิดใหม่ คุณมีชีวิตได้อย่างดีที่สุดแค่สองใน
สามส่วนเท่านั้นมนุษย์ธรรมดามีจิตสำนึกถึงความจริงว่า
บางสิ่งบางอย่างขาด (ไม่เต็ม)ในชีวิตของเขา และแสวงหาบางสิ่งบางอย่างที่ขาดนั้นมาเพิ่มเติมอยู่ตลอดไป


ปัญหาคือ มนุษย์แสวงหาสิ่งที่ขาดนั้น ในทางร่างกายหรือทางอารมณ์ความรู้สึก แต่ในที่สุด,ถึงแม้ว่า มนุษย์จะบำเรอให้ความสนุกสนานต่อตนเองทางด้านร่างกายและความรู้สึกมากเท่าไร เขาก็ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอยังมีบางสิ่งบางอย่างขาดอยู่ทั้งนี้เพราะไม่มีสิ่งใดจะแทนที่การขาดของพระวิญญาณได้ นอกจากการบังเกิดใหม่


มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อสรรเสริญพระเจ้า
ถ้าคุณไม่สรรเสริญพระเจ้าที่แท้จริงและพระเจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่แล้ว คุณจึงหาสิ่งอื่นแทน อาจจะเป็นรถ หรือ บ้าน หรือ เรือ ไปเรื่อยๆไม่มีวันสิ้นสุด

การสรรเสริญเป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ภายในของมนุษย์ คุณอาจจะคิดว่าสิ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ง่ายเกินไป คุณอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไม


คุณสามารถมีการเกิดทางด้านฝ่ายจิตวิญญาณได้โดยการเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้นง่ายดังที่กล่าวมาแล้ว, พระเจ้าให้เป็นแบบนั้นเองเพราะถึงแม้เด็กๆก็สามารถบังเกิดใหม่ได้


พระเยซูอธิบายต่อไปให้นิโคเดมัสฟังว่า

พระเจ้าทรงรักโลกมาก,โลกที่กำลังถูกทำลายด้วยความบาป และกำลังจะพินาศเพราะผลแห่งความบาปนั้น แต่ใครก็ตามที่ เชื่อในพระองค์ จะไม่พินาศแต่จะมีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น ๓: ๑๖)

ข้าพเจ้านึกถึงชาวอิสราเอลอีกครั้งหนึ่งในขณะที่เขากำลังร่อนเร่อยู่ในทะเลทราย,ต่อว่าพระเจ้าในปัญหาทั้งหมดที่เกิด ขึ้นกับเขาพร่ำบ่นและร้องต่อว่าพระเจ้าในความทุกข์ยากลำบาก แต่ความจริงแล้วเขาควรโทษตัวของเขาเอง นี่เป็นสิ่งปกติของมนุษย์ เราหันหลังให้กับพระเจ้า
เราสนองความต้องการของตัวเองแล้วเราเริ่มประสบต่อความทุกข์ในชีวิตแห่งเนื้อหนังนั้นคือ ความว่างเปล่า ความกระวนกระวายเป็นผลที่ได้รับ ผลของชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง คือ ความตาย


เหมือนถูกงูพิษกัด มันจะทำลายคุณและคุณจะพินาศ
แต่ประสบการณ์อันทุกข์ยากและยาวนานนี้ไม่ใช่เป็นแผน
เริ่มแรกของพระเจ้าพระองค์ต้องการนำเขา(ชาวอิสราเอล)มาสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา ซึ่งเขาจะมีสันติสุข, เกิดผล และได้รับพระพรจากดินแดนนั้นเป็นพระพรซึ่งพระเจ้าได้สัญญาไว้กับบรรพบุรุษของเขา คือ อับราฮัม

แต่ชาวอิสราเอลไม่ยอมรับคำพยานของ คาเล็บและโยเชวาให้เข้ายึดดินแดน(คนาอัน) แต่เขา(ชาวอิสราเอล)กลับพูดว่า“เราไม่สามารถเข้ายึดดินแดนนั้นได้ เพราะศัตรูมีกำลังมากเกินไป”แทนที่จะเข้ายึดดินแดน เขาหันกลับไปในถิ่นทุรกันดาร และต่อมาเขาพยายามกล่าวโทษพระเจ้าเมื่อเขามีความทุกข์ยากในถิ่นทุรกันดารนั้น


ถ้าคุณตกอยู่ในถิ่นทุรกันดารในเวลานี้, ไม่ใช่เพราะพระเจ้าต้องการให้คุณอยู่ ณ ที่นั่นพระเจ้าไม่ต้องการให้คุณใช้ชีวิตแบบเนื้อหนังพระองค์ต้องการให้คุณมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณและมีสันติสุขในพระพรและผลประโยชน์ที่มาจากการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า


ชาวอิสราเอล เข้าใจจุดมุ่งหมายของพระเจ้าผิดทำไมพระเจ้าส่งงู่พิษเข้ามาพระองค์ต้องการนำเขากลับมาหาพระองค์คุณเข้าใจไหมว่า พระเจ้าจะอนุญาติให้เราได้รับความทุกข์ในขณะที่เรากำลังเดินอยู่ในถิ่นที่มีอันตราย
เพราะพระองค์รู้ว่าประสบการณ์ที่เจ็บปวดสามารถทำให้เราตื่นขึ้นเพื่อเราจะกลับไปหาพระองค์

ไม่ใช่เป็นการลงโทษที่แท้จริงของพระเจ้าแต่เป็นการตรัสกับเราว่า

“จงกลับมาหาเรา(พระเจ้า)เจ้าอยู่แยกจากเรา(พระเจ้า)ไม่ได้ เจ้าจะถูกทำลายและนี่คือตัวอย่างของการทำลายที่มาถึงเมื่อเจ้าพยายามใช้ชีวิตที่ปราศจากเรา(พระเจ้า)”

นี่เป็นแผนงานของพระเจ้าที่จะนำคุณกลับมาหาพระองค์
เพื่อคุณจะได้บังเกิดใหม่ในด้านจิตวิญญาณและมีชีวิตอยู่อย่างมหัสจรรย์ร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์

ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากพระเจ้า, ชาวอิสราเอลจะต้องตายอยู่ในถิ่นกันดารนั้นเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสองอาทิตย์ ไม่ต้องพูดถึงสี่สิบปีเลยในทำนองเดียวกันพระเจ้าค้ำจุนเราเมื่อเราเดินอยู่ในถิ่นทุรกันดารในขณะนี้ถ้าไม่มีมือของพระองค์มาค้ำจุนเราเราจะไม่สามารถอยู่ได้ถึงห้าวินาที

คุณเป็นหนี้พระเจ้าในการเป็นอยู่ของคุณทุกอย่าง พระองค์ค้ำจุนคุณแม้คุณจะเป็นคนบาปสักเพียงไร

>>เพื่อคุณจะได้รู้จักความรักอันยิ่งใหญ่,ความห่วงใย,ความเอาใจใส่ดูแลของพระองค์ที่มีต่อคุณ
>>เพื่อคุณจะได้บังเกิดใหม่ฝ่ายจิตวิญญาณและเข้ามาอยู่เต็มสามมิติดังที่พระเจ้าตั้งใจไว้ให้กับเราทุกคน

ในขณะนี้มีหลายคนที่กำลังเดินอยู่ในทางอันตรายซึ่งนำไปสู่ความหายนะทางจิตวิญญาณ ซึ่งอาจเป็นได้ คุณต้องกลับมาหาพระเจ้าก่อนที่คุณจะถูกทำลายด้วยความบาป


พระสัญญาอันมหัสจรรย์ของพระเจ้าคือ ถ้าคุณเชื่อในพระบุตรของพระองค์คุณจะไม่หายนะ แต่มีชีวิตนิรันดร์

การมีชีวิตนิรันดร์ไม่ใช่แต่แค่จำนวนปีเท่านั้น แต่เป็นชีวิตที่มีคุณภาพด้วยคุณรู้ไหมว่าจำนวนปีที่ไม่มีคุณภาพนั้น คือ ที่คุมขังในบึงไฟ


แต่ชีวิตในฝ่ายจิตวิญญาณจะให้คุณภาพของชีวิตซึ่งเหนือ
กว่าชีวิตสัตว์(หรือร่างกาย) ที่มีตัวตนอยู่,เหนือกว่าความรู้สึกนึกคิดที่เรามีอยู่มาก


และนั่นคือชีวิตที่พระเจ้าทรงเรียกให้คุณมี คือ ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณเป็นชีวิตที่มีความสามัคคีธรรมกับพระองค์พระคัมภีร์กล่าวว่า จิตใจของฝ่ายเนื้อหนังคือความตาย,แต่จิตใจของฝ่ายจิตวิญญาณคือ ชีวิต, มีความสงบสุข และมีความปิติชื่นชมยินดี

นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้กับคุณ, ชีวิตนิรันดร์, สันติสุข, และปิติชื่นชมยินดีเป็นความปิติชื่นชมยินดีที่มาจากความสามัคคืธรรมกับพระเจ้าการรู้ว่าพระองค์สถิตอยู่กับคุณคือพระองค์อยู่ที่นี่กับคุณ,ทรงนำคุณ,คุณรู้ว่าทุกอย่าง อยู่ ในการควบคุมของพระเจ้า


มนุษย์บังเกิดใหม่ได้โดยเชื่อในความรักที่พระเจ้าให้พระ องค์ ให้โดยการให้อภัยต่อความบาปของคุณ, ความบาปที่พระเยซูทรงรับแทน


ดังนั้น, เมื่อคุณรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยและเชื่อว่าพระ องค์ตายแทนความบาปของคุณจึงมีการเกิดของจิตวิญ ญาณจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกลับมหัสจรรย์เกิดขึ้นภายในตัวคุณและทันใดนั้นคุณจะมีชีวิตเต็มขึ้นด้วยมิติอันใหม่คือจิตวิญญาณ


ซึ่งคุณไม่เคยฝันถึงและไม่เคยรู้จักว่ามีตัวตนมาก่อนเป็นความรุ่งโรจน์และน่าพิศวง และเกินกว่าทุกสิ่งที่คุณเคยประสบมาซึ่งเป็นการยากที่จะหยั่งรู้ได้

เปาโลกล่าวถึงประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณที่ท่านประสบว่า มหัสจรรย์มากและจะผิดอย่างมากถ้าพยายามใช้คำพูดมาอธิบาย(๒ โครินธ์ ๑๒ : ๔)ไม่มีภาษา ใดที่จะอธิบายสบประการณ์นี้ได้....พระเยซูตรัสว่า
“ถ้าคุณต้องการเห็นแผ่นดินสวรรค์ และคุณต้องการเข้าใจสิ่งเหล่านั้น, คุณต้องบังเกิดใหม่”จะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าได้นั้น, คุณต้องบังเกิดใหม่

เพียงแค่มองที่พระเยซูคริสต์ พระองค์ตายแทนความบาปของคุณบนไม้กางเขนเชื่อในพระองค์ และเชื่อในความรักที่พระองค์มีต่อคุณการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น

ดังนั้น คำถามคือ
“คุณบังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณของพระเจ้าแล้วหรือยัง?”
ถัายังวิธีที่จะบังเกิดใหม่นั้นง่ายมากวันนี้คุณอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของคนสองกลุ่มซึ่งขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของคุณกับพระเยซูคริสต์เจ้า คือคุณเชื่อและมองด้วยความเชื่อที่พระเยซูผู้ตายแทนคุณบนไ ม้กางเขน หรือ คุณจะใช้ชีวิตแบบเดิม

แต่ถ้าคุณมองที่ไม้กางเขนและเชื่อในผู้ซึ่งตายแทนความ บาปของคุณเมื่อนั้นแหละ คุณได้รับของขวัญจากพระเจ้าโดย คุณไม่ต้องเสียอะไรเลย (ฟรี)ของขวัญนั้น คือ
ชีวิตนิรันดร์


ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านครับ




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 16:17:19 น.   
Counter : 234 Pageviews.  


พระคริสตธรรมคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าจริงหรือไม่?

คำตอบของเราสำหรับคำถามนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นตัวกำหนดว่าเรามีมุมมองต่อพระคัมภีร์อย่างไร และมันมีความสำคัญต่อชีวิตของเราอย่างไรเท่านั้น แต่จะมีผลต่อชีวิตของเราตลอดไปด้วย

หากพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าอย่างแน่นอนแล้ว เราควรจะต้องหวงแหน ศึกษา เชื่อฟัง และ เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องวางใจในพระคัมภีร์ หากพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าแล้ว การปฏิเสธพระคัมภีร์คือการปฏิเสธพระเจ้านั่นเอง



ความเป็นจริงที่ว่าพระเจ้าทรงมอบพระคัมภีร์ให้กับเรา คือ พยานหลักฐานและการแสดงถึงความรักของพระองค์ต่อเรา คำว่า “การเปิดเผยสำแดง” มีความหมายง่าย ๆ ว่า พระเจ้าทรงสื่อให้มนุษย์รู้ว่าพระองค์ทรงมีพระลักษณะอย่างไร และเราจะสามารถมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระองค์ได้อย่างไร


มีบางอย่างที่เราไม่อาจจะรู้ได้เลยหากพระองค์ทรงไม่เปิดเผยสำแดงผ่านทางพระคัมภีร์ให้เราได้รู้ แม้ว่าการเปิดเผยทีละเล็กละน้อยจะใช้เวลาประมาณ1500 ปี แต่ตลอดมา มันมีทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเสมอ เพื่อให้เราได้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระองค์

หากพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าอย่างแน่นอนแล้ว มันจะต้องเป็นสิทธิอำนาจสูงสุดที่เราต้องยึดถือในทุกกรณ๊ที่เกี่ยวกับความเชื่อ การปฏิบัติทางศาสนา และ คุณธรรม.



คำถามที่เราต้องถามตัวเอง คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่แค่หนังสือดี ๆ เล่มหนึ่งเท่านั้น?

อะไรคือเอกลักษณ์ของพระคัมภีร์ที่ทำให้พระคัมภีร์แตกต่างจากหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา เท่าที่ได้เคยมีการเขียนขึ้นมา?

มีหลักฐานอะไรบ้างที่แสดงให้เห็นว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าโดยแท้จริง?

นี่เป็นคำถามที่เราต้องพิจารณาหากเราต้องการค้นหาอย่างจริงจัง ตามคำยืนยันว่ามันคือพระวจนะล้วน ๆ ของพระเจ้าที่ได้ถูกเขียนขึ้นมาโดยได้รับการดลใจจากพระองค์, และเพียงพอสำหรับความเชื่อและการปฏิบัติในทุกแง่มุม.



ไม่ต้องมีอะไรให้สงสัยเลยว่าพระคัมภีร์ยืนยันแน่นอนว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า การยืนยันนี้เห็นได้ชัดเจนจากข้อพระคัมภีร์เช่น 2 ทิโมธี 3:15-17

“… และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในเรื่องความชอบธรรม.



เพื่อที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ เราต้องดูหลักฐานทั้งภายในและภายนอกที่บอกว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้่า หลักฐานภายในคือสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องภายในสำหรับพระคัมภีร์เองที่เป็นพยานถึงต้นกำเนิดที่มาจากพระเจ้า

หนึ่งในหลักฐานต้น ๆ ที่บ่งชี้ว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าโดยแท้จริงปรากฏอยู่ในความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันของพระคัมภีร์ ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์จะประกอบด้วยหนังสือถึงหกสิบหกเล่ม เขียนจากสามทวีป จากสามภาษา ภายใต้ช่วงเวลาถึง 1500 ปี


โดยผู้เขียนมากกว่า 40 คน (จากหลายพื้นเพ) พระคัมภีร์ยังคงดำรงค์ไว้ซึ่งความสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ขัดแย้งกันเลย ความสอดคล้องนี้คือเอกลักษณ์ที่ทำให้พระคัมภีร์แตกต่างไปจากหนังสือฉบับอื่น ๆ และคือประจักษ์ฺพยานถึงต้นกำเนิดของถ้อยคำ ซึ่งมาจากการดลใจของพระองค์ ให้มนุษย์บันทึกไว้่โดยไม่มีอะไรแปลกปลอมอยู่เลย.



ประจักษ์พยานภายในอีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าโดยแท้จริง คือ คำพยากรณ์อย่างละเอียดที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าต่าง ๆ ของพระคัมภีร์

พระคัมภีร์บันทึกคำพยากรณ์เป็นร้อย ๆ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับอนาคตของบรรดาประชาชาติต่าง ๆ รวมถึงประชาชาติอิสราเอล, เมืองบางเมือง, อนาคตของมนุษย์, และ การเสด็จมาของผู้หนึ่งผู้จะทรงเป็นพระเมษสิยาห์, พระผู้ช่วยให้รอดของชนชาติที่ไม่เพียงแต่ชนชาติิอิสราเอลเท่านั้น แต่ของทุกคนที่เชื่อในพระองค์ด้วย

ไม่เหมือนกับคำพยากรณ์ในหนังสือเกี่ยวกับศาสนาเล่มอื่น ๆ หรือคำพยากรณ์ของนอสตราดามุส, คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์มีรายละเอียดชัดเจนและไม่เคยไม่เกิดขึ้่น แค่ในพันธสัญญาเดิมอย่างเดียว


พระคัมภีร์มีคำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์กว่าสามร้อยคำพยากรณ์ มันไม่เพียงแต่กล่าวล่วงหน้าว่าพระองค์จะทรงมาบังเกิดที่ไหน กับครอบคร้วไหน แต่ยังบอกว่าพระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์อย่างไร และจะทรงฟื้นคืนพระชนม์ภายในสามวันอีกด้วย


ไม่มีคำอธิบายใดที่สามารถบอกได้ว่า ทำไมคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์จึงสำเร็จเป็นจริง นอกจากจะบอกว่า เพราะมันมีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้า ไม่มีหนังสือทางด้านศาสนาเล่มไหนที่มีคำพยากรณ์อย่างละเอียด เหมือนพระคำภีร์มี.



ประจักษ์พยานภายในประการที่สามเกี่ยวกับต้นกำเนิดของพระคัมภีร์ว่ามาจากพระเจ้า คือ สิทธิำำอำนาจและพลังที่เป็นเอกลักษณ์ ถึงแม้ว่าประจักษ์พยานนี้จะเป็นรูปธรรมน้อยกว่าสองพยานแรก แต่มัีนก็ทรงพลังไม่น้อยกว่ากันในการชี้ให้เห็นว่าพระคัมภีึร์มีต้นกำเนิดมาจากพระเ้จ้า


พระคัมภีร์มีสิทธิอำนาจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนหนังสือเล่มไหนทั้งสิ้น สิทธิอำนาจและพลังนี้เห็นได้ชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้คนนับไม่ถ้วนที่ได้อ่านพระคัมภีร์
ผู้ที่ติดยาได้รับการบำบัดรักษา,
คนที่ย่ำแย่,
คนที่ขาดความรับผิดชอบต่อครอบครัว ได้รับการเปลี่ยนแปลง,
อาชญากรใจแข็งได้รับการปรับเปลี่ยน,
คนบาปไ้ด้รับการว่ากล่าวตักเตือน,
และความเกลียดชังถูกเปลี่ยนเป็นความรัก

โดยการอ่านพระคัมภีร์ พระคัมภีร์มีพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้ เพราะพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้า.



นอกจากหลักฐานภายในแล้ว ยังมีหลักฐานภายนอกอีกหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง

หนึ่งในหลักฐานเหล่านั้นคือ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์ เพราะพระคัมภีร์กล่าวถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไว้อย่างละเอียด

ดังนั้น ความเป็นจริงและความถูกต้อง ต้องได้รับการยืนยัน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในประวัติศาตร์อื่น ๆ จากหลักฐานต่าง ๆ ทางโบราณคดี และ ที่มีบันทึกไว้ลายลักษณ์อักษร

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ ได้รับการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าถูกต้องและเป็นความจริง อันที่จริงหลักฐานทางโบราณคดี และ ที่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ที่สนับสนุนพระคัมภีร์ ทำให้พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์


ความจริงที่ว่าพระคัมภีร์ได้บันทึกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ ไว้อย่างถูกต้องและตามความเป็นจริง มัีนจึงเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดที่ชี้ให้เห็นถึงความถูกต้องแม่นยำของพระคัมภีร์ เมื่อพูดถึงหัวข้่อเกี่ยวกับศาสนาและกฎบัญญัติ และทำให้การอ้างว่าพระคัีมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้ามีน้ำ้หนักมากยิ่งขึ้น.



หลักฐานภายนอกอีกชิ้นหนึ่งที่บ่งชี้ว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง คือ ความสัตย์สุจริตของผู้เขียน ดังที่กล่าวไว้แล้ว พระเจ้าทรงใช้มนุษย์ทุกอาชีพ ทุกสถานภาพ บันทึกพระวจนะของพระองค์ที่ีมีต่อเรา


เมื่อศึกษาชีวิตของคนเหล่านี้ เราจะเห็นว่าไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่ทำให้เราคิดว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนซื่อสัตย์และจริงใจ เมื่อเราศึกษาประวัติของพวกเขา และความเป็นจริงที่ว่าพวกเขาุึถึงกับยอมตาย (อย่างเจ็บปวดทรมานเป็นส่วนใหญ่) เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ ทำให้เราเห็นชัดเจนทันทีว่าคนธรรมดา ๆ แต่ซื่อสัตย์เหล่านี้เชื่อแน่นอนว่าพระเจ้าได้ตรัสกับพวกเขา ผู้เขียนพันธสัญญาใหม่ และผู้เชื่อเป็นร้อย (1 โครินธ์ 15:6) รู้ความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาประกาศ เพราะพวกเขาได้เห็นและได้ใช้เวลาอยู่กับพระเยซูคริสต์ หลังจากที่พระองค์ทรงฟื้นจากความตาย


การได้เห็นพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์กับตา มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในพวกเขา จากการที่ต้องหลบซ่อนด้วยความกลัว กลายเป็นการเต็มใจที่จะตายเพื่อประกาศข่้าวประเสริฐที่พระเจ้าืทรงเปิดเผยสำแดงกับพวกเขา ชีวิตและความตายของพวกเขาเป็นพยานถึงความเป็นจริงที่ว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าโดยแท้จริง.



ประจักษ์พยานภายนอกชิ้นสุดท้ายที่ยืนยันว่าพระคัมภีร์คืิอพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้า คือ การที่ไม่มีใครสามารถทำลายพระคัมภีร์ได้

เพราะความสำคัญของพระคัมภีร์ และ เพราะพระคัมภีร์ยืินยันว่ามันเป็นพระวจนะของพระเ้จ้า พระคัมภีร์จึงถูกโจมตีอย่างรุนแรงหลายครั้ง และ ได้มีการพยายามทำลายพระคัมภีร์มากกว่าหนังสือเล่มใดในประวัติศาสตร์ จากจักรพรรดิ์โรมันในยุคต้น ๆ เช่น ดิโอคลีเชียน มาถึงผู้นำลัทธิคอมมูนิสต์ จนถึงผู้ที่ไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจว่าพระเจ้ามีจริงในปัจจุบัน

พระคัมภีร์ยืนหยัดมั่นคงผ่านทุกยุคทุกสมัย และยังคงเป็นหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน.



ตลอดมา ผู้ที่ไม่เชื่อถือความจริงใด ๆ ทั้งสิ้นถือว่าพระคัมภีร์คือเทพนิยาย แต่นักโบราณคดียืนยันว่าพระคัมภีร์คือประวัติศาสตร์ ผู้ต่อต้านโจมตีว่าคำสอนในพระคัมภีร์เป็นเรื่องโบราณและล้าสมัย

แต่แนวความคิดทางด้านศีลธรรม กฎบัญญัติ และคำสอน ได้มีผลกระทบทางด้านดีต่อสังคมและวัฒนธรรมทั่วโลก ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์ยังคงถูกต่อต้านโดยนักวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และการเมือง แต่พระคัมภีร์ก็ยังเป็นความจริงและยังใช้ได้ในปัจจุบันอยู่นั่นเอง ดังที่ได้เป็นมาแล้วตั้งแต่เมื่อถูกเขียนขึ้นมา พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิต วัฒนธรรม นับไม่ถ้วนมาแล้วตลอดระยะเวลา 2000 กว่าปีที่ผ่านมา


ไม่ว่าผู้ัต่อต้านจะพยายามโจมตี ทำลาย หรือ ทำให้พระคัมภีร์เสียชื่อเสียงอย่างไร มันก็ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง เคยเป็นความจริงอย่างไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ ยังใช้การได้หลังถูกโจมตีอย่างไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ ไม่ว่ามันจะถูกพยายามทำให้บิดเบือน โจมตี หรือทำลาย ความถูกต้องแม่นยำที่ยังคงถูกรักษาไว้

แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าโดยแท้จริง เราไม่ควรประหลาดใจเลยว่า ทำไม ไม่ว่าพระคัมภีร์จะถูกโจมตีอย่างไร มันก็ยัีงคงผ่านพ้นมาได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือสะทกสะท้าน เหนือสิ่งอื่นใด

พระเยซูตรัสว่า
“ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย” (มาระโก 13:31)




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 16:01:35 น.   
Counter : 220 Pageviews.  


แผนการสำหรับความรอดคืออะไร?

คุณหิวไหม? ไม่ใช่ความหิวแบบที่ร่างกายเรียกร้อง แต่คุณเคยหิวอะไรที่มากกว่านั้นในชีวิตไหม? คุณหิวอะไรลึก ๆ ที่ไม่ว่าอะไรก็ไม่เคยทำให้คุณอิ่มได้เลยไหม? ถ้าคุณหิวแบบนี้ พระเยซูคือทางนั้น! พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวอีก และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย (ยอห์ฺน 6:35)



คุณสับสนไหม? ดูเหมือนว่าคุณไม่เคยพยทางออกหรือรู้ว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไรไหม? ดูเหมือนว่ามีใครสักคนหนึ่งปิดไฟไว้แล้่วคุณหาสวิทช์ไม่เจอไหม? หากคุณมีความรู้สึกเช่นนั้น พระเยซูคือทางนั้น! พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต" (ยอห์น 8:12)



คุณเคยรู้สึกว่าประตูชีวิตของคุณถูกปิดไหม? คุณเคยลองหลาย ๆ ประตูแต่พบว่าทางออกนั้นว่างเปล่าและไร้ความหมายไหม? คุณกำลังมองหาทางไปสู่ชีวิตที่มีความหมายหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น พระเยซูคือทางนั้น! พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นประตูถ้าผู้ใดเข้าไปทางเรา ผู้นั้นจะรอด และเขาจะเข้าออก แล้วจะพบอาหาร” (ยอห์น 10:9)



ใคร ๆ ทุกคนมีแต่ทำให้คุณผิดหวังหรือไม่? ความสัมพันธ์ของคุณกับคนอื่น ๆ ดูเหมือนว่าเป็นไปอย่างผิวเผินและว่างเปล่าไหม? ดูเหมือนว่า ใคร ๆ ก็พยายามจะฉวยโอกาสกับคุณไหม? หากเป็นเช่นนั้น พระเยซูคืิอทางนั้น! พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ….เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี และเรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา” (ยอห์น 10:11, 14)



คุณเคยสงสัยไหมว่าชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร? คุณเหนื่อยที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่เน่าเปื่อยหรือผุพังไปหรือไม่? บางครั้งคุณเคยสงสัยไหมว่าชีวิตมีความหมายอย่างอื่นอีกไหม? คุณอยากมีชีวิตหลังความตายไหม? หากเป็นเช่นนั้น พระเยซูคือทางนั้น! พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่เชื่อในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และผู้ใดที่มีชีวิตและเชื่อในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม" (ยอห์น 11:25-26)



ทางนั้นคืออะไร? ความจริงคืออะไร? ชีวิตคืออะไร? พระเยซูทรงตอบว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา" (ยอห์น 14:6)



ความหิวที่คุณสัมผัสอยู่นั้นคือความหิวฝ่ายวิญญาณ และผู้ที่จะทำให้คุณอิ่มได้ก็คือพระเยซูเท่านั้น พระองค์คือผู้ที่สามารถนำความมืดออกไปได้ พระเยซูคือประตูสู่ชีวิตที่อิ่มหนำสำราญ พระเยซูคือสหายและผู้เลี้ยงที่คุณแสวงหา พระเยซูคือชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า พระเยซูคือทางไปสู่ความรอดบาป!



เหตุผลที่คุณรู้สึกหิว เหตุผลที่คุณรู้สึกว่าคุณหลงอยู่ในความมืด เหตุผลที่คุณไม่สามารถพบความหมายในชีวิตได้ คือ คุณถูกแยกออกจากพระเจ้่า พระคัมภีร์บอกว่าเราทุกคนทำบาป ดังนั้นเราจึงถูกแยกออกจากพระเ้จ้า (ปัญญาจารย์ 7:20; โรม 3:23) ความว่างเปล่าที่คุณสัมผัสอยู่ในใจ คือ การไม่มีพระเจ้าอยู่ในชีวิต เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความสัมพันธ์ฺกับพระเจ้า แต่เนื่องจากความบาปของเรา เราจึงถูกแยกออกจากความสัมพันธ์นั้น ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ความบาปของเราจะทำให้เราถูกแยกออกจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์



ปัญหานี้จะแก้ได้อย่างไร? พระเยซูคือทางนั้น! พระเยซูทรงรับความบาปของเราไปไว้ที่พระองค์ (2 โครินธ์ 5:11) พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์แทนเรา (โรม 5:8) ทรงรับการลงโทษแทนเรา สามวันหลังจากนั้นทรงฟื้นคืนพระชนม์ อันนำมาซึ่งชัยชนะเหนือความบาปและความตาย (โรม 6:4-5) พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเพื่ออะไร? พระเยซูทรงตอบคำถามนั้นด้วยพระองค์เอง “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยอห์น 15:13) พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อที่เราจะได้มีชีวิต หากเรามอบความเชื่อไว้ที่พระองค์ วางใจว่าการสิ้นพระชนม์คือการไถ่บาปให้กับเรา ซึ่งหมายความว่าความบาปทั้งสิ้นของเราได้รับการยกโทษและถูกชำระไปจนหมดสิ้นแล้ว ความหิวฝ่ายวิญญาณของเราก็จะกลายเป็นความอิ่มบริบูรณ์ แสงสว่างจะถูกเปิดออกมา เราก็จะเห็นทางที่นำไปสู่ชีวิตเต็มบริบูรณ์ แล้วเราก็จะได้รู้จักกับพระสหายและพระผู้เลี้ยงที่ดีที่แท้จริง แล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่หลังความตายซึ่งเป็นชีวิตที่ฟื้นกลับมาใหม่ในสวรรค์ชั่วนิจนิรันดร์กับพระเยซู!



“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อผู้ที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 13:6)




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 24 กรกฎาคม 2550 17:10:02 น.   
Counter : 129 Pageviews.  


ฉันจะได้รับการให้อภัยโทษจากพระเจ้าได้อย่างไร ?

BB. ( กิจการ 13:38 ) เขียนไว้ว่า “เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จงเข้าใจเถิดว่า โดยพระองค์ นั้นแหละจึงได้ประกาศการยกความผิดแก่ท่านทั้งหลาย”



การอภัยโทษคืออะไร ? และทำไมฉันจึงจำเป็นต้องได้รับ..?



คำว่า “การให้อภัย” หมายถึงการชำระให้สะอาด การยกโทษให้ การยกเลิกหนี้ให้ เมื่อเรากระทำผิดต่อใครบางคน เราต้องการ การให้อภัยจากเขา เพื่อให้ความสัมพันธ์กลับมาดีดังเดิม การให้อภัยไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราสมควรได้รับการยกโทษ ไม่มีใครสมควรได้รับการยกโทษเลย แต่การให้อภัยเป็นการกระทำด้วยความรัก ความเมตตา และพระคุณ การให้อภัยเป็นการตัดสินใจที่จะไม่ถือโทษคนอื่น ไม่ว่าเขาจะกระทำอย่างไรต่อคุณก็ตาม



พระคัมภีร์บอกเราว่า เราทั้งหลายต้องการการให้อภัยจากพระเจ้า เพราะเราได้กระทำบาป ในBB. ( เอเสเคียล 7:20 ) บอกว่า “ไม่มีผู้ชอบธรรมสักคนหนึ่งในโลกนี้เลย ไม่มีผู้ใดเลยที่ไม่เคยกระทำบาป” ใน BB.( 1 ยอห์น 1:8 ) กล่าวว่า “ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาป เราก็ลวงตนเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในเราเลย” ความบาปเป็นการกระทำชั่วต่อพระเจ้า BB.( สดุดี 51:4 ) ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องได้การให้อภัยจากพระเจ้า ถ้าบาปของเราไม่ได้รับการอภัย เราจะต้องทนทุกข์กับผลของความบาปตลอดกาล BB. ( มัทธิว 25:46 และ ยอห์น 3:36 )



การให้อภัย – ฉันจะได้รับการให้อภัยได้อย่างไร ?



ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรักและความเมตตา ผู้ทรงปรารถนายกโทษบาปของเรา ! ใน BB. ( 2 เปโตร 3:9 ) บอกเราว่า “...แต่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่” พระเจ้าปรารถนายกความผิดบาปของเรา พระองค์จึงจัดเตรียมการยกโทษให้แก่เรา



โทษประการเดียวของความบาปคือความตาย ในประโยคแรกของพระธรรมโรม 6:23 เขียนไว้ว่า “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย...” ความตายชั่วกัปชั่วกัลป์คือสิ่งที่เราจะได้รับจากความบาปของเรา แต่โดยแผนการอันสมบูรณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์ คือ พระเยซูคริสต์ BB. ( ยอห์น 1:1-14 ) พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน รับโทษที่เราสมควรต้องได้รับ คือความตาย ใน BB. ( 2 โครินธ์ 5:21 ) ได้สอนเราว่า “เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์” พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน รับโทษแทนเรา ! เพราะความตายของพระเยซูได้ชำระล้างความบาปทั้งหมดของโลกนี้แล้ว ในBB.( 1 ยอห์น 2:2 ) กล่าวว่า “และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลาย เพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย” พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย และประกาศชัยชนะของพระองค์เหนือความบาปและความตาย BB.( 1โครินธ์ 15:1-28 ) จงสรรเสริญพระเจ้า ที่โดยความตายของพระเยซูคริสต์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ทำให้สิ่งที่กล่าวไว้ในประโยคหลังพระธรรมโรม 6:23 เป็นความจริง “...แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”



คุณต้องการให้ความบาปของคุณได้รับการอภัยหรือไม่? คุณมีความรู้สึกผิดที่ทำให้คุณรู้สึกว่าติดค้างอยู่ และไม่สามารถหลุดพ้นไปได้หรือไม่? เพียงคุณมีความเชื่อและรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ความผิดบาปของคุณก็จะได้รับการให้อภัย BB. ( เอเฟซัส 1:7 ) เขียนไว้ว่า “ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาปของเราโดยพระกรุณาอันอุดมของพระองค์” พระเยซูได้ชดใช้หนี้ให้เรา เพื่อเราจะได้รับการอภัย สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียง ขอให้พระเจ้ายกโทษให้คุณโดยผ่านทางพระเยซู และเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อชำระล้างบาปของคุณ และพระองค์จะยกโทษให้คุณ ! ใน BB. ( ยอห์น 3:16-17 ) ได้กล่าวถึงข้อความอันแสนวิเศษไว้ดังนี้ “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น”



การให้อภัย – ง่ายอย่างนั้นเชียวหรือ?



ใช่.! มันง่ายนิดเดียว..คุณไม่สามารถกระทำสิ่งใดเพื่อชำระหรือชดเชยการให้อภัยจากพระเจ้าได้ คุณทำได้เพียงรับจากพระองค์ โดยความเชื่อ ผ่านทางพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้า ถ้าคุณต้องการรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและรับการให้อภัยจากพระเจ้า ตัวอย่างคำอธิษฐาน ( แต่การอธิษฐานตามนี้ หรือการอธิษฐานใด ๆ ก็ตาม ไม่ได้ช่วยให้คุณได้รับความรอด มีเพียงความไว้วางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่ทำให้ความผิดบาปได้รับการอภัย ) คำอธิษฐานนี้เป็นวิธีการง่าย ๆ ที่จะแสดงถึงความเชื่อของคุณที่มีในพระเจ้า และเป็นการขอบคุณพระองค์ที่ทรงเตรียมการอภัยโทษให้แก่คุณ.. “ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่า ได้กระทำบาปต่อพระองค์ และข้าพระองค์สมควรได้รับการลงโทษ แต่พระเยซูคริสต์ทรงรับโทษไปจากตัวข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะได้รับการยกโทษโดยผ่านทางความเชื่อในองค์พระคริสต์ ข้าพระองค์จะหันหลังให้กับความบาปของข้าพระองค์ และขอมอบความไว้วางใจในพระองค์สำหรับการไถ่ข้าพระองค์ให้พ้นจากบาป ขอสรรเสริญสำหรับพระคุณอันยิ่งใหญ่ และการให้อภัยจากพระองค์ ทูลขอในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า . อาเมน !”




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 24 กรกฎาคม 2550 17:00:17 น.   
Counter : 245 Pageviews.  


คุณได้รับชีวิตนิรันดร์หรือยัง ?

พระคัมภีร์ได้แสดงให้เห็นถึงวิถีทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์อย่างชัดเจน อันดับแรกเราต้องทราบก่อนว่าเราได้กระทำบาปต่อพระเจ้า BB.( โรม 3:23 ) เขียนไว้ว่า “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” เราได้กระทำบาปหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้พระเจ้าเสียพระทัย ซึ่งทำให้เราสมควรได้รับโทษของบาปนั้นและเนื่องจากความผิดบาปของเราเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้าผู้ทรงเป็นอยู่นิรันดร์ ดังนั้นการได้รับโทษจึงคงอยู่ตลอดชั่วนิรันดร์ BB.( โรม 6:23 ) เขียนไว้ว่า “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”



แต่พระเยซูคริสต์เป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากความบาปทั้งปวง BB. ( 1 เปโตร 2:22 ) พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าซึ่งเสด็จลงมาเป็นมนุษย์ และได้สิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเรา “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” BB.( โรม5:8 )และพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน BB.( ยอห์น 19:31-42 ) พระองค์ทรงรับโทษแทนเรา BB.( 2 โครินธ์ 5:21 ) และในวันที่สาม พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย BB.( 1โครินธ์ 15:1-4 )



ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงชัยขนะเหนือความตายของพระองค์ ใน BB. ( 1 เปโตร 1:3 ) กล่าวว่า “ สาธุการแด่พระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์” โดยทางความเชื่อ เราจึงต้องหันหลังให้กับความบาป และหันเข้าหาพระคริสต์เพื่อรับการไถ่ BB. ( กิจการ 3:19 ) หากเรามีความเชื่อในพระองค์ และไว้วางใจว่าการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนเป็นการรับโทษความบาปแทนเรา เราก็จะได้รับการยกโทษ และได้รับชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” BB.( ยอห์น 3:16 ) “ คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด ” BB.( โรม 10:9 ) ทางที่จะนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์มีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือการมีความเชื่อในภารกิจของพระคริสต์บนไม้กางเขน ! “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้ ” BB. ( เอเฟซัส 2:8-9 )



หากคุณต้องการรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด นี่คือตัวอย่างคำอธิษฐาน ( ขอให้คุณจำไว้ว่า การกล่าวตามคำอธิษฐานหรือการอธิษฐานแบบใดๆก็ตาม ไม่ได้ช่วยให้คุณได้รับความรอด ) มีเพียงความเชื่อและไว้วางใจในพระคริสต์เท่านั้น ที่ช่วยคุณให้รอดจากโทษของบาป คำอธิษฐานนี้เป็นวิธีการง่าย ๆ ที่จะแสดงถึงความเชื่อของคุณที่มีในพระเจ้า และเป็นการขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงไถ่คุณให้พ้นจากอำนาจบาป… “ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำบาปต่อพระองค์ และข้าพเจ้าสมควรได้รับการลงโทษ แต่พระเยซูคริสต์ทรงรับโทษไปจากชีวิตของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้รับการยกโทษโดยผ่านทางความเชื่อในองค์พระคริสต์ ข้าพเจ้ายินดีหันหลังให้กับความบาปทั้งปวงของข้าพเจ้า และขอมอบความไว้วางใจในพระองค์สำหรับการไถ่ข้าพเจ้าให้พ้นจากบาป ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระคุณอันยิ่งใหญ่และการให้อภัยจากพระองค์ ซึ่งเป็นของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์ ! ขออธิษฐานในพระนามของพระเจ้า คือ องค์พระเยซูคริสต์เจ้า .. อาเมน ! ”






 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2550   
Last Update : 24 กรกฎาคม 2550 16:48:20 น.   
Counter : 189 Pageviews.  



เหนือสายรุ้ง
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ในพระเจ้าเราวางใจ
[Add เหนือสายรุ้ง's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com