|
|
 |
 |
 |
 |
| |
|
เช้าวันใหม่ที่ไม่เคยลืม
เช้าวันที่ 16 พย. 49 เวลาประมาณ 6.00 น. น้องกัน ( แฝดน้อง ) ร้องก็เลย
ให้กินนม ... กินไปได้ซักพักก็ตัวเขียวขึ้นมาซะงั้น และก็หยุดหายใจไปแป๊บ
นึงค่ะตกใจมากถึงมากที่สุด แต่ก็บอกตัวเองว่าไม่ได้เราต้องหยุดทุกสิ่งไว้
แล้วหาทางช่วยลูกให้มีชีวิตรอดก่อน ก็เลยนึกถึงคำพูดของคุณหมอ ... อุ้ม
น้องพาดบ่าแล้วตบหลังเคาะปอด สักพักน้องก็มีนมออกมาทางจมูก เราก็ใช้
ลูกยางแดงดูดออก แล้วก็ฟังหัวใจเต้น แล้วก็ทำให้เค้าร้อง พอน้องร้องได้
อาการตัวเขียวก็คลายลงแต่ก็ยังคงมีอาการเขียวอยู่ ก็เลยรีบพาน้องไปรพ.
ระหว่างที่นั่งรถไปก็ได้แต่ภาวนาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้พรากน้องไป
จากเรา คิดไป ก็ร้องไห้ไป ยิ่งมองหน้าลูกก็ยิ่งเศร้าค่ะ ร้องไห้เหมือนคนบ้า
ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องช่วยลูกให้ได้ ต่อให้ตายก็ยอมขอเพียงให้
เค้าปลอดภัย ..... พอไปถึงโรงพยาบาลคุณหมอรับน้องไปเพื่อตรวจแล้ว
ถามเราถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงการช่วยเหลือในเบื้องต้น คุณหมอ
ปลอบใจว่าคุณแม่ทำได้ดีมาก และถูกต้องแล้ว ตอนนี้อยู่กับคุณหมอน้อง
ดูดีขึ้นมากแล้ว แต่เพื่อความแน่ใจและปลอดภัยขอ X-ray ดูปอดว่ามีอะไร
ค้างอยู่หรือเปล่า ผลออกมาคือปอดน้องดีไม่มีอะไร แต่ ลำไส้บวมมาก
จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ระหว่างที่รอห้องอยู่คุณพยาบาลก็มาพาน้องไป
เจาะเลือดแล้วก็ให้น้ำเกลือ เราก็เดินตามไปแต่เค้าไม่ให้เราเข้าไป เราก็รอ
อยู่หน้าห้อง ซักพักก็ได้ยินเสียงลูกเราร้องดังมากและนานแต่ก็ไม่ได้คิด
อะไรก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ซักพักคุณหมอก็เดินออกมาแล้วก็ถามเราว่าอยู่
กับลูกแล้วลูกตัวเขียวขึ้นมาไม่รู้เลยเหรอ เราก็สวนกลับแบบไม่ต้องคิด
เหมือนกันว่าไม่เห็นเขียวเลย ลูกชายยังยิ้มให้อยู่เลย พอพยาบาลอีกคนเข้า
มาก็ยอมรับว่าที่ลูกเราตัวเขียวเป็นเพราะว่าเจาะเลือดและให้น้ำเกลือ ลูกเรา
เจ็บมากร้องจนตัวเขียว เราโกรธมากเลยเกือบแล้วเกือบจะเป็นฆาตกรแล้ว
วันนั้น และด้วยความสะเพร่าของคนเพียงคนเดียวทำให้ลูกชายของเรา( น้อง
กัน ) ต้องใส่ท่อช่วยหายใจทางปากอีก และต้องย้ายไปอยู่ห้องปลอดเชื้อ
( ไอซียู เด็ก ) เพราะอาการหนักอีกแล้ว ระหว่างที่วิ่งย้ายห้องเราก็วิ่งตามไป
ด้วยสภาพที่เหมือนคนบ้าวิ่งไปร้องไห้ไป เพราะทุกข์มากมายเหลือเกินก็เลย
ถามหมอแบบคนบ้าอีกว่า " ลูกเราจะรอดไหม " คุณหมอบอกว่าไม่หนักหนา
อะไรค่ะคุณแม่อย่าคิดมาก ปากเราก็ตอบว่าค่ะ และพยักหน้ารับแต่ใจน่ะคิด
ว่าเป็นขนาดนี้จะให้เราไม่คิดมากได้ไง คุณหมอบอกให้เรากลับบ้านไปพัก
ผ่อนบ้างจะได้มีแรง เพราะอยู่ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราก็เลยเดินกลับบ้านทั้ง
น้ำตา ร้องไห้ตลอดทางที่กลับบ้าน กลับมาบ้านเห็นลูกสาว ( แฝดพี่ )
นอนอยู่ก็เลยเข้าไปหอมแก้มเค้าเห็นเค้ายิ้มให้ก็รู้สึกดีขึ้นมาค่ะ เลยบอกตัว
เองว่าต้องเข้มแข็งขึ้นให้ได้โดยเร็วเราต้องสู้ ๆเพื่อลูก ... ทุก ๆ วันเราต้องมา
หาลูกทุกวันและต้องแข่งกับเวลาเสมอเพื่อที่จะให้ทันเวลาเยี่ยมลูก เพราะวัน
นึงมีแค่ 2 รอบ รอบละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ไปเยี่ยมลูกทุกวันก็ร้องไห้ทุกวัน
เพราะสงสารลูกครั้งที่แล้วให้น้ำเกลือที่แขน แต่ครั้งนี้ที่ไปลูกต้องให้น้ำเกลือ
ที่หัว ที่ต้องให้ที่หัวเพราะที่แขนและขาช้ำหมดแล้ว .... เห็นแล้วน้ำตาร่วงค่ะ
คงจะเจ็บมากนะลูก
" ขอเถอะค่ะขอความเจ็บปวดที่ลูกเป็นอยู่มาเกิดกับเราแทนได้ไหม "
เป็นเสียงในใจของเราที่อ้อนวอนสิ่งที่มองไม่เห็นรอบตัวให้ช่วยเหลือ
แต่ก็ภูมิใจมากค่ะที่ทุก ๆ วันลูกต่อสู้กับเจ็บปวดและทรมานได้อย่างดีขึ้น
เรื่อย ๆ เห็นลูกแล้วก็มีกำลังใจที่จะฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้งค่ะ และมีกำลังใจที่จะ
อยู่และทำหน้าที่ของแม่ต่อไปและให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้และจะทำให้สุด
กำลังที่มี และแล้ววันที่ยิ้มได้ก็มาถึงค่ะ วันที่เอาท่อออกได้แล้ว ดีใจมาก
ดีใจที่ลูกสามารถผ่านมาได้ ชมเค้าที่ข้างหูค่ะว่า " เก่งมากเลยจ้ะน้องกันของ
แม่ หนูเก่งที่สุดเลย หนูหายเร็ว ๆ นะลูก ทุก ๆ คน รอหนูอยู่ รอหนูกลับบ้าน
เรานะ " และอีก 2 วันต่อมา น้องก็ได้ย้ายลงมาอยู่ห้องพักฟื้น แต่ต้องมีคน
เฝ้า 24 ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่พยาบาลว่างเลย และอีกอย่างค่าใช้จ่ายจ้างพยาบาล
พิเศษค่อนข้างสูง แม่สู้ไม่ไหว แม่จึงจำเป็นต้องหาคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
แต่ก็เลี้ยงเด็กเป็นมาดูลูกแทนในตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนแม่จะเป็นคน
เฝ้าลูกเอง ซึ่งก็ยอมรับว่าช่วงนั้นเหนื่อยมากเพราะต้องเทียวไปมาระหว่างที่
ทำงาน - บ้าน - โรงพยาบาล แต่ถ้าเป็นเสาร์ - อาทิตย์ ก็จะเฝ้าเองทั้งวัน
อาจจะมีบ้างที่เหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็หายเหนื่อยที่เห็นเค้าดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ
วันพรุ่งนี้ คือวันที่ 10 ธค. 49 คุณหมออนุญาติให้น้องกลับบ้านได้แล้วค่ะ
ครั้งนี้อยู่โรงพยาบาลรวมทั้งหมดก็ 25 วันค่ะ ...................................
แรก ๆ ที่พาลูกกลับไปอยู่บ้านแล้ว ตื่นเช้ามาก็จะกังวลค่ะกลัวว่าจะเกิดเหตุ
การณ์นี้ขึ้นมาอีก แต่พอวันเวลาผ่านมาได้ซักพักก็ดีขึ้นค่ะ .... ส่วนน้องทั้ง
สองคนตอนนี้มีอายุ 1 ขวบ 8 เดือน 11 วัน แล้วค่ะ แข็งแรงสมบูรณ์ดีมาก
เลยค่ะ ....
| Create Date : 24 มิถุนายน 2551 |
| Last Update : 24 มิถุนายน 2551 17:34:58 น. |
| |
|
|
|
|
การต่อสู้กับตัวเองในวัยแรกเกิดของลูกคนที่ 2
**************************
..... เซอร์ไพส์ .......... ดีใจจังค่ะได้ลูกแฝด
..... แฝดพี่น้องขวัญ ( ลูกสาว ) น้ำหนักแรกเกิด 1,115 กรัม
..... แฝดชายน้องกัน ( ลูกชาย ) น้ำหนักแรกเกิด 1,010 กรัม
คลอดห่างกัน 1 นาที เด็กทั้งสองคนได้คะแนนศักยภาพแรกเกิด คือ 9 , 10
จากคะแนนเต็ม 10 .... เด็กทั้งสองมีอวัยวะครบ 32 เหมือนคนปกติทั่วไป
แต่ลูกของเราไม่สามารถหายใจได้เองเพราะปอดของเค้ายังทำงานไม่ได้
เต็มที่ ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ให้นมทางสายยาง ให้สารอาหารทางสายสะดือ
ให้น้ำเกลือและไขมันทางเส้นเลือดที่มือ ... ตกใจอีกแล้วค่ะเพราะหมอบอก
ว่าลูกเราเป็น PDA ก็คือ เส้นเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างปอดและหัวใจไม่ปิดจำ
เป็นต้องให้ยาพิเศษในการเร่งให้เส้นเลือดปิดโดยเร็ว แล้ววันถัดมาหมอก็
บอกกับเราอีกว่า ลูกของเรามีอาการเลือดจาง จำเป็นต้องให้เลือด แล้วลูก
สาวเราก็มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจค่อนข้างมาก ....................................
...................... ครั้งหนึ่งเค้าเคยหยุดหายใจไปเกือบครึ่งชั่วโมง แต่เราก็
ภาวนาและขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธ์ให้เค้า แล้วหมอก็ช่วยเค้ากลับมาได้ ...
ต่อมาไม่นานลูกของเราทั้งสองคนก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ถอดท่อช่วยหายใจออก
แต่ก็ยังต้องให้ออกซิเจนทางจมูกอยู่ การตอบสนองในทุก ๆ ด้านของเค้าทั้ง
สองก็ดีขึ้นตามลำดับ จนสามารถดูดนมได้เอง หายใจได้เองและพอมีอายุ
ได้ 41 วัน น้ำหนักเกิน 1,800 กรัม หมอก็อนุญาติให้ลูกสาวเรากลับบ้านค่ะ
และอีก 3 วัน ต่อมาลูกชายก็ได้กลับบ้านค่ะ ................ นี่คือมรสุมลูกแรก
ที่ถาโถมเค้ามาหาเราค่ะ แต่เราก็สามารถผ่านมันไปได้ค่ะ ................ แต่ก็
ยังมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกค่ะ ................... แต่ตอนนี้ขอตัวก่อน
นะคะ แล้วพรุ่งนี้จะมาเล่าให้ฟังค่ะ
 
| Create Date : 22 มิถุนายน 2551 |
| Last Update : 22 มิถุนายน 2551 16:02:25 น. |
| |
|
|
|
|
จุดเริ่มต้นของลูกคนที่ ......... 2 และวินาทีเฉียดตายของแม่ ( ตอนที่ 5 และตอนจบ )
+-+-+-+-+ มาค่ะ มาฟัง เรื่องระทึกใจกันต่อ +-+-+-+-+
.................. เข้าห้องผ่าตัดเวลา 10 โมง โดยประมาณ ...................
พอเข้าไปถึงห้องผ่าตัด เหมือนดาราเลยค่ะ มีหมอและพยาบาลมาห้อมล้อม
มากมาย นับได้คร่าว ๆ ก็ประมาณ 6 คน ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเยอะขนาด ...
แต่ก็ไม่มีเวลาคิดอะไรแล้ว เพราะวินาทีนั้นมีแต่คำว่ากลัวตายอยู่เต็มสมอง
และคิดเพียงว่า ถ้ารอดก็คงเป็นปาฏิหารย์ เพราะเคยผ่านการผ่าตัดซีสมาก็ว่า
กลัวมากที่สุดแล้วแต่ครั้งนี้เราคิดว่ามันหนักกว่ามากค่ะ .... พอเข้าไปนอน
บนเตียงผ่าตัด ก็โดนมัดมือมัดเท้า ทายาชาที่ท้อง เอาฉากกั้น เอาหน้ากาก
ออกซิเจนมาใส่ หมอก็กำลังชวนคุย เรายังไม่ทันตอบเลย รู้สึกว่าพยาบาล
เค้าเปิดออกซิเจนเข้ามาในหน้ากากแล้วคิดว่าคงจะลมยาสลบเราด้วย เพราะ
พอสูดเข้าไป 5 - 10 วิเห็นจะได้ไปแล้วค่ะ สลบแล้ว +-+-+-+-+
มารู้สึกตัวอีกทีก็เบลอ ๆ เอ๋อ ๆ งง ๆ มองซ้ายมองขวา ก็เดาว่าน่าจะเป็นห้อง
พักดูอาการ ตอนนั้นรู้สึกเจ็บแผลมากเลย เจ็บคอมาก รู้สึกว่าเสียงหายไป
เพราะพยายามตะโกนขอน้ำพยาบาล เค้าก็ไม่ได้ยิน พอดีพยาบาลหันมาเห็น
ว่าฟื้นแล้วก็เลยพาไปที่ห้องพักผู้ป่วย มาถึงห้องพักก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน
และเรียกชื่อเรา แต่เราลืมตาไม่ขึ้น พยาบาลก็ขอเข้ามาวัดความดันและฉีด
ยากันชักให้เราอีก ฉีดเหมือนเดิม ฉีดที่สะโพก ข้างละ 1 เข็ม ทุกชั่วโมง จน
ครบ 6 เข็ม สรุปโดนทั้งหมด 12 เข็ม สะโพกเขียวและแข็งเป็นไตเลยค่ะ
ฮือ ๆ เจ็บที่สะโพกมากนอนตะแคงมะได้อยู่พักใหญ่เลยค่ะ +-+-+-+-+
แม่ ญาติ ๆ และสามี เข้ามารุมและเรียกเรา แล้วบอกเราว่า เราได้ลูกแฝดค่ะ
เป็นผู้ชายกับผู้หญิง " จริงดิ " เราอุทานออกมาแบบเสียงแหบ ๆ และต่อ
ด้วย " ล้อเล่นน่า " สามีเข้ามาลูบหัวเราแล้วบอกจริง ๆ เท่านั้นแหละดีใจสุด
ขีด  
แต่ก็นะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าลูกอยู่ในท้องเราแค่ 28 วีคเอง แล้วเค้าจะเป็น
ยังไงกันบ้าง .... คิดมากอีกแล้วค่ะตอนนี้ .... ขอพักสายตาซักแป๊บนะคะ
แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ .................
 
| Create Date : 22 มิถุนายน 2551 |
| Last Update : 22 มิถุนายน 2551 16:00:36 น. |
| |
|
|
|
|
|
| |
|
 |
 |
 |
 |
|
|