<<
พฤษภาคม 2551
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
22 พฤษภาคม 2551

Kings of Europe

1.
หลังจากที่ได้แต่เฝ้าดูทีมอื่นเตะกันในนัดชิงฟุตบอล Uefa Champions League มาเป็นเวลา 9 ปี
ในที่สุดเมื่อคืนนี้ (22 พ.ค. 50) การรอคอยก็สิ้นสุดลง





2.
ก่อนหน้านี้ Man Utd. เคยเข้าชิงถ้วยนี้มาแล้ว 2 ครั้ง
ครั้งแรกสมัยปี 1967/68 เข้าชิงกับ Benfica ทีมจากโปรตุเกส
และเอาชนะไปได้ 4-2 ประตู โดยได้ประตูจาก Sir Bobby Charlton, George Best และ Brian Kidd

ครั้งที่สองเมื่อปี 1998/99 เข้าชิงกับ Bayern Munich ทีมจากเยอรมัน
ในนัดนั้นหลายคนคงจำได้ดีถึงเหตุการณ์ที่เหนือปาฏิหาริย์ของเหล่าพลพรรค Red Army
ที่มาตามตีเสมอได้ในนาที 91 จาก Teddy Sheringham
ก่อนที่จะมาได้อีกลูกในนาที 93จาก Ole Gunnar Solskjaer
พลิกแซงหน้า Bayern Munich มาคว้าแชมป์ได้อย่างเจ็บแสบ
และในปีนั้น ลูกทีมของ Sir Alex Ferguson ก็ปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเป็น Treble Champ

หลังจากนั้น Man Utd. ก็ได้แต่เฉียดไปเฉียดมา
และในปีที่แล้วก็ถือเป็นปีที่เข้าใกล้นัดชิงชนะเลิศที่สุด แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับ AC Milan ไปในที่สุด
(จนเป็นที่มาของบทเพลงอมตะ "ผีกาก้า")






3.
และในฤดูกาล 2007/08 นี้
Sir Alex ก็ได้เสริมทัพด้วยการซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริม ได้แก่ Owen Hargreaves, Anderson, Nani
ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นที่ซื้อเข้ามาแล้วผลงานค่อนข้างที่จะน่าพอใจในระดับนึง

ปีนี้ในช่วงต้นฤดูกาล ในถ้วย Premier League
Man Utd. เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างกระท่อนกระแท่นมาก
ไม่ว่าจะเป็นการควานหาชัยชนะไม่ได้เลยใน 3 นัดแรก, การชนะคู่แข่งแบบหืดขึ้นคอ
และไหนยังจะต้องเจอคู่ต่อสู้อย่าง Chelsea, Arsenal และ Liverpool
แต่สุดท้ายลูกทีมของ Sir Alex ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเค้ายังแข็งแกร่งพอที่จะรักษาแชมป์ลีกเอาไว้ได้
แม้จะต้องลุ้นถึงนัดสุดท้ายก็ตามที

ส่วนถ้วย F.A. Cup
Man Utd. ตกรอบ 6 ด้วยน้ำมือของ Portsmouth
ทำให้พลาดโอกาสลุ้นแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

(ตอนแรกว่าจะเขียนแค่ถ้วย UCL แต่เขียนไปเขียนมา ชักจะลากยาวไปเรื่อยๆ .. - -')





ในบอลถ้วยยุโรปปีนี้ Man Utd. เริ่มต้นผลงานได้ค่อนข้างดี
ในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเค้าไมแพ้ให้กับใคร และชนะรวด 5 นัดติด ก่อนจะเสมอ Roma ในนัดสุดท้าย
เข้ารอบไปเป็นทีมอันดับ 1 ของสาย

ในรอบต่อมาเป็นการแข่งเหย้าเยือนรอบแรก Man Utd. ต้องพบกับทีมจากแดนฝรั่งเศสอย่าง Lyon
ในนัดแรก พวกเค้าต้องตามตีเสมอ Lyon แบบหืดขึ้นคอจากประตูของ Carlos Tevez ในนาทีที่ 87
ก่อนที่ในนัดต่อมา จะมาได้ประตูโทนจาก Cristiano Ronaldo ส่งให้ทีมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

รอบ 8 ทีมสุดท้าย Man Utd. ต้องพบกับคู่แข่งที่เจอกันบ่อยเหลือเกินในช่วงปีสองปีนี้ อย่าง Roma
(ในฤดูกาลก่อนหน้า Man Utd. ก็พบกับ Roma ในรอบ 8 ทีมก่อนจะเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์รวม 8-3)
ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่มก่อนหน้านี้พวกเค้าก็เพิ่งจะเจอกันมา ก่อนที่สุดท้ายก็เป็น Man Utd. ที่เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์รวม 3-0

มาถึงรอบรองชนะเลิศ Man Utd. พบกับ Barcelona
ในเกมแรกที่ Camp Nou พวกเค้าไปยันเสมอเอาไว้ได้ที่สกอร์ 0-0
(United ได้ลูกโทษตั้งแต่ต้นเกม แต่ Ronaldo ยิงไม่เข้า และหลังจากนั้นก็แทบจะโดน Barca พับสนามบุก)
และในเกมที่ Old Trafford พวกเค้าก็มาได้ประตูสำคัญที่พาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจาก Paul Scholes






มาถึงนัดชิงชนะเลิศ และอย่างที่เห็นว่าก่อนหน้านี้ Man Utd. เคยเข้าชิงถ้วยนี้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น
และนี่ก็เป็นครั้งที่ 3 ของพวกเค้า ในใจของแฟนบอลแมนฯยูฯ ทั่วไปก็คงอยากให้ทีมรักได้แชมป์แน่นอน
แต่ทีมที่พวกเค้าจะพบเจอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ทีมนั้นก็คือ Chelsea นั่นเอง

อย่างที่รู้กันว่าปีนี้ Chelsea มีปัญหาค่อนข้างเยอะ
ไม่ว่าจะเป็นการออกไปของ Jose Mourinho (ซึ่งส่งผลให้บรรดาดาวดังบางคนอาจจะย้ายตามเค้าไปเลยก็ได้)
และการแต่งตั้ง Avram Grant มาคุมทีมแทน Mourinho นั้นก็ค่อนข้างที่จะโดนสื่อวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความเหมาะสมไม่เหมาะสม
แต่สุดท้ายแล้ว Grant ก็พาทีมเข้าชิงถ้วยยุโรป พร้อมกับเบียดจี้ Man Utd. จนถึงนัดสุดท้ายในถ้วย Premier League

ในขณะที่ Man Utd. ปีนี้ผลงานของทีมค่อนข้างจะดีพอสมควร
โดยเฉพาะการยิงแบบถล่มทลายของ Cristiano Ronaldo หรือการทำลายสถิติการลงสนามมากที่สุดในทีมของ Ryan Giggs
หรือการครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ที่ Munich ซึ่งก็ถือมีหลายเรื่องเกิดขึ้นให้น่าจดจำเยอะแยะในปีนี้สำหรับ Man Utd.





เกมนัดชิงเตะกันที่ Luzhniki Stadium, Russia
ซึ่งถือเป็นการลงเล่นนัดชิงครั้งแรกของ Paul Scholes หลังจากที่ 9 ปีก่อนหน้าเค้าและ Roy Keane ไม่ได้ลงเล่นเนื่องจากติดโทษแบน

เกมในครึ่งแรก Man Utd. ค่อนข้างที่จะเล่นได้ดีกว่าพอสมควร และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 26 จากลูกโหม่งของ Cristiano Ronaldo
ในตอนนั้น ผมค่อนข้างโล่งอกพอสมควร
ก่อนที่จะกลับมาเครียดอีกครั้ง จากลูกตีเสมอก่อนจบครึ่งแรกจาก Frank Lampard

เกมในครึ่งหลัง เกมแทบจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อ Chelsea ดาหน้าเข้าใส่ Man Utd. อย่างไม่ยั้ง
โอกาสยิงกระจาย แถมสร้างความหวาดเสียวให้แฟน Red Army ได้ถ้วนหน้า โดยเฉพาะลูกยิงของ Drogba ที่ยิงไปชนเสา
ในตอนนั้นใจผมแทบจะตกไปอยู่ตาตุ่ม ..

และในที่สุดก็ต้องเข้าถึงต่อเวลาพิเศษ Chelsea ก็ทำให้แฟน Man Utd. หายใจได้ไม่ทั่วท้องอีก ด้วยการยิงไปชนเสา โดยฝีมือของ Lampard
แต่ Man Utd. ก็เกือบจะมาได้ประตูเช่นกันจากลูกแปของ Giggs แต่ Terry ยังมาโหม่งสกัดได้
แต่แล้ว Chelsea ก็มาเหลือ 10 คนเมื่อ Drogba ไปโดนไล่ออกเพราะไปตบหน้า Vidic
(ในตอนนั้นผมนึกไปถึงนัดชิง WC 2006 ประจวบเหมาะกับที่ผมเชียร์ Italy ผมเลยติ๊ต่างเอาว่า Drogba เป็น Zidane
พยายามที่จะสร้างทฤษฎีเข้าข้างทีมตัวเองแบบสุด ๆ .. )

แต่แล้วทั้งสองทีมก็ทำอะไรเพิ่มไม่ได้ จนต้องมาดวลลูกโทษตัดสิน ซึ่งเป็นช่วงที่ผมไม่ชอบที่สุด
มันช่างบีบคั้นหัวใจเหลือเกิน

ในการยิงลูกโทษ Man Utd. เป็นฝ่ายได้ยิงก่อน ทั้ง 2 ทีมต่างก็ยิงกันเข้า
จนมาถึงคนที่ 3 !! Cristiano Ronaldo ตัวยิงลูกโทษประจำทีมเป็นคนยิง
และมัวแต่ยึกยัก แถม Cech ก็ไม่หลงลูกเล่นของเจ้าโด้ที่เล่นแต่ลูกเล่นเดิม ๆ จนเค้าจำกันได้ทั้งโลกแล้ว
เลยปัดเอาไว้ได้ ในใจผมตอนนั้นคิดว่าชิบxายยยแล้วววว ทีมตรู จะรอดไหมเนี่ย ..
แถมChelsea ก็ไม่พลาดเลย

จนมาถึงคนที่ 5 John Terry กัปตันของ Chelsea เป็นคนยิง .. ตอนนั้นใจผมก็เริ่มปลงละครับ คิดว่าคงไม่รอดแน่ ๆ
เพราะดูสีหน้าท่าทาง พี่ Terry แกช่างมั่นใจเหลือเกิน และพลพรรค Chelsea ก็แทบจะเตรียมวิ่งดีใจอยู่แล้ว
แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อพี่แกดันลื่น ทำให้ยิงไปเช็ดเสาออก !!!!!!!
ในใจตอนนั้น ศีลธรรมความดีหายไปในพริบตาครับ ลืมความสงสารพี่แกไปเลย เอาแต่ดีใจเพราะว่าทีมยังไม่แพ้ ..

และก็เป็นการยิงแบบ Sudden Death วัดกันตัว/ตัว มันยิ่งบีบคั้นยิ่งกว่าตอนแรกอีกครับ
จนมาถึงคนที่ 7 .. Ryan Giggs เดินออกมายิงเข้า ทำให้นาทีนั้นใจเริ่มชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะว่าเราได้เปรียบอยู่
และคนที่ 7 ของ Chelsea ก็เดินออกมา คน ๆ นั้น คือ Nicolas Anelka ตอนนั้นผมคิดว่าแกคงไม่พลาด
แต่ผมสังเกตเห็นท่าทางน้า Van Der Sar น้าแกเล่นกระโดดเหยง ๆ แถมมีชี้มือเชิญชวนให้ Anelka ยิงไปทางซ้ายมือแก


น้าแกช่างมั่นใจครับ ผิดกับก่อนหน้านี้มาก ไม่รู้อะไรเข้าสิง ..
และน้ายีราฟของแฟน ๆ แมนฯยูฯ ก็ป้องกันลูกยิงของ Anelka เอาไว้ได้ครับ !!!!!!!!

ทำให้ Manchester United เป็นแชมป์ Uefa Champions League สมัยที่ 3 ไปได้
ในวินาทีนั้น รู้สึกดีใจมากครับ โลกทั้งใบเหมือนเป็นสีแดง .. ปลาบปลื้ม น้ำตาคลอเบ้า ถึงกับนอนไม่หลับกันเลยทีเดียว
(ก่อนที่จะหมดฤทธิในช่วง 6-7 โมง .. สลบไปในที่สุด)





4.
สุดท้ายนี้ขอแสดงความเสียใจกับแฟนบอลของ Chelsea ด้วยนะครับ
เห็นน้ำตาของเหล่านักบอล ก็เริ่มสงสารตะหงิด ๆ ว่าถ้าเป็นทีมเราคงคึกไม่ออก

ส่วนแฟน Manchester United ทุกท่านก็ขอแสดงความดีใจด้วยครับ
แล้วปีหน้าเราค่อยกลับมาลุ้นกันใหม่ครับ ..





 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2551
3 comments
Last Update : 22 พฤษภาคม 2551 22:19:22 น.
Counter : 1337 Pageviews.

 

เย้..ดับเบิ้ลแชมป์

ดีใจ แต่สงสารเทอรี่มากๆ ลื่นล้มขณะยิงนี่..ฝันร้ายชัดๆ

แต่ก็ดีใจ

แม้จะอยากให้หนูโด้มันได้รับบทเรียนบ้างก็ตาม (หวังว่าหลังจากนี้คงไม่ทำอะไรติงต๊องอย่างนี้อีกนะ)

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 23 พฤษภาคม 2551 9:04:57 น.  

 

เอ่อ..เมื่อกี๊คอมเม้นท์แล้ว เค้าหาว่ามีคำไม่เหมาะสมค่ะ

ยังไงฝากเช็คนิดหนึ่งนะคะ แล้วอนุญาตให้ปรากฏหน่อย

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 23 พฤษภาคม 2551 9:05:33 น.  

 

^
เรียบร้อยแล้วครับ ..

 

โดย: nologo 24 พฤษภาคม 2551 20:09:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


nologo
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




I'm not nologo, I'm just anonymous
[Add nologo's blog to your web]