เที่ยวเป็นนิจ จิตแจ่มใส การเดินทางออกไปท่องเที่ยว ระดับความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้น จริงๆนะ ไม่เชื่อ ลองดู
Group Blog
 
All Blogs
 

สวัสดีลาวใต้..สะบายดีปากเซ...>O<

ทริปลาวใต้ เป็นช่วงที่พายุกฤษณาเข้าพอดี

ลาวใต้จึงมีฝนตลอด เราไปช่วงต้นเดือนตุลาคม ปี 2552

แม้มีเวลานิดเดียวแต่ก็ประทับใจในธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของเมืองปากเซ

แขวงจำปาสัก



จากโขงเจียมไป ช่องเม็กใช้เส้นทาง 2112

จากนั้นก็แยกเลี้ยวซ้ายไป 2173 เป็นถนนลาดยางเส้นเล็ก รถวิ่งไม่มาก

แล้วบรรยากาศรอบๆสวยด้วย มีป่าและนาข้าวสวยให้ดูตลอดเส้นทาง

จากนั้นก็จะมาเจอเส้นหลัก 217 สภาพถนนดีตลอดเส้นทาง

มาเจอหลุมแถวๆช่องเม็กนู้นแหนะ







จากนั้นก็ทำบัตรผ่านแดนชั่วคราว
ที่ดูจาก Web site บอกว่า
http://www.moc.go.th/opscenter/ub/bordertrade/borderpass1.htm


อาคารที่ใบผ่านแดนชั่วคราวที่ช่องเม็กค่ะ

ทำที่ศาลากลางเมืองอุบลก็ได้ค่ะ





แต่พอไปทำจริง ใช้แค่สำเนาบัตรประชาชน 1 ใบ มีร้านถ่ายเอกสารตรงนั้น และค่าธรรมเนียม 30 บาท ค่ะ

รอประมาณ 3 นาทีก็ได้ ตอนที่ไปทำมีคนทำอยู่ 6 คน




จากนั้นก็ไปหาที่ฝากรถ เจ้าหญิงน้อย ...คิดค่าฝากคืนละ 100 บาท ได้ใบรับฝากรถมา อย่าทำหายนะ




จากนั้นก็ไปยื่นเอกสารที่ในอาคารรูปทรงประหลาดๆนั้นแล
ก่อนยื่น ถ่ายเอกสารใบผ่านแดนก่อน 3 ใบ ติดบาร์โคด ทั้ง 3 ใบ

ยื่นที่ ตม.ไทย 1 ใบ

เดินออกไปนอกประเทศที่ช่องตลาดวังเต่า

จากนั้นก็ไปยื่นอีกใบนึงที่ ตม.ลาว เสียค่าธรรมเนียม 50 บาท ถ้าเสาร์ อาทิตย์ หรือเลยเวลาราชการ คิดค่าล่วงเวลา 100 บาท

อีกใบเก็บไว้ให้ดี อย่าทำหาย อย่าทำขาด อย่าทำเปียกนะ กลับบ้านไม่ได้แล้วจะแย่





แขวงจำปาสัก




การไปช่องเม็ก ปากเซ โดยรถประจำทาง




แล้วเราก็มาอยู่ในดินแดนเมืองลาว แล้ว...


ระยะทางจากปากเซไปที่เที่ยว ที่ต่างๆค่ะ





จากนั้นก็แลกเงิน เป็นเงินกีบ ที่จริงใช้เงินไทยก็ได้ แต่ขาดทุนง่ะ

เข็ดตั้งแต่ไปลาวเหนือแล้ว 10-20 บาทเนี่ย หลายๆครั้งเข้าก็แพงนะ

แลกไป 5,000 บาท ได้เงินกีบมา 1,265,000 กีบ รวยโค๊ะๆๆๆ เลย


อัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้ 1 บาท เท่ากับ 253 กีบ






จากนั้นก็หารถเข้าปากเซ

มีรถ 4 ประเภทให้เลือก

1. นั่งรถสายยาวเลย อุบล-ปากเซ รายละเอียดตามรูป
เครดิต ไกด์อุบลดอทคอม

2. รถเหมาจาก ตลาดวังเต่า...ตอนที่ถามมา ราคาจาก วังเต่า-ปากเซ-ไปเที่ยวน้ำตก 3 แห่ง คิดราคาประมาณ 3,500 บาท เจ้าของรถเติมน้ำมันเอง เป็นรถตู้นะ

3. รถตู้โดยสาร ราคา 80 บาท ต่อ คน ตลาดวังเต่า มาที่ปากเซ

4. รถสองแถว 4 ล้อ 6 ล้อ...เหมือนบ้านเรา 50 บาท ต่อ คน




ระยะทางจากตลาดวังเต่า-ปากเซ 40 กิโลเมตร

นั่ง 2 แถวประมาณ 1 ชั่วโมง นั่งรถตู้ 40 นาที
บขส.เมืองปากเซ



จากนั้นรถจะไปจอด บขส.เมืองปากเซ จะมีผู้คนมากมายมาล้อมรอบท่าน

น่ากลัวมากๆๆ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างๆจากลาวเหนือมาก

ที่นี่จะออกแนวฮาร์ดคอร์


ที่นี่คือ บขส. ถ่ายจากบนรถเลยได้เสามาด้วย...


แผนที่เมืองปากเซ
credit จาก http://www.ecotourismlaos.com/index.htm





อยากไปหาที่พักก็ให้ สามล้อพาไป ราคาจะประมาณ 20-40 บาท ต่อ คน

ย้ำว่า ต่อคนนะค่ะ ใกล้ ไกล ไม่สำคัญ ต่อรองให้ได้ ถ้าไปกันหลายๆคน.....

คนขับรถบางคน แลดูน่ากลัวก็เลือกด้วยนะ ...

ถ้าไปกันแต่ผู้หญิงก็ระมัดระวังด้วย

หรือ จ้างรถตู้จากที่นี่เลยก็ได้


ตอนแรกที่สามล้อพาเราไปเป็น รร.นี้ จำชื่อไม่ได้แล้ว ราคาคืนละ 200 บาท

มี 2 เตียง ห้องน้ำในตัวค่ะ





การเลือกโรงแรม ที่ปากเซ เป็นเมืองค่อนข้างกว้าง

ไม่เหมือนหลวงพระบาง หรือ วังเวียง ควรให้ สามล้อพาไปโรงแรม

ที่อยู่ในเมือง จะได้เดินเที่ยวในเมืองสะดวก หาของกินง่าย

ไม่ต้องจ้างสามล้อ รับ ส่ง อีก

เราจึงเลือก รร.นี้ค่ะ

โรงแรมปากเซ

อยู่ในเมือง ราคา ห้อง sup 900 บาท เตียงเดี่ยว มีดาดฟ้าชมวิวด้วย




การจ้างรถตู้ จากที่นี่มีหลายเรทราคาด้วยกัน

ไปเที่ยวน้ำตก ตาดฟาน ตาดเยือง ผาส้วม ประมาณ 100 กิโลเมตร ไป-กลับ ราคาอยู่ที่ 1,500-1,800 บาท รวมน้ำมัน

ไปคอนพะเพ็ง หลี่ผี วัดพู ห่างจากปากเซ 140 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 3,500 บาท รวมน้ำมัน ค่าแพ

ไปวัดพู ราคาอยู่ที่ 2,000 บาท รวมค่าข้ามแพของรถ น้ำมัน




ไปเก็บข้อมูลมาได้ 2 คน...

คนแรก..พี่อาร์ทแนะนำมา

คนที่ 2 เราได้จ้างวันนั้น ใจดี สุภาพ รอเราได้ โดยไม่หงุดหงิด...พาไปเที่ยวนอกโปรแกรมตั้งหลายที่



แบ่งปันข้อมูล เผื่อใครไปแบบไม่รู้เรื่องเหมือนเราอย่างน้อยก็มีที่พึ่งบ้าง





ปากเซ หรือ เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ลาวตอนใต้ ประเทศลาว

http://www.boonsarptravel.com/media/ทราย/ประวัติประเทศลาว.doc

ปากเซ ลาวใต้ เป็นเมืองหลวงของ แขวงจำปาสัก เป็น เมือง ที่

ฝรั่งเศส สร้าง ขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2448 เพื่อคานอำนาจให้กับ

เมืองจำปาสัก ( บ้านวัดทุ่ง ) ซึ่งตั่งอยู่ตรงบริเวณที่ แม่น้ำโขง กับ แม่น้ำโดน หรือ เซโดน ที่ได้ไหลมา บรรจบกัน

ซึ่งไม่ห่างจาก ชายแดนของประเทศไทยไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบ ระหว่าง การเดินทาง จากจังหวัดอุบลราชธานี มาที่ ด่าน ช่องเม็ก

กับ การเดินทางจาก เมืองปากเซ มาที่ ช่องเม็ก ช่วงเวลาห่าง กันประมาณ 30 นาที เพราะ ปากเซใกล้กับ ช่องเม็ก กว่า ตัวจังหวัดอุบลราชธานี

ลักษณะแผนผังเมืองปากเซ มีถนนตัดกันเป็น ตารางสี่เหลี่ยม ซึ่งมีสถานที่เที่ยวต่าง ๆ รอบ ๆ เมืองปากเซ ที่สามารถเดินเที่ยวชมได้

อาทิเช่น ตลาดเก่า วัดหลวง วัดถ้ำไฟ หรือ วัดพะบาท หรือ จะนั่งชมวิม แม่น้ำโขง กับ เซโดน ตอนเย็น ก็ได้บรรยากาศ ดี อีกแบบหนึ่ง





จำปาสัก หรือ แขวงจำปาสัก ลาวใต้ ประวัติ ของ แขวงจำปาสัก

ได้มี ความเป็นมา อันยาวนาน ตั้ง แต่อาณาจักร ฟูนัน และ เจนละ

เมื่อครั้ง อาณาจักร ได้เสื่อมอำนาจ การปกครอง ของ อาณาจักรก็ ล่มสลาย

คนลาว ได้ ทำการ ย้าย ถิ่นฐาน เข้ามาสร้าง ชุมชน และกลาย

เป็น เมืองใหม่ ขึ้น ในสมัยนั้น เรียกว่า จำปานะคะบุรี หรือ จำปานคร บุรี นคร

มีความหมายแปล คือ เมือง , จำปาสัก เป็น แขวง ที่มีแม่น้ำโขงไหล

ผ่านกลาง พลเมืองของ แขวงจำปาสัก มีหลาย ชนเผ่า

อาทิเช่น ชาวลาวลุ่ม ชาวภูไท และ ชาวเขา เผ่าต่าง เช่น เผ่า กะเซ็ง

กะตู้ กะตัง กะเต ละเวน สวย ตะโอย เป็นต้น

พืชเศรษฐกิจ ของ จำปาสัก ได้รับอิทธิพล สมัยอาณานิคมผรั่งเศส

ได้นำ กาแฟ ยางพารา นำเข้ามาปลูก นับตั้งแต่นั้น มา กลาย

เป็นแหล่งกสิกรรม ที่อุดมสมบูรณ์ ทำการผลิตผล และพัฒนา

ทางด้าน สายพันธ์ กาแฟ พันธุ์ดี อาทิเช่น อาราบิก้า โรบัสต้า ฯลฯ





เมืองปากเซ

เป็นเมืองปากน้ำ เพราะมีแม่น้ำ Xedon ไหลออกมาบรรจบกับแม่น้ำโขง
เมืองปากเซเป็นเมืองใหญ่ของแขวงจำปาสัก สปป.ลาว


เราเริ่มออกเดินทางด้วยรถตู้ ตกลงราคากันที่ 1600 บาท รวมน้ำมันแล้ว
พาไป 3 ที่คือ ตาดฟาน ตาดเยือง ผาส้วม


ที่ลาวจะมีปั๊มน้ำมันอยู่ทั่วไปค่ะ แต่จะมีบางปั๊มที่นำน้ำมันเข้าจากไทย บางปั๊มจะนำเข้าจากเวียดนาม

เห็นคนขับบ่นค่ะว่า น้ำมันจากเวียดนาม รถจะอืดมากกกก


ภายในรถตู้ค่ะ





น้ำตกตาดฟาน อยู่ห่างจากเมืองปากเซ เป็นระยะทาง.....38 กิโลเมตร

มีรีสอร์ทบริเวณน้ำตก บรรยากาศดี เห็นคนขับรถตู้บอกว่า เจ้าของรีสอร์ทเป็นคนไทย

วันที่เราไป เราพบทั้งโชคดีและโชคร้าย

โชคร้ายคือ

ตอนที่เห็นภาพสายหมอกแทบจะหมดหวัง คงไม่ได้เห็นน้ำตก แน่ๆ

ขอพรจากพระเจ้า จากเจ้าป่า เจ้าเขา..ลูกช้างมาไกล ขอได้เห็นเป็นบุญตาสักครั้งเถอะ ลูกสาว


แล้วเหมือน...ความฝัน สายหมอกพลันเปิดออก เหมือนม่านถูกชักออกอย่างช้า ลุ้นแทบตัวโก่ง




แล้วก็เปิดออก...มา ให้เห็นอย่างแจ่มชัด ....งามอลังการมากๆๆ เห็นแล้ว รู้สึกได้เลย เป็นบุญจริงๆที่ได้เจอความงดงามแบบนี้






แล้วไม่นานม่านหมอกก็ปิดฉาก...ความขาวโพลนมาปกคลุมทั่วบริเวณ จึงเดินทางกลับ


สายหมอกไหลมาหยอกเย้า ป่ากาแฟ ที่อยู่ใกล้ๆรีสอร์ท

สวนกาแฟจึงสวยงามมากขึ้นกว่าเดิม ปากเซ ปากซอง งามด้วยธรรมชาติจริงๆ






กาแฟที่นี่หอม รสชาติเข้มข้นมาก มาที่นี่อย่าลืมลองดื่มกาแฟของที่นี่บ้างนะ รสอร่อยจนต้องซื้อกลับบ้านแน่นอน




รถตู้ของพวกเราท่ามกลางสายหมอก




จากนั้นก็ไปน้ำตกตาดเยือง...อยู่หลักกิโลเมตรที่ 40 ทางหลวงเลขที่ 13 ใต้
บริเวณที่นี่มีร้านขายอาหารให้ความรู้สึกคล้ายๆ ภูกระดึง





มีรีสอร์ทบริเวณน้ำตกเช่นเดียวกัน ค่าเข้าชมน้ำตก 5,000 กีบ ต่อคน




น้ำตกเป็นลำธารขนาดกลาง แต่พอไหลลงหน้าผาสูงชันแล้ว โอ้ว แม่เจ้า ทำไม มันสวยอะไรเช่นนี้

แบบว่า....มันสุดยอดดดดดด





พอลงไปข้างล่างที่ดูวิว มองน้ำตกตรงๆ ยิ่งบรรยายไม่ถูก ยิ่งใหญ่มากๆ




นี่แหละ ตาดเยือง อลังการสุดๆๆๆๆ ใหญ่มากกก



ตอนเดินลงไปดูน้ำตกก็ลำบาก เดินขึ้นก็ลำบากพอดี เพราะทางเดินขึ้น ลง ค่อนข้างชัน แต่ทำเป็นบันได เดินได้สะดวก ไม่ลื่น


มองจากด้านบน เขาไหลลงหน้าผาแบบนี้






..พี่คนขับรถถามว่าไม่กินข้าวเที่ยงเหรอ บ่ายสามโมงแล้วนะ ก็เลยขอไปกิน อุทยานบาเจียง ผาส้วม

...อ้าว ลืม..ระหว่าง ทางตาดฟาน ตาดเยื้องมีไร่ชาด้วยนะ บรรยากาศดีมากๆๆ






ชาที่เก็บมาแล้ว...มีชาให้ดื่มด้วยนะ..




จากสาย 13 แยกไปขวามือ ถ้ามาจากตาดเยือง..ไปอีกไกลโข

แต่วิวข้างทางสวยมาก ฝนตกลงมาปรอยๆ มีทะเลหมอกที่เชิงเขาให้ดูอยู่ตลอด

ชาวบ้านที่นี่คงปลูกกล้วยอยู่มาก มีกล้วยหอม...ที่นี่เรียกกล้วยง้าว เหมือนมีดชนิดนึง...เขาว่าอย่างนั้น


กล้วยไข่ก็มีมาก อยากกิน แต่ไม่ได้จอดซื้อเลย

ลำธารของที่นี่ สวยมาก ชาวบ้านมาเล่นน้ำ มาซักผ้ากัน

ดูสนุกสนานกัน แตฝนยังตกปรอยๆจึงไม่ได้ลงไปถ่ายรูป





มาถึงรีสอร์ท อุทยานบาเจียง ผาส้วม เสียค่าเข้าชม 5,000 กีบ ต่อคน เช่นกัน
ที่นี่ได้ถูกพัฒนาโดยคนไทย คุณ วิมล กิจบำรุง นั่นเอง แต่เสียดาย คุณวิมล กลับต้องสูญเสียการมองเห็นที่นี่


น้ำมะตูม welcome drink อุ่นขึ้นมาทันใด...





รีสอร์ทบรรยากาศดีมากๆ ร้านอาหารตกแต่งน่ารักดี มีฝีมือ ชาวชนเผ่าด้วย

อาหารที่นี่เน้นพืชผักจากชนเผ่า และ ไม่ใช้ผงชูรส รสชาติก็อร่อยมาก
อาจจะราคาสูงสำหรับเราๆไปหน่อย แต่ก็พอรับได้ เสพบรรยากาศก็คุ้มแล้ว


น้ำปั่นกับโอเลี้ยง...รสชาติอ่อนละมุนดีนะ





ทั้งหมดที่เห็นนี้ หมดไป 800 ค่ะ ... อร่อยมากค่ะ โดยเฉพาะส้มตำฟักแม้ว




พอฝนหยุดเราก็ไปถ่ายรูปสวยๆกัน

ทริปนี้พลาดเรื่องถ่ายรูปหลายอย่าง

ทั้งการลองใช้ mode S แทน Mode M

ฟิลเตอร์ CPL ก็เหมือนจะพังแล้ว ถ่ายน้ำตกมา กลายเป็นสีเขียวๆซะงั้นแหละ เซ็งจริงๆ

มาที่นี่อย่าลืมไป เดินสะพานแขวนนะ ให้ความรู้เสียวๆเหมือนกัน










ที่นี่มีบ้านพักด้วยนะ ราคาประมาณ 1,000-1,200 บาท ต่อหลัง มีบ้านบนต้นไม้ด้วย


ได้นามบัตรมาลองติดต่อดูนะคะ





เราออกจากที่นี่เกือบจะห้าโมงเย็น มาถึงปากเซก็เกือบๆ หกโมง

ไม่ทันดูพระอาทิตย์ตกที่แม่น้ำโขงเลย

ปล.ถ้าจะเที่ยว One day trip สำหรับ น้ำตกก็ทำได้นะ มาแต่เช้า ...ไม่เกินเที่ยง ด่านปิด 2 ทุ่ม ค่ะ




พี่คนขับรถพาไปดูโรงแรมชื่อดัง วังเก่านั่นเอง
จำปาสัก พาเลซ เป็น วังเก่าของเจ้าบุญอุ้มค่ะ ท่านเป็นเจ้าเมืององค์สุดท้ายที่ครองนครจำปาสัก ก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง



เราเลือกที่จะพักที่โรงแรมปากเซ

อยู่ใจกลางเมืองเนื่องจาก หลงเสน่ห์ วิวบนดาดฟ้า...
มองเห็นเมืองปากเซได้รอบ 180 องศา ....งดงาม หลังคาแดงๆคือห้างใหญ่ในเมืองปากเซค่ะ





ร้านอาหารบนดาดฟ้าของโรงแรมค่ะ

กลางคืนก็มานั่งชิลๆบนร้านอาหารบนดาดฟ้า วิวดีสุดๆ อาหารก็อร่อย เบียร์ลาวก็...ชื่นใจ





กลางคืนก็นอนหลับสบาย...ใครบอกว่าลาวใต้ผีดุ คงแล้วแต่คนนะ ใครขวัญอ่อนก็ห้อยพระมาด้วยแล้วกัน




บรรยากาศยามเช้าๆๆ

ตื่นเช้ามาลงมาทานอาหารเช้า ที่นี่มีแต่อาหารเช้าสไตล์ฝรั่งง่ะ ไม่อิ่ม..
เลยเดินเล่น ไปหาเฝอตอนเช้า ทาน...


บรรยากาศยามเช้าเมืองปากเซ



บรรยากาศยามเช้า ริมถนน...จะมีทั้งแม่ค้า มีทั้งรถรับจ้าง..มาทักทายท่าน



รถแบบนี้ก็มีนะ จ้างเหมาไปเที่ยวได้...



ว่าด้วยเฝอ...


ร้านที่พนักงานที่โรงแรมแนะนำมาก็คือ

ร้านลานคำ ติด โรงแรมลานคำ และร้านแคมโขง ติดโขงจ้า..ถามใครใครก็รู้จัก
ร้านลานคำ อยู่ไม่ไกลจากที่เราพักมากนัก เดินชิลๆ ก็ถึง ภายในร้านดูสะอาดสะอ้านดี




ได้นั่งโต๊ะใหญ่ขนาดนี้เลย

มีให้สั่งทั้งชามเล็ก ชามใหญ่ ราคาเริ่มต้นอยู่ที 12,000 กีบ ราวๆ 50 บาทแหนะ




เครื่องเคียงเยอะมาก




แต่ร้านนี้มีเฉพาะเนื้อ (ซิ้น) เลยได้กินแต่เส้นกับน้ำซุป รสชาติจัดจ้านมาก อร่อยดี พริกเผาเผ็ดมากเลย อย่าใส่เยอะเด้อ




เดินผ่านร้านเช่ามอไซค์ ไปสืบราคามา 350 บาท ต่อ วัน เติมน้ำมันเอง

มีทั้งออโต้ และ แบบเกียร์แมนนวล เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเที่ยวปากเซ




เดินกลับโรงแรม Check out นั่งรถสามล้อไปที่ บขส. ด้วยราคาคนละ 20 บาท พี่เค้าใจดี พาไปไปรษณีย์ก่อนด้วยนะ ส่ง Post card กลับบ้าน แสตมป์ราคาติด PC 8,000 กีบ

บรรยากาศ บขส. ขณะรอรถตู้

คราวนี้ขอนั่งรถตู้กลับช่องเม็ก ราคาปี้ (ตั๋ว) อยู่ที่ 80 บาท/คน แพงกว่านั่งโดยสาร 20 บาท แต่นั่งสบายกว่า ถึงเร็วกว่ามาก

ใคร มีเวลาเยอะๆก็เดินเที่ยวตลาดดาวเรือง แถวท่ารถก่อนก็ได้ มีทัวร์จากไทยลงเยอะมาก มีของขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ (ของเล่น) นู้นแหละ





มาถึงตลาดวังเต่า ต้องเดินมาที่ขาออกอีกเล็กน้อย เพราะรถจะไม่ส่งถึงที่ขาออกเลย เดินหาซื้อของที่ Duty Free ได้ของฝากเล็กน้อย ส่วนมากก็มีทั้งแอลกอฮอล์ เหล้า บุหรี่ ช็อคโกแล็ต กาแฟ ขนมที่ราคาแพงๆ

ส่วนร้านค้าข้างนอกก็มีทั้งผ้าห่ม ผ้าซิ่น กระเป๋าแบรนด์ดังๆ (ปลอม?) เสื้อผ้า ของเก่า จิปาถะ เดินจนเหนื่อยแน่นอน



แต่เราค่อนข้างรีบ ไปยื่นใบผ่านแดนที่ขาออกของลาว เสียค่าล่วงเวลา คนละ 100 บาท วันนี้เป็นวันเสาร์ (ค่าล่วงเวลา จะเก็บหลังเวลาราชการ วันหยุด)

มียื่นที่ขาเข้าไทย ตรวจศุลกากร มีแต่ขนมเลยผ่าน
เรา สามารถซื้อเหล้าได้คนละขวด บุหรี่คนละ 1 cotton ซีดีเพลง MP3 ปลอม เหล้าปลอม โทรศัพท์มือถือละเมิดลิขสิทธิ์ ถือว่าผิดกฎหมายห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร รวมทั้งบุหรี่ไทยทุกชนิด




สะบายดีปากเซ ครั้งหน้า เราจะกลับมาเที่ยวให้ครบ




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2553    
Last Update : 6 มิถุนายน 2553 19:42:34 น.  

......ผู้หญิงไปเที่ยวลาวคนเดียว....บ่เป็นหยังดอก....ตอนที่ 4 หลวงพระบาง...ฉันจะคิดถึงเธอเสมอ....

ต่อจากตอนที่ 3 เลยละกัน ตอนนั้น พาไปเที่ยว ไหว้พระ ทั่วเมืองหลวงพระบาง


....เย็นวันที่ 8 กรกฎาคม 2552

จากนั้นก็ปั่นต่อไป จอดรถแถวกลางเมือง ตลาดมืดกำลังตั้ง

.....จึงไปหาจอดแถวร้านเอเจนซี ล็อคเรียบร้อย





บริเวณทางขึ้นพูสี ดอกบัวดินบานสะพรั่ง สวยงาม ยิ่งได้ฉากหลังเป็นอาคารโคโลเนียล ประทับใจ บรรยากาศยามเย็นนี้จัง




เจอวัดร้างก่อนถึงพูสีด้วย แต่ข้างในสวยมาก

ข้างในมีภาพเขียนสวยๆ ให้เข้าฟรี




จากนั้นก็ปีน ไป บนภูสี ลืมแล้วว่ามีบันไดกี่ขั้น แต่มีซุ้มดอกจำปาตลอด ร่มรื่นดี เสียค่าเข้า 80 บาท 20,000 กีบ

เหนื่อยเอาการ แต่เดินแบบไม่รีบ






บรรยากาศข้างบนพูสี ภูเขาที่เป็นเสมือนหลักเมืองของชาวหลวงพระบาง

ช่วงฤดูฝนต้นไม้สีเขียวชะอุ่มมาก ดูสบายตา เทียบกับฤดูร้อนที่มีแต่ฝุ่นควัน



นี่ไงพูสี หลักเมืองของเมืองหลวงพระบาง ช่วงสงกรานต์จะมีงานที่นี่ สนุกครึกครื้นกันมาก สีทองเปล่งประกาย สวยจัง




ฟ้าหลังฝน สบายตาจัง



คนสามารถแบ่งออก 2 ประเภทใหญ่ๆ

คนประเภทหนึ่ง จะยอมอดทนไปนั่งรอดูพระอาทิตย์ ขึ้น และ ตก ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน ( ภูกระดึงเป็นต้น)

คนอีกประเภท จะบอกว่า ไม่เคยเห็นหรือไง ทำไมต้องดู...


แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากที่ชอบมานั่งรอดูบรรยากาศสวยๆแบบนี้



พระอาทิตย์สงสัยจะขี้อาย เธอหลบหลังเมฆไปเสียแล้ว แต่แสงสีทองที่สาดส่องยังแม่น้ำโขงทำให้ประทับใจทุกๆคนที่นั่งรอคอย









หลังจากนั้นเดินลงมาเที่ยวตลาดมืดอีก ...บรรยากาศสวยๆ


วันนี้หาของกินสำหรับมื้อค่ำจากซอยนี้ แต่แพงกว่ากินบุฟเฟ่ห์อีกนะ



แต่ก็ไม่ลืมที่จะกินน้ำปั่นอร่อยๆๆ ฉบับหลวงพระบาง

จากนั้นก็ปั่นจักรยานกลับ GH อาบน้ำ นอนอ่านหนังสือจบแล้ว เรื่องแม่ผมอยากกินสับปะรด ซึ้งง่ะ


ตื่นมาแต่เช้า ตีห้า รีบอาบน้ำแต่งตัว ปั่นจักรยานไปถนนสายหลัก เพื่อรอถ่ายรูปการตักบาตรพระ เณรเป็นร้อยๆรูป







สำหรับใครที่จะซื้อข้าวเหนียวมาตักบาตร ควรหาซื้อจากตลาดจะดีกว่าซื้อจากแม่ค้าที่นำมาขายบริเวณถนน เพราะยิ่งช่วง High season ท่านจะโดนฟันกระติ๊บละ 200 บาทก็ได้ แล้วพยายามอย่าใส่ อย่างอื่นนอกเหนือจากข้าวเหนียวเลย

เพราะเห็นพระ ท่านเก็บออกให้แม่ค้าเหมือนเดิม เช่น กล้วย ขนม กับข้าว



แต่คนถ่ายรูปเยอะมาก ดูว่นวายจริงๆ เราเห็น คนไทย กลุ่มนึง ( อีกแระ)
แบบว่า อยากเอาหน้าแทรกฟุตบาทหนี


อายุอานามก็ราวๆ ป้า ไปจนถึงยายกันแล้ว

ทุกๆ วัดในหลวงพระบางมีเขียนติดบอกว่าให้ช่วยเขาอนุรักษ์ ประเพณีตักบาตร

แต่คุณป้า คุณลุงก็สนุกกับการถ่ายรูป เหลือเกิน แฟลชก็ไม่ปิด

แถม ยังมีคำพูด ชนิดว่า

ยังไม่ได้เลย พระบังนะ เอาใหม่ๆ

( ประมาณว่าจะถ่ายรูปตอนตัวเองตักบาตร เฮ้อ )







พอหลังจากกรุ๊ปทัวร์หมดไปความสงบก็เข้ามาแทนที่ สงบจริงๆ





รูปนี้ จ่ายไปตั้ง 80 บาท ตอนแรกนึกว่าจะไม่เก็บเพราะไปตอน 6 โมงเช้า แต่ไม่รอด




จากนั้นก็ขอโดปกาแฟที่ประชานิยม

โลกช่างกลมจริงๆ ไปเจอ คุณหมอลาวที่มาดูงานที่ที่ทำงานเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
แต่คุณหมอทั้งสองคน อยู่ กรมการปัว ( กรมการแพทย์) เวียงจันทน์

กำลังจะไปอุดมไซ จึงแวะทานกาแฟที่นี่ก่อน

โลกกลมมาก ประชานิยมจริงๆนะ




ไปกินเฝอร้านอร่อยอีกรอบ ทีแรกแวะตั้งแต่กลับจากวัดเชียงทองแล้ว ร้านยังไม่เปิด ป้าเลยถามว่าจะกลับวันไหน

ก็เลยบอกว่า พรุ่งนี้ค่ะ ถ้ามีโอกาสได้มาหลวงพระบางอีก หนูจะกลับมาทานอีกนะคะ ป้าน่ารักมาก คุยด้วยดีมาก

มีญี่ปุ่นมาทานแล้วเผ็ด ป้าก็กังวลมากว่าเผ็ดเพราะอะไร




ปั่นไปร้านเอเจนซี่

ไปซื้อตั๋วกลับเวียงจันทน์ 540 บาท รถ VIP ตอน 8 โมงเช้า พรุ่งนี้

แนะนำให้ซื้อตั๋วก่อน เดี๋ยวไม่มีที่นั่งนะ

พรุ่งนี้เลือกที่จะไป บขส.เอง


กลับไปที่พัก ลืมแผนที่

จากนั้นก็ปั่น มุ่งไปสันติเจดีย์ ที่วัดป่าโพนเพา

มองจากภูสี จะห็นพระธาตุสีเหลืองทอง อยู่ด้านทิศตะวันออก ของเมือง

ห่างจากเมือง ประมาณ 2 -3 กิโลเมตร เห็นจะได้

ให้มาเส้นทางจากเมือง ไปตัดเส้น ทล.13 เหนือ

จะเจอ สี่แยกตรงตลาดมิตรภาพ ให้เลี้ยวไปด้านซ้าย

จากแยกไปประมาณ 500 เมตร จะมีถนนลูกรัง

แยกไปบ้านผานม และ หมู่บ้านช้าง ให้เลี้ยวเข้าไป

เราปั่นเลยแหละ ปั่นขึ้นเนินฟรี

ไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำคาน เจอแม่ชี เลยถามว่าพระธาตุไปทางไหน


หันกลับมา เลยวัดไปแล้ว...อ้าว



เจอฝรั่งกลุ่มใหญ่ปั่นจักรยานมาเที่ยวเหมือนกัน แต่เราจูงเอา เนินชันเกิน หมดแรง




9.20 น. แล้ว เจ้าของ GH บอกว่ามีฝรั่งไปน้ำตกกวางสีรอบ 10 โมง เลยไม่กล้าปั่นไปหลุมศพ มูโอต์ เลย

รีบปั่นกลับในเมือง ปั่นไปส่ง Postcard ก่อน ส่งกลับไทย

แผ่นละ 3,600 กีบ ( ไม่แน่ใจ) เพราะจำไม่ได้ แต่รู้เยอะกว่านี้อะ


....มูโอต์คือคนที่ไปค้นพบนครวัด นครธม และเปิดเผยให้โลกรู้จัก




จากนั้นก็กลับมาที่พัก รอฝรั่งกลุ่มนั้นที่จะไปน้ำตกกวางสี

ราคาค่ารถ 160 บาท ถ้าไปเป็นกลุ่ม 5-6 คน

แต่ถ้าเหมา 600 บาท

ถ้าจะไปก็มีร้านเอเจนซีมากมายให้ซื้อทัวร์ หรือ GH ที่เราอยู่ เขาอาจหาทัวร์ให้เราได้

คิวรถจัมโบ้จะอยู่ริมโขง ใกล้ ประชานิยม ไปหารถแถวนั้นก็ได้

ตามร้านเอเจนซี่จะใช้รถแวน ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็น 200 บาท

น้ำตกกวางสี มุ่งไปทางใต้ ห่างจากเมือง 36 ก.ม.

เห็นฝรั่งพากันปั่นจักรยานไปเฉยเลย ถนนลาดยางหมดแล้วจ้า

แต่แคบหน่อย





น้ำตกปิดไม่ให้เข้า (ปิดรับบัตร) บ่าย 3 โมงนะ ควรไปถึงก่อน

ราคาตั๋ว 20,000 กีบ แต่คิดกับเรา 90 บาทง่ะ เซ็ง




น้ำตกกวางสีมีหลายชั้น เดินให้ครบทุกชั้นนะ มีประมาณ 4-5 ชั้น




น้ำตกมีช่วงที่อนุญาตให้เล่นน้ำได้

เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วย มีห้องสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้างๆ แอ่งน้ำ




เรานัดกับฝรั่งกลุ่มนั้น บ่าย 3 โมงเย็น

ใช้เวลาเดินทาง เกือบ 1 ชั่วโมงนะ

ถ้าจะรีบกลับมาดูภูสี ไม่ควรเกิน 4 โมงเย็น




เราไปไม่ถึงชั้นบนสุดง่ะ เสียดาย ฝนตกลงมาก่อน...แต่แค่นี้ก็สุดยอดมากแล้ว





กลับมาถึงก็ฝนตกพรำๆ




ก็เลยไปซื้อ ข้าวเหนียวหมูทอด มากิน ตั้ง 65 บาท แหนะ

แพงมาก แต่ข้าวเหนียว 5 บาท เนี่ย ได้เยอะมาก เกือบเต็มกระติบ

แล้วมานั่งริมโขง



นั่งรอ พระอาทิตย์ตกที่ริมฝั่งโขง แดดแรงมาก







สวยมากเลย

เจอน้องคนนึง หน้าตายังกะญี่ปุ่น เห็นกำลังใช้น้ำแข็งประคบมือ เราเลยไปถามเป็นภาษาอังกฤษเฉย

ว่าเป็นอะไร

น้องเค้าก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษนะ แต่ก็มองเสื้อเรา ใส่เสื้อสิงห์ สู้ เสื้อเบียร์ลาว 55555

เลยถามว่าเป็นคนไทยอะเปล่า ก็เลยหัวเราะทั้งสองคน

เลยได้เพื่อนเพิ่มอีก 1 คน
แยกย้ายกันกลับตอนเกือบ 1 ทุ่ม




เก็บกระเป๋า กลับบ้าน ทุนทรัพย์หมดแล้ว ถ้าอยู่ต่อสงสัยจะไม่รอด ....เดี๋ยวครั้งหน้ามาใหม่นะ

ตื่นมาตอน ตี 5 อาบน้ำแต่งตัว check out จ่ายค่าที่พัก 750 บาท

มาโบกรถสามล้อไปส่งที่ บขส. หลวงพระบาง 40 บาท มาทันรถ 7 โมงเฉยเลย คนขับเลยถามเราว่ามาแต่เช้าจัง



ตารางรถประจำทาง หลวงพระบาง - เวียงจันทน์




ไปออกตั๋วด้วยอย่าลืม

ถ้ามาเร็ว เราก็ได้ที่นั่งดีๆ เราต้องเอาใบเสร็จที่เอเจนซี่ ออกให้ไปออกตั๋วก่อน พร้อมระบุที่นั่งด้วย

รถที่ได้ใหม่มาก มีห้องน้ำด้วย

รถแบบต่างๆๆ



พยายามกินน้ำน้อยๆ ขึ้นรถกลับ เวียงจันทน์ ตอน แปดโมงเช้า เป๊ะมาก



กินยาแก้เมา 1 เม็ด

รู้แต่ว่าหลับตลอด

ตื่นที่พูคุน กาสี วังเวียง แล้วก็เกือบถึงเวียงจันทน์


จอดแวะทานข้าวที่พูคุน


เด็กๆที่พูคุน ไม่พูดภาษาลาวเลย แต่น่ารักดี

เค้ากลัวการถ่ายรูปนะ







ช่วงที่รถใกล้ถึงเวียงจันทน์ขับช้ามาก ถึง บขส. สายเหนือ เกือบ 6 โมงเย็น

มีรถระหว่างประเทศ ไปอุดร 6 โมงเย็น รอบสุดท้าย ที่ตลาดเช้า

นั่งสองแถวมา ลงที่ตลาดเช้า 60 บาท

มาไม่ทันรถ เห็นแต่ท้ายรถไวๆๆ ซวยแล้ว

เลยเหมารถไปกับน้องคนไทยไปด่าน 3 คน 100 บาท


ถ้าไปคันนี้ 20 บาท





จากนั้นก็ ไปผ่าน ต.ม.

พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว เสียค่าธรรมเนียม stamp ออก

ซื้อตั๋วรถบัส รับส่ง ฝั่งไทยลาว 15 บาท ( ไม่ถึงกิโล) วิ่งหน้าตั้ง ขึ้นรถ

เจอเด็กผู้หญิงลาวคนนึง นั่งคนเดียว เลยขอนั่งด้วย

ให้เงินกีบที่เหลือๆมาให้น้อง




พอถึง ต.ม.ไทย ก็ลงไป stamp แถวยาวมากกกกก

แต่พี่ จนท. เรียกถามว่าใครถือ Passport ไทย ให้มาทางนี้

เลยได้ คิวพิเศษ ไม่ถึงนาทีเสร็จ

เด็กที่เราให้ตังค์เมื่อกี้ บอกพ่อว่าพี่สาวคนนี้ให้ตังค์

พ่อก็เลยขอบคุณเราใหญ่เลย แล้วก็แนะนำเราบอกว่าไป บขส.ให้เหมา รถสามล้อไป ก็เลยไปกับน้องอีก 2 คน คนละ 30 บาท

ไกลพอควร จากด่านถึง บขส.

มีแต่รถไป กทม. เป็น รถทัวร์ด้วย ป.2 ด้วย แต่ รถ ป.2 หยิ่งมากไม่ให้เราขึ้น บอกว่า ลงขอนแก่น รอก่อน แป่ว

พอรุ่งประเสริฐทัวร์จะออก เราเลยไปถามว่า ไปลงขอนแก่น ได้มั๊ย ได้เฉยเลย 160 บาท

ลงหน้า ร.พ.ศรีนครินทร์ ตอน เกือบ 5 ทุ่ม กลับถึงห้องโดยสวัสดิภาพ...

ใช้เงินหมดไป ทั้ง ทริป 8,747 บาท เหลือเงินกลับบ้านแค่ 7 ร้อยกว่าบาท เกือบไปแล้ว.....

สำหรับ 7 วัน 6 คืน นี้ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขจริงๆ




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2553    
Last Update : 4 มิถุนายน 2553 21:26:30 น.  

......ผู้หญิงไปเที่ยวลาวคนเดียว....บ่เป็นหยังดอก....ตอนที่ 3 หลวงพระบาง...อีก 3 โค้งก็ถึงแล้ว....

ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปเสียนานสองนาน แถมไม่ค่อยได้เล่นพันทิป สิงสถิตอยู่ห้องบลูเพลนเน็ตอีกต่างหาก

วันนี้ว่างๆ กะจะเขียนเรื่องไปลาวให้เสร็จ...จะเสร็จมั๊ยนะ



เริ่มกันเลยนะ ทริปนี้ เคยเขียนลงห้อง BP แล้ว เพราะเป็นทริปของปีที่แล้ว 52

แต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้างล่ะเนอะ

ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน และแม่น้ำอู แต่ก่อนลาวเทิง ( ชาวเขา)

ได้อาศัยอยู่ก่อน

แต่ในประวัติการอพยพย้ายถิ่นฐาน ของตำนานชนชาติลาว

ได้กล่าวถึง ขุนลอ พระโอรสองค์แรกของขุนบรม

บรรพกษัตริย์ในตำนานชนชาติไทย ได้อพยพผู้คนมาหาดินแดนใหม่

เมื่อมาถึงปากน้ำคานจึงได้หยุดไพร่พล ณ ที่นี้




สมัยยุครุ่งเรืองของอาณาจักรล้านช้าง คือ

สมัย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ( ยุคเดียวกับ พระมหาจักรพรรดิ และ พระเจ้าบุเรงนอง)

เพราะยุคนี้อาณาจักรล้านนา กับ ล้านช้างเป็นเสมือนแผ่นดินเดียวกัน

เมื่อพระเจ้าบุเรงนองแผ่อาณาจักรได้กว้างใหญ่ไพศาล พระองค์ได้ยึดเมืองเชียงใหม่ได้

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จึงย้ายเมืองหลวง มาที่วียงจันทน์ ในปี 2103

และผูกสัมพันธ์กับไทยในการต่อสู้กับพม่าและสร้างพระธาตุศรีสองรัก

ขึ้นในสมัยนั้น


ครั้นสิ้นรัชกาลพระเจ้าสุริยะวงศา ฯ ลาวได้แตกเป็น 3 อาณาจักร

คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสัก ทำให้อ่อนแอ

ตกไปอยู่ภายใต้อาณาจักรข้างๆ เช่น ไทย ญวน จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามา


ในอดีต 200 ปีที่ผ่านมาหลวงพระบางพบเจอกับความเจ็บปวดมามากมาย

สมัยที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ก็ถูกกองโจรฮ่อโจมตี จนราบคาบ

ต่อมาก็สมัยฝรั่งเศสล่าอาณานิคม

ก็ได้มีกองกำลังกู้ชาติ นำโดยพระอุปราชเพชราชรัตนวงสา

ได้รวบรวมชาวลาว ลุกขึ้นต่อสู้กับฝรั่งเศส

หลังจากได้เอกราชจากฝรั่งเศสมา

ลาวกลับแตกเป็นสองฝ่าย ทำให้เกิดสงครามของคนลาวด้วยกันเอง

คงจะเป็นความเจ็บปวดไม่น้อยที่คนลาวได้รับ



ณ ปัจจุบัน ลาวมี

ระบอบการเมือง การปกครอง แบบสังคมนิยม เป็นของลาว

ภายใต้พรรคการเมืองเดียว คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว

มีอำนาจสูงสุด ในการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2518

ประธานประเทศ คนแรก: เสด็จเจ้าสุพานุวง

และนายกรัฐมนตรี คนแรก: ท่านไกสอน พมวิหาน

รายนามประธานประเทศของลาว ( คล้ายๆ ประธานาธิบดี)

1.เจ้าสุภานุวงศ์ (3 ธันวาคม พ.ศ. 2518 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2534)

2.นายพูมี วงวิจิด (31 ตุลาคม พ.ศ. 2529 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2534)
รักษาการแทนเจ้าสุภานุวงศ์

3.นายไกสอน พมวิหาน (15 สิงหาคม พ.ศ. 2534 - 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535)

4.นายหนูฮัก พูมสะหวัน (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 - 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541)

5.พลเอกคำไต สีพันดอน (24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2549)

6.พลโทจูมมะลี ไซยะสอน (8 มิถุนายน พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน)

มาจากวิกิพิเดียนะจ๊ะ



อยากดูละเอียดหน่อยก็ลองหาซื้อ

หนังสือ หลวงพระบาง ของ อ.ศรัณย์ บุญประเสริฐมาศึกษา

แล้วจะพบว่าเมืองลาวมีอะไรน่าสนใจเยอะมาก

หลวงพระบางไม่ได้มีดีแค่เป็นเมืองมรดกโลก

และหลวงพระบางไม่ได้มีแค่วัดเชียงทอง กับ กาแฟร้านประชานิยม


นั่งรถจากวังเวียงเวลา 10 โมงเกือบ ครึ่ง เวลาที่บอกไว้คือ 10 โมงเช้า

รถบัสที่เลือกนั่งมาคือ VIP ภายในสะอาด ดูดี

แต่พอนั่งไปได้แป๊บนึง รู้เลยไม่เปิดแอร์ รู้สึกอึดอัดมาก

เด็กรถจึงมาเปิดช่องระบายอากาศบนหลังคารถ แต่ถ้าฝนตกก็เดินมาปิด




เรานั่งติดหน้าต่าง

แต่ที่เปิดหน้าต่างอยู่ ผู้ที่นั่งเบาะข้างหน้า

จึงต้องบอกหนุ่มญี่ปุ่นช่วยเปิดหน้าต่างบานเล็กให้หน่อย

ได้สักครู่เค้าก็ปิด สงสัยลมพัดหน้า






ตลอดเส้นทางจากวังเวียงไปหลวงพระบาง มันลอยอยู่บนฟ้าทั้งนั้น สวยมาก


มีคนบอกว่าจากวังเวียง ไปหลวงพระบาง มีแค่ 3 โค้งเอง

รู้แล้ว

มีซ้าย มีขวา มีโค้งอันตะลาย 3 โค้งพอดี

Tip:ใครที่ไปลาวช่วงฤดูฝน

อยากแนะนำว่าให้เดินทางตอนกลางวันดีกว่าเพราะ

ถนนแคบ ถ้าเกิดมีดินโคลนถล่มก็ยังมีทัศนวิสัยให้เห็น

และอีกทั้ง ถนนสาย 13 เหนืออยู่บนเขาตลอด มีตะไคร่น้ำจับผิวถนนมาก

ทำให้ลื่น เดินทางตอนกลางวัน ผิวถนนมีโอกาสได้แห้งบ้าง

(อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะ ได้คุยกับคนที่ขับรถที่ลาว เขาแนะนำมา)




ไม่นานก็จอดแวะทานข้าว




ระหว่างทางจะเจอหมู่บ้านลาวเทิงอยู่เรื่อยๆ เด็กๆ ที่นี่น่ารักดี

แต่เกือบจะทุกหมู่บ้านต้องมี กิจกรรมนั่งหาเหาให้กัน

ระบบน้ำของลาวเทิง ส่วนมากได้รับสนับสนุนจาก Unicef

เขาจึงมาใช้บ่อน้ำรวมกันกลางหมู่บ้าน

ขี่รถผ่านไปอาจเจอคนแก้ผ้าอาบน้ำอยู่ก็ได้


รถผ่านหุบเขาตลอดมีน้ำตกให้ดูข้างๆทางตลอดเวลา

มุ่งหน้าต่อไป ตอนนี้เริ่มคิดทบทวนแล้ว ตรูไม่น่ากินเยอะเลย ท่าทางลำไส้จะปั่นป่วนแล้ว เมารถ......

เพราะไม่มีอากาศหายใจด้วย กินข้าวอิ่มๆ รู้แต่ว่าดมยาดมตลอดทาง

ไม่ได้กินยาแก้เมาเพราะอยากดูวิว

แล้วก็ถึงภูคูน ที่นี่สวยมากเลย ภูเขาสูงมาก แต่มีแต่ภูเขาหัวโล้น

ข้างถนนมีแต่หุบเหวลึกมาก ไม่มีที่กั้น มีแต่ต้นกล้วย



แล้วก็ถึงกิ่วกะจำ แต่รถไม่จอด ปวดฉี่แล้ว

ไม่รู้ไปจอดที่ไหน แต่จอดในป่า เห็นแต่ผู้ชายลงเพียบไป ฉี่ ผู้หญิงนั่งมองหน้ากัน ใครจะไปกล้าลงว่ะ

รู้แต่ว่าจากบ้านกิ่วกะจำจนถึงหลวงพระบางนั่งอย่างอึดอัดและทรมานมาก ปวดฉี่จนปวดท้อง เมารถก็เมา

อยากอ๊วก ไม่มีกะจิตกะใจจะดูวิวเลยอ่ะ


ตั้งแต่ออกจากวังเวียงมายังไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่เชิงเขาเลย อยู่บนภูเขา

ตลอด แล้วโค้งหักศอกเยอะมาก


จึงขอแนะนำว่า อย่ากินน้ำเยอะเด้อ ....เผื่อเจอรถไม่มีห้องน้ำแบบคันนี้ ทรมานมากๆ

มีดินถล่มเรื่อยๆ แต่ไม่เป็นปัญหา พอไปได้

อยู่บนเขามองลงมาเห็นเมืองนึง มีแม่น้ำพาดผ่าน สวยมากเลย

ตอนแรกไม่นึกว่าเป็นหลวงพระบาง

ไม่นานก็ถึง บขส.หลวงพระบาง ตอนเกือบ 4 โมงครึ่ง ใช้เวลา 6 ชั่วโมง




พอถึงก็จะมี GH ต่างๆ มาห้อมล้อมท่านแล้ว แนะนำตัว แนะนำ GH ให้ ถ้าสนใจก็ไปดูได้ ไม่ชอบก็ไม่ว่า

เจ้าของ GH จะบอก สกายแลปไปส่งเราเอง

ค่ารถ 40 บาท ราคานี้มาตรฐาน นั่งจาก บขส. ราคานี้แค่นั้น ไม่ว่าจะมาคนเดียวหรือหลายคน

เราสนใจ เมวพาโชก ที่ติดน้ำคาน จึงลองไปดู ก็โอเค ไม่เก่า ไม่ใหม่มาก แต่สะอาดดี ดูปลอดภัย สงบ เพราะอยู่แถววัดวิชุน ไม่ใช่ในเมือง






ก็เลยเลือกห้องพัดลม มีทีวี มีห้องน้ำในตัว น้ำอุ่น ห้องละ 250 บาท

ได้ห้องแล้ว รีบเข้าห้องน้ำ เกือบตาย......

จัดแจง..อะไรเสร็จก็ไปเดินท่องเมืองดีกว่า อาการเมารถหายไปแล้ว หลังจากได้อากาศบริสุทธิ์


เดินจาก GH ไปถนนกลางเมืองไกลพอสมควร ไปเดินหาร้านเช่าจักรยาน แถวกลางเมืองราคาตั้ง 80 บาทต่อวัน

แถมไม่ลดอีกถ้าเช่าตอนเย็นแล้ว ก็เลยยังไม่เอา

Tip: ร้านจักรยานให้เช่า อยู่ หลวงพระบาง ราคาอยู่ที่ 60-80 บาท

ร้านโซนกลางเมือง ราคา 80 บาทต่อวัน

มีร้านเดียวที่ 60 บาทคือร้านติดกับพิพิธภัณฑ์

และ ถนนริมโขงเลยประชานิยมไป จะราคา 60 บาท

ร้านแถวหน้าวัดแสน ก็ ราคา 80 บาท ต่อวัน




หลังจากไม่เช่าจักรยานก็เลย เดินเที่ยวตลาดมืดซะเลย



ที่นี่มีงานหัตถกรรมเยอะมาก หลังจากอ่านรีวิว หลายๆ เจ้า

บอกว่าถ้าจะซื้อลอง ลองสำรวจราคาก่อน

เพราะ ขายเหมือนๆ กันหลายร้าน แล้วก็ต่อเยอะๆ หน่อย










เดินทัวร์ตลาดมืดเพลิดเพลินดี และที่ชอบคือ ลายปัก สไตล์แบบชาวหลวงพระบาง น่ารักดี

หลุดจากตลาดมืดก็จะเป็น ซุ้มอาหาร

น้ำปั่นผลไม้ ใส่นมสด

ซุ้มข้าวจี่

ขายกาแฟลาว ( เห็นน้องคนหนึ่งว่าอร่อย)

เราลองกินน้ำปั่นแล้วก็เป็นรสชาติแปลกๆ เป็นน้ำปั่นผลไม้รวมใส่นมจืด ราคา 25 บาท (แต่กินทั้ง 2 วัน)

ข้าวจี่ก็ไม่อร่อยเลย เป็นแห้งๆ แข็งๆ ไม่อร่อยเหมือนที่กินอยู่วังเวียง ใครมีร้านแนะนำก็เพิ่มได้นะ ( กินวันที่ 3 )



จากนั้นก็เดินไปแยก โรงแรม พูสี ไปรษณีย์ จะมีโซนขายอาหารเยอะเยอะ



เป็นบุปเฟ่ก็มี เลยไปฝากท้องกับบุฟเฟ่ ฝรั่งชอบมากินกันเยอะ ราคา 40 บาท



ส้มตำปลาย่างก็มี ราคาไม่แพงมาก



แล้วก็เดินกลับ GH เลยเดินกลับถนนด้าน รร.พูสี แล้วเลียวที่ตลาดดาหลา (เขียนถูกเปล่า)

ดูใกล้กว่าเดินโค้งไปด้านแม่น้ำคานเยอะเลย

เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปเที่ยววัด นะ กลับถึงห้องนอน หลับเป็นตาย


ตื่นมาตีห้า เดินออกมาเช้ามากแล้ว

มีคนแนะนำว่าถ้าอยากใส่บาตรแล้วเจอพระเป็นร้อยๆ

ต้องไปแถววัดแสน แต่ดูจากแผนที่ไกลเหลือเกิน

เห็นวัดวิชุน พระกำลังมาพอดี

เลี้ยวไปก่อนละ พระมาทีละกลุ่ม กลุ่มละ 7-8 รูป









จากนั้นก็เดินไปเรื่อยจะไปตามหาตลาดเช้า กับร้านกาแฟประชานิยม

หากใครยังไม่เคยมา จะบอกพิกัดดังนี้....


หาไปรษณีย์ให้เจอ ... จากนั้นจะมี ถนนมุ่งตรงสู่แม่น้ำโขง

เดิน ไปเรื่อย ด้านขวามือจะเป็นตลาดเช้า

เดินไปจน เจอสามแยก ตัด ถนนเลียบโขง ที่มุมด้านซ้ายมือ

จะเป็นร้านกาแฟ ประชานิยม



หิวมาก จึงขอโดฟกาแฟก่อน แก้วละ 13 บาทจ้า

มี ปาท๋องโก๋ด้วย ดูคนเยอะวุ่นวายมาก

โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยว ป้าๆ ลุงๆ จากไทย เรื่องมากๆๆ เลย

รู้สึกเบื่อจริงๆ ช่วงหยุดยาว คนไทยเต็มหลวงพระบางเลย


บางคนก็บอกอร่อยมาก บางคนก็บอกว่า ไม่เห็นอร่อยเลย

....ไปลองดูกันนะ แล้วแต่ใครจะชอบ

กินกาแฟแล้ว ไม่อิ่ม กินเฝอ ร้านข้างๆ ไม่อร่อยเลย เห็นเขาปิ้งเนื้อ น่ากลัวมาก ๆ สีสันน่ากลัว

จากนั้นก็เดินไปเที่ยวตลาดเช้า ส่วนมากสินค้าเกษตรจะมาจากฝั่งเชียงแมน





ก็เหมือนตลาดเช้าบ้านเรา ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ

ชาวบ้านเขาคงแปลกๆ มีคนมาถ่ายรูป

แต่นักท่องเที่ยวก็ทำกัน

ตอนอยู่วังเวียง ยังรู้สึกแปลกเลย มีคนแอบถ่ายรูปเรา

เดินออกมาจากซอย ข้างๆ พิพิธภัณฑ์เจอร้านเอเจนซี มีให้เช่าจักรยานด้วย ราคา 60 บาท ก็เลยเล็งไว้

เดิน ไปเรื่อยๆ เจอ

วัดใหม่สุวันนะพูมาราม

วัด ใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2337 เป็นวัดที่พระสังฆราชพระองค์สุดท้ายประทับแล้ว ในช่วงสงกรานต์จะอันเชิญพระบางมาประดิษฐาน ให้ประชาชนสรงน้ำ



สิ่งที่น่าสนใจ

บานประตูวัดใหม่ เป็นงานแกะสลักไม้แบบเชียงขวาง สวยงามมาก ฝีมือของเพียตัน ศิลปินแห่งชาติ



วิจิตรงดงามมาก เราไปลูบไปคลำอยู่ตั้งนาน ไม่อยากเชื่อว่าเป็นไม้



จากนั้นก็เจอ หอพิพิธภัณฑ์

ปิดอังคาร กับ วันหยุดราชการนะ

ต้องแต่งกายสุภาพ ไม่อนุญาตสำหรับ กางเกงขาสั้น เสื้อไม่มีแขน เสื้อยืดคอกลม

ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด

ต้องฝากกระเป๋าใน ล็อกเกอร์




หอพิพิธภัณฑ์เดิมเป็นพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิต

จนกระทั่งเปลี่ยนการปกครอง ปี 2518 รัฐบาลจึงนำมาเป็นพิพิธภัณฑ์

( เศร้าง่ะ)


ถ้าเดินเข้าไป จะเจอแถวต้นตาลเรียงรายสวยมาก




ด้านขวามือจะเป็นหอพระบาง วิหารทรงล้านช้าง หลังคาปีกนกสามชั้น

แต่องค์พระบางประดิษฐานที่หอพิพิธภัณฑ์





สวยมากๆ แต่ยังสร้างไม่เสร็จ...

เดินไปดูด้านในกัน...


ด้านซ้ายมือจะเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ พระมหากษัตริย์

ผู้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ชาวลาว

และโรงละคร มีการแสดงประจำ




หลังจากซื้อตั๋วราคา 30,000 กีบ แต่คิดเป็นเงินไทยตั้ง 160 บาท เซ็งมาก ฝากกระเป๋าให้เอาเข้าไปได้เฉพาะกระเป๋าตังค์


มาแต่เช้าคนจึงยังไม่เยอะ เจอคนไทยกลุ่มนึง ฝรั่งคนนึง ญี่ปุ่นคนนึง

เณรกลุ่มนึง



เข้าไปข้างในจะมีห้องแสดงของใช้ส่วนพระองค์ต่างๆ

ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องบรรทมพระมเหสี

ห้องของพระโอรส พระธิดา

ห้องรับแขก

ห้องว่าราชการ

สิ่งของต่างๆ ยังอยู่ในสภาพดี รู้สึกยังไงไม่รู้ รู้สึกใจหาย เสียดายลึกๆ

ได้สนทนากับเณรบ้าง ถามเณรเกี่ยวกับลาวเยอะทีเดียว

ก่อนตอบ เณรจะหันไปดู จนท.ก่อน ทำให้เณรกดดันเปล่าเนี๊ย

แต่กลุ่มคนที่ไทยที่เข้ามาด้วย

เนี่ย นิสัยแย่มาก สิ่งของหลายๆ อย่าง เขาเขียนป้ายติดอยู่แล้วว่าห้ามจับ

จะมีกลองมโหระทึก สำริดวางเรียงอยู่ก็พากันไปลองตี

เพราะว่าอยากรู้ว่าดังหรือเปล่า นิสัย....


ใช้เวลาเดินดู อ่านข้อมูลก็เกือบ 45 นาที

ออกมาจึงซื้อดอกไม้ ไปไหว้พระบาง

มีเรื่องเล่าว่าสมัยย้ายราชธานีไปเวียงจันทน์ ได้นำพระแก้วมรกต

ไปเวียงจันทน์ แต่พระบางซ่อนไว้ในถ้ำ ที่นี่




จากนั้นก็เลยไปเช่าจักรยาน 2 วัน 120 บาท

ไม่ต้องจำพาสปอร์ต แค่เขียนชื่อ กับที่พักก็พอ

เจ้าของบอกว่าอย่าลืมล็อคจักรยานด้วยนะ เดี๋ยวหาย

จากนั้นก็ปั่นผ่าเมืองไป เรื่อย ชมอาคารเก่ายุคโคโลเนียล


หน้าร้านเช่าจักรยานซะเลย







จากนั้นก็ไป วัดเชียงทอง เสียค่าเข้า 10,000 กีบ

แต่คิดเป็นเงินไทย 100 บาท เราถามว่า 80 บาทไม่ใช่เหรอ

ก็ไม่ยอม บอกว่าไม่พอ เนียบมาก

มาวัดเชียงทองตอนสาย ฟ้าขาวแล้ว

ถ่ายรูปแล้วฟ้าขาวไม่สวยเลย

มาแก้มือ ตอนเย็นด้วยนะ ดีที่ยังเก็บตั๋วไว้ ไม่งั้นคงได้เสียเพิ่ม

ปล.วันรุ่งขึ้นจึงมาถ่ายรูปใหม่ เสียแค่ 80 บาทเอง หล่ะเซ็ง




วัดเชียงทองถือว่าเป็นวัดที่เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

เป็นศิลปะสกุลล้านช้างแท้ๆๆๆ

และเป็นวัดเดียวที่กองทัพฮ่อไม่ได้เผาทิ้ง เลยเก่ากว่าเพื่อนเลยนะ

สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2103 อายุราว 450 ปีแล้วนะ

บูรณะครั้งสุดท้ายเมื่อ ปี 2471 รัชสมัย เจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์




สิ่งที่หน้าสนใจ คือ

สิม หรืออุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมล้านช้างที่สมบูรณ์แบบ

มีจิตรกรรมฝาผนังลายรดน้ำ

โรงเมี้ยนโกศ เป็นที่เก็บพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์

ผนังข้างหน้าสามารถถอดได้ ราชรถเข้าออกได้




ข้างในมีพระไม้จำนวนมาก




หอพระม่าน เป็น พระพุทธรูปสำคัญ 1 ใน 3 ของเมืองหลวงพระบาง

( พระบาง พระองค์แสน)

ชาวลาวเชื่อว่าใครมาขอลูกกับพระม่านจะได้ผลทุกราย

แต่หอนี้ปิดใส่กุญแจตลอด




ต้นทอง ( ต้นงิ้ว)




หอพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธไสยาสน์ ที่สำคัญ

ครั้งหนึ่งฝรั่งเศสได้นำไปไว้ที่ปารีส

และในหอพระจะมีพระพุทธรูปเล็ก ไว้เสี่ยงทาย

ลองไปอธิษฐานแล้วลองยกดูนะ

แม่นไม่แม่น แล้วแต่จะเชื่อไม่เชื่อ

รอบๆ หอพระพุทธไสยาสน์จะมีศิลปะกระจกสี

เล่าเป็นนิทานต่างๆ ไว้รอบ สวยดี




พระพุทธรูปเล็ก ไว้เสี่ยงทาย




Tip:
เปิด 6.00-20.00 น. (อ่านที่ป้าย)
วัน ที่ 3 อุตส่าห์มาวัดเชียงทองตั้งแต่ 6 โมง 10 นาที กะว่า มาแต่เช้า มาถ่ายรูปเฉย จะได้ไม่ต้องซื้อบัตร ขายบัตรตั้งแต่ 6 โมงเช้า เสียค่าเข้าชมเหมือนเดิม

ที่วัดเชียงทอง พระอาทิตย์จะขึ้นด้านหน้าวัด ดังนั้นอยากได้ภาพสวยต้องมาตอนเช้า ถ้ามาตอนเย็น พระอาทิตย์ตกมุมหลังสิม ย้อนแสง


วัดเชียงทองทรุดโทรมตามกาลเวลามากแล้ว ถ้าจะไปรีบไปดูนะ ปัจจุบันมลภาวะมากขึ้น กลัวจะพังเสียก่อน



จากนั้นก็ปั่นไปวัดสบ สวยดีเหมือนกัน




ปั่นจักยานไปวัดแสน

เป็นวัดที่เป็นศิลปะแบบหลวงพระบางตอนกลาง

ตกแต่งลวดลายคำพอก ( พอกทองคำ) อย่างสวยงาม

สร้างในปี 2261 ภายในมีพระพุทธรูป 18 ศอกด้วย

อย่าลืมเดินเข้าไปดูด้านใน

มีโรงเก็บเรือโบราณด้วย




หน้าวัดแสน อ่านเจอรีวิว

คนหนึ่งบอกว่า เฝอหน้าวัดแสนอร่อยมาก

เลยขอลองหน่อย เราไปตอนเที่ยงตรง

ได้กินเป็นคนรองสุดท้าย มีคนมีกินอีกคนเดียวก็หมด

รสชาติอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก





ไม่มีความรู้สึกของการใส่ผงชูรสเลย ขายดีมากๆ

คนท้องถิ่นก็มาเยอะ นักท่องเที่ยวไทย ญี่ปุ่น จีน สิงค์โปร์ เวียดนาม

มาตลอด มาเกินเที่ยง ผิดหวังแน่ๆ




ราคา 50 บาท เป๊บซี่ 1 แก้ว ( ขวด) 4,000 กีบ

เปิดขายตั้งแต่ 7.30 น. จนถึง บ่าย 1 โมง แล้วแต่ว่าของจะหมดก่อนมั๊ย

ปล.วันต่อมาเลยมากินตั้งแต่เช้า เลย 8 โมงมากินก่อนเลย อร่อยจริงๆ

Tip: จะมีร้านที่หน้าวัดแสน 2 ร้าน
ร้านอร่อยจะอยู่ ตรงข้ามกับสิมวัดแสนเลย เด้อ



กินเฝอสุดแสนอร่อยเสร็จที่จริงอยากกินสัก 2 ชาม แต่มันหมดก่อนง่ะ

เลยปั่นไปเที่ยววัดต่อ

เบื่อกันหรือยัง


เลียบริมโขงไป เรื่อยๆ ประชานิยมปิดแล้ว

เจอ GH เยอะเหมือนกัน แบบพักรวมก็มีนะ คนละ 100-120 บาท ต่อ คืน

จะอยู่โซนเลย ประชานิยมไป ติดน้ำโขง


จากนั้นก็ไปวัดมะหาทาด ( วัดธาตุน้อย ) สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือ

ราวเทียนแกะสลักไม้ เป็นรูปนาค 24 ตัว ถามพี่เณรบอกว่าอยู่ในนี้

แต่เณรไม่มีกุญแจ ต้องมาตอนเช้าให้ทันจังหัน จึงจะเห็น

แห้ว ไป

ที่นี่ยังมีเจดีย์บรรจุอัฐิของเจ้าเพชรราช รัตนวงศา

นายกรัฐมนตรีคนแรกของลาว และผู้ที่นำลาวต่อสู้กับฝรั่งเศส

ร้อนมากวันนี้ จากวัดมะหาทาด มองเห็น ร้านโจมา พอดี ขอแวะลองทานก่อนนะ

Tip: ที่ร้านโจมา ให้ถ่ายรูปได้ แต่ไม่ให้ใช้แฟลช โปรดปฏิบัติตามด้วย



บรรยากาศดี เค้กอร่อย แต่คาราเมล ขมปี๋เลย หมดไป 128 บาท




ภายในร้านมีห้องแอร์นั่งเย็นๆ

หมดจุดหมายแล้ว รู้จักหลวงพระบางแค่นี้

จึงตั้งใจอ่านไกด์บุ๊ค มากขึ้น มีวัดที่น่าสนใจอีก 3-4 แห่งที่น่าจะไป

จึงออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าลงใต้ ทางไปน้ำตกกวางสี

จะมีวัดพะบาดใต้อยู่

ที่นี่ เหมาะแก่การ ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกริมโขง

ปั่นไปตั้งไกล เพื่อถ่ายรูปมาให้ดูนะ

ถ้าใครอยากถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกสวยๆ ให้ไปวัดนี้นะ

จากนั้นปั่นย้อนกลับมาที่วัดทาดหลวง

เสียค่าตั๋ว 10,000 กีบ 40 บาท




สิ่งที่หน้าสนใจก็คือ

เจดีย์เก็บพระสรีรังคารของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์

ทุกๆวันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบสวรรคตของพระองค์ท่าน

เชื้อพระวงค์เก่าที่ยังอาศัยอยู่ที่หลวงพระบาง และต่างประเทศจะกลับมาทำบุญที่วัดนี้

ตามตำนานกล่าวกันว่าสร้างโดยพระสังคทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช



ตอนที่บูรณะเจดีย์เพื่อเก็บพระสรีรังคารของเจ้ามหาชีวิต

พบวัตถุโบราณจำนวนมาก ใต้สถูปเจดีย์

แต่เจดีย์เก่าและโทรมมากเหมือนไม่ได้รับการดูแล

จึงถามว่าเด็กที่เก็บตั๋วว่าทำไมปล่อยให้เก่าจัง เด็กๆ ตอบว่าเพราะเป็นมรดกโลก จึงไม่ให้บูรณะ


จากนั้นก็ปั่น เลี้ยวขวาไปวัดมะโนรม มีสิ่งที่น่าสนใจคือ



พระประธานของที่นี่ เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ที่สุด

และเก่าแก่ที่สุดในลาว สูง 6 เมตร หนักกว่า 2 ตัน

เชื่อว่าเป็นช่างจากสุโขทัย เพราะเป็นศิลปะแบบสุโขทัย


ในสมัยสงครามโจรฮ่อ

ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ

จึง ตัดแขน พระพุทธรูป เพื่อนำกลับไปด้วย

แต่นำไปได้แค่แขนข้างเดียว

อีกข้างนึงยังไม่เอาไป เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรียกกองทัพไทยมาช่วยก่อน

ปัจจุบันแขนข้างนั้นก็ยังวางอยู่

แต่ปัจจุบันชาวบ้านช่วยกันสมทบทุนหล่อแขนให้ท่านใหม่

แต่รูปสมัยท่านไม่มีแขนก็ยังอยู่




เจอคนที่นั่นตอนอยู่วัด

ลุงก็เลยเล่าว่าตอนที่ท่านไม่มีแขน มีคนมาวัดเยอะมาก

แต่หลังจากที่บูรณะหล่อแขนขึ้นใหม่ แล้วนำท่านไปไว้ในโบสถ์

นักท่องเที่ยวก็ไม่มาที่วัดมะโนรมเลย มีแค่คนที่รู้จักประวัติถึงอยากมา

แต่ก่อนพระประธานอยู่ที่นี่

จากนั้นก็ปั่นกลับมาที่วัดวิชุน เมื่อเช้าได้รูปภายนอกแล้ว



ที่อ่านเจอในไกด์บุ๊คที่นี่ก็มีพระไม้เหมือนกัน ราวเทียน

เสียค่าเข้า 80 บาท 20,000 กีบ

ไหว้พระครบ 9 วัดหรือยังเนี่ย เยอะมากๆ


ออกมาเจอขาย Post card ซื้ออีก 5 แผ่น ที่เขียนที่วังเวียงก็ยังไม่ได้ส่งเลย

Tip: ปู่เยอ ย่าเยอ เป็น เทวดาหลวงหรืออารักษ์เมือง

ตามตำนานเล่าว่า ครั้งที่ชาวลาวยังเป็นเมืองแถน

ได้เกิดอาเพศได้มีเครือเขากาดขึ้นบังตะวัน บังบ้าน บังเมือง จนมืดมิด

ขุนบรม ผู้เป็นเจ้าเมืองจึงหาผู้อาสาไปฝันเครือเหล่านั้น

จึงมี 2 ผู้เฒ่าอาสาไป ฟันอยู่ 3 เดือน 3 วัน จึงขาด แล้วล้มทับผู้เฒ่าตาย

ชาวบ้านจึงศรัทธาท่านทั้งสอง

ขบวนปู่เยอ ย่าเยอ จะมาในช่วงปีใหม่ลาว

ทุกปีขนของปู่เยอ ย่าเยอจะถูกดึงตลอด

เนื่องจากเชื่อว่าเด็กคนไหนมีขนของปู่เยอ ย่าเยอ คุ้มครอง

จะไม่ไข้ไม่เจ็บ จึงต้องบูรณะกันทุกปี


ติดตามต่อตอนหน้านะคะ ยังมีที่เที่ยวอีกเยอะเลย ที่หลวงพระบาง




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 17:11:37 น.  

......ผู้หญิงไปเที่ยวลาวคนเดียว....บ่เป็นหยังดอก....ตอนที่ 2 วังเวียง เขาว่าหนูเปลี่ยนไป

มาต่อ ตอนที่ 2 กันต่อนะ เดี๋ยวต้องนั่งรถไปวังเวียงแล้ว




ตอนนี้เงินในกระเป๋าเหลืออยู่ประมาณ 8,000 บาท จะรอดมั๊ยนะ

ตื่นตั้งแต่ ตีห้า ฝนยังไม่หยุดตกเลย เศร้าจริงๆ พายุเข้าช่วงมาเที่ยวซะได้

Check out ตอน 6 โมงครึ่ง เดินแปกเป้ ใบโตออกมาที่เฮือนพัก

ไม่นานก็มี สามล้อมาถาม ไปตลาดเช้า บ่ ? 40 บาท เราเลยต่อเหลือ 20 บาท ได้บ่ ?

ไม่เอา บอกว่าน้ำมันแพง

ไม่รีบเดินไปเรื่อยๆ ไม่นานก็มีอีกคันนึง เรียกตั้ง 60 บาท

เราเลยต่อ ราคามาตรฐาน 40 บาท

วิ่งไปได้สักพัก มีคนโบก จอดรับอีกเฉยเลย ฮา มากๆๆๆๆๆ

รถไปจอดที่ บขส. ตลาดเช้า มีรถ local bus ไปวังเวียง

นี่คือ บขส.ตลาดเช้า





Tip: ที่เวียงจันทน์ มี 3 บขส.

สถานีรถโดยสารมีศูนย์กลางอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ใกล้กับตลาดเช้า

และสายเหนืออยู่ที่ ถนนเต้สอง จะมีรถบัส รถมินิแวน ไปภาคเหนือ

สายใต้อยู่หลัก 6 ถนนสาย 13 ใต้ สำหรับจะไปภาคใต้

ในรูป ไม่มีสายใต้





รถไปวังเวียงมี 7 โมงเช้า อีกตั้งนานกว่ารถจะออกไป หากินกาแฟ ก่อนนะ ราคา 10 บาท
ฝนตกปรอยๆตลอดทำให้บรรยากาศเป็นแฉะๆ ยังไงไม่รู้ ขอเข้าห้องน้ำก่อน
ค่าเข้าห้องน้ำ 5 บาท

นี่คือรถที่จะพาไปวังเวียง เป็น Local Bus ส่วนมากจะมีคนลาวไปกัน มี Backpacker ประมาณ 10 คน



ตารางเวลารถ เวียงจันทน์-วังเวียง





แก้ไขเด้อ บรรทัดแรก รถธรรมดา 7.00 น. นะไม่ใช่ 9 น. พิมพ์ผิด

Tip: เวียงจันทน์-วังเวียงระยะทาง 160 กิโลเมตร ใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 13 เหนือ ไม่ค่อยขึ้นเขา




รถออกเวลา 6.55 น. คนเต็มรถแล้ว

ออกก่อนเวลาด้วย ได้บรรยากาศ มาก

ส่วนมากเป็นคนลาว

คนลาวใจดี เนอะ มีแม่ค้ามาขายข้าวจี่ พูดว่า ช่วยซื้อหน่อย

ต่างพากันควักเงินมาซื้อช่วยกัน เป็นบ้านเรา ก็ บอกว่า ไม่ค่ะ







ราคาตั๋ว ราคา 120 บาท 25000 กีบ

คนเก็บตังค์ หน้าตายังกะทาเคชิ หล่อมากกกกกระพริบตา

ในรถบรรยากาศก็ไม่เลวร้ายหรอก แต่ละอองฝนปลิวใส่หน้า ก็จะทน จะได้ถ่ายรูปวิว กับ ดูวิว เพราะกระจกดำไปหน่อย

แต่นั่งไป นั่งมา รู้สึกคันหน้าอันโหดๆ ดินแดงเต็มใบหน้าเลย ฮามาก
เลยต้องปิดกระจกลง

อดดูวิวเลย นั่งฟังเพลงอย่างเดียว


แผนที่ลาว หาโหลดได้ที่ http://www.hobomaps.com
เด้อ






ใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการเดินทาง ถึง ตอนห้าโมงตรง ช่างยาวนานเหลือเกิน แค่ 160 ก.ม.

รถจะจอดที่ร้านค้า ข้างถนน แถวๆ บขส. สายใต้ของวังเวียง ให้ลงตรงนั้น แล้ว นั่งรถ จัมโบ้ ( สกายแลป) ไปหารีสอร์ท หรือ GH
บางคนก็เลือกเดินเอา ไม่ไกลจากตัวเมืองวังเวียงมาก เดินข้ามสนามไปก็เจอโซนเมืองแล้ว

เราขอติดรถไปด้วยกับ ฝรั่งครอบครัวหนึ่ง

ลูก ชายเลยถามเราว่า เรากำลังจะไปที่ไหน เราบอกว่าอยากพัก Other side เป็นบ้านหลังๆ ริมน้ำซอง เขาเลยบอกว่า ช่วยเราหาที่พักด้วยนะ เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะพักไหน

สกายแลปจึงบอกว่า Other side น้ำท่วมไปแล้ว ข้ามไม่ได้หรอก

สะพานข้ามไป Other side พังแล้ว

ก็เลยพาไปทวีสุกรีสอร์ท ยังมีห้องว่างเหลืออยู่
ค่ารถสกายแลป 40 บาท
แยกกับฝรั่งกลุ่มนั้นเพราะได้บ้านคนละโซน ของเขาดูดีกว่า




เด็กผู้หญิงที่ดูแล พาเราไปดูห้อง เป็นบ้านหลังๆ ก็โอเค

คืนละ 300 บาท มีแอร์ พัดลม ทีวี ห้องน้ำในตัว มีน้ำอุ่น ( ไฮโซไปไหมเนี่ย)

บรรยากาศ เงียบๆ อยู่นอกเมืองมานิดนึง

ติดน้ำซอง แต่ไม่ได้หันหน้าหาแม่น้ำโดยตรง

เสียค่าที่พัก 600 บาท





ราคาคืนละ 300 บาท เป็นช่วงโลว์ซีซั่นนะ ตอน High season ก็คืนละ 1,000 บาท

เบอร์โทร ทวีสุข รีสอร์ท วังเวียง
856 023511340 ,511124

856 020 5623207, 5335940

http://www.laophanthavongtour.com





ที่นี่มีแบบที่เป็นตึก เป็นห้องแบบโรงแรมด้วย

แต่บ้านหลังก็ว่าง

จัดเก็บกระเป๋า ล้างหน้า ล้างตา กินยาพาราเซตามอล

แล้วก็ไปทานข้าว หิวมาก เพราะตอนนี้เกือบ บ่าย 2 แล้ว สั่งลาบปลา กับ

ข้าวเหนียว และ เป๊บซี่ หิวมาก ไม่ได้ถ่ายรูป

หมดไป 130 บาท







วิวขณะรออาหาร

ความฝันและแผนพังทลาย

จากการที่ฝนตกทุกวัน ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา น้ำป่าไหลหลาก น้ำซอง น้ำเอ่อล้น ท่วมสูง ไหลเร็วมาก ขุ่นแดงด้วย

อดเล่นน้ำ อดเล่นคายัก อดลอยห่วงยาง อดได้วิวสวยๆ น้ำใสๆ เศร้า

จากนั้นก็เช่าจักรยานที่รีสอร์ท วันละ 40 บาท ( เท่ากับที่เคยรีวิวมา) โอเค

ขอเช่า 3 วัน แต่แล้วฝนก็หนักขึ้นเรื่อยๆ

ได้แต่นอนแกร่วที่ห้อง ดูทีวีไทย ไป กดหาทีวีของลาว ไม่ยักกะมี

ค่าเช่าจักรยาน 120 บาท

หลับไปหลายตื่น แต่ฝนก็ยังไม่หยุด ก็เลย ใส่เสื้อกันฝน สวมหมวก

เอาแต่กระเป๋าตังค์คาดเอวไป ไม่เอากล้องไป กะปั่นไปสำรวจเมืองเฉยๆ

ตอนนี้เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว

บนถนนในวังเวียง ส่วนมากเป็น มอไซค์

และจักรยาน นักท่องเที่ยวบ้าง คนท้องถิ่นบ้าง

ปั่นไปโซนเมือง ดูวุ่นวาย ดูเป็นสไตล์อาร์ทแบบมั่วๆ ไม่ได้จัดสรรให้เข้าที่เข้าทาง

ที่แน่ๆ เบียร์ลาว ป้ายมีทั่วเมือง

ได้กระเป๋ากันน้ำมาใบนึง 400 บาท หน้า ไฮท์ซีซั่น 500 บาท ตามร้านมีให้เช่าด้วย

ร่ม 1 คัน เอาไว้ กางกันกล้อง เวลาถ่ายรูป กลัวลูกเปียก ขึ้นเชื้อรา

ปั่นไปดูสะพาน เสียค่าข้าม 25 บาท เขาเอาเหรียญ 5 ด้วยอะ

พอเริ่มรู้ทิศทางก็กลับห้อง












อาบน้ำแต่งตัว ใส่เสื้อกะเหรี่ยง ที่ได้มาจากสังขละ ไปกินข้าว

มื้อนี้ขอลองกิน ข้าวจี่นะ สั่งไส้ทูน่า แล้วก็ผลไม้รวม 1 จาน อร่อยดี

มาคนเดียว กินเบียร์ คนเดียว 1 แก้วเล็ก (ขวดเล็ก)

บรรยากาศดีมากๆ

หมดไป 170 บาท ( แพงเนอะ)





เห็นฝรั่งผู้ชายที่ถามเราเมื่อเช้า มากินข้าว เลยไปทักทาย ถามว่าชอบมั๊ยที่นี่
เลย...ยาว หมดเบียร์ไป 5 ขวด

ทำงาน NGO เหมือนกัน เป็นหมอหนุ่มจากฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษดีมากๆ

อาจจะเป็นเพราะเป็น NGO เหมือนกัน เลยคุยกันถูกคอ

แยกย้ายไปนอนเกือบ 4 ทุ่ม


คุยโทรศัพท์จนตังค์หมด นาทีละ 10 บาท นะเฟ๊ย




ตื่นมาตอนเช้า ฝนหยุดแล้ว แต่ฟ้ายังสีเทา

ออกจากรีสอร์ท เลี้ยวซ้ายเข้าเมือง ไปหากินข้าวเปียก ที่ในโซน GH

ชามละ 40 บาท ใส่ไข่ ตอนแรกนึกว่าเป็นที่นิยม เฉพาะนักท่องเที่ยวเอเชีย

แต่สักพักก็เห็นคนท้องถิ่นมากินกัน







ขอเติมตังค์โทรศัพท์ด้วย 50,000 กีบ 200 บาท เดี๋ยวคนที่บ้านเป็นห่วง ต้องโทรหาเรื่อยๆ

จากนั้นก็ปั่นไปเรื่อยๆ แผนพังก็เลยไม่รู้จะยังไง

ปั่นสำรวจไปเรื่อย โซนที่พักของนักท่องเที่ยวจะมีร้านอาหารเยอะแยะ

แบบนั่งฟูก แล้วเปิดหนังให้ดู เยอะมาก

มีทั้งอาหาร โซนยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น มีหมด

จะหากิน สเต็ก กินพิชซ่า ที่นี่ยังง่ายกว่า หาทานอาหารลาวแท้ๆ




ร้านอาหารลาว เท่าที่เห็นมี 2 ร้าน เลยวางแผนว่าจะมาทานตอนเที่ยง

จากนั้นก็ปั่นหา Other side รีสอร์ทในฝันของเรา

แล้วก็เจอซอยๆ เล็ก ลงไป

มองไปอีกฝั่งของน้ำซอง เป็น Other side จริงด้วย สวยมากๆ

ที่ไปถ่ายรูป เขากำลังสร้างโรงแรมริมแม่น้ำแหละ

เห็นมีหลายเจ้า มาครั้งหน้า ฝั่งตลาดอาจจะมีตึกอยู่ริมแม่น้ำก็ได้













แล้วก็ปั่นไปขึ้นสะพาน น้ำซอง อยู่ข้างๆ ทวีสุก รีสอร์ท

และ บ้านสวนรีสอร์ท

เสียค่าข้ามสะพานด้วย 30 บาท ไป-กลับ พร้อมจักรยาน

( เมื่อวานเสียแค่ 25 บาท เอง ยังไงก็บอกว่า 25 บาท ไม่ได้ )



เสียตังค์แล้ว เอาให้คุ้ม

รถมอไซค์ ( รถจักร) อีกราคา รถสามล้อ คน เสียหมด ทั้งนักท่องเที่ยว และ คนท้องถิ่น โหดมาก







ถามชาวบ้านว่า ไปถ้ำปูคำไปทางไหน

อยากไปดู บลูลากูน ไม่ชอบถ้ำหรอก

กลัวที่แคบและมืดๆ ชาวบ้านบอกว่า ไปทางนี้ ชี้ไปด้านขวา ทางเดิมที่ใช้กัน

แต่มี เจ้าหน้าที่ขี่รถจักรมา เลยบอกว่า

แถวนั้นน้ำท่วม ไปทางกลางหมู่บ้านนี่แหละ

มีโคลนเยอะหน่อย ดีกว่าน้ำท่วม

กล่าวขอบคุณทั้งสองคน ( ขอบใจหลายเด้อ)






แล้วก็ต้องตกตะลึง ทุ่งนาเขียวๆ มีภูเขาหินปูนเป็น Background

มันสวยโคตรๆๆ แต่ฝนตกหนักมาก

ใส่เสื้อกันฝนมา มือหนึ่งถือร่ม อีกมือถือกล้อง ....ทุ่มเทมาก

เลยได้รูปมา แบบไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่

Tip: ถ้าใครคิดจะปั่นจักรยานไปถ้ำปูควรเลือก เสือภูเขาดีกว่า

เพราะถนนขรุขระมาก เขาใช้หินแม่น้ำในการทำถนน แถมเป็นดินเหนียว

ถูกฝนแล้วดูไม่จืดเลย

เนินก็เยอะ จักรยานแม่บ้าน ก็ได้แต่จูง

แต่พอผ่านทุ่งนาเขียวๆ ก็ได้แวะถ่ายรูปเรื่อยๆ เพลินดี

เจอหมู่บ้านเรื่อยๆ เป็น 6 กิโลเมตรที่ไกลมาก หิวข้าวแล้ว สงสัยใช้พลังงานมากเกิน

ชาวนากำลังทำนากัน เป็นวิถีที่ไม่เปลี่ยนแปรไปแน่ๆ



ข้าว ไม่ว่า ไทย หรือ ลาว คนทำนา ไม่รวย




แล้วก็ถึง ระหว่างทางที่ผ่านมา มีถ้ำให้แวะเรื่อย แต่เราตั้งใจมาดู บลูลากูน

จ่ายเงินค่าเข้า 40 บาท

ข้ามสะพานอีก เหมือนจะเป็นบลูลากูน แต่ไง๋ น้ำไหลแรงมาก แอ่งน้ำของชั้น ไม่มีแล้ว

อุตส่าห์ปั่นมาตั้ง 6 กิโล

จะเป็นลม เจอร้านค้า หิวมาก ซัด ไวตามิลค์ 1 ขวด น้ำ อีก 1 ขวด
เป๊บซี 1 กระป๋อง 100 บาท

เดินผ่านซุ้มให้เช่าไฟ จะเป็นไฟหากบของบ้านเรา มีหม้อแบตเตอรี่

ท่าทางจะหนัก เราก็เลยไม่เอา แล้วเขาก็ถามว่าเอาไกด์ มั๊ย ไปคนเดียวท่าจะดีกว่าเนอะ


ทางขึ้น ชั้นมาก เป็นหิน

ข้างทางเดินเป็นต้นไม้เล็กๆ เต็มไปหมด ฝนเพิ่งหยุดตก จึงชุ่มชื้น

และ ลื่น ต้องเดินอย่างระมัด ระวัง




แล้วก็ถึงถ้ำ แต่ไง๋ มืดจัง หยุดอยู่ปากถ้ำ

เป็นโรคกลัว ที่แคบและมืด เลยขอบาย

ไม่กล้าเข้าไป ได้แต่ถ่ายจากด้านนอก




ฮาตัวเอง

อุตส่าห์ ปั่นจักยานแม่บ้านมาตั้ง 6 กิโล

มาหยุดอยู่แค่ปากถ้ำ

บลูลากูน ก็ไม่ได้เห็น สงสัยจะมีทริปซ่อม

Tip: ถ้ำปูคำจะมี Blue lagoon หน้า หนาว และ หน้าร้อน แต่น้ำที่นี่ก็อาจเขียวๆ น้ำเงิน ไปหมด นะ

ถ้ำปูคำ ภายในไม่มีไฟติด เหมือนถ้ำจัง ถ้าจะมา พกไฟฉายมาด้วย จะได้ ไม่ต้องเช่า
ทางเดินขึ้น ผ่านป่า หายากันยุงมาทาด้วย เดี๋ยวจะพามาลาเรียกลับบ้านด้วย







ตอนขากลับก็ไม่ได้ต่างจากขามา เหนื่อยโคตร

แต่สภาพคนและรถ ดูไม่ได้เลย

มีแต่โคลน เต็มกางเกง ดีที่ใส่ขาสั้น 3 ส่วนไป

เห็นคลองน้ำ ขี่จักรยานลงไปล้าง โสโครกเกิน

กลับไปถึงวังเวียงเลย กลับห้องไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน

จากนั้นก็ขอไปกินข้าวก่อน แวะกินอาหารลาว

หมดไป 100 บาท


หิวมากขอซัด เป๊บซี่ ของ ลาว สักกระป๋องก่อนนะ ที่ลาวเป๊บซี่ถูกกว่าโค้ก 5 บาท เพราะมี โรงงานในประเทศ โค้กต้องนำเข้าจากไทย





ได้เติมแรงแล้วก็ปั่นจักรยานไปต่อ บ้าพลังหรือเปล่านะ


ไปถ้ำจัง มุ่งหน้าลงใต้ ประมาณ 2 กิโล ผ่าน วังเวียงรีสอร์ท เสียค่าผ่านทาง 20 บาท

จากนั้นก็จะเจอสะพานสีส้ม ให้จอดรถ ล็อคให้เรียบร้อย เขา ไม่ให้เอาจักรยานข้ามไป




แล้วก็เอาปี้ให้เขาดู ( ตรวจตั๋ว) ข้ามสะพาน

ตั้งใจจะมาดูสะพานสีส้มนี่แหละ

เจอคุณหมออีกแล้ว เลยถามว่าทำไมมาค่ำ จัง

ตอนนี้บ่าย 3 โมงกว่า

ก็เลยบอกว่า กลับไปอาบน้ำก่อนแล้วก็เพิ่งได้กินข้าวเที่ยง


มีคนขับรถตู้จากเมืองไทยมารอลูกค้าอยู่แถวๆ สะพาน

พอเราจะข้ามไปก็ ถามว่า

พี่พาเที่ยวมั๊ยน้อง เดี๋ยวจะพาไป มาคนเดียวกลัวเหงา

แหม ....เมิง กรูมาอยู่นี่ตั้งหลายวัน

ยังไม่มีใครเสียมารยาทกะกรูเลย

ช่วยลืมนิสัยแย่แบบนี้ของคนไทยได้เปล่า....

กรูมาคนเดียวได้ แค่ไปเที่ยวถ้ำ กรูไปได้โว๊ย .....รู้สึกเซ็งจิตมาก

เราก็เลย ไม่พูดอะไร ถ่ายรูปอย่างเดียว สุดท้ายก็ล่าถอยไป




เสียค่าเข้า ( อีกแล้ว ) 70 บาท

ดูบันไดขึ้นถ้ำ โห ถ้าเป็นข้อเข่าอักเสบอย่ามาเลยนะ

มีทั้งหมด 147 ขั้น

ภายในถ้ำ เปิดไฟสวยงามมาก ชอบอีกแล้ว




วิว...สวยจัง แม่น้ำซอง น้ำเยอะมาก





แล้วก็กลับ.....
ซื้อบัตรเติมเงิน รอบที่ 2 200 บาท ( คุยกันมากไปเปล่าเนี่ย)

ไปจองตั๋วรถไปหลวงพระบาง พรุ่งนี้ รถ VIP 90,000 Kip 370 บาท

Tip: ถ้าที่ GH หรือ โรงแรมเป็น Agency ขายตั๋ว ไปหลวงพระบาง หรือ เวียงจันทน์ อยู่แล้ว ให้ซื้อที่ GH ดีกว่า เพราะรถจะเวียนไปรับตามร้าน Agency ต่างๆ

ห้ามคิดว่าจะมาซื้อตั๋วที่ บขส. ตอนเช้า เพราะอาจไม่มีที่นั่ง มันไกล ถ้านั่ง เก้าอี้ หัวกลม เสริม ลองคิดดูว่าจะทรมานแค่ไหน....




ไปปั่นจักรยาน ตามหาตลาดแลง ...หาไม่เจอ เจอวัด ชาวบ้านกำลังมาเตรียมงานบุญ

ฝนหยุดตกแล้ว กลับถึงที่พัก อาบน้ำอีกรอบ

ไปหากินข้าว

เจอครอบครัวคุณหมอ นั่งดูวิวกันอยู่

เลย เรียกให้เราไปนั่งด้วย

ที่นี่ทัวร์ไทยลงทุกวัน ที่นั่งเลยเหลือน้อย มีคนร้องเพลงให้ฟังทุกวัน

วันนี้ก็เลยได้คุยกับ คุณพ่อคุณแม่ของหมอ

แต่ท่านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

ถามว่าเราไปเที่ยวไหนมาบ้าง

ก็เลยบอกว่าไปเวียงจันทน์มาก่อน

แล้วเอารูปให้ดู แล้วก็ชมว่ารูปสวยมากๆ

ที่จริงถ้ามีเวลา อยากไปหลวงพระบางด้วย ....

คุณหมอ ไปจองตั๋วรถทัวร์กลับกรุงเทพ เขา...ฟันหัวคุณหมอไปตั้ง 6,000 กว่าบาท ( 3 คน) ที่จริงราคาอยู่ที่ 1,000 บาท ต่อคนเอง....

วันนี้เลี้ยงข้าวเราอีกแล้ว....เบียร์ด้วย 555555

ณ ตอนนี้วิ่งหลบกระสุนอยู่แถวปากีสถานแหนะ 555 เดี๋ยวก็จะย้ายไปแอฟริกากลางแล้ว

การไปเที่ยวทำให้มีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีก จริงๆๆนะ


แยกย้ายกันกลับตอน 4 ทุ่ม


ตอนนี้เหลือเงิน 5,400 บาท





ตื่นมาแต่เช้า Check out ตอน 7 โมงเช้า

ไปบอกลาครอบครัว คุณหมอ

แลก E mail กัน จากนั้นก็เดินไปตลาด ไกลพอควร

ไปกินข้าวเปียกอีก

วันนี้ไม่ใส่ไข่ 20 บาท

ขนาดนั่งลอยลมก็ไม่ถึง เวลาสักที

ไปกินกาแฟดีกว่า สั่งลาเต้ร้อน 40 บาท ราคาเท่าบ้านเราเลย อร่อยใช้ได้



วันนี้มีบุญที่วัด ชาววังเวียงไปวัดกันเยอะมาก แต่งตัวกันสวยๆ

รอ และ รอ รถมารับไป บขส.สายเหนือ

เขาว่าจะมารับตอน 9.30 น. แต่มาจริง 10.10 น. รถออก 10.00 น.

แต่เต็มรถมินิบัส เนี่ย ไปหลวงพระบางหมดแหละน่า มีเพื่อนตกรถ

Tip: ใครไปเร็ว เลือกที่นั่งดีๆ ได้ก่อน ถ้าไปเองได้ก็ไปเองเลย

บอกบริษัท เอเจนซี่ว่าเราขอไปเอง

จะได้เลือกนั่งหน้าๆ ไม่เมารถเท่านั่งหลังๆ

ใครเมารถง่าย เตรียมยาแก้เมาไปด้วย

ถึงบอกว่าเป็นรถแอร์ ถ้ารถเก่าหน่อย จะไม่เปิดแอร์ อึดอัดมาก

กินน้ำน้อยๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางคัน ไม่ค่อยจอดให้เข้าห้องน้ำ

จอดกลางป่าก็มี ผู้หญิงลำบากมาก ไม่กล้าลง

เลือกนั่งด้านซ้าย ( วังเวียง-หลวงพระบาง) วิวจะสวยกว่า


คันนี้รถแวน....ไปถึงหลวงพระบางเร็วกว่า แต่อาจจะอึดอัด บางคนก็บอกว่า ถ้าเจอฝรั่งกลิ่นตัวแรง ก็ไม่ไหว

แอร์ ไม่ค่อยเปิดเหมือนกัน


รถตู้แบบนี้ที่ใช้ในเมืองลาว



ตารางรถไปหลวงพระบาง มีรอบเดียว...ไม่งั้นก็ต้องลองไปดูว่ารถที่มาจากเวียงจันทน์ ไปหลวงพระบาง มีคนลง หรือมีที่ว่างมั๊ย ที่ บขส.สายเหนือ



บ๊ายบายวังเวียง

ฉันรักเธอนะ แม้ใครจะว่าเธอเปลี่ยนไป ฉันจะกลับไปหาเธออีกแน่ๆ

กุมภาพันธ์ 2010 เจอกัน

ສະບາຍດີ ວິງເວງ




ตอนหน้า พาไปเที่ยวหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกนะคะ




อีก 270 กิโลเมตร ยัยตาลจะรอดมั๊ยนะ




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2552 21:43:54 น.  

ผู้หญิงเที่ยวลาวคนเดียว บ่เป็นหยังดอก ตอนที่ 1 Part 2 ปั่นๆๆ รอบเมืองเวียงจันทน์

เมื่อมาถึงเวียงจันทน์แล้ว ราวๆเที่ยง แต่กลับแอบหลับซะได้

พอตื่นมารีบล้างหน้าล้างตา ออกไปเดินหา ร้านเช่าจักรยาน

ไปทะลุแถวๆ Centre point มีห้าง มีร้านค้า เยอะมาก

ไปเช่ามาในราคา 40 บาท ต้องเอาพาสปอร์ตมัดจำไว้

ก่อนไปต่างประเทศแนะนำให้ถ่ายเอกสารติดตัวไว้ 1 แผ่น สแกนใส่เมล์ไว้ด้วย

ได้รถแบบที่ชอบด้วยนะ ปั่นง่ายดี อย่าลืมที่ลาวขับรถด้านขวานะจ๊ะ

แรกๆอาจจะงงๆๆ แต่ไม่นานก็ชิน ซิ่งได้แล้ว




วันนี้พายุเข้า ไม่น่าเลย ฝนตกชุ่มฉ่ำจนหนาว

ถนนล้านช้าง มองเห็นประตูชัย สวยงาม



Tip ภาษาลาวที่ควรรู้ไว้
ขวด #### แก้ว สั่งเบียร์ 2 ขวด ก็ต้องบอกว่าเบียร์ 2 แก้ว
แก้วน้ำ #### จอก เช่น ขอแก้ว 2 ใบ ก็ ขอจอก 2 ใบ
ข้าวต้ม #### ข้าวเปียก
น้ำเปล่า #### น้ำบลิสุด ( น้ำบริสุทธิ์)
น้ำแข็ง #### น้ำก้อน
ทิชชู่ #### เจี่ยอนามัย
ปิด #### อัด เช่นอัดประตู
เครื่องบิน #### ยนต์
รถมอไซค์ #### รถจักร
รถจักรยาน #### รถถีบ
ค่ะ ครับ #### เจ้า
ตั๋ว #### ปี้




ปั่นๆไปหาซื้อซิมโทรศัพท์


มาอยู่ลาวโทรศัพท์ ทั้ง AIS DTAC และ TRUE MOVE ใช้ได้ในเวียงจันทน์

อาจจะไม่มีคลื่นบ้างในบางจุด แต่ถ้าไกลออกไปหน่อยก็ต้อง

ซื้อซิมการ์ดลาวมาใส่ โทรศัพท์

ปั่นจักรยานหาซื้อซิมอยู่นาน ไปเจอร้านนึง เป็นร้านขายโทรศัพท์

โดยเฉพาะ

เลือกซื้อของ M Phone

ที่ลาวมีหลายบริษัทให้เลือก เช่น M phone, ETL และ Tigo

มีบัตรเติมเงินหลายราคา

ซื้อซิม 120 บาท (มีเงินโทรฟรีให้ด้วย)

เติมเงิน 400 บาท




ต้องรีบโทรศัพท์กลับบ้าน เดี๋ยวมีคนเป็นห่วง

Tip: ปัจจุบันสามารถโทรศัพท์จากเมืองไทยตรงเข้าเมืองลาวได้โดยไม่ต้องผ่านศูนย์

โดยกดเบอร์ 008-856 หรือ 009-856 หรือ 001-856 แล้วต่อด้วยรหัสเมือง เช่น

หลวงพระบาง รหัสเมือง 71 นั่นคือกด 008-856-71 แล้วต่อด้วยเลขหมายปลายทาง (เบอร์บ้าน)
(โทรศัพท์เมืองลาวมี 6 หลัก)

แต่ถ้าโทรไปเวียงจันทร์ กด 008-856-21 ต่อด้วยเลขหมาย (เบอร์บ้าน)

ถ้าโทรด้วยมือถือ
กด 009 ตามด้วย 856 ตามด้วย 20 ตามด้วยเบอร์มือถือ

ตัวอย่าง โทร มือถือ จากเมืองไทย ใช้
009- 856 -20 -568-2825 (เบอร์มือถือ )

ถ้าใช้โทรศัพท์บ้านโทรก็ 008 856 20 (ตามด้วยเลยหมายปลายทาง)

นาทีละ5บาท

ถ้าใช้มือถือโทรก็ 009 856 20 (เลขหมายปลายทาง) นาทีละ5บาท

ถ้าโทรมือถือจากลาวมาไทย
M phone ก็กด +66ตามด้วยเบอร์โทรทีเมืองไทย ตัด 0 ตัวแรกออก

นาทีละ 8-10 บาท แพงมากๆ

ETL ใช้ได้หลายพื้นที่ ราคาประมาณ 25000 โทรได้ 15000 กีบ

ไปซื้อที่ลาวได้เลย ถ้าโทรกลับไทยกด 188 ก่อน

ก็จะประมาณนาทีละ 7 บาท




จากนั้นก็ปั่นๆๆสำรวจเมือง ฝนก็ตกพรำๆ เสื้อกันฝนไม่ใส่ ใส่แต่หมวก

อาคารที่นี่บางส่วนยังหลงเหลือร่องรอย ในสมัยยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส

ในหนังสือไกด์บุ๊คของอาจารย์ ศรัณย์ บุญประเสริฐ กล่าวไว้ว่า อาคารสวยๆ

เหล่านี้ถูกริ้งร้างไว้มาก รัฐบาลเปิดให้ผู้สนใจจะใช้ประโยชน์

สามารถใช้ได้ทั้งชาวต่างชาติและชาวลาว

( หลวงพระบาง : หน้า 63 )



หอคำ เป็น Presidential Palace

ตั้งอยู่สามแยกระหว่างถนนล้านช้างกับถนนเชษฐาธิราช

เห็นหอคำ แล้วคิดถึงนิยายเรื่องโสมส่องแสง รอยอินทร์




จากนั้นก็แวะวัดสีสะเกด

ตั้งอยู่ที่ หัวมุมถนนล้านช้าง ตัดกับ ถนนเชษฐาธิราช

ราคาปี้ อยู่ที่ 25 บาท (5,000 กีบ )

วัดนี้มีชื่อเต็มว่าวัด สีสะเกดสตสหัสสาราม

เป็นวัดประจำรัชกาลของ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3



เวลาเปิดปิด ของสถานที่ท่องเที่ยวที่ลาวจะคล้ายกัน ปิดตอนเที่ยงเด้อ อย่าวางแผนไปเที่ยวตอนเที่ยง









มีสิ่งที่น่าสนใจคือ หอไตร ราวเทียนไม้ที่แกะสลักเป็นนาคสองตัว

และ พระพุทธรูปเล็กๆจำนวนมาก รอบๆ โบสถ์

วัดสีสะเกดเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกเผา ระหว่างสงคราม ไทย ลาว

ช่วงรัชกาลที่ 3


( ศรัณย์ บุญประเสริฐ หลวงพระบาง : หน้า 62 )



มีชำรุด ไปเยอะเหมือนกัน...







ถูกเก็บไว้อย่างนี้ก็มีเป็นจำนวนมาก





...สวยมาก ฝนตกยิ่งดูเก่าและชุ่มชื้นดีจัง




หอพระแก้ว

อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดสีสะเกด ข้างๆ หอคำ

บัตรเข้าชม 5000 กีบ 25 บาท

หอพระแก้วสร้างโดย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ปี 2094

ไว้ประดิษฐานพระแก้วมรกต สมัยย้ายเมืองหลวงมาที่เวียงจันท์

แต่ถูกทำลายใน สมัยสงคราม ลาว ไทย ในรัชกาลที่ 3 ของไทย

ถูกบูรณะใหม่เมื่อปี 2485
( ศรัณย์ บุญประเสริฐ หลวงพระบาง : หน้า 62 )




สิ่งที่น่าสนใจ มีโบราณวัตถุทั้งศิลปะไทย ลาว จำนวนมาก

มีศิลาจารึกพระธาตุศรีสองรักของจริงอยู่ที่นี่ด้วย

ข้างในโบสถ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป








แล้วเราก็ลืมไปวัดสีเมือง แป่ว ปั่นจักรยานไปรันเวย์แนวตั้งเฉยเลย

จากนั้นก็ไปประตูชัย หากเรายืนอยู่บนถนนล้านช้าง

จะเห็นประตูชัยตั้งเด่นเป็นสง่ามาก




จากประตูชัย ปั่นต่อไปก็จะเห็นสีทองเหลืองอร่ามของธาตุหลวงอยู่ไกลๆ

ต้องปั่นขึ้นเนินด้วย ออกแรงพอควร กาแฟพี่ล็อตจึงหมดฤทธิ์แล้ว

แวะเติมพลังที่ร้านอาหารตามสั่ง ริมถนน


เมนูง่าย ก๋วยเตี๋ยว






ทายซิกี่บาท ก๋วยเตี๋ยว 1 ชามนี้




ราคา 50 บาท เจ้า



ไปต่อ...อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงธาตุหลวงแล้ว

ฝนยังตกพรำๆ สรุปว่าวันนี้พายุเข้าชัวร์ ฟ้าเลยขาว ถ่ายรูปไม่สวยเลย

ขณะที่กำลังจะเข้าไปก็มีขบวนคาราวานจาก ประเทศไทย เข้ามาจอดรถ

มีจักรยานหลายคันมากที่รอข้ามถนนไป แต่ขบวนพี่โก้ก็ไม่ยอมหยุดให้

จักรยานไปก่อน

ก็รอ และ ตากฝนกันอยู่นี่แหละ

การที่คาราวาน มันขาดตอนเนี่ย มันผิดกติกาหรือไง

ใครช่วยบอกที



อนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช

ท่านทรงเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ในช่วงยุดสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ในสมัยอยุธยา และ พระเจ้าบุเรงนองของพม่า

พระธาตุศรีสองรักก็สร้างขึ้นในสมัยพระองค์ท่าน

เนื่องจากสมัยในนั้น สองราชอาณาจักรเป็นพันธมิตรกันอย่างแนบแน่น
( ศรัณย์ บุญประเสริฐ หลวงพระบาง : หน้า 56 )




แล้วเราก็ได้ไหว้พระธาตุหลวงแล้ว

พระธาตุสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช

ทรงสร้างครอบองค์พระธาตุศรีธรรมมาโศก ( เป็นพระธาตุตั้งแต่สมัยยุคอาณาจักรศรีโคตรบอง )

ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีอายุอานามมากกว่า 400 ปี

ในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 มีงานบุญฉลองพระธาตุ


( ศรัณย์ บุญประเสริฐ หลวงพระบาง : หน้า 61 )




ค่าเข้าพระธาตุ 25 บาท สวยมากๆ จนต้องถ่ายรูปมาหลายช็อตมาก







หลังจากดื่มด่ำกับการเสพงานศิลปะที่งดงามยิ่ง...พูดซะหรู
ก็ปั่นจักยานกลับ

แต่ทำไมต้องออกมาพร้อมกับพวกคาราวานอีกแล้ว....ขับรถกันเร็วมาก

มีอภิสิทธิ์ชนที่จะขับผ่าไฟแดงด้วย

เคยคิดอยากร่วมคาราวานแบบนี้นะ

แต่ถ้าทำตัว หรือ ต้องปฏิบัติรูปแบบนี้ ขอบายล่ะ รังเกียจอย่างแรง

ความรู้สึกเบื่อคนไทยบางกลุ่ม เริ่มก่อตัวขึ้น.....



....................ช่างภาพรอถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยว................................





ไปดูน้ำพุเต้นระบำที่สวนสาธารณะประตูชัย



ฝากรถจักรยาน 10 บาท




สวยมากๆ มีหลายรูปแบบ ไปนั่งดูอย่างไม่รู้เบื่อ ไม่ใช่แค่ดูน้ำพุ ได้ดูคน ความหลากหลาย มีทั้งคนเวียงจันทน์เอง คนไทย คนฝรั่ง

แต่ที่รู้สึกขายหน้ามากก็คือ

มีเด็กไทยกลุ่มหนึ่ง แต่งตัวดี โตๆกันแล้ว น่าจะจบ ป.ตรีแล้วมั้ง

พากันมาถ่ายรูปที่ประตูชัย

ไม่เห็นใครคนอื่น เค้าจะบ้าอะไรมากมายเท่านี้

คุณเธอพากันปีนเหยียบป้าย ที่เขาสลักไว้ เพื่อโชว์ท่าถ่ายรูป

ดูไม่เหมาะ ไม่ควรเลย

ถ้าอยู่บ้านเรา ....เขาจะว่าที่บ้านไม่สั่งสอน
แต่นี่มาอยู่บ้านเขา.....เขาคงว่า ...................คิดกันเอาเอง








มืดแล้ว....ปั่นจักรยานเอารถไปคืน ได้พาสปอร์ตกลับมา

ถามคนที่ร้านว่า ร้านขอบใจเด้อ ไปทางไหน

เขาก็เลยบอกว่าอยู่แถวๆ น้ำพุ เดินไม่ไกลมาก เดินไปได้ จึงเดินๆๆๆ ไป

เห็นร้านโจมาด้วย

ร้าน ขอบใจเด้อ จะอยู่เยื้องๆกับร้านโจมา


ร้านขอบใจเด้อ ขึ้นชื่อเรื่อง บรรยากาศดี อาหารอร่อย และไมแพง

ไม่หิวมากเลย สั่งเบียร์ แก้วเล็กกับกับแกล้ม เป็นเอ็นไก่ทอด กับ เม็ดมะม่วง

หิมพานต์ มาทาน อร่อยดี

ราคาค่าเสียหาย 200 บาท
ซื้อ Post card 5 ใบ 50 บาท






กลับมาถึงห้อง อาบน้ำ ไหว้พระ แล้วนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า

หมดไป 1 วันที่เวียงจันทน์

ในความรู้สึก เวียงจันทน์ เธอสวย มีอะไรหลายๆอย่างที่น่าเที่ยว

น่าค้นหา เป็นระเบียบ รถราไม่ค่อยเยอะ เธอไม่เป็นเพียงทางผ่านหรอก.....

ถ้าว่างๆ คงจะนั่งรถไฟไปเที่ยว เวียงจันทน์อีกแน่นอน

วันนี้หมดค่าใช้จ่ายไป 1,568 บาท
เกินงบ เยอะเลย

Tip : การข้ามไปเวียงจันทน์ โดยวิธีอื่นๆ

รถโดยสารระหว่างประเทศ จาก 3 จังหวัด ขอนแก่น ( บขส.ปรับอากาศ ราคา 180 บาท )

อุดรธานี ( บขส.เก่า 80 บาท )

หนองคาย ( 55 บาท ) ต้องใช้ Passport ในการซื้อตั๋วเท่านั้น

ข้อดี คือ ราคาตั๋ว รวมค่าธรรมเนียมแล้ว นั่งรถต่อเดียวถึงเวียงจันทน์เล


อีกวิธีคือ มาที่หนองคายแล้ว

รถรับจ้างอื่นๆ นั่งสามล้อ จาก บขส.หนองคายมาที่สะพาน

ราคา ไม่เกิน 40 บาท จากนั้น

ทำธุระที่ด่าน ต.ม. ฝั่งไทย ทำเสร็จจะมีรถบัส รับ –ส่ง จาก ต.ม ไทย

ไป ต.ม ลาว ราคา 15 บาท

จากนั้นทำธุระที่ ต.ม ลาว

นั่งรถสามล้อก็ได้ Tuk Tuk ประมาณ คนละ 40-50 บาท

แต่ถ้าเหมาก็ราว 600-800 บาท ต่อวัน พาเที่ยวเวียงจันทน์ทั่วเมือง

รถตู้แวน 800-1500 บาท ตามแต่เทศกาลและเศรษฐกิจ


หรือจะเข้าเวียงจันทน์แบบประหยัดจะมีรถโดยสารที่ด่าน ตม.ลาว เข้ามาในเมือง


เครดิตรูปจาก กูเกิ้ลเด้อ


พรุ่งนี้จะต้องไปวังเวียงแต่เช้า แล้วเจอกันนะคะ

จะพยายาม ปรับปรุงให้สวยงามนะคะ ยังทำไม่เป็น




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 12:00:41 น.  

1  2  
Sugarbean
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




การจากลา......มันเจ็บปวดมากรู้ไหม
Friends' blogs
[Add Sugarbean's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.