มิถุนายน 2553

 
 
1
3
5
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
......ผู้หญิงไปเที่ยวลาวคนเดียว....บ่เป็นหยังดอก....ตอนที่ 3 หลวงพระบาง...อีก 3 โค้งก็ถึงแล้ว....
ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปเสียนานสองนาน แถมไม่ค่อยได้เล่นพันทิป สิงสถิตอยู่ห้องบลูเพลนเน็ตอีกต่างหาก

วันนี้ว่างๆ กะจะเขียนเรื่องไปลาวให้เสร็จ...จะเสร็จมั๊ยนะ



เริ่มกันเลยนะ ทริปนี้ เคยเขียนลงห้อง BP แล้ว เพราะเป็นทริปของปีที่แล้ว 52

แต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้างล่ะเนอะ

ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน และแม่น้ำอู แต่ก่อนลาวเทิง ( ชาวเขา)

ได้อาศัยอยู่ก่อน

แต่ในประวัติการอพยพย้ายถิ่นฐาน ของตำนานชนชาติลาว

ได้กล่าวถึง ขุนลอ พระโอรสองค์แรกของขุนบรม

บรรพกษัตริย์ในตำนานชนชาติไทย ได้อพยพผู้คนมาหาดินแดนใหม่

เมื่อมาถึงปากน้ำคานจึงได้หยุดไพร่พล ณ ที่นี้




สมัยยุครุ่งเรืองของอาณาจักรล้านช้าง คือ

สมัย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ( ยุคเดียวกับ พระมหาจักรพรรดิ และ พระเจ้าบุเรงนอง)

เพราะยุคนี้อาณาจักรล้านนา กับ ล้านช้างเป็นเสมือนแผ่นดินเดียวกัน

เมื่อพระเจ้าบุเรงนองแผ่อาณาจักรได้กว้างใหญ่ไพศาล พระองค์ได้ยึดเมืองเชียงใหม่ได้

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จึงย้ายเมืองหลวง มาที่วียงจันทน์ ในปี 2103

และผูกสัมพันธ์กับไทยในการต่อสู้กับพม่าและสร้างพระธาตุศรีสองรัก

ขึ้นในสมัยนั้น


ครั้นสิ้นรัชกาลพระเจ้าสุริยะวงศา ฯ ลาวได้แตกเป็น 3 อาณาจักร

คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสัก ทำให้อ่อนแอ

ตกไปอยู่ภายใต้อาณาจักรข้างๆ เช่น ไทย ญวน จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามา


ในอดีต 200 ปีที่ผ่านมาหลวงพระบางพบเจอกับความเจ็บปวดมามากมาย

สมัยที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ก็ถูกกองโจรฮ่อโจมตี จนราบคาบ

ต่อมาก็สมัยฝรั่งเศสล่าอาณานิคม

ก็ได้มีกองกำลังกู้ชาติ นำโดยพระอุปราชเพชราชรัตนวงสา

ได้รวบรวมชาวลาว ลุกขึ้นต่อสู้กับฝรั่งเศส

หลังจากได้เอกราชจากฝรั่งเศสมา

ลาวกลับแตกเป็นสองฝ่าย ทำให้เกิดสงครามของคนลาวด้วยกันเอง

คงจะเป็นความเจ็บปวดไม่น้อยที่คนลาวได้รับ



ณ ปัจจุบัน ลาวมี

ระบอบการเมือง การปกครอง แบบสังคมนิยม เป็นของลาว

ภายใต้พรรคการเมืองเดียว คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว

มีอำนาจสูงสุด ในการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2518

ประธานประเทศ คนแรก: เสด็จเจ้าสุพานุวง

และนายกรัฐมนตรี คนแรก: ท่านไกสอน พมวิหาน

รายนามประธานประเทศของลาว ( คล้ายๆ ประธานาธิบดี)

1.เจ้าสุภานุวงศ์ (3 ธันวาคม พ.ศ. 2518 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2534)

2.นายพูมี วงวิจิด (31 ตุลาคม พ.ศ. 2529 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2534)
รักษาการแทนเจ้าสุภานุวงศ์

3.นายไกสอน พมวิหาน (15 สิงหาคม พ.ศ. 2534 - 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535)

4.นายหนูฮัก พูมสะหวัน (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 - 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541)

5.พลเอกคำไต สีพันดอน (24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2549)

6.พลโทจูมมะลี ไซยะสอน (8 มิถุนายน พ.ศ. 2549 - ปัจจุบัน)

มาจากวิกิพิเดียนะจ๊ะ



อยากดูละเอียดหน่อยก็ลองหาซื้อ

หนังสือ หลวงพระบาง ของ อ.ศรัณย์ บุญประเสริฐมาศึกษา

แล้วจะพบว่าเมืองลาวมีอะไรน่าสนใจเยอะมาก

หลวงพระบางไม่ได้มีดีแค่เป็นเมืองมรดกโลก

และหลวงพระบางไม่ได้มีแค่วัดเชียงทอง กับ กาแฟร้านประชานิยม


นั่งรถจากวังเวียงเวลา 10 โมงเกือบ ครึ่ง เวลาที่บอกไว้คือ 10 โมงเช้า

รถบัสที่เลือกนั่งมาคือ VIP ภายในสะอาด ดูดี

แต่พอนั่งไปได้แป๊บนึง รู้เลยไม่เปิดแอร์ รู้สึกอึดอัดมาก

เด็กรถจึงมาเปิดช่องระบายอากาศบนหลังคารถ แต่ถ้าฝนตกก็เดินมาปิด




เรานั่งติดหน้าต่าง

แต่ที่เปิดหน้าต่างอยู่ ผู้ที่นั่งเบาะข้างหน้า

จึงต้องบอกหนุ่มญี่ปุ่นช่วยเปิดหน้าต่างบานเล็กให้หน่อย

ได้สักครู่เค้าก็ปิด สงสัยลมพัดหน้า






ตลอดเส้นทางจากวังเวียงไปหลวงพระบาง มันลอยอยู่บนฟ้าทั้งนั้น สวยมาก


มีคนบอกว่าจากวังเวียง ไปหลวงพระบาง มีแค่ 3 โค้งเอง

รู้แล้ว

มีซ้าย มีขวา มีโค้งอันตะลาย 3 โค้งพอดี

Tip:ใครที่ไปลาวช่วงฤดูฝน

อยากแนะนำว่าให้เดินทางตอนกลางวันดีกว่าเพราะ

ถนนแคบ ถ้าเกิดมีดินโคลนถล่มก็ยังมีทัศนวิสัยให้เห็น

และอีกทั้ง ถนนสาย 13 เหนืออยู่บนเขาตลอด มีตะไคร่น้ำจับผิวถนนมาก

ทำให้ลื่น เดินทางตอนกลางวัน ผิวถนนมีโอกาสได้แห้งบ้าง

(อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะ ได้คุยกับคนที่ขับรถที่ลาว เขาแนะนำมา)




ไม่นานก็จอดแวะทานข้าว




ระหว่างทางจะเจอหมู่บ้านลาวเทิงอยู่เรื่อยๆ เด็กๆ ที่นี่น่ารักดี

แต่เกือบจะทุกหมู่บ้านต้องมี กิจกรรมนั่งหาเหาให้กัน

ระบบน้ำของลาวเทิง ส่วนมากได้รับสนับสนุนจาก Unicef

เขาจึงมาใช้บ่อน้ำรวมกันกลางหมู่บ้าน

ขี่รถผ่านไปอาจเจอคนแก้ผ้าอาบน้ำอยู่ก็ได้


รถผ่านหุบเขาตลอดมีน้ำตกให้ดูข้างๆทางตลอดเวลา

มุ่งหน้าต่อไป ตอนนี้เริ่มคิดทบทวนแล้ว ตรูไม่น่ากินเยอะเลย ท่าทางลำไส้จะปั่นป่วนแล้ว เมารถ......

เพราะไม่มีอากาศหายใจด้วย กินข้าวอิ่มๆ รู้แต่ว่าดมยาดมตลอดทาง

ไม่ได้กินยาแก้เมาเพราะอยากดูวิว

แล้วก็ถึงภูคูน ที่นี่สวยมากเลย ภูเขาสูงมาก แต่มีแต่ภูเขาหัวโล้น

ข้างถนนมีแต่หุบเหวลึกมาก ไม่มีที่กั้น มีแต่ต้นกล้วย



แล้วก็ถึงกิ่วกะจำ แต่รถไม่จอด ปวดฉี่แล้ว

ไม่รู้ไปจอดที่ไหน แต่จอดในป่า เห็นแต่ผู้ชายลงเพียบไป ฉี่ ผู้หญิงนั่งมองหน้ากัน ใครจะไปกล้าลงว่ะ

รู้แต่ว่าจากบ้านกิ่วกะจำจนถึงหลวงพระบางนั่งอย่างอึดอัดและทรมานมาก ปวดฉี่จนปวดท้อง เมารถก็เมา

อยากอ๊วก ไม่มีกะจิตกะใจจะดูวิวเลยอ่ะ


ตั้งแต่ออกจากวังเวียงมายังไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่เชิงเขาเลย อยู่บนภูเขา

ตลอด แล้วโค้งหักศอกเยอะมาก


จึงขอแนะนำว่า อย่ากินน้ำเยอะเด้อ ....เผื่อเจอรถไม่มีห้องน้ำแบบคันนี้ ทรมานมากๆ

มีดินถล่มเรื่อยๆ แต่ไม่เป็นปัญหา พอไปได้

อยู่บนเขามองลงมาเห็นเมืองนึง มีแม่น้ำพาดผ่าน สวยมากเลย

ตอนแรกไม่นึกว่าเป็นหลวงพระบาง

ไม่นานก็ถึง บขส.หลวงพระบาง ตอนเกือบ 4 โมงครึ่ง ใช้เวลา 6 ชั่วโมง




พอถึงก็จะมี GH ต่างๆ มาห้อมล้อมท่านแล้ว แนะนำตัว แนะนำ GH ให้ ถ้าสนใจก็ไปดูได้ ไม่ชอบก็ไม่ว่า

เจ้าของ GH จะบอก สกายแลปไปส่งเราเอง

ค่ารถ 40 บาท ราคานี้มาตรฐาน นั่งจาก บขส. ราคานี้แค่นั้น ไม่ว่าจะมาคนเดียวหรือหลายคน

เราสนใจ เมวพาโชก ที่ติดน้ำคาน จึงลองไปดู ก็โอเค ไม่เก่า ไม่ใหม่มาก แต่สะอาดดี ดูปลอดภัย สงบ เพราะอยู่แถววัดวิชุน ไม่ใช่ในเมือง






ก็เลยเลือกห้องพัดลม มีทีวี มีห้องน้ำในตัว น้ำอุ่น ห้องละ 250 บาท

ได้ห้องแล้ว รีบเข้าห้องน้ำ เกือบตาย......

จัดแจง..อะไรเสร็จก็ไปเดินท่องเมืองดีกว่า อาการเมารถหายไปแล้ว หลังจากได้อากาศบริสุทธิ์


เดินจาก GH ไปถนนกลางเมืองไกลพอสมควร ไปเดินหาร้านเช่าจักรยาน แถวกลางเมืองราคาตั้ง 80 บาทต่อวัน

แถมไม่ลดอีกถ้าเช่าตอนเย็นแล้ว ก็เลยยังไม่เอา

Tip: ร้านจักรยานให้เช่า อยู่ หลวงพระบาง ราคาอยู่ที่ 60-80 บาท

ร้านโซนกลางเมือง ราคา 80 บาทต่อวัน

มีร้านเดียวที่ 60 บาทคือร้านติดกับพิพิธภัณฑ์

และ ถนนริมโขงเลยประชานิยมไป จะราคา 60 บาท

ร้านแถวหน้าวัดแสน ก็ ราคา 80 บาท ต่อวัน




หลังจากไม่เช่าจักรยานก็เลย เดินเที่ยวตลาดมืดซะเลย



ที่นี่มีงานหัตถกรรมเยอะมาก หลังจากอ่านรีวิว หลายๆ เจ้า

บอกว่าถ้าจะซื้อลอง ลองสำรวจราคาก่อน

เพราะ ขายเหมือนๆ กันหลายร้าน แล้วก็ต่อเยอะๆ หน่อย










เดินทัวร์ตลาดมืดเพลิดเพลินดี และที่ชอบคือ ลายปัก สไตล์แบบชาวหลวงพระบาง น่ารักดี

หลุดจากตลาดมืดก็จะเป็น ซุ้มอาหาร

น้ำปั่นผลไม้ ใส่นมสด

ซุ้มข้าวจี่

ขายกาแฟลาว ( เห็นน้องคนหนึ่งว่าอร่อย)

เราลองกินน้ำปั่นแล้วก็เป็นรสชาติแปลกๆ เป็นน้ำปั่นผลไม้รวมใส่นมจืด ราคา 25 บาท (แต่กินทั้ง 2 วัน)

ข้าวจี่ก็ไม่อร่อยเลย เป็นแห้งๆ แข็งๆ ไม่อร่อยเหมือนที่กินอยู่วังเวียง ใครมีร้านแนะนำก็เพิ่มได้นะ ( กินวันที่ 3 )



จากนั้นก็เดินไปแยก โรงแรม พูสี ไปรษณีย์ จะมีโซนขายอาหารเยอะเยอะ



เป็นบุปเฟ่ก็มี เลยไปฝากท้องกับบุฟเฟ่ ฝรั่งชอบมากินกันเยอะ ราคา 40 บาท



ส้มตำปลาย่างก็มี ราคาไม่แพงมาก



แล้วก็เดินกลับ GH เลยเดินกลับถนนด้าน รร.พูสี แล้วเลียวที่ตลาดดาหลา (เขียนถูกเปล่า)

ดูใกล้กว่าเดินโค้งไปด้านแม่น้ำคานเยอะเลย

เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปเที่ยววัด นะ กลับถึงห้องนอน หลับเป็นตาย


ตื่นมาตีห้า เดินออกมาเช้ามากแล้ว

มีคนแนะนำว่าถ้าอยากใส่บาตรแล้วเจอพระเป็นร้อยๆ

ต้องไปแถววัดแสน แต่ดูจากแผนที่ไกลเหลือเกิน

เห็นวัดวิชุน พระกำลังมาพอดี

เลี้ยวไปก่อนละ พระมาทีละกลุ่ม กลุ่มละ 7-8 รูป









จากนั้นก็เดินไปเรื่อยจะไปตามหาตลาดเช้า กับร้านกาแฟประชานิยม

หากใครยังไม่เคยมา จะบอกพิกัดดังนี้....


หาไปรษณีย์ให้เจอ ... จากนั้นจะมี ถนนมุ่งตรงสู่แม่น้ำโขง

เดิน ไปเรื่อย ด้านขวามือจะเป็นตลาดเช้า

เดินไปจน เจอสามแยก ตัด ถนนเลียบโขง ที่มุมด้านซ้ายมือ

จะเป็นร้านกาแฟ ประชานิยม



หิวมาก จึงขอโดฟกาแฟก่อน แก้วละ 13 บาทจ้า

มี ปาท๋องโก๋ด้วย ดูคนเยอะวุ่นวายมาก

โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยว ป้าๆ ลุงๆ จากไทย เรื่องมากๆๆ เลย

รู้สึกเบื่อจริงๆ ช่วงหยุดยาว คนไทยเต็มหลวงพระบางเลย


บางคนก็บอกอร่อยมาก บางคนก็บอกว่า ไม่เห็นอร่อยเลย

....ไปลองดูกันนะ แล้วแต่ใครจะชอบ

กินกาแฟแล้ว ไม่อิ่ม กินเฝอ ร้านข้างๆ ไม่อร่อยเลย เห็นเขาปิ้งเนื้อ น่ากลัวมาก ๆ สีสันน่ากลัว

จากนั้นก็เดินไปเที่ยวตลาดเช้า ส่วนมากสินค้าเกษตรจะมาจากฝั่งเชียงแมน





ก็เหมือนตลาดเช้าบ้านเรา ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ

ชาวบ้านเขาคงแปลกๆ มีคนมาถ่ายรูป

แต่นักท่องเที่ยวก็ทำกัน

ตอนอยู่วังเวียง ยังรู้สึกแปลกเลย มีคนแอบถ่ายรูปเรา

เดินออกมาจากซอย ข้างๆ พิพิธภัณฑ์เจอร้านเอเจนซี มีให้เช่าจักรยานด้วย ราคา 60 บาท ก็เลยเล็งไว้

เดิน ไปเรื่อยๆ เจอ

วัดใหม่สุวันนะพูมาราม

วัด ใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2337 เป็นวัดที่พระสังฆราชพระองค์สุดท้ายประทับแล้ว ในช่วงสงกรานต์จะอันเชิญพระบางมาประดิษฐาน ให้ประชาชนสรงน้ำ



สิ่งที่น่าสนใจ

บานประตูวัดใหม่ เป็นงานแกะสลักไม้แบบเชียงขวาง สวยงามมาก ฝีมือของเพียตัน ศิลปินแห่งชาติ



วิจิตรงดงามมาก เราไปลูบไปคลำอยู่ตั้งนาน ไม่อยากเชื่อว่าเป็นไม้



จากนั้นก็เจอ หอพิพิธภัณฑ์

ปิดอังคาร กับ วันหยุดราชการนะ

ต้องแต่งกายสุภาพ ไม่อนุญาตสำหรับ กางเกงขาสั้น เสื้อไม่มีแขน เสื้อยืดคอกลม

ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด

ต้องฝากกระเป๋าใน ล็อกเกอร์




หอพิพิธภัณฑ์เดิมเป็นพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิต

จนกระทั่งเปลี่ยนการปกครอง ปี 2518 รัฐบาลจึงนำมาเป็นพิพิธภัณฑ์

( เศร้าง่ะ)


ถ้าเดินเข้าไป จะเจอแถวต้นตาลเรียงรายสวยมาก




ด้านขวามือจะเป็นหอพระบาง วิหารทรงล้านช้าง หลังคาปีกนกสามชั้น

แต่องค์พระบางประดิษฐานที่หอพิพิธภัณฑ์





สวยมากๆ แต่ยังสร้างไม่เสร็จ...

เดินไปดูด้านในกัน...


ด้านซ้ายมือจะเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ พระมหากษัตริย์

ผู้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ชาวลาว

และโรงละคร มีการแสดงประจำ




หลังจากซื้อตั๋วราคา 30,000 กีบ แต่คิดเป็นเงินไทยตั้ง 160 บาท เซ็งมาก ฝากกระเป๋าให้เอาเข้าไปได้เฉพาะกระเป๋าตังค์


มาแต่เช้าคนจึงยังไม่เยอะ เจอคนไทยกลุ่มนึง ฝรั่งคนนึง ญี่ปุ่นคนนึง

เณรกลุ่มนึง



เข้าไปข้างในจะมีห้องแสดงของใช้ส่วนพระองค์ต่างๆ

ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องบรรทมพระมเหสี

ห้องของพระโอรส พระธิดา

ห้องรับแขก

ห้องว่าราชการ

สิ่งของต่างๆ ยังอยู่ในสภาพดี รู้สึกยังไงไม่รู้ รู้สึกใจหาย เสียดายลึกๆ

ได้สนทนากับเณรบ้าง ถามเณรเกี่ยวกับลาวเยอะทีเดียว

ก่อนตอบ เณรจะหันไปดู จนท.ก่อน ทำให้เณรกดดันเปล่าเนี๊ย

แต่กลุ่มคนที่ไทยที่เข้ามาด้วย

เนี่ย นิสัยแย่มาก สิ่งของหลายๆ อย่าง เขาเขียนป้ายติดอยู่แล้วว่าห้ามจับ

จะมีกลองมโหระทึก สำริดวางเรียงอยู่ก็พากันไปลองตี

เพราะว่าอยากรู้ว่าดังหรือเปล่า นิสัย....


ใช้เวลาเดินดู อ่านข้อมูลก็เกือบ 45 นาที

ออกมาจึงซื้อดอกไม้ ไปไหว้พระบาง

มีเรื่องเล่าว่าสมัยย้ายราชธานีไปเวียงจันทน์ ได้นำพระแก้วมรกต

ไปเวียงจันทน์ แต่พระบางซ่อนไว้ในถ้ำ ที่นี่




จากนั้นก็เลยไปเช่าจักรยาน 2 วัน 120 บาท

ไม่ต้องจำพาสปอร์ต แค่เขียนชื่อ กับที่พักก็พอ

เจ้าของบอกว่าอย่าลืมล็อคจักรยานด้วยนะ เดี๋ยวหาย

จากนั้นก็ปั่นผ่าเมืองไป เรื่อย ชมอาคารเก่ายุคโคโลเนียล


หน้าร้านเช่าจักรยานซะเลย







จากนั้นก็ไป วัดเชียงทอง เสียค่าเข้า 10,000 กีบ

แต่คิดเป็นเงินไทย 100 บาท เราถามว่า 80 บาทไม่ใช่เหรอ

ก็ไม่ยอม บอกว่าไม่พอ เนียบมาก

มาวัดเชียงทองตอนสาย ฟ้าขาวแล้ว

ถ่ายรูปแล้วฟ้าขาวไม่สวยเลย

มาแก้มือ ตอนเย็นด้วยนะ ดีที่ยังเก็บตั๋วไว้ ไม่งั้นคงได้เสียเพิ่ม

ปล.วันรุ่งขึ้นจึงมาถ่ายรูปใหม่ เสียแค่ 80 บาทเอง หล่ะเซ็ง




วัดเชียงทองถือว่าเป็นวัดที่เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

เป็นศิลปะสกุลล้านช้างแท้ๆๆๆ

และเป็นวัดเดียวที่กองทัพฮ่อไม่ได้เผาทิ้ง เลยเก่ากว่าเพื่อนเลยนะ

สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2103 อายุราว 450 ปีแล้วนะ

บูรณะครั้งสุดท้ายเมื่อ ปี 2471 รัชสมัย เจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์




สิ่งที่หน้าสนใจ คือ

สิม หรืออุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมล้านช้างที่สมบูรณ์แบบ

มีจิตรกรรมฝาผนังลายรดน้ำ

โรงเมี้ยนโกศ เป็นที่เก็บพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์

ผนังข้างหน้าสามารถถอดได้ ราชรถเข้าออกได้




ข้างในมีพระไม้จำนวนมาก




หอพระม่าน เป็น พระพุทธรูปสำคัญ 1 ใน 3 ของเมืองหลวงพระบาง

( พระบาง พระองค์แสน)

ชาวลาวเชื่อว่าใครมาขอลูกกับพระม่านจะได้ผลทุกราย

แต่หอนี้ปิดใส่กุญแจตลอด




ต้นทอง ( ต้นงิ้ว)




หอพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธไสยาสน์ ที่สำคัญ

ครั้งหนึ่งฝรั่งเศสได้นำไปไว้ที่ปารีส

และในหอพระจะมีพระพุทธรูปเล็ก ไว้เสี่ยงทาย

ลองไปอธิษฐานแล้วลองยกดูนะ

แม่นไม่แม่น แล้วแต่จะเชื่อไม่เชื่อ

รอบๆ หอพระพุทธไสยาสน์จะมีศิลปะกระจกสี

เล่าเป็นนิทานต่างๆ ไว้รอบ สวยดี




พระพุทธรูปเล็ก ไว้เสี่ยงทาย




Tip:
เปิด 6.00-20.00 น. (อ่านที่ป้าย)
วัน ที่ 3 อุตส่าห์มาวัดเชียงทองตั้งแต่ 6 โมง 10 นาที กะว่า มาแต่เช้า มาถ่ายรูปเฉย จะได้ไม่ต้องซื้อบัตร ขายบัตรตั้งแต่ 6 โมงเช้า เสียค่าเข้าชมเหมือนเดิม

ที่วัดเชียงทอง พระอาทิตย์จะขึ้นด้านหน้าวัด ดังนั้นอยากได้ภาพสวยต้องมาตอนเช้า ถ้ามาตอนเย็น พระอาทิตย์ตกมุมหลังสิม ย้อนแสง


วัดเชียงทองทรุดโทรมตามกาลเวลามากแล้ว ถ้าจะไปรีบไปดูนะ ปัจจุบันมลภาวะมากขึ้น กลัวจะพังเสียก่อน



จากนั้นก็ปั่นไปวัดสบ สวยดีเหมือนกัน




ปั่นจักยานไปวัดแสน

เป็นวัดที่เป็นศิลปะแบบหลวงพระบางตอนกลาง

ตกแต่งลวดลายคำพอก ( พอกทองคำ) อย่างสวยงาม

สร้างในปี 2261 ภายในมีพระพุทธรูป 18 ศอกด้วย

อย่าลืมเดินเข้าไปดูด้านใน

มีโรงเก็บเรือโบราณด้วย




หน้าวัดแสน อ่านเจอรีวิว

คนหนึ่งบอกว่า เฝอหน้าวัดแสนอร่อยมาก

เลยขอลองหน่อย เราไปตอนเที่ยงตรง

ได้กินเป็นคนรองสุดท้าย มีคนมีกินอีกคนเดียวก็หมด

รสชาติอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก





ไม่มีความรู้สึกของการใส่ผงชูรสเลย ขายดีมากๆ

คนท้องถิ่นก็มาเยอะ นักท่องเที่ยวไทย ญี่ปุ่น จีน สิงค์โปร์ เวียดนาม

มาตลอด มาเกินเที่ยง ผิดหวังแน่ๆ




ราคา 50 บาท เป๊บซี่ 1 แก้ว ( ขวด) 4,000 กีบ

เปิดขายตั้งแต่ 7.30 น. จนถึง บ่าย 1 โมง แล้วแต่ว่าของจะหมดก่อนมั๊ย

ปล.วันต่อมาเลยมากินตั้งแต่เช้า เลย 8 โมงมากินก่อนเลย อร่อยจริงๆ

Tip: จะมีร้านที่หน้าวัดแสน 2 ร้าน
ร้านอร่อยจะอยู่ ตรงข้ามกับสิมวัดแสนเลย เด้อ



กินเฝอสุดแสนอร่อยเสร็จที่จริงอยากกินสัก 2 ชาม แต่มันหมดก่อนง่ะ

เลยปั่นไปเที่ยววัดต่อ

เบื่อกันหรือยัง


เลียบริมโขงไป เรื่อยๆ ประชานิยมปิดแล้ว

เจอ GH เยอะเหมือนกัน แบบพักรวมก็มีนะ คนละ 100-120 บาท ต่อ คืน

จะอยู่โซนเลย ประชานิยมไป ติดน้ำโขง


จากนั้นก็ไปวัดมะหาทาด ( วัดธาตุน้อย ) สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือ

ราวเทียนแกะสลักไม้ เป็นรูปนาค 24 ตัว ถามพี่เณรบอกว่าอยู่ในนี้

แต่เณรไม่มีกุญแจ ต้องมาตอนเช้าให้ทันจังหัน จึงจะเห็น

แห้ว ไป

ที่นี่ยังมีเจดีย์บรรจุอัฐิของเจ้าเพชรราช รัตนวงศา

นายกรัฐมนตรีคนแรกของลาว และผู้ที่นำลาวต่อสู้กับฝรั่งเศส

ร้อนมากวันนี้ จากวัดมะหาทาด มองเห็น ร้านโจมา พอดี ขอแวะลองทานก่อนนะ

Tip: ที่ร้านโจมา ให้ถ่ายรูปได้ แต่ไม่ให้ใช้แฟลช โปรดปฏิบัติตามด้วย



บรรยากาศดี เค้กอร่อย แต่คาราเมล ขมปี๋เลย หมดไป 128 บาท




ภายในร้านมีห้องแอร์นั่งเย็นๆ

หมดจุดหมายแล้ว รู้จักหลวงพระบางแค่นี้

จึงตั้งใจอ่านไกด์บุ๊ค มากขึ้น มีวัดที่น่าสนใจอีก 3-4 แห่งที่น่าจะไป

จึงออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าลงใต้ ทางไปน้ำตกกวางสี

จะมีวัดพะบาดใต้อยู่

ที่นี่ เหมาะแก่การ ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกริมโขง

ปั่นไปตั้งไกล เพื่อถ่ายรูปมาให้ดูนะ

ถ้าใครอยากถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกสวยๆ ให้ไปวัดนี้นะ

จากนั้นปั่นย้อนกลับมาที่วัดทาดหลวง

เสียค่าตั๋ว 10,000 กีบ 40 บาท




สิ่งที่หน้าสนใจก็คือ

เจดีย์เก็บพระสรีรังคารของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์

ทุกๆวันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบสวรรคตของพระองค์ท่าน

เชื้อพระวงค์เก่าที่ยังอาศัยอยู่ที่หลวงพระบาง และต่างประเทศจะกลับมาทำบุญที่วัดนี้

ตามตำนานกล่าวกันว่าสร้างโดยพระสังคทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช



ตอนที่บูรณะเจดีย์เพื่อเก็บพระสรีรังคารของเจ้ามหาชีวิต

พบวัตถุโบราณจำนวนมาก ใต้สถูปเจดีย์

แต่เจดีย์เก่าและโทรมมากเหมือนไม่ได้รับการดูแล

จึงถามว่าเด็กที่เก็บตั๋วว่าทำไมปล่อยให้เก่าจัง เด็กๆ ตอบว่าเพราะเป็นมรดกโลก จึงไม่ให้บูรณะ


จากนั้นก็ปั่น เลี้ยวขวาไปวัดมะโนรม มีสิ่งที่น่าสนใจคือ



พระประธานของที่นี่ เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ที่สุด

และเก่าแก่ที่สุดในลาว สูง 6 เมตร หนักกว่า 2 ตัน

เชื่อว่าเป็นช่างจากสุโขทัย เพราะเป็นศิลปะแบบสุโขทัย


ในสมัยสงครามโจรฮ่อ

ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ

จึง ตัดแขน พระพุทธรูป เพื่อนำกลับไปด้วย

แต่นำไปได้แค่แขนข้างเดียว

อีกข้างนึงยังไม่เอาไป เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรียกกองทัพไทยมาช่วยก่อน

ปัจจุบันแขนข้างนั้นก็ยังวางอยู่

แต่ปัจจุบันชาวบ้านช่วยกันสมทบทุนหล่อแขนให้ท่านใหม่

แต่รูปสมัยท่านไม่มีแขนก็ยังอยู่




เจอคนที่นั่นตอนอยู่วัด

ลุงก็เลยเล่าว่าตอนที่ท่านไม่มีแขน มีคนมาวัดเยอะมาก

แต่หลังจากที่บูรณะหล่อแขนขึ้นใหม่ แล้วนำท่านไปไว้ในโบสถ์

นักท่องเที่ยวก็ไม่มาที่วัดมะโนรมเลย มีแค่คนที่รู้จักประวัติถึงอยากมา

แต่ก่อนพระประธานอยู่ที่นี่

จากนั้นก็ปั่นกลับมาที่วัดวิชุน เมื่อเช้าได้รูปภายนอกแล้ว



ที่อ่านเจอในไกด์บุ๊คที่นี่ก็มีพระไม้เหมือนกัน ราวเทียน

เสียค่าเข้า 80 บาท 20,000 กีบ

ไหว้พระครบ 9 วัดหรือยังเนี่ย เยอะมากๆ


ออกมาเจอขาย Post card ซื้ออีก 5 แผ่น ที่เขียนที่วังเวียงก็ยังไม่ได้ส่งเลย

Tip: ปู่เยอ ย่าเยอ เป็น เทวดาหลวงหรืออารักษ์เมือง

ตามตำนานเล่าว่า ครั้งที่ชาวลาวยังเป็นเมืองแถน

ได้เกิดอาเพศได้มีเครือเขากาดขึ้นบังตะวัน บังบ้าน บังเมือง จนมืดมิด

ขุนบรม ผู้เป็นเจ้าเมืองจึงหาผู้อาสาไปฝันเครือเหล่านั้น

จึงมี 2 ผู้เฒ่าอาสาไป ฟันอยู่ 3 เดือน 3 วัน จึงขาด แล้วล้มทับผู้เฒ่าตาย

ชาวบ้านจึงศรัทธาท่านทั้งสอง

ขบวนปู่เยอ ย่าเยอ จะมาในช่วงปีใหม่ลาว

ทุกปีขนของปู่เยอ ย่าเยอจะถูกดึงตลอด

เนื่องจากเชื่อว่าเด็กคนไหนมีขนของปู่เยอ ย่าเยอ คุ้มครอง

จะไม่ไข้ไม่เจ็บ จึงต้องบูรณะกันทุกปี


ติดตามต่อตอนหน้านะคะ ยังมีที่เที่ยวอีกเยอะเลย ที่หลวงพระบาง



Create Date : 02 มิถุนายน 2553
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 17:11:37 น.
Counter : 2118 Pageviews.

5 comments
  
โดย: nuyza_za วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:19:25:39 น.
  
ภาพสวยมากค่ะ....ชอบบรรยากาศจัง...แล้วจะคอยติดตามอีกค่ะ
โดย: neenika วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:20:39:41 น.
  
ภาพสวยมากค่ะ มาเก็บข้อมูลอิอิ ได้ความรู้เยอะมากๆ
โดย: นางสาวน้ำพลอย วันที่: 5 มิถุนายน 2553 เวลา:20:21:31 น.
  
ชอบหลวงพระบางเหมือนกันเลย
และรูปสวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ
โดย: amoderndog วันที่: 8 มิถุนายน 2553 เวลา:13:05:30 น.
  
ยินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ

ดีใจที่ข้อมูลมีประโยชน์นะคะ
โดย: Sugarbean วันที่: 19 มิถุนายน 2553 เวลา:21:12:23 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Sugarbean
Location :
ขอนแก่น  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



การจากลา......มันเจ็บปวดมากรู้ไหม