|
|
 |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |
|
|
 |
14 มิถุนายน 2551
|
|
|
|
|
|
++ถ้าชอบกินก็อยู่เมืองไทยนี่แหล่ะ ดีสุดๆแล้วครับ(ตอนที่....เท่าไรหว่า??)
ด้วยสาเหตุนั่นนู่นนีี่มากมาย บวกกับพอดีเป็นจังหวะที่ต้องตัดสินใจอะไรยากๆในชีวิต(อีกรอบนึง) ทำให้ผมเว้นช่วงการเขียนบลอกไปหน่อย เพราะมันเขียนไม่ออกเอาซะเลยครับ
ตอนนี้ผมก็ได้ผ่านช่วงการตัดสินใจไปแล้ว โดยที่ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นสิ่งที่ถูกรึเปล่า และรู้สึกว่ากำลังกลัวอยู่เหมือนกัน เสียดายทางเลือกอีกสามสี่ห้าทางที่เหลือเหมือนกัน ถ้ามันเป็นทางเลือกผิดขึ้นมาล่ะ?ผมมีปัญญารับผิดชอบความผิดต่อตัวเองงั้นรึ??
แต่ความรู้สึกหลังจากที่เราตัดสินใจไปแล้ว มันก็ ฮ้า...ยกภูเขาออกจากอกนี่เองเนอะ... ตอนนี้เลยคิดว่า ความรู้สึกที่แบกอยู่มันคงเป็น"ความรู้สึกที่ไม่อยากรับผิดชอบผลของการตัดสินใจ"ละมังครับ
แล้วพอปลดมันออกได้ ก็รู้สึกดีขึ้นพอสมควรเลยล่ะ (โดยใช้เหตุผลที่จะทำตัวให้สบายใจว่า "ช่างม่าง ... ยังไงก็เลือกไปแล้วเฟ้ย") ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จริงๆ ผมก็ว่าจะเขียนเรื่องนี้มานาน...แสนนานแล้วเหมือนกันครับ สิ่งที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์ไส้กรอกในประเทศสยาม"(เอ..ตั้งชื่อยากไปมั้ยเนี่ย??)
คือตอนที่นึกจะเขียน เป็นจังหวะที่ผมได้เดินทางผ่าน อ.พล จ.ขอนแก่น ซึ่งที่นี่มีของดีอยู่อย่างที่นักเดินทางไม่น่าจะพลาด นั่นคือ พี่"หม่ำ" ผู้นี้นี่เองงงงงงงง
พี่หม่ำที่ว่า มันคือของอร่อยสุดยอดอย่างนึงของอิสาน ผมไม่แน่ใจว่าชาวภูมิภาคอื่นจะคุ้นเคยกับหม่ำมากน้อยแค่ไหนเหมือนกันครับ เมื่อเทียบกับไส้กรอกประจำถิ่นที่ดู "ป๊อบ" กว่า อย่างไส้อั่ว ของชาวเหนือ
หม่ำ จัดเป็นไส้กรอกชนิดไม่อีมัลชั่น หรือไม่มีการบดปั่นเป็นเนื้อเดียวประเภทหนึ่ง มีลักษณะแห้ง รสเปรี้ยวออกเค็มเล็กน้อย นิยมในภาคอิสาน (จบภาควิชาการไว้เพียงแค่นี้ เดี๋ยวจะหาว่าเล็กเช่อร์ อิอิ )
วิธีการทำหม่ำนี่ง่ายเหลือเชื่อครับ เป็นวิธีการถนอมอาหารที่ค่อนข้างจะทำได้ง่าย แถมอร่อยอีกตังหาก ตัวผิวนี่ก็ใช้ไส้หมู ล้างให้สะอาดเหมือนไส้กรอกทั่วไป ส่วนตัวไส้ ก็บดเครื่องในพวก ตับ ม้าม ผสมกับข้าวคั่ว และเกลือ บดกระเทียมใส่หน่อย แล้วก็เอาส่วนผสมยัดเข้าไปในไส้ มัดเป็นข้อ ยาวประมาณเท่ากับเล่มหนังสือการ์ตูน(โอ้โห ดูหน่วยวัดของไม่งงดิ มาตรฐานมากๆ)
เอาเป็นว่าประมาณ 15- 20 เซน แล้วผึ่งลมให้ค่อยๆแห้ง ซึ่งอายุการเก็บก็ขึ้นกับความแห้งครับ (อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าถ้าเก็บแบบโบราณจริงๆมันจะแค่ไหนเหมือนกัน เพราะผมเป็นเด็กในรุ่นที่เกิดมาก็เห็นตู้เย็นซิงเกอร์แล้ว...เก่าขนาดนี้ยังอุตส่าห์จะเรียกตัวว่าเด็ก?? )
โดยส่วนตัีว ผมว่าหม่ำที่ไม่แห้ง ฉ่ำๆน้ำหน่อย แบบที่เพิ่งทำเสร็จผึ่งลมแค่วันเดียว รสเปรี้ยวนิดๆ จัดว่าเป็นร่างสุดยอดของหม่ำ กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ จัดเป็นของกินของนักเดินทางชนิดยอดเยีื่ยมเป็นที่สุด แต่แบบนี้ถ้าซื้อไปแล้วไม่รีบเอาใส่ตู้เย็น ประเภทซื้อเป็นของฝากตอนเข้า แล้วถึงบ้านอีกเช้านึงค่อยเอาใส่ตู้เย็นอ่ะ มันก็จะกลิ่นตุๆ และเหม็นหึ่งทั้งตู้เชียวครับ
หม่ำที่อร่อย รสชาติจะเปรี้ยวนิดๆ แล้วตอนย่างสุกจะมีกลิ่นหอมน่าอร่อย ไม่คาว การที่รสชาติมันเปรี้ยว ก็เกิดจากจุลินทรีย์ ที่สร้างกรดแลคติกมันเจริญในไส้ของหม่ำได้ จุลินทรีย์สร้างกรดแลคติกนี้ก็เป็นตัวเดียวกันกับแหนมนั่นแหล่ะครับ โดยที่เราใช้ข้าวคั่ว กับเกลือในการปรับสภาพของไส้หม่ำให้เหมาะแก่การเจริญของเจ้าพวกนี้ จริงๆตามทฤษฎี จะใช้ข้าวสวยแทนก็ได้ แต่ความอร่อยจะหายไป99% (อ้อ เสริมอีกนิด นมเปรี้ยว ที่ว่าเปรี้ยวๆนี้ก็เปรี้ยวจากกรดแลคติกนี่้แหล่ะครับ)
การที่มีจุลินทรีย์ที่สร้างกรดมาเจริญได้ในของกินชนิดนี้ ทำให้พวกเชื้อโรคทั้งหลายมันโตด้วยไม่ได้ และพอเราผึ่งลมให้มันแห้ง มันก็เป็นการป้องกันเชื้อโรคเพิ่มอีกชั้น และพอมันแห้งสนิท มันก็จะกลายเป็นการสตัฟส์ให้จุลินทรีย์พวกนี้หยุดสร้างกรด ทำให้หม่ำที่เก็บนานก็จะไม่เปรี้ยวจนเกินไป และเก็บได้นาน
ส่วนการที่หม่ำร่างสุดยอดของผม อาจจะมีกลิ่นไม่ดี ก็เพราะว่าเราไปลัดขั้นตอนการผึ่งแห้ง ทำให้การเจริญและสร้างกรดแลคติกเพื่อยืดอายุของหม่ำมันไม่สมบูรณ์ ก็เลยทำให้มีจุลินทรีย์ตัวที่สร้างกลิ่นไปเจริญบนของฝากเราด้วย
ดังนั้นถ้าจะซื้อเป็นของฝากทางไกล ก็เลือกแบบที่มันแห้งๆนิดนึงก็ดีครับ จะเก็บได้นาน แม้ว่าอาจจะอร่อยน้อยลงไปบ้างเพราะเนื้ออาจจะไม่นุ่มเหมือนเดิม รสเปรี้ยวและเค็มขึ้นหน่อย เวลากินเป็นกับ ก็กินข้าวให้เยอะๆละกันครับ... แฮ่ๆ(จริงๆแบบนี้ถ้าเอาไปทอดหรือย่าง แล้วกินกับข้าวสวยร้อนๆก็อร่อยไปอีกแบบนะครับ )
บรรพบุรุษอิสานนี่ฉลาดน่าดูชม โดยที่ผมมอง(และทึกทักเอาเอง)ว่า know how เกี่ยวกับของกินของชาวอิสานโบราณ ในแผ่นดินที่แห้งแล้งนี้ จะหนักไปทางการถนอมอาหารประเภทโปรตีนตามฤดูกาลด้วย กรดแลคติก เกลือ และการลดความชื้นครับ
ซึ่งถ้าจะว่ากันด้วยทฤษฏีก็ยาวเหยียดอย่างที่เห็น
แล้วพอผมมานั่งอ่านของตัวเองซ้ำ
ก็อดทึ่งไม่ได้ว่าคนโบราณเค้าคิดกันได้ยังไงนะ
+++++++++++++++++++++++++
ก่อนที่มันจะยาวไปกว่านี้ ไว้เดี๋ยววันหลังผมจะฝอยต่อ พร้อมกับไปค้นรูปเก่าๆเกี่ยวกับหม่ำ ที่เคยแวะไปมาฝากนะครับ (เก็บรูปไว้ไหนหว่า?? )
พอดีตอนนี้บอลกำลังสนุก ยังไงขอตัวก่อนนะคร้าบบบบบ
บุญรักษาครับพ้ม
| Create Date : 14 มิถุนายน 2551 |
| Last Update : 14 มิถุนายน 2551 3:34:18 น. |
| |
7 comments
|
|
|
|
| | |
โดย: นา (nakamuk ) 14 มิถุนายน 2551 5:10:10 น. |
|
|
|
| | |
โดย: d__d (มัชชาร ) 14 มิถุนายน 2551 7:42:58 น. |
|
|
|
| | |
โดย: นายแจม 14 มิถุนายน 2551 8:40:42 น. |
|
|
|
| |
|
 |
ไม่งงครับ ไม่งง |
|
 |
|
|
|
แต่จริงนะค๊ะ อยู่เมืองไทยมีของสารพัดอย่างให้กินจริงๆ