ประกาศย้ายบ้าน
  เเจ้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ตอนนี้กำลังจะย้าย Blog ไปที่

http://www.home-loft.com/


ฝากติดตามด้วยนะครับ



Create Date : 11 มิถุนายน 2557
Last Update : 11 มิถุนายน 2557 15:51:19 น.
0 comment
หลอดไฟเอดิสัน Light for Loft Design
หลอดไฟเอดิสัน Light for Loft Design

การหาหลอดไฟเพื่อนำมาตกแต่งบ้านให้ดูสว่าง ก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะโทนสีของไฟจะทำให้บ้านน่าอยู่ โทนของไฟจึงมีหลากหลาย ไล่กันมาตั้งเเต่งานวัด งานบุญ  แสงจากหลอดไฟจึงทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปด้วย

เมื่อพูดถึงหลอดไฟ สิ่งที่เรานึกถึงเป็นอย่างเเรกคือหลอดทรงกลม มีไส้ขดๆภายใน

หลอดอินแคนเดสเซนต์เกิดจากความร้อนของไส้หลอดที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน 

ยิ่งร้อนมาก แสงสว่างยิ่งมาก เดิมทีไส้หลอดแบบนี้ทำจากเส้นคาร์บอน แต่เนื่องจากมีจุดหลอมเหลวต่ำ จึงทำให้ไส้ขาดง่าย ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาใช้เส้นทังสเตนแทน เพราะต้านทานความร้อนได้สูงกว่า แถมยังทนทาน มีอายุการใช้งานยาวนาน ราคาหลอด 1x บาท

 บ้านผมใช้หลอดตะเกียบแบบประหยัดไฟ WarmLight ให้แสงโทนส้มทั้งหลัง

มีตั้งเเต่ 80-110 watt ขึ้นอยู่กับจุดไหนต้องใช้แสงสว่างมากน้อยเท่าไหร่

หลอดไฟ Plumen

หลอดไส้รูปทรงแปลกตา ที่ชื่อ "Plumen" เกิดจากการใช้การนำหลอดแก้วยาวมาบิดให้เป็นเกลียวจนได้รูป สามารถนำไปติดตั้งกับโคมไฟแบบติดผนัง ติดเพดาน และตั้งโต๊ะ ไปจนถึงไฟสปอตไลท์ โดยจะให้แสงสว่างในโทน Warm white ที่สามารถสร้างความอบอุ่นและนวลตาให้กับพื้นที่ภายใน ขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่เป็นงานศิลปะขนาดย่อมได้อีกด้วย  ราคาเฉพาะหลอด 9xx บาท 

http://www.hulger.com/

หลอดเอดิสัน เป็นหลอดไฟสไตล์วินเทจ เป็น Gen2 ของหลอดไส้ โดยเพิ่มลวดลายของไส้หลอดเป็นรูปแบบลักษณะแตกต่างกันไป และมีขนาด ความยาวของหลอดให้เลือกมากมาย เพื่อให้เหมาะกับงานตกแต่งภายในตามสไตล์ อีกทั้งยังสามารถปรับหรี่ความสว่างให้มากหรือน้อยได้ตามต้องการ โดยติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่า ดิมเมอร์เข้ากับสวิตช์ไฟได้ด้วย

เมื่อลองทดสอบหลอดไฟทั้งสามแบบ ขนาด 40 watt 

หลอดไส้แบบเก่าให้กำลังสว่างสูงที่สุด ส่วนหลอดไส้เอดิสันกำลังสว่างจะน้อยที่สุด แต่จุดเด่นคือสามารถที่จะปรับความเข้มของเเสงให้สว่างน้อย สว่างมากได้นั่นเอง

นอกจากนี้หลอดไส้เอดิสันนั้นมีหลากหลายสไตล์ 

รวมทั้งรูปแบบของตัวหลอดก็มีให้เลือกมากมายเช่นกัน

หลอดไฟแบบต่างๆ จากหลายสำนักที่มีจำหน่ายในประเทศไทย

http://www.roommag.com/detail.aspx?articleId=698&magno=134

หลังจากศึกษาชนิดของหลอดไฟ และโคมไฟจากหลายค่าย มาลงตัวที่โคมไฟจากสำนัก Light loft ที่ออกแบบมาลงตัว ทั้งหลอดเอดิสัน และโคมไฟสไตล์ rustic loft ออกแนววินเทจผสมนิดๆ

ผมชอบแบบที่ตัวโคมทำออกมาได้ดี ชิ้นงานค่อนข้างละเอียดแตกต่างจากเจ้าอื่นที่เคยซื้อมา

สนใจเข้าไปดูายละเอียดได้ที่

http://www.light-loft.com/

ชุดโคมไฟพร้อมหลอดที่เล็งไว้คือรุ่น ABUINU ขายทั้งชุด 2,xxx บาท พร้อมหลอดเอดิสัน 40 watt

สั่งแล้วรอพัสดุสามวันทำการ แพ็คมาอย่างดี ส่งตรงถึงหน้าบ้าน

 ได้มาสองชุด พร้อมหลอดไฟเอดิสันอีกสองหลอด

 แกะห่อออกก็จะได้ชุดไฟ ที่มีทั้งสายไฟ หลอด และโคมไฟ ขั้วเป็นแบบ E27 

ไม่รอช้า ทดสอบหลอดไฟเอดิสันก่อน ไม่ผิดหวังเพราะที่ได้ไม่เเรงเกินไปสำหรับหลอด 40 watt จัดวางสองโคมใกล้ๆกันทำให้สว่างขึ้นได้ทันตา

งานประกอบโคม ทำไม่ยาก ไม่ต้องมีคู่มือก็ทำได้ ส่วนท่านไหนที่อยากเอาไปประยุกต์เป็นโคมไฟตั้งโต๊ะหรือติดข้างฝาก็ทำได้เช่นกัน (ต้องอาศัยช่างไฟในการต่อสายไฟ)

 ความสวยงามของหลอดเอดิสันอยู่ที่รูปร่างของไส้ และรูปทรงของตัวหลอด จึงนิยมโชว์เป็นหลอดเปลือย ไม่ว่าจะติดตั้งแบบหลอดเดี่ยว หรือแขวนเป็นกลุ่มต่างระดับกันก็สวยงามดี

ผมใช้โคมไฟสองดวงวางตรงจุดเก้าอี้รับเเขกตัวเดียว

    หลอดไส้ที่ให้แสงสีเหลืองส้ม มีข้อจำกัดเรื่องค่าการส่องสว่างที่ต่ำ จึงเหมาะนำมาใช้เพื่อการตกแต่งสถานที่ หรือให้ความสว่างเฉพาะจุด มากกว่าจะใช้เป็นไฟหลักที่ให้แสงสว่างโดยตรง

ปัจจุบันหลอดเอดิสันกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถที่จะติดดิมเมอร์เพื่อปรับระดับเเสงได้ การติดตั้งดิมเมอร์ ควรทราบก่อนว่าหลอดไฟของเราต้องการจำนวนวัตต์ของกระแสไฟฟ้าเท่าไหร่ ทำได้โดยนำจำนวนวัตต์ของหลอดมาคูณกับจำนวนหลอดทั้งหมดนั่นเองเพื่อจะหาดิมเมอร์ที่พอเหมาะหรือขนาดใหญ่กว่านั่นเอง


สำหรับบ้านที่ต้องการเเสงสว่างมาก แนะนำใช้หลอดไส้แบบอื่น เพื่อการกระจายเเสงและกำลังแสงสว่างที่มากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสไตล์ของบ้านของเรา ว่าอยากได้แสงขนาดไหน



Credit : https://www.facebook.com/LightLoftThailand?fref=ts




Create Date : 30 พฤษภาคม 2557
Last Update : 30 พฤษภาคม 2557 13:27:19 น.
0 comment
Reborn Industrial Light / Wood Shelf D.I.Y
Reborn Industrial Light / Wood Shelf

วันนี้ขอนำเสนอการชุบชีวิตโคมไฟเก่ากัน

หลังจากไปเลือกซื้อที่ร้านมือสองที่เชียงใหม่ ร้านนี้ของเยอะมาก เดินทั้งวันก็ไม่น่าจะครบ

บางอย่างก็เเพงเกินจริง บางอย่างก็ถูกจนไม่น่าเชื่อ วิธีการเลือกของผม อาจจะนำเอาไปลองใช้กันดู คือถามราคาสินค้าที่เราไม่สนใจแต่แอบเล็งสินค้าไว้  พูดเหมือนไม่อยากได้ ให้คนขายรู้สึกว่าของชิ้นนั้นไม่มีราคา (เฉพาะของที่เจ้าของร้านไม่มีความเชี่ยวชาญ) ก็จะได้ราคาที่ถูกและเรารับได้

ผมได้มาในราคา 50 บาท 

นำมาพ่นสีทีละชิ้น ตะแกรงจากเดิมสีสนิมก็พ่นดำซะ

ของที่ต้องเตรียม

1. คัตเตอร์ 

2. เทปพันสายไฟ 10 บาท

3. สายไฟอ่อน 3 เมตร 30 บาท 

4. ปลั๊กเสียบตัวผู้ ขาแบน 10 บาท

4. หลอดไฟฟิลิป เกลียว 1 ดวง 18 บาท

รวมทั้งหมด 68 บาท

รอสีแห้งก็นำมาประกอบกับหลอดไฟที่ซื้อมา

ปลั๊กตัวผู้ ซื้อแบบสำเร็จมาเลย ยาวสามเมตร 

นำสายไฟมาต่อกับโคมไฟที่ประกอบเสร็จเรียบร้อย 

พันสายไฟให้เรียบร้อย งานอาจจะไม่สวยเพราะเป็นมือสมัครเล่น 

แต่ชอบงานประเภททำมือเลยออกมาแบบด้านๆ แบบนี้

ขั้นตอนสุดท้ายคือการทดสอบระบบเเสงสว่าง ต่อปุ๊บติดปั๊บ เรียทบร้อยโรงเรียนลอฟท์

ชั้นวางไม้เก่า นำมาขัดใหม่

อุปกรณ์

1. สว่านไฟฟ้า

2. สกรูสั้นครึ่งนิ้วไว้ยึดไม้ และแบบยาวนิ้วครึ่งไว้ยึดไม้กับผนัง  ซื้อย่อยเป็นถุง 20 บาท

3. พุก 20 บาท

4. เหล็กฉาก 3 อัน  90  บาท

ชั้นวางไม้เก่านำมาขัดแล้วทาเคลือบเนื้อไม้ใหม่ ก็ออกมาพอใช้ได้ เจาะสกรูสั้นยึดเหล็กฉาก

ติดผนังเรียบร้อยไปอีกหนึ่งชิ้น

วิธีการเลือกไม้ที่ดี ไม้ควรจะตรง เป็นรูน้อย ไม้ที่โรงค้าไม้ส่วนใหญ่ที่ขายกันจะมีหลายเกรด หลายขนาด ใช้วิธีวัดหน้ากว้างเป็นนิ้ว หนากี่นิ้ว ยาวกี่ศอก 

ตัวอย่างไม้ที่เราได้เป็นไม้สักยาวสามเมตร หนา 1 นิ้ว เกรดบี ราคา 2,800 บาท มีรูบ้างนิดหน่อย

นำมาตัดเป็นสองท่อน

 สิ่งที่เราต้องทำคือให้ร้านไสหน้าไม้ด้วยเครื่อง คิดราคาไม่กี่สิบบาท ที่เหลือเราต้องมาขัดเอง

ไม้มีรูตามเกรดของไม้ ซึ่งชอบแบบนี้ ชอบความไม่สมบูรณ์แบบเซน

ขั้นแรกขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ใหญ่ (3) ก่อนซักรอบ แล้วตามด้วยกระดาษทรายแบบละเอียด เบอร์ 0

ขัดตามไปอีกรอบ

ขัดลบมุมออกให้หมด ไม่ให้เหลือ เอามือลูบๆ ลื่นไหลก็ถือว่าโอเคเเล้วครับ

ผมชอบไม้สีดิบๆ เลยไม่ทาสีเคลือบไม้ สีออกโทนอ่อนๆตามเนื้อไม้สัก

ส่วนหล็กฉากที่ซื้อมาก็พ่นดำสีดำไว้ก่อน รอแห้งก่อนเเล้วค่อยนำมาติดตั้งคู่กัน

 และเนื่องจากพินิจพิจารณาแล้วว่าอยากได้ผนังในบ้านผืนหนึ่งเป็นสีขาว เพื่อใช้เป็นฉากสำหรับดูหนัง

เเละให้เข้ากับไม้ที่นำมาตกแต่งชั้นวาง เราเลยทาสีกันเย็นวันนั้น สองชั่วโมงก็เสร็จ

***ทำใจอยู่นานเพราะเสียดายผนังขัดมัน***

ขั้นเเรกใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ปิดตามสวิตช์ต่างๆซะก่อน 

รวมไปถึงปิดตัวแอร์ด้านบนด้วย ก่อนทาน้ำยารองพื้นทั้งผืน

 ใช้นำยารองพื้นซุปเปอร์โค้ท เพื่อให้เเน่ใจว่าผนังขัดมันเดิมจะสามารถทาสีน้ำทับลงไปได้ 

 รอสีรองพื้นแห้งประมาณ 30 นาที ก็เริ่มทาสีขาวลงไปบนผนังขัดมัน ตอนเเรกกลัวจะไม่ติดเพราะผนังลื่น งานนี้ต้องทาหลายรอบ แต่เพราะน้ำยารองพื้นที่เหนียวทำให้ทาสีขาวได้สบาย

 สีทาภายในที่ใช้ ซื้อมาเป็นแกลลอน คำนวณไม่ถูกเลย

 ซื้อมาเมื่อไหร่ก็เหลือตลอด ย้ำว่าเหลือมากด้วย เกือบครึ่ง 

ใช้เวลาสองชั่วโมงก็ทาเสร็จเรียบร้อยครับ ออกมาขาวผ่องเป็นยองใย ทาไปสองรอบ

คิดถึงผนังขัดมันจัง รอสีแห้งหนึ่งวัน นอนก็ยังไม่ได้ 

เป็นอันเสร็จเรียบร้อยผนังไว้สำหรับดูหนัง ติดชั้นวางไม้เรียบร้อย

 ในส่วนของหัวเตียงวางโปรเจคเตอร์ ทำชั้นวางไม้ที่หั่นเป็นสองท่อนมาติดผนัง

 ไม้ที่เหลือไม่ได้ไปไหน นำมาทำชั้นหิ้งพระสไตล์เรียบง่าย

ขั้นตอนทั้งหมดทำเอง เจาะผนังเอง ขัดไม้เอง ต้องวางแผนว่าไม้ส่วนไหนจะนำไปใช้อย่างไร 

วัดขนาดให้พอดี สามารถนำไปทำได้ง่ายๆ 

สไตล์ง่ายๆแบบนี้คงไม่ยากนะครับ ถ้าติดเอียงไปผมก็ไม่แก้ครับ ไม่นิยมความสมบูรณ์เท่าไหร่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนนะครับ

................























Create Date : 10 เมษายน 2557
Last Update : 10 เมษายน 2557 14:59:46 น.
1 comment
รีโนเวทร้านเล็กๆ ทำมือ แบบประหยัด

รีโนเวทร้านเล็กๆแบบประหยัดตามสไตล์ตัวเอง

ตอนนี้ขอเล่าประสบการณ์การรีโนเวทร้านเล็กๆแบบประหยัด มาให้ชมกันนะครับ

การรีโนเวทบ้านก็เห็นกันมาเยอะแล้ว ตอนนี้มาดูการรีโนเวทร้านเล็กๆกันบ้าง 

ที่สำคัญ "ทำมือ" ทุกขั้นตอนแบบประหยัดๆ โดยไม่มีประสบการณ์ด้านช่าง อาศัยใจล้วนๆเลยครับ 

ร้านตั้งอยู่บนถนนสายเชียงใหม่-สันกำเเพง เราตั้งใจจะทำร้านขายของเล็กๆในพื้นที่ประมาณ 20 ตารางเมตร บริเวณร้านโดยรวมต้องทำใหม่ทั้งหมด ยกเว้นหน้าร้านซึ่งเราเห็นว่าสวยเเล้ว (ปะสังกะสีแผ่น)

ภายนอกร้านสภาพยังดีอยู่ ส่วนภายในอย่างแรกคงต้องเปลี่ยนสีแน่นอน และต้องเก็บสายไฟที่ระเกะระกะพอสมควร ผ่านไปสองอาทิตย์สำหรับการทำร้านแบบงูๆปลาๆ

เริ่มต้นทำการบ้านโดยการร่างแบบ พร้อมกับกำหนดสีที่จะใช้ ได้แบบคร่าวๆมาตามรูป

ก่อนและหลังทาสีใหม่ทั้งหมด

ก่อนทาสีเดิม เป็นสี old rose หรือภาษาบ้านเราคือ โอรส หมายถึงสีชมพูคล้ำ ตามความคิดของคนไทยบางคนเรียกสีนี้ว่า สีโอโรส ซึ่งเป็นคำทับศัพท์ในภาษาอังกฤษนั่นเอง งานนี้ต้องการเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม เราคำนวณพื้นที่ผนังประมาณ 20 ตารางเมตร ก่อนไปผสมสีที่ร้าน ร้านคำนวณว่าต้องใช้ประมาณ 1 ถังกับอีก 1 แกลลอน (สุดท้ายถังเดียวยังไม่ไหมดเลย T T ทาตั้งสองรอบ)

งานนี้ไม่มีที่ปรึกษา เนื่องจากเราไม่เคยไปผสมสีที่ร้าน วิธีเทียบค่าสีเอาแบบบ้านๆ คือต้องเอาแบบปกหนังสือในเน็ต ใส่ ipad ไปให้ร้านดู เทียบโทนสีกันจะจะ 

ร้านเลยคำนวณพื้นที่ จัดหนักมาให้

1. สีน้ำดูลักซ์เพนทาไลท์ ถัง 981.35 cc  ราคา 1,900 บาท (สีเทาน้ำเงิน)

2. สีดูลักซ์เพนทาไลท์ แกลลอน  327.12 cc ราคา 640 บาท (สีเทาน้ำเงิน)

3. สีรองพื้นปูนเก่า ซุเปอร์โค้ท แบบแกลลอน ราคา 385 บาท

4. แปรงทาสีด้ามไม้ 3 นิ้ว ราคา 65 บาท

5. ลูกกลิ้งทาสี 7 นิ้วสองอัน 120 บาท

6. ทินเนอร์ 1 ขวด ราคา 45 บาท

รวม 3,495 บาท

สำหรับการทาสีผนังทั้งร้าน 

ก่อนอื่น เราต้องทาสีรองพื้นกันก่อน เพราะปูนเก่าสีจะไม่เกาะ ทำให้เปลืองสีมาก

ทารองพื้นก่อนหนึ่งรอบ เหนียวมาก และกลิ่นแรงกว่าทินเนอร์อีกซะงั้น

ขั้นต่อไปรื้อไฟทั้งหมดในร้านออก เพื่อทาสีทับเพดานทั้งหมดนั่นเอง

หลังจากทาสีรองพื้น ปล่อยทิ้งไว้ประมาณหนึ่งชั่วโมงให้แห้ง ก่อนทาสีรอบเเรกทั้งหมด

ใช้ช่วงเวลากลางคืนทำงาน ทาสีประมาณสองชั่วโมง ใช้แรงงานกันเองสองคน มีและเพื่อนมาช่วยทาอีกสองคนก็เสร็จเรียบร้อย

ขั้นตอนต่อมาหลังจากทาสีซ้ำไปสองรอบแล้ว ต้องรื้อฝ้าเพดานเก่าออกให้หมดเพราะหมดสภาพแล้ว 

1. ฝ้ายิบซั่ม 9 mm ตราช้าง 4 แผ่นๆละ 145 บาท

2. สกรู 1 นิ้ว กล่องละ 50 บาท

3. เทปกาวติดฝ้า 20 บาท

4. ปูนยิปซั่ม 4 ถุงๆละ 10 บาท

รวมค่าวัสดุทำฝ้าเพดาน 690 บาท

หลังจากติดฝ้าเพดาน ก็มาหาสีกันต่อ ทีนี้เรามีประสบการณ์ผสมสีครั้งก่อน เตือนเราว่าไม่ต้องซื้อเผื่อ

เราเลือกใช้สีเบเยอร์คูล เบสเหลืองสด 327 cc ราคา 690 บาท

เนื่องจากงานนี้ไม่ได้จ้างช่าง งานสีก็ทาเอง ต่อไปก็เป็นงานติดผนัง ก็ต้องทำเอง

ไม่จ้างใคร ผมเลยไปซื้อสว่านมาทำเองดีกว่า ประหยัดค่าเเรงไปได้เยอะ แถมได้สว่านมาเป็นของตัวเอง งานนี้ใช้สว่านเจาะกระแทก Bosch ราคา 2,510 บาทแถมหัวเจาะกระแทกอีกชุด

ลงมือเจาะผนัง ผมซื้อกระเบื้องเมทัลชีทจากร้านขายของมือสอง ราคาแผ่นละหนึ่งร้อยบาท ใช้ 10 แผ่น

ราคา 1,000 บาท นำมาปิดผนัง ทั้งเจาะเอง ทำเองทั้งหมด

เราใช้เวลาติดผนังเมทัลชีทไปครึ่งวัน โดยมีเพื่อนมาช่วยทำอีกแรง

ขั้นต่อไป ติดเผนังด้านนอกที่เหลือ 

1.แผ่นไม้อัดชานอ้อย 9 มิล OSB ขนาด 1.2x2.4 เมตรแผ่นละ 285 บาทใช้ 4 แผ่น  1,140 บาท

2. แลกเกอร์ด้าน TOA แกลลอน 445 บาท

3. ทินเนอร์ไว้ผสม 45 บาท/ขวด

ค่าวัสดุทั้งหมด 1,690 บาท

หลังจากเจาะผนัง ติดแผ่นไม้อัดเสร็จ ก็ต้องทาเคลือบด้วยน้ำยา TOA แบบด้าน 

น้ำเคลือบเงาเหลือ ก็ทาลังไม้ที่ซื้อมาจากตลาดมือสองหนองหอย

เคลือบน้ำยารอบเดียว สีเข้มขึ้นมาทันที

เคลือบเงาเสร็จเเล้ว

 ติดพัดลมใหม่ 48 นิ้ว ราคา 750 บาทจากร้านไทวัสดุ

แบบไฟทั้งร้านเป็นโคมไฟกรงนก ถอดกระจกออกให้เห็นแต่หลอด 

1. โคมกรงนก 4 โคมๆละ 170 บาท รวม 680 บาท

2. หลอดไฟ warm light  18watt 4 ดวงๆละ 110 บาท รวม 440 บาท

3.box ลอย บล็อกไฟ สวิช ปลั๊กกราวด์คู่ หน้ากากดำ ทั้งหมด 514 บาท 

รวมอุปกรณ์ไฟ 1,634 บาท

เก็บงานสีที่เหลือ

ทาน้ำยาเคลือบเงาให้แผ่นไม้อัดอีกรอบ

เป็นอันเสร็จเรียบร้อยสำหรับการรีโนเวทร้านแบบประหยัด

ด้วยงบประมาณ  9,949 บาท

ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการตกแต่งภายใน ซึ่งแน่นอนว่าทำมือแน่นอน

เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับการทำร้านเล็กๆพื้นที่ 20 ตารางเมตรแบบย่อมๆที่เอามาฝากกันในตอนนี้

ในตอนต่อไปจะพูดถึงเรื่องการ D.I.Y ของใช้ตกแต่งร้านที่คุณสามารถทำเองได้แน่นอน

ขนาดผมเป็นครูสอนหนังสือ ไม่เคยเรียนช่างยังทำได้ ผมเชื่อว่า "คุณ" ทำเองได้แน่นอนครับ

 ลองไปทำกันดูนะครับ



.................................




Create Date : 03 ธันวาคม 2556
Last Update : 7 เมษายน 2557 15:50:22 น.

3 comment
สร้างสวนบ้าน Loft ตอนที่ 32 - ปลูกหญ้ามาเลย์ด้วยตัวเอง ใครๆก็ทำได้

30 สิงหาคม 2556

วันนี้ว่างจากภารกิจ ไปเดินที่ตลาดคำเที่ยงเชียงใหม่ เพื่อซื้อหญ้ามาเลย์ประมาณ 7 ตร.ม.

หลังจากวัดพื้นที่หน้าบ้าน เอาหญ้าเดิมที่แห้งออกไป เเละปรับดินทิ้งไว้ประมาณหนึ่งอาทิตย์

ร้านที่ไปดูขายหญ้าหลายพันธุ์มาก ทั้งมาเลย์ นวลน้อย ญี่ปุ่น  ร้านอยู่ตรงข้ามกับร้านขายปลาร้านใหญ่ 

1. หญ้ามาเลย์ ราคา 23 บาท/ตร.ม. ใช้ 7 ตร.ม. 161 บาท

2. ดินปลูก 3 กระสอบ 100 บาท

3. ตีนตุ๊กแกถุงละ 60 บาท/15 ต้น

ท้ายกระบะรถเป็นที่เก็บหญ้าที่ซื้อมา เเละกระสอบปุ๋ยอีกสามกระสอบ

ดินปลูก 3 กระสอบ 100 บาท เลือกยี่ห้อที่มีส่วนผสมของดินมากหน่อย อย่าเอาดินที่มีขุยมะพร้าวเยอะ เลือกยี่ห้อที่มีดินมากๆ เพราะดินที่เป็นก้อนใหญ่ๆ พอเจอน้ำเข้าไปก็อ่อนยวบไปหมดเหมือนกัน

ชื่อสามัญ                 Tropical Carpet grass, Savanna Grass

ชื่อวิทยาศาสตร์       Axonopus compresus Beauv.

วงศ์                        GRAMINEAE

ลักษณะทั่วไปลำต้นจะแบนและมีลำต้นบนดินแตกออกทั้ง ข้างของลำต้น ใบจะใหญ่กว่าใบหญ้าทุกชนิด มีสีเขียวอ่อน มีรากตื้น ตรงกลางใบจะหักพับคล้ายหลังคาบ้าน ปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางก็สามารถขึ้นได้ดี และสามารถขึ้นได้ดีในสถานที่ที่มีแสงน้อยหรือร่มรำไร เช่น บริเวณชายคาบ้าน และอาคารหรือใต้ต้นไม้ที่มีแดดรำไรไม่ชอบที่น้ำขังแฉะ ถ้าน้ำขังแฉะต้นจะแคระแกร็น 

ใบจะเหลืองและตายได้ 

หญ้ามาเลเซียไม่ต้องการการเอาใจใส่มากนัก และไม่ต้องตัดบ่อยๆ เหมือนหญ้าอื่นๆ นิยมใช้เป็นหญ้าคลุมวัชพืชในสวนเพราะขึ้นได้แน่นดี วัชพืชอื่นๆ ไม่มีโอกาสขึ้นแซมได้ 

 

ทางร้านตัดแบ่งเป็นขนาดครึ่งเมตร ต้องนำมาเรียงสองแผ่นก็จะได้ขนาดหนึ่งตารางเมตร


วิธีปลูกก็ง่ายมากครับ พื้นที่หน้าบ้านไม่มากแบบนี้ (7 ตร.ม.) ซื้อดินปลูกมาสามกระสอบก็พอ

 จากนั้นก็โรยดินปลูกให้ทั่วบริเวณที่เราปรับระดับไว้เเล้วให้ทั่ว รดน้ำให้ชุ่ม 

จากนั้นก็วางหญ้ามาเลย์ติดๆกันไป ราดน้ำไปเยอะๆ และก็ตื้บๆๆๆๆให้รากจมดินไปเลยครับ

เวลาวางหญ้า ผมใช้วิธีวางติดด้านที่เป็นถนนหน้าบ้านก่อน ที่เหลือค่อยมาตัดเสริมเเต่งกันอีกที

ใช้เเรงงานภรรยา ส่วนผมสั่งการอย่างเดียว 

(ไม่ใช่อย่างนั้น จริงๆเเล้วเราเเบ่งหน้าที่กัน ผมเป็นคนตัดหญ้าโดยใช้คัตเตอร์บ้านๆนี่เเหล่ะ 

หั่นให้ได้ขนาด)

หลังจากเต็มพื้นที่เเล้วก็รดน้ำให้ชุ่มเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หญ้ามาเลย์ ถ้าเราไม่เหยียบ มันจะโก่งตัวสูงๆ ต้องหมั่นเหยียบบ่อยๆให้แบนไปเลย สวยดีครับ

ต่อไปก็ปลูกต้นตีนตุ๊กแกเสริมที่รั้วอีกด้าน ยาวเเค่หนึ่งเมตร ผมอัดไปสิบห้าต้น หกสิบบาทถ้วน

เอามาเรียงเพื่อดูลักษณะของใบแต่ละต้น เลือกต้นที่สวยๆลงปลูกก่อน 

ต้นขนาดประมาณนี้ ส่วนใหญ่ขายต้นละ 3-4 บาท ต้นทุนมาประมาณ 50 สตางค์ (มีคนบอกมาอีกที)

ปลูกง่ายๆครับ โรยดินปลูก ขุดดินให้ลึกเท่าถุงดำที่ใส่มา แกะถุงเเล้วก็นำไปลงดินเลย โรยปุ๋ยอีกครั้ง ที่เหลือก็รดน้ำอย่างเดียว ตอนไปซื้อคนขายก็เเนะนำมาปลูกง่าย ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไรเลย เค้าอยู่ได้

ตอนเทพื้น ผมให้ช่างเว้นที่เพื่อปลูกต้นไม้เเละหลบท่อประปาหมู่บ้านด้วย สังเกตว่าท่อสีฟ้าไม่เข้ากับสีเขียวของตีนตุ๊กแกเอาซะเลย งานก็เลยพ่นสีท่อเป็นสีแดงเเทนครับ

หลังจากผ่านไปสองวัน 

ผมจะดูว่าตรงไหนเเห้ง ทำท่าจะเหี่ยว รากไม่ติดดิน ก็รดน้ำลงไปเยอะๆ จากนั้นก็ใช้เท้าเปล่าเหยียบจมดินอีกครั้ง ถ้ารากไม่ติดดิน มีหวังตายกันหมด ถ้าแดดร้อนก็รดน้ำบ่อยๆ 

ไม่จำเป็นต้องรอตอนเช้าหรือเย็น ถ้าอากาศร้อนก็รดน้ำได้ตลอดครับ

 

หญ้ามาเลย์ไม่ชอบแดด ชอบแดดรำไร ผมเองก็เสี่ยงเอาว่าจะรอดรึเปล่าครับ

...

..

.

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ หญ้าก็ติดเรียบร้อย พอหญ้ายาวขึ้นก็ขึ้นทับต้นตีนตุ๊กแกที่ปลูกริมรั้วจนมิด

ทำให้ต้องเอาหญ้าออกส่วนหนึ่งเเละใช้กรวดโรยคั่นเอาไว้

สิ่งที่ตามมาคือหอยตัวเล็กๆมาได้ยังไง

กรวดหินที่ใช้ ขนาดที่ใช้ในการก่อสร้าง ขอจากที่ข้างบ้านที่กำลังก่อสร้าง (ได้มาฟรีๆ)

ส่วนหญ้ามาเลย์ราคา 161 บาท

เป็นอันเรียบร้อยสำหรับสวนหญ้าหน้าบ้าน ตอนนี้ก็รอตีนตุ๊กแกอีกห้าปีเต็มรั้วครับ


...

... 







Create Date : 02 กันยายน 2556
Last Update : 27 ตุลาคม 2556 18:58:08 น.

9 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  
kitiwat
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 165 คน [?]



New Comments
Group Blog
All Blog