Group Blog
 
 
มกราคม 2551
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
11 มกราคม 2551
 
All Blogs
 

เวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง ต่อด้วย ดอยตุง - แม่สอด

เพิ่งไปเวียงจันทน์ วังเวียง แล้วก็หลวงพระบางมาค่ะ สนุกมาก หากคุณมีเวลา 6 วัน ไม่อยู่ในกรอบ และชอบธรรมชาติ ก็ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์นะคะ

ผู้หญิงย่างเลขสามเดินทางไปกับน้องพระที่เพิ่งสึก อยากหาประสบการณ์ตายดาบหน้าที่ต่างแดน ตอนแรกจะไปเวียดนามค่ะแต่ดูเวลาและระยะทางมันไม่อำนวย ถ้าไปเครื่องสองคนไปกลับปาเข้าไป 2 หมื่นก็คงไม่ไหว ถ้าจะนั่งรถไปจากเวียงจันทน์ ใช้เวลา 24 ชั่วโมงก็ขอบาย สุดท้ายมาลงตัวที่ลาวนี่แหละค่ะ เราหาข้อมูลจากเว็บต่างๆ และ จองตั๋วล่วงหน้าที่หมอชิต 1 อาทิตย์เพราะเป็นช่วงปีใหม่ ไม่อยากไปเบียดชาวบ้านค่ะ

หลังเลิกงานรีบอาบน้ำหิ้วกระเป๋าเข้าหมอชิตวันที่ 28 กลางคืนถึงหนองคาย 29 เช้าตอน 8 โมง ไม่อยากรอรถข้ามประเทศก็เลยนั่งสามล้อไปเลยคิดคนละ 50 บาท ยื่นตม.6 เสร็จ ก็ซื้อตั๋ว 20 บาท ขึ้นรถบัสข้ามโขงไปตม.ลาว ไปขอใบตรงช่องที่มีเจ้าหน้าที่ไม่ต้องเกรงใจ เข้าไปเรย กรอกและยื่นก็ไปเสียตังค์ค่าผ่านแดน 20 บาท ต่อจากนั้นก็หาหนทางไปเวียงจันทน์ วันที่ดิฉันไปก็ขอติดรถตุ๊ดๆที่ชาวบ้านที่เค้าเหมาแล้วอิอิ เค้าคิดหัวละ 50 บาท ในรถรวมคนได้เจ็ดคนหลังจากที่คนขับส่งคนอื่นๆเรียบร้อยแร้ว ก็เหลือแต่เรา 2 คน ตัดสินใจเหมารถคนเดิมเที่ยวในเวียงจันทน์เสียเลย คนละ 200 บาท เค้าคิดรวมจากที่ ตม.ลาวเลย ก็ถือว่าโอเค เพราะต้องการประหยัดเวลาในการเที่ยว เกรงว่าถ้าเช่าจักรยานอาจจะไปถึงวังเวียงมืด แล้วอาจจะเดือดร้อน นอนข้างทางได้ ว่าแล้วก็ให้คนขับ(เค้าก็เป็นคนไทย ที่แต่งงานและตั้งรกรากอยู่ที่เวียงจันทน์)พาไปจองตั๋วที่บริษัทลาวพันทะวง ตั๋วไปวังเวียง 240 บาท/คน

อย่าลืมให้ตุ๊กๆใจดีพาไปแลกเงินด้วยนะคะ เงินบาทใช้ได้แต่คุณจะขาดประสบการณ์อันแสนสนุกในการใช้เงินกีบ ไหนๆคุณก็มีโอกาสเป็นเศรษฐีแล้วนิ แนะนำให้แลกสัก 2500 - 3000 บาทค่ะสำหรับการเที่ยว 5 - 6 วัน วันที่ไปแลก 29/12/07 ได้เรท 279.5 กีบ/1 บาท ถ้าไม่ถึง 500 กีบเค้าปัดลงนะคะ ได้มาหลายแสนทีเดียว ลองคูณกันเอาเองละกันนะคะว่าได้เท่าไหร่ ตอนแรกน้องชายเค้าไม่ยอมแลกค่ะ แต่สุดท้ายก็ได้ไปแลกที่หลวงพระบางโน่น ทำไมน่ะหรือคะ เด๋วจะเล่าให้ฟัง ขออุบไว้ก่อนนะคะ เป็นเกร็ดอีกนิดนะคะว่า 500 กีบไม่นิยมใช้แล้ว แต่ก็ใช้ได้อยู่ (ที่ลาวใช้เหรียญสิบได้ แต่เค้าไม่รับเหรียญห้ากับเหรียญบาทค่ะ)

ว่าแล้วเราก็เริ่มทัวร์เวียงจันทน์กันก่อนนะคะ เริ่มจากวัดพระแก้ว แล้วก็พิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ตรงข้ามวัดพระแก้ว อ้อลืมบอกไป เราเริ่มกันตอนประมาณ 10 โมงกว่าๆ เกือบ 11 โมง หลังจากนั้นก็ให้พี่คนขับแวะพาไปหม่ำ แนะนำร้านตรงสี่แยก ก่อนถึงวันพระธาตุหลวง วัดที่สีขาวสะอาดส่วนบนทาสีทองอร่าม มีเจดีย์ใหญ่ๆ ถามใครเค้าก็รู้จัก จะบอกให้นิดนึงนะคะว่าอาหารที่ลาวมันแป๊ง แปง เมื่อเทียบกับบ้านเรา มื้อแรกนี่ก็ปาเข้าไป 240 บาท จำไม่ได้ว่ากี่กีบ คือว่าซื้อข้าวเลี้ยงคนขับด้วย 50 บาทแน่ะ ถ้าจำไม่ผิดจานละ 10 พันกีบและ 15 พันกีบ คนลาวเค้าไม่นิยมเรียก หมื่น นะคะ เค้าจะชอบเรียก 10 พันอะไรทำนองนี้แหละ

ดิฉันสั่งผัดอีซิ้ว น้องชายสั่งข้าวผัด ผัดอีซิ้วของดิฉันมันเหมือนผัดน้ำมันเอามากๆ ของน้องพอหม่ำได้ กินเพื่ออยู่เป็นคำที่ต้องท่องให้ขึ้นใจนะคะ เพราะถ้าคุณสั่งผัดไทยคุณจะได้ผัดวุ้นเส้นผักรวม มีแตงกวาด้วย อิอิ อิ่มแล้วเราก็ไปเที่ยววัดกัน สวยค่ะ มีอนุสาวรีย์อยู่ด้านหน้า คือว่าดิฉันถ่ายรูปอย่างเดียวค่ะข้อมูลรู้บ้างไม่รู้บ้าง อะไรที่ตกหล่น ค่อยมาหาเอาในเว็บ เดี๋ยวก็รู้เอง ยิ่งทริปนี้เจอคนไทยเยอมากกกกกกกกก เดี๋ยวก็คงมีคนมารีวิวให้ดูกันเยอะแยะ หลังจากเที่ยววัด เราก็บืนๆ กันต่อที่ประตูชัย ต้องเสียค่าขึ้นด้วยนะคะ จริงๆแล้ว ด้านบนก็ไม่มีอะไร แต่ขึ้นไปเถอะค่ะไหนๆมาก็มาแล้ว เอ ค่าเข้า 1000 กีบหรือเปล่า จำไม่ได้ หรือ 15 บาท - 20 บาท พอขึ้นไปจะเจอร้านขายของที่ระทึก (มันให้ตูเสียค่าเข้า,ค่าขึ้น เพื่อจะเดินขึ้นมาซื้อของเนี่ยนะ) แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะถ้าคุณท่องเที่ยวในลาวคุณจะรู้สึกเห็นใจประชากรของเค้า รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศก็คงจะมาจากการท่องเที่ยวนี่แหละค่ะ แต่ทำไมค่าข้าวมันแพงหูฉี่ยังยี้ฟะเนี่ย ข้อยฮับบ่ได้ ยังเคืองอยู่จนถึงวันนี้ หลังจากนั้นเราก็ไปต่อกันที่วัด(อะไรไม่รู้) รู้ว่ามีสัญลักษณ์พรรคประชาธปัตย์อยู่ด้วย(พระแม่ธรณีบีบมวยผม) แถมมีเทวดานั่งตรงทางเข้า ช่วงปีใหม่การได้ไปไหว้พระตามวัดต่างๆ ถือเป็นมงคลชีวิตค่ะ ทำบุญบ้างตามศรัทธา วัดแห่งนี้มีล้กษณะเหมือนวันตามต่างจังหวัดบ้านเรา มีกลอง และฆ้องไว้สำหรับทำกิจกรรมของพระสงฆ์
อาจมีน้องๆมาขอเงิน ขอขนมบ้าง ก็แบ่งปันกันไป ถ้าให้คนนึง อีกคนนึงๆๆๆๆๆๆ ก็จะทำตาละห้อยใส่ ฮือๆ เศร้าจัง อ๊ะได้เวลาบ่ายโมงครึ่งเราต้องไปเตรียมตัวขึ้นรถแร้ว ให้พี่ตุ๊ดๆ ไปส่งที่ลาวพันทะวง เพราะเรามีนัดขึ้นรถตอนบ่ายสองต้องไปสแตนบายก่อน (อ่านกระทู้ของพี่คนนึง ตอนนั้นรถตุ๊กๆ ก็พามาที่นี่เหมียนกัน) ลองถามคนขับดูว่าพี่มีเอี่ยวอะไรหรือเปล่า พี่เค้าก็บอกว่าไม่มีหรอกครับ คือว่าที่นี่เค้ามีชื่อเสียง มีคนใช้บริการเยอะ พอไปถึงบริษัทก็ร่ำลาพี่สกายแล็ป เราก็รอขึ้นรถ เค้าเอารถมาขนคน ที่นั่งแคบโครต ตูดใหญ่ๆของดิฉันมันนั่งได้แค่ครึ่งเดียว ไม่เป็นไร นั่งไม่นานก็ถึงแร้ว รู้สึกตัวเองเป็นนั่งท่องเที่ยวอินเตอร์ขึ้นมาทีเดียว ทั้งรถมีแต่ฝรั่ง เราเป็นคนไทยแค่สองคนบนรถขนควายคันนั้น อิอิ เค้าเอาเราไปส่งที่หน้าStade National น่าจะเป็นสนามกีฬาแห่งชาติ พักใหญ่ มีคนอีกหลายสิบมาสมทบให้ตายเถอะเราต้องแอ๊คทีฟ ม่ายงั้นจะไร้ทีหย่อนตูด ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะรถเค้าพอดีคน พอรถมาเราก็รีบขึ้นรถไปวางของและจับจองที่นั่ง ถ้ารีบมากไปอาการจะเหมือนประเพณีชิงเปรต *(ประเพณีแถบภาคใต้ เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ) ก็จะดูน่าเกลียดไปนิด รถจะเหมือนรถร่วมแถบชานเมือง ที่นั่งแคบและแข็งโครต เค้าไม่เปิดแอร์เพราะอากาศหนาว เมื่อพร้อมแร้วก็เริ่มเดินทางสู่วังเวียงซึ่งหวังว่าจะไม่วังเวง และขออย่าให้มันวุ่นวายเลย วิ่งไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมงก็แวะฉี่ หรือถ้าอยากจะอึก็ตามอัธยาศัย จ่ายเป็นเงินกีบจ้า สำหรับค่าห้องน้ำ ประมาณ 1000 กีบ ซื้อน้ำขวดขุ่นมาหนึ่งขวด ราคา 5000 กีบ ตอนนี้น้องชายดิฉันอยากมีส่วนร่วมในการจ่ายเงินมาก แต่ไม่มี ฮ่าๆ คือถ้าคำนวณเป็นเงินไทยเค้าจะปัดขึ้นเลยค่ะ อย่างเช่นน้ำ 5000 กีบ ก็จะคิด 10 บาทเลย แต่ถ้าคุณไม่งกและไม่อยากเล่นเกมเศรษฐี ก็ใช้บาทก็ได้ค่ะ เค้ายินดีรับ แต่สำหรับดิฉัน ประหยัดและชอบสนุกขอทำตัวกลมกลืนค่ะ แล้วที่สำคัญเวลาตอนเช้าๆ ถ้าคุณไปแวะตลาดบ้านๆ แม่ค้าบางคนเป็นชาวเขา ชาวเผ่า เค้าสะดวกเงินกีบค่ะ บางทีเราใช้เงินไทย เค้าอาจไม่มีทอนเกิดอาการขัดข้องทางเทคนิคและอาชีวะได้

ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีในการแวะเข้าห้องน้ำ เห็นห้องน้ำเป็นครั้งแรก ก็สะอาดดีค่ะ เป็นส้วมแบบนั่งยองๆ เมื่อเสร็จกิจ ก็เคลื่อนขบวนสู่วังเวียงกันต่อ

ผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ม่ายถึงซะที เมื่อยอ่ะ พลิกซ้ายพลิกขวา สุดท้ายก็ถึงเอาจะทุ่มแร้ว แนะนำให้คุณจองที่พักไว้ก่อนล่วงหน้า(เสิร์ชหาเอาเองนะคะ) แต่ถ้าอยากได้ริมแม่น้ำก็ต้องแย่งกันหน่อยช่วงเทศกาล วันที่ดิฉันไปมันไม่ว่างเลยค่ะ เดินอยู่เป็นชั่วโมงเลย มืดแร้วๆๆ ไปที่ไหนมันก็เต็ม แต่ไม่ท้อค่ะ ดิฉันเชื่อว่าคนดีต้องมีที่นอน หลังจากแบกเป้ที่แสนหนักเหมือนฝึกวิชากับผู้เฒ่าได้ 1 ชั่วโมง ออกซอยนู้น ขึ้นเนินนี้ ก็ได้ที่นอนเสียที ที่บ้านเจ้าของเกสเฮาส์ เค้าคิดแค่คนละ 100 บาท *ว่ากันว่าถ้าเราจะนอนบ้านคนลาวจะต้องขออนุญาตเจ้าแขวงก่อนไม่งั้นจะมีความผิดทั้งคู่ แต่โชคดีที่เค้าเก็บตังค์ (ตกลงเสียตังค์แล้วดีในกรณีนี้)

ดิฉันโดนน้องชายว่าเอายกใหญ่ ทำไมไม่จองก่อน ก็ทำไงได้เล่าใครจะคิดว่านักท่องเที่ยวจะบานขนาดนี้ คนไทยเยอะมก ในรถจากเวียงจันทน์ก็ล่อไปจะครึ่งนึงแล้ว ไม่เป็นไรที่ไหนเราก็นอนได้ ตอนเช้าโชคดีค่ะ ได้ติดรถพี่สาวเจ้าของเกสต์เฮาส์ไปตลาดด้วย อารมณ์นั้นเหมือนดิฉันกลับบ้านมาเยี่ยมญาติเสียเองเพราะตั้งแต่มื้อค่ำของเมื่อวาน เค้าก็ให้เราร่วมโต๊ะ ตอนเช้าก็ติดรถไปตลาด กลับมาก็กินฟรีอีกมื้อ

ที่ตลาดต้องเสียค่าที่จอดประมาณ 10 บาท จากนั้นก็เดินชมตลาด มีทั้งหนังควาย เม่น และเลือดยัดไส้ เป็นต้น *(เอาเลือดหมูมาใส่ในไส้แล้วเอาไปต้ม พอเราซื้อเค้าจะหั่นให้เหมือนกับแหนมหรือไส้อั่วบ้านเรา) ตลาดแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กม.

เสร็จสรรพก็ไม่อยากเสียเวลาไหนๆก็ไหนๆ เช่ารถเจ้าของเกสเฮาส์เสียเลยเหมารวมคนขับ 1000 บาท ไม่แนะนำให้เหมาแบบนี้ค่ะ เราไม่ได้ตกลงกันในรายละเอียด เลยไม่รู้ว่าเค้าไม่บวกค่าอาหารและค่าชมสถานที่ ทำให้เราต้องเสียตังค์เพิ่มอีกเยอะเหมือนกัน แต่แนะนำให้คุณไปซื้อทัวร์ในเมือง แบบแพ็คเกจ หรือเช่าจักรยาน มอเตอร์ไซด์ (ก่อนจะซื้อทัวร์ให้ถามรายละเอียดให้ดีเสียก่อนว่ารวมอะไรบ้าง ไปที่ไหนบ้าง กี่โมงถึงกี่โมง เป็นต้น) ถ้าจะเที่ยวเองแนะนำให้ศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวจากแผนที่ก่อน

จากรายการทัวร์ของเราเริ่มแรกพี่แกพาไปที่ถ้ำจัง บอกตรงๆนะคะไม่ค่อยสวย แต่ไปถึงวังเวียงก็เอาต้องเอาให้ครบ ถ้ำนี้ละม้ายกับถ้ำสุมะโนที่จังหวัดพัทลุง แต่ที่พัทลุงสวยกว่ามาก สะอาดกว่าด้วย ผิดหวังกับขยะๆๆๆๆๆ ถึงน้ำจะใสแต่มันเสียดาย ถ้าไม่อนุรักษ์ให้ดี ก็คงจะสวยอยู่ได้อีกไม่นาน

ก่อนขึ้นไปชมถ้ำเสียข้าเข้าคนละ 20000 กีบ สำหรับชาวต่างประเทศ หากเป็นคนลาวจะเสียแค่คนละ 6000 กีบ

โปรแกรมต่อไปเราไม่ไปบลูลากูนกะถ้ำใกล้ๆ แต่เลือกไปล่องแม่น้ำซองแทน เพราะมีเวลาแค่วันเดียว แต่ถ้ามีเวลาอีกวันก็อยากไปเที่ยวให้ทั่วเหมือนกัน กิจกรรมที่เป็นไฮไลท์คือ นอนบนล้อยางขนาดใหญ่ไหลไปตามแม่น้ำ พายคะยัก และนั่งเรือชมวิว จะมีที่กระโดดน้ำอยู่เป็นระยะ น่าเสียวไส้เป็นยิ่งนัก ดิฉันเลือกจะล่องกงเบงหรือล้อยางรถ10ล้อ ค่ะ น้ำไม่ลึกระยะทาง ระยะทางสำหรับการล่องทั่วไปสำหรับคนที่เช่าอุปกรณ์มาจากในเมืองอยู่ที่ประมาณ 3 - 4 กิโล แต่ของดิฉันพี่ขับบอกว่าเอาแค่กิโลเดียวพอเดี๋ยวจะนาน เขากับน้องชายดิฉันจะไปรออยู่ตรงทางโค้ง ดิฉันก็เดินลงแม่น้ำ (ตื้น) ค่อยๆหย่อยห่วงยางยักษ์ลงไป จากนั้นก็หย่อนตัวเองลงไปในห่วง และปล่อยตัวไปตามน้ำ แดดร้อนค่ะ ต้องสวมหมวกด้วย แต่ทันทีที่หลังแตะน้ำ ว้าก มันเย็นยะเยือก แต่ก็สุขีเป็นที่สุด นี่แหละค่ะ สิ่งที่ดิฉันถวิลหาในการมาวังเวียง ความรื่นรมย์อยู่ที่ระหว่างเส้นทาง มีภูเขาตั้งตระหง่าน ให้เราชมทิวทัศน์ได้อย่างไม่มีเบื่อ หากเป็นคนที่เช่าล้อยางบริเวณนั้นสามารถล่องได้ประมาณ 200- 500 เมตร

พอไปถึงที่นัดหมาย ดิฉันค่อยๆ วักน้ำเพื่อจะพานาทีเข้าฝั่ง เมื่อไปถึงฝั่ง เกิดอยากกระโดดลงน้ำซึ่งลึกประมาณ 3 เมตร และความสูงของอุปกรณ์ไม้ไผ่ (มองดูเหมือนอุปกรณ์ฆ่าตัวตาย) ความสูงประมาณ 3 - 4 เมตรเหนือพื้นน้ำ เมื่อท่องนะโมครบสามจบดิฉันก็ขึ้นไปตรงจุดกระโดด คว้าอุปกรณ์ นึกถึงพระคุณบิดามารดา แล้วก็ ย้ากก แกว่งไปมา 3 - 4 ที แล้วก็ "ตู้ม" ลงน้ำไป ยังไม่ถึงที่ก็เลยโผล่ขึ้นมามาเหนือน้ำอย่างปลอดภัย สนุกสุดๆ อยากเล่นอีก แต่คิดว่าไม่เอาดีกว่าเพราะอยากจะถนอมแรงไว้เที่ยวหลวงพระบาง

เราขอให้เจ้าของรถช่วยติดต่อเรือหางยาวไปส่งที่เกสเฮาส์ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นของเพื่อน แทนที่จะนั่งรถกลับ เค้าก็ตกลง โดยคิดค่าเรือ 20000 กีบ จากที่ตกลงไว้ตอนแรก 50000 กีบ ที่ลดให้เพราะคงจะได้ยินตอนที่เราถามพี่คนหนึ่งเรื่องรายละเอียดทัวร์ซึ่งถูกกว่าของเรา ของเค้าแค่คนละ 400 บาทแต่รวมค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่และค่าเรือคยักด้วย

เรานั่งเรือหางยาวล่องไปตามแม่น้ำซอง ชมธรรมชาติสองข้างทาง มีภูเขาตระหง่านเป็นฉากหลัง สวยค่ะ ชอบมาก ถ้ามีโอกาส อยากแนะนำให้คุณพายคะยักหรือล่องกงเบง (ล้อรถ) น้ำไม่ลึกเท่าไหร่ค่ะ ใสอีกต่างหาก ระหว่างทางจะมีคนขายเบียร์อยู่เป็นระยะ พอใกล้จะถึงก็จะเห็นชาวบ้าน เก็บไคหรือสาหร่ายไปทำอาหารหรือขายค่ะ * (ไคเป็นสาหร่ายน้ำจืด ที่จะมีเฉพาะ แหล่งน้ำที่ใส สะอาด นิยมนำไปตากแห้ง ใส่งา แล้วนำไปปิ้งหรือทอด นอกจากนี้ยังเอาไปยำสดใส่สมุนไพร ก็อร่อยดีซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของชาววังเวียง ที่รู้เพราะไปกินกะเค้ามาแล้ว อิอิ

พอเรือถึงที่หมาย เราก็ขอพี่เค้านอนเล่น บนเปล *ที่ท่องเที่ยวมักจะเป็นเพิง มีโต๊ะเล็กๆ ปูเสื่อ ที่สำค้ญต้องมีเปลไว้นอนรับลม เป็นความคิดที่เข้าที ออกจะดูบ้านๆ แต่สำราญฤทัยเป็นอย่างยิ่ง เรานอนเล่นบนเปล รับแสงแดดอ่อนๆยามเย็น ตอนนั้นเวลาประมาณ 4.00 น. ชมธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยภูเขาและแม่น้ำ อากาศเย็นสบาย โทรศัพท์กลับบ้านหาแม่ และเพิ่งมารู้เอาวันนี้ว่ามันคิดนาทีละ46บาท สำหรับโทรออก และ 36 บาทสำหรับสายเรียกเข้า หรืออาจจะน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับว่าบริเวณที่โทร โรมมิ่งกับบริษัทไหน ดิฉันโทรหาแม่ทุกวัน ตอนแรกคิดว่าจะอ่วมอรทัย แต่เช็คแล้วประมาณ 360 บาท ก็พอรับได้ อิอิ

หลังจากนั้น ประมาณ 5. 30 น. เราก็เตรียมตัวจรลี ตอนแรกกะว่าจะนอนที่นี่อีกคืนแต่เปลี่ยนใจ จะนั่งรถบัสเที่ยว 1 ทุ่มไปหลวงพระบางเลย เย้เย พี่เค้าบอกว่าใช้เวลาประมาณ 7 ชม. ดิฉันกับน้องกลับไปยังที่พักอาบน้ำอันเย็นเยียบ แต่งตัว เสร็จประมาณ 6.30 น. มานอนรอขึ้นรถตรงท่ารถซึ่งมีขนาดเล็ก ใกล้ๆ กันนั้นมีตลาดนัด เหมือนบ้านเราเลย มีสวนสนุกที่ให้เด็กไปโดดดึ๋งๆ ไม่ได้ออกไปซื้อของหรอกค่ะ เพราะพี่สกายแล็บแถวนั้นบอกว่า ถ้ารถมาถึงแล้ว จะแวะรับส่งคนแค่แป๊บเดียวเท่านั้น แต่ถ้าคุณอยากไปรถตู้ต้องรอตอนเช้า 9 โมง

อย่างที่บอกค่ะ เราเน้นประหยัดวันเที่ยว (งกค่าโรงแรม อยากนอนในรถ)เราก็เลยก็ว่าจะไปโน่นให้ใกล้เช้าแล้วค่อยไปหาที่นอนเอาดาบหน้า และแล้วเราสองคนก็สมหวัง อันนี้ดิฉันก็ไม่แนะนำให้ทำตามอีกค่ะ เพราะจะดูลำเค็ญสำหรับคุณเกินไป คือเมื่อรถมาเราก็ไม่รอช้ารีบแจ้นไปขึ้นรถบัสที่สภาพไม่ต่างกับคันที่เราโดยสารมาให้วันแรก เก่าไม่ว่าแต่เบาะแข็งและแคบนี่สิ ฮือๆ ถ้าจำไม่ผิดค่ารถประมาณ 300 กว่าๆ จ่ายกีบดีกว่าค่ะ ถูกกว่า จำได้ว่าต่อเค้าด้วยค่ะ ลดเหลือ 85000 กีบ จาก 90000 กีบ ก่อนขึ้นรถแอบถามราคาจากสามล้อมาบ้างแล้ว

พอขึ้นรถก็ไม่รอช้าเอายาแก้เมาในน้องกินแล้วก็กินเองด้วย เคยอ่านในเน็ต เค้าบอกว่าเส้นทางที่ไปหลวงพระบางเป็นหุบเขาลูกแล้วลูกเล่า อาจคายของเก่าได้ ต้องเซฟตัวเองไว้ก่อนค่ะ เราจะต้องไม่เจ็บไม่ป่วย และไม่ตาย ระหว่างการเดินอุปกรณ์กันหนาว กันตายทุกอย่างต้องเตรียมไว้ให้พร้อม

ระหว่างทางรู้สึกว่าคอมันจะเอียงซ้ายเอียงขวาอยู่ตลอด ที่ก็แคบ ทรมานค่ะ ก่อนที่จะข่มตาให้หลับหรือหลับเพราะฤทธิ์ยาก็ไม่ทราบได้ เราได้ยินน้องสองคนคุยกัน มันเป็นคนไทยแน่ๆ ดิฉันเลยเสนอหน้าและถามดูว่าน้องเค้านอนที่ไหน ปรากฏว่าน้องคือพวกตายเอาดาบหน้าเช่นกัน เค้าเองก็ยังไม่รู้จะนอนที่ไหน ไม่ได้จองโรงแรมไว้ก่อน ดิฉันเตรียมใจไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่ลองถามจากที่วังเวียงและได้คำตอบว่ามันคงจะเต็ม กอร์ปกับการที่ต้องเดินหาที่นอนอยู่เป็นชั่วโมง ทำให้เราพอจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้า แต่เราก็มีความหวังอยู่เสมอ ดิฉันเชื่อว่า คนดีต้องมีที่นอน อิอิ

เป็นเวลา 1.30 น. ของเช้าวันใหม่เราตื่นเพราะเสียงจากคนขับว่า หลวงพระบาง มันเป็นคำที่บาดจิตรอย่างมาก แล้วนกขมิ้นหน้าปูดอย่างดิฉันและพระสึกใหม่อย่างน้องชาย จะนอนที่ไหน คนดีต้องมีที่นอน เรามีตัวเลือกเยอะมากจนเลือกไม่ถูกเลย ข้อ1 ท่ารถ ข้อสอง ท่ารถ ข้อสาม ท่ารถ ข้อสี่ก็ท่ารถ สุดท้ายเราก็เลยตัดสินใจเลือกนอนที่ท่ารถ ดิฉันไม่แนะนำให้ท่านมาแย่งที่นอนดิฉันเป็นอันขาด กรุณาจองบ้านพักล่วงหน้า เด๋วไปครั้งหลังดิฉันจะไม่มีที่นอน คือกลัวว่าท่านจะลำบากน่ะค่ะ ตอนแรก เรา(ในที่นี่เพิ่มจากดิฉันกับน้องชาย เป็นน้องผู้ชายอีกสองคน และน้องผู้หญิงผู้เก่งกล้า เธอเดินทางมาคนเดียว) รวมเป็นห้าคน ถามไปถามมา น้องทีมาคนเดียว น้องโจอี้ก็มาคนเดียว และน้องญาก็มาคนเดียว แต่คงเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต คงทำบาปมาด้วยกันทำให้เรามาเจอกันที่ท่ารถหลวงพระบางซึ่งมีลักษณะเหมือนท่ารถแถบชนบท) ตอนแรกว่าจะไปนอนโรงแรม แต่ก็คิดแล้วว่าถ้าเหมารถตุ๊ดๆไปแล้วเกิดไม่มีที่นอนและเราต้องเดินหาถึงเช้าก็คงไม่ดีแน่ คงไม่มีแมวที่ไหนต้อนรับ เวลาในขณะนี้ตีสองกว่าแร้ว เอาวะ ก็มันง่วงง่ะ เราตกลงกันว่าตีห้าจะไปตลาดกัน เป็นข้อสรุป และนอนมันตรงนั้นแล จริงๆอยากจะนอนวัดเหมียนกัน แต่ก็ข้ามไป ไม่รู้มันอยู่ตรงไหน แต่ที่สำคัญมารู้ทีหลังอีกเหมือนกันว่า ผิดกฏหมาย เค้าไม่อนุญาตให้นอนในวัด พอเช้า หนึ่งในเพื่อนใหม่ก็มาปลุกเรา ว่าไปกันเถอะ พี่รถตุ๊กๆที่รอพวกเราตั้งแต่เมื่อคืนก็สมมาตร ได้ค่ารถไปคนละ 40 บาท

เราลงที่ตลาด เดินไปหาน้ำชา กาแฟร้อนๆ ลูบท้อง ดิฉันมีเสบียงไปด้วย ข้างถุงบ่งบอกว่าซื้อมาจากห้างคาร์ฟู โดยแซวอีก น้องทีลองหม่ำหนมปังฝรั่งเศสตอนแรกเราเถียงกันว่าเค้าเรียกว่าอะไร ดิฉันบอกบาแก๊ต เพราะเรียนฝรั่งเศสมา น้องทีบอกบาเต้คนลาวเรียกอย่างนั้น สุดท้ายก็ถูกทั้งคู่ อิอิ

เมื่ออิ่มแล้วก็ดูแผนที่ เดินทางเข้าเมือง ย้ำ ว่า เดิน จริงๆค่ะ ก็ไม่ไกลมาก มีคุณลุงแก่ๆวิ่งออกกำลังกาย อยู่หลายคน ไม่นานนักเราก็ถึงตัวเมือง ได้ตักบาตรด้วย ดีใจมาก กะจะทำบุญใส่บาตรอยู่แล้ว เอาฤกษ์เอาชัยช่วงปีใหม่ ก็สมเจตต์ไปอีกอย่าง ถ่ายรูปเป็นที่ระทึก น้องทีก็ขอตัวแยกวงเพราะจะไปหาคนที่เค้าจะมารับ อุ๊ว อิจฉาจัง หลังจากใส่บาตรเราก็เริ่มหาที่พัก ได้ข่าวว่าเมื่อคืนมีคนมาขอนอนที่ล็อบบี้ตามเกสเฮาส์เยอะเหมือนกัน เพราะที่พักเต็มหมด โอ๊ว แล้วถ้าเรามาตั้งแต่เมื่อคืน มิต้องนอนริมแม่น้ำเหรอเนี่ย ไม่เป็นไรคนดีต้องมีที่นอน เราเป็นคนมองโลกแง่บวกที่ไหนก็เป็นที่นอนได้หมดอิอิ ตระเวนหาห้องนอนแต่เช้าเลาะแม่น้ำโขงไปเรื่อย ในเน็ตบอกให้ออกนอกเมืองไปหน่อยเฮือนพักจะราคาถูกลง เราว่าเดินไปไกลแล้วนะ แต่ไหงค่าที่พัก 600 นอนได้สองคน จะว่างหลัง 10.00 น. 800 มั่ง 1200 มั่ง โอ๊วพระเจ้า ตอนนี้ศิษย์บรรลุวิชาเดินทางไกลและแบกของหนักขั้นสามแล้ว แถมวิชาขึ้นเขาลงเนินด้วย ว่าไปเราก็ผ่านวัดที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพระบางตั้งแต่เช้า แอบแวะนิดนึง ถ่ายรูปๆๆๆๆ แล้วก็เดินหาที่นอนต่อ ระหว่างหาบ้านพักมีเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งชาวไทยและญี่ปุ่น เราได้ที่นอนตอนเก้าโมงเช้า ปรากฏว่าพี่ยุ่นยังเดินหาอยู่เลย จึงขอแนะนำ ย้ำอีกครั้งว่าถ้าให้ดีควรสำรองที่นอนล่วงหน้า มิเช่นนั้นศิษย์ผู้เฒ่าเต่าคนต่อไปอาจเป็นคุณ (แต่มันก็สนุกดีนะ)

เราได้ห้องคืนละ450บาทสำหรับ 2 คน แต่เราขอได้เป็น 3 คน สภาพห้องพอนอนได้ ไม่น่าเชื่อกลุ่มตายดาบหน้าของเราเพิ่มจากสองกลายเป็นสี่ จะว่าไปก็ไม่ถูกเสียทีเดียวนักเพราะน้องโจ้ บอกว่าจะไปเสาะแสวงหาที่นอนตามลำพัง และจะขอแยกวงหลังจากหม่ำมื้อเช้าผสมเที่ยงไปแล้ว หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายพอเป็นพิธี รู้สึกสดชื่นจึงตกลงกันว่าไปลิ้มลองอาหารเลี่ยนๆที่ร้ายโจมาอันเลื่องชื่อ ระหว่างเดินไปเจอบริษัททัวร์ ดิฉันกับน้องมองหน้ากันและปรึกษากันว่าเราจะกลับประเทศไทยโดยเรือ 2 วัน 1 คืน ล่องริมโขงชมธรรมชาติไปเรื่อยๆ หลังจากตกลงใจ แบบไม่คิดไรมาก เราก็ได้ตั๋ว ราคา 900 บาทมาเป็นสมบัติ อุ่นใจว่ายังไงก็ได้กลับบ้านแล้ว อ้อดิฉันต่อจาก 950 บาทต่อคนเหลือ 900 ต่อคน โดยใช้มุกไม่มีตังค์กินข้าวต่อรอง (มุกหน้าสิวไม่มีตังค์หาหมอเป็นองค์ประกอบ) คนขายหัวเราะก๊าก และลดราคาให้อย่างเห็นอกเห็นใจ

จากนั้นเราก็ไปแลกเงินกีบ น้องชายของดิฉันดีใจมากเพราะ อึดอัดมาตลอดทางจะซื้อโน่นซื้อนี่ บางทีเค้าก็สะดวกจะรับกีบมากกว่า และเราก็ประหยัดกว่าด้วย ตกลงแลกเพิ่มอีก 1500 บาท ดิฉันพันนึง ของน้อง 500 บาท เราแลกไม่เยอะ เพราะจากกลับบ้านแร้ว ว่าไปดิฉันว่าแลกเพิ่มอีก 500 ก็คงจะดีเพราะอะไรน่ะเหรอคะ เพราะกลางคืนมันมีตลาดมืด ถ้าคุณอยากซื้อของไปฝากคนที่คุณรัก คุณก็จะได้ละลายทรัพย์ที่นี่ อย่างที่บอกจ่ายเป็นกีบถูกกว่า แล้วจะยอมขาดทุนทำไม

หลังจากแลกเงินแล้วเราก็ไปลองลิ้มอาหารร้านดัง สั่งพิซซ่า และ ลาซานญ่า มากินกัน ตบท้ายด้วยช็อกโกแล็ตเย็น สงสัยลิ้นดิฉันจะเป็นลิ้นจรเข้เสียแล้ว กินอะไรก็ไม่อร่อย จึงยกลาซานญ่าให้น้องไปทั้งจาน ไม่ใช่ของเค้าทำไม่อร่อยนะคะแต่ผิดที่ดิฉันเองที่ไม่อินเตอร์ และน้องชายก็ดันบอกว่าช็อกเย็นแถวปั๊มเจ็ตยังอร่อยกว่าด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าไอ้ที่เค้าว่าอร่อย เราไม่อร่อยด้วยว่างั้นเถอะ ลางเนื้อชอบลางยา แต่ละคนชอบไม่เหมือนกันอย่าโกรธกันนะคะสำหรับแฟนคลับโจมา

พออิ่มแร้ว น้องโจ้ขอตัวไปหาที่นอนคืนนี้และที่กินเบียร์ ดื่มด่ำบรรยากาศหลวงพระบาง ส่วนดิฉันกับน้องชายบวกน้องญาอีกหนึ่งคน เราจะไปด้วยกัน ตอนเดินออกมาจากร้านโจมา นัดกันว่าหกโมงเย็นเจอกันนะโจ้

พอออกจากร้านก็มีพี่คนขับรถตุ๊กๆมาเสนอทัวร์ไปน้ำตก เลยถามเค้าว่าไปน้ำตกนี้คิดเท่าไหร่ (ชี้ไปตามภาพ เราเลยเรียกมันว่าน้ำตกชี้ซึ่งจริงๆแล้วคือน้ำตกตาดกวงสี เค้าบอกว่า 600 บาท สามคน เหมาไป ย้าก คนละ 200 ม่ายไปดีก่า ได้ที่เดียวถ้าจะไปที่อื่นด้วยคิดเพิ่ม จ๊าก ว่าแล้วเราก็ข้ามถนนไป ดูแผนที่ที่เพิ่งซื้อมา(เอาไว้เป็นที่ระทึก ถ้าไม่คิดแบบนี้จะไม่ตัดสินใจซื้อเป็นอันขาด เพราะแผ่นละ 40 บาทแน่ะ) ที่บริษัททัวร์เค้าให้ฟรีน่ะ อ้อมีแอบแว่บหาข้อมูลเพิ่มตรงร้านเน็ตด้วยว่าจะไปไหนดี ก็ไม่แพงค่ะ 20 นาที 10 บาท ก็พอรับได้อยู่

พอเราข้ามถนนกางแผนที่กะว่าจะไปเที่ยววัด แบบซิตี้ทัวร์กัน พี่คนขับตุ๊ดๆ ก็มาถามว่า ฝรั่งกลุ่มนี้เค้าจะไปน้ำตก จะไปด้วยไหม คิดแค่คนละ 120 บาท เราสามคนมองหน้ากันแล้วพยักหน้า วัดเวิด ค่อยมาก็ได้ ฝรั่งเค้าก็ไม่ว่าอะไร แต่ในใจคงเคืองนิดๆ เพราะเค้าคงคุยกันเรียบร้อยแล้ว จากที่นั่งสบาย ก็จะมีสิ่งมีชีวิตแกร็นๆติดรถไปด้วยอีกสามชีวิต

ประมาณบ่ายสองและตกลงกันว่าจะกลับช่วง 4 โมงเย็น (เราในที่นี้หมายถึงเราคนไทยกับฝรั่งในรถ) พอถึงทางเข้าก็เช่นเดิม จ่ายสิคะ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ 60 บาทหรือประมาณ 20000 กีบ น้ำตกนี้เดินได้สองทางมีทางลาดยางกับทางเลาะทางน้ำ เราเลือกเดินทางสบายก่อนคือทางลาดยางแล้วค่อยเลาะลงมาทางน้ำ เป็นน้ำตกสีเขียวมรกต สวยมาก น้ำใส ไหลเย็นเห็นตัวปลา สดชื่น เห็นแล้วนึกถึงน้ำตกเอราวัณแถวเมืองกาญจน์ ละม้ายกันเป็นที่สุด เพราะเป็นน้ำตกที่ไหลผ่านหินทราย น้ำสีเขียว แต่สดชื่น มีหลายชั้นในเดินชม แต่ดิฉันและน้องๆ ขอบาย นั่งเล่นนอนเล่น และเดินเล่นดีกว่า

สักพักเราก็เดินเลาะธารน้ำลงมา อ๊ะนั่นไงกลุ่มฝรั่งที่มากะเรา พวกเขาเล่นน้ำอยู่ตรงนั้น ท่าทางมีความสุข เราเล่นมาแล้วเมื่อวานที่วังเวียงสนุกเหมือนกันก็เลยไม่เสียดายที่ไม่ได้ลงน้ำ แต่จะเสียดายมากกว่าถ้าไม่ได้เล่นน้ำที่วังเวียง เดินไปเรื่อยๆ จะมีกรงหมีและเสือ เค้ามีให้บริจาคช่วยค่าอาหารมันด้วย
อ้าวทำบุญกันหน่อย 20 บาทมาตรฐาน อิอิ

เราเดินเลาะเส้นทางน้ำมาเรื่อยๆ ไม่ไกลมากนักก็ถึงทางออก เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ก็เดินชมร้านรวงแถวนั้น ของย่อมแพงกว่าที่ลุ่ม(ข้างล่าง ในเมือง)เป็นธรรมดา พอสี่โมง เหล่าพลพรรคก็มารวมตัวกันอย่างตรงเวลา แอบชื่นชมเค้านะ ครบแล้วก็ขึ้นรถเข้าเมือง บักหอย(คนขับรถ) ก็ไปส่งยังที่ที่เราขึ้นรถมาในตอนแรก หน้าบริษัททัวร์ ข้างโจมา ฝั่งที่เป็นวัดที่เราตักบาตรกัน

ถามพี่คนขับว่าพระธาตุพูสีอยู่ตรงไหน และวัดแตงโมผ่าซีก (อ่านมาและจำมาจากเน็ต มันจำได้แค่นี้) ถามเค้าว่าเราจะไปดูพระอาทิตย์ตกหลังไปวัดแตงโม จะทันไหม เค้าบอกว่าทัน เราก็เลยรีบรุดไปยังวัดแตงโมผ่าซีก มันก็อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ แอบเห็นร้านเฝอ เหอๆ เด๋วจากลับมากิน

ไม่น่าเชื่อว่าห้องน้ำ สกปรกมาก เป็นห้องน้ำพระธรรมด๊า ธรรมดา ได้มีโอกาสทำเพื่อสวนรวมโดยการช่วยราดน้ำทำความสะอาดอยู่พักนึง ไม่กล้าจับแปรงถูพื้น ง่ะ

เสร็จกิจก็ถ่ายรูปๆๆๆๆ
ได้ข่าวว่าเสียค่าเข้าด้วย แต่ไม่ได้เข้าแอบถ่ายเอาด้านนอก อิอิ จริงๆถ้าไปแล้วก็ควรจะไปนมัสการอย่างเป็นกิจจะลักษณะนะคะ แต่พระอาทิตย์จะตกแล้ว เดี๋ยวไม่ทันไฮไลท์บนพระธาตุพูสี

เราเดินกลับทางเดิมแวะกินที่ร้ายเฝอ เจอคนไทยอีกแล้ว แปลกมากค่ะ เค้าบอกว่าคนไทยเป็นคนยิ้มง่าย อีฉันยิ้มให้เป็นสิบคน นับสกอร์ได้แค่ 1 ที่ยิ้มตอบ ช่างมันฉันไม่แคร์ กลับเป็นคนลาวเสียอีกที่รู้สึกว่าเค้ามีน้ำใจมากกกกก
มีความเห็นอกเห็นใจ และพร้อมจะช่วยเหลือเราทุกเมื่อที่เราร้องขอ

หลังจากกำจัดเฝอเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปพระธาตุพูสี แต่นแต๊น มันก็วัดที่เราพยายามหาแต่หาไม่เจอในตอนเช้านั่นเอง เดินขึ้นบันไดไปร้อยกว่าขั้น จ๊าก เก็บตังค์อีกแล้ว ตอนแรกน้องว่าจะไม่ขึ้นต่อ แต่สุดท้ายดิฉันก็ไปซื้อตั๋วให้ก็ขึ้นไปจนได้ ตอนขึ้นไปพระอาทิตย์กำลังลับเหลี่ยมถูผา คนไทยกำลังทยอยลงมาเหมือนไปเที่ยวดอยสุเทพยังไงยังงั้น สาบานได้ว่าคนที่ลงมา 95% คือคนไทย สงสัยหนีการเมืองมาเที่ยว

โอ๊ว มันสวยมาก ไม่ใช่พระธาตุแต่เป็นวิวตอนพระอาทิตย์ตก ที่เค้าว่าเมืองนี้ล้อมรอบด้วยภูเขาและแม่น้ำ มันประจักษ์แก่สายตา ณ บัดนี้นี่เอง สวยจริงๆ ไม่ได้โม้ คนงกคนนี้สัญญาว่าจะมาอีก เราชักภาพกันอยู่พักใหญ่ ดูเวลาเลยหกโมงมาหน่อยก็รีบกลับเพราะนัดน้องโจ้เอาไว้

ว้าว ตลาดมืด ว่าจะรีบกลับแล้วเชียวได้รองเท้ามาสองคู่แล้วซะงั้น

กลับถึงที่พักน้องโจ้เขียนโน้ตบอกว่าได้เต็นท์ราคาไม่ถึง 100 บาท ก็เลยขอตัวชิ่งไปตั้งแต่สี่โมงแร้ว เราก็เลยรีบไปเดินตลาดมืด ดิฉันมีนัดกับลิขิตกามเทพตอนจบต้องรีบกลับมาดูตอนอวสาน อิอิ

ได้ของที่ระลึกติดมือมาไม่กี่อย่างแต่ก็หลายบาทอยู่ ต่อซะเลือดตาแทบกระเด็น(เลือดแม่ค้านะ) พอได้ของที่ชอบๆ แล้วก็กลับที่พัก คืนนี้เป็นคืนส่งท้ายปีเก่า ส่วนใหญ่ไม่เห็นเค้าจะเปิดเพลงดังเหมือนบ้านเรา มีแต่หน้าโรงแรมเรานั่นแหละ เสียงดังโครต แต่เนื่องด้วยต้องตื่นเช้าก็เลยต้องรีบนอน ก็เลยไม่ได้ยินอะไร อ้อ ที่นี่เค้ามีบริการซักผ้าด้วยนะคะกิโลละ 30 บาท น้องชายกระเป๋าน้อยได้ซักกางเกงก็ที่นี่แล

เช้าวันที่ 1 มค. 08 สดชื่นตื่นมาอาบน้ำเก็บของ เราต้องไปรอลงเรือที่จะไปเชียงของวันนี้ตอน 7.30 น. เมื่อคืนเลยไม่ได้ไปดริ๊งที่ไหน อย่างที่บอกน้องเพิ่งสึกและดิฉันก็ไม่ใช่คอเบียร์ลาว ก็เลยไม่เดือดร้อนเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ เฮาซอบธรรมซาติ(สำเนียงลาว) เย้เย จะได้ลงเรือกลับบ้านแร้ว ไปถึงบริษัททัวร์ประมาณ 7.30 น. ตามนัด เค้าบอกว่าเรือออก 8 โมงหรือ 8.30 น. ก็เลยแว้บไปหาของกิน พอแปดโมงสิบนาทีก็กลับไปที่บริษัททัวร์ปรากฎว่าเค้ารอเราอยู่ อิอิ ม่ายได้ตั้งใจง่ะ ก็ไหนบอก แปดครึ่ง อ้อลืมบอกไปต้องซื้ออาหารเผื่อตอนเที่ยงด้วยนะคะ เค้าไม่มีแวะกลางทาง ส่วนตอนเย็นไปซื้อกินบนฝั่งค่ะ

ก่อนลงเรือก็ร่ำลาน้องญา น้องญากลับเครื่องแต่ไม่ได้ลงกทม. เพราะตั๋วเต็ม ชีก็เลยต้องไปลงเชียงใหม่ หุหุ น้องเค้ากลับเที่ยงเรากลับก่อน ถ่ายรูปกันนิดหน่อยแล้วก็อำลากันตรงริมฝั่ง พร้อมกับไถเงินน้องเป็นค่าขนมด้วย ไม่รู้กี่บาท อาจจะ 10 หรือ 20บาท ไม่รู้ง่ะ ก็ขนมห่อละ 2000 กีบแต่เฮาไม่มีกีบก็เลยขอซะ ความซวยตกที่น้องเพราะป้าไม่มีเงินทอนก็เลยต้องเอามาทั้งสามห่อ คนดีก็ได้ขนมกินฟรีไป

ลงเรือแล้ว เย้เย เราก็อำลาหลวงพระบางกัน และล่องเรือไปตามแม่น้ำโขงอันแสนสงบ ชมวิถีชีวิตชาวบ้าน และขุนเขา ระหว่างทางผ่านถ้ำตาด...
อะไรสักอย่างมาด้วย เราไม่ได้กะเที่ยวถ้ำเพราะเราต้องกลับทางน้ำอยู่แล้วก็เลยไม่เสียดาย และคิดว่า เด๋วจะมาเที่ยวใหม่ แต่ที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้อีกหรือเปล่าคือการล่องแม่น้ำ 2 วัน 1 คืน

ไม่ลำบากอย่างที่คิด คุณจะซื้อตั๋วกับบริษัททัวร์หรือก่อนลงเรือก็ได้ แต่ถ้าอยากมั่นใจก็จองไว้ก่อนก็ดี เราล่องไปตามแม่น้ำ 1 วันเต็ม อากาศวันนี้เย็นๆ แต่ถ้านั่งเป็นวันอย่างนี้คนที่ไม่สวมเสื้อกันหนาวก็เรียกได้ว่ายะเยือกกันเลยทีเดียว ชาวบ้านที่นี่เค้าปลูกถั่วลิสงไว้ตามผืนทราย ป้องกันแมลงรบกวน ดูเป็นระเบียบ บ้างก็มีรั้วล้อมอย่างดี บางที่ก็ตามยะถากรรม

ระหว่างทางมีโขดหิน เล็กบ้างใหญ่บ้าง ขนาดและรูปร่างเป็นไปตามแต่ธรรมชาติจะปั้นแต่ง แต่ที่เห็นได้ชัดคือสองข้างทางยังเป็นป่าเขียวชะอุ่ม แม้ไม่รกชัฎ ก็รู้สึกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ เราจะสังเกตเห็นธารน้ำเหมือนน้ำตกสายเล็กๆ ไหลลงสู่แม่น้ำโขงเป็นระยะๆ มีน้องควาย น้องวัว นอนอาบแดดอย่างสุขอุรา เค้านอนกันเป็นกลุ่มไม่ปะปนกันนะ มีชาวประมงหาปลา มีอุปกรณ์ดักปลาอยู่ตามโขดหิน บ้างก็นั่งซักผ้า ตกเย็นจะเห็นมีเด็กเล่นน้ำ
เป็นภาพที่หาดูได้ยากสำหรับดิฉัน แม้จะเป็นเด็กนอกเมืองที่หันเหชีวิตมุ่งสู่แสงสีในกรุง แต่นี่แหละคือสิ่งที่โหยหา ความสงบ ความสุขที่หาได้จากธรรมชาติ น้ำโขงไม่ได้เรียบเสียทีเดียว เราจะรู้สึกได้ว่ามันการขึ้นเนินเป็นระยะๆ สังเกตได้จากสายน้ำที่ไหลแรง และ แตกกระเซ็นเป็นช่วงๆ

คนขับเรือจะวิ่งริมน้ำบ้างเป็นบางครั้งเพื่อหลบหินใต้น้ำ เราอาจมองไม่เห็นแต่ด้วยความชำนาญเส้นทาง เค้าก็จะรู้ได้โดยอัตโนมัตว่าควรจะหลบซ้ายหลบขวา บ่ายหน้าวิ่งเลนไหน บางช่วงก็แทบชนหินเพราะต้องขึ้นเนินและทางแคบ
ดิฉันไม่ได้รู้สึกว่ามันนานเลย แต่กลับมีความสุขเสียมากกว่า ด้วยความที่น้องจะเบื่อเลยหันไปถาม น้องเองก็บอกว่าชอบเหมือนกัน ดีฉันดีใจที่เลือกเส้นทางนี้

เย็นแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะอัสดง เราลัดเลาะมาตามเส้นทางน้ำผ่านขุนเขามาหลายทิว ณ บัดนี้เราเข้าสู่ปากเบ็ง เบื้องหน้าก็เป็นทิวเขา และมีบ้านเรือนอยู่ตามริมน้ำ เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่เป็นคนไทยในเรือได้รู้ว่าเขาซื้อทัวร์มาแต่ถูกทิ้งเพราะซื้อไม่ครบทัวร์ แต่ที่ได้ความรู้เพิ่มก็คือมันมีทัวร์ขายที่เชียงของด้วย ไปหลวงพระบาง เวียงจันทน์ ขาไปใช้เวลาแค่ 1 วัน พวกเค้าผิดหวังมากที่ต้องมานั่งเรือ ตั้ง 2 วันตอนขากลับทำให้ทริปภูชี้ฟ้าที่เขาวางไว้ล่มอย่างไม่มีทางเลือก

พอถึงปากเบ็ง ซึ่งยังอยู่ในลาว เราต้องหาที่หลับที่นอนกันเอง ดิฉันตัดสินใจติดตามน้องๆเค้าไป ได้เฮือนพักวาสนา เค้าซื้อทัวร์โดนฟันค่าห้องไป คนละ 200 บาท ส่วนดิฉันพักที่เดียวกัน ต่อเหลือคนละ 150 บาท ไม่ได้งกแต่มันเป็นธรรมเนียม สงสารน้องเค้าจังถูกทิ้งกลางทางแถมยังถูกฟันหัวแบะอีก
เราไปหาข้าวกันเองแถวนั้น ค่าข้าวก็ไม่ถูก จานละ 22000 - 30000 กีบ
เสร็จแล้วก็เดินเล่น และกลับที่พัก สั่งอาหารไว้กินในเรือ นี่คืออาหารที่ไม่อร่อยห้ามสั่ง คั่วเฝอ คุณจะได้เส้นเย็นๆ ไส่ไก่เพิ่มอีก 20 บาท มีผักโผล่มาหร็อมแหร็ม จ่ายค่าอาหารรอท่า เช้ามาจะได้ไปพลัน

ที่นี่เค้าจะปิดไฟตอนสามทุ่ม น้ำอุ่นเป็นแบบแก็ส ตอนแรกคิดว่าจะตายเปลือยเสียแล้วเพราะมันพรึ่บใส่หน้าอย่างแรง โชคดีที่รอดมาได้

ตอนเช้าวันที่ 2 ม.ค. 51 สารภาพว่าไม่ได้อาบน้ำเพราะหะนาวมาก ล้างหน้าสีฟันก็บุญแร้ว วันนี้ก็กูดม้อนิ่งเพื่อนร่วมชะตากรรมชาวต่างชาติ คุณลุงคุณป้าชาวเนเธอร์แลนด์แดนอัมสเตอร์ดัมส์เสียหน่อย อ้าวนั่นคุณลุง หน้าตาเหมือนชาวเขาหรือกะเหรี่ยง ถามไปถามมาท่านเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ดอยแม่สลอง เย้ (เกือบนินทาไปแร้ว) แอบตีซี้ อิอิ ก่อนขึ้นเรือก็ถ่ายรูปๆๆๆๆๆ

ลงเรือแร้ว เป็นคนละลำกับตอนมา ลักษณะภายนอกเหมือนกันแต่ภายในมีแต่เก้าอี้ไม้โล่งๆ มีเบาะวางด้านบน นั่งนานอาจมีอาการเจ็บตูดบ้างพอเป็นกระสัย เราเลือกนั่งด้านหลังยืดแข้งยืดขาได้ มีเสื่อไว้รองนั่งบ้างกันหนาว เสียอย่างเดียวมันเป็นทางเดินไปห้องน้ำ แต่ก็ไม่เป็นไร เค้าไม่ได้เข้ากันทุกชั่วโมง

กิจกรรมในเรือก็มีทั้งนั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือ เล่นไพ่ ชมวิวทิวทัศน์ กอดจูบ
ลูบคลำ เล็กๆน้อยๆ พอเป็นอาหารตา ส่วนเฮาเลือกจูบเอ๊ย ดูวิว ด้านหลัง

เนื่องด้วยเสื่อไม่พอเราก็สละให้แหม่มชาวเนเธอแลนด์ (คนละคนกับคุณป้านะ) ด้วยความเฉลียวฉลาด เราก็เลยเอาถังน้ำแข็งที่ว่างเปล่ามาทำที่นั่ง และเอาเบาะมารองให้หายเจะตูด มีการเปลี่ยนบรรยากาศบ้างโดยการย้ายฝั่งเดินไปเดินมา วิวจะคล้ายๆกัน แต่ดูยังไงก็ไม่เบื่อ มีตลาดข้างทางด้วย มีกระท่อม มีคนเดิน มีวัว มีควาย มีแพะ มีเด็ก มีธารน้ำไหล มีสายลมเย็นสดชื่น มีคนข้างๆที่เคยเอาอีโต้ไล่ฟันกันตอนเด็กนั่งเป็นเพื่อน เสียดายจัง คนข้างๆดันเป็นน้องชาย ไม่ใช่ควอนซังวู เฮ้อ

ล่องกันไปเรื่อยๆ หลับบ้างตื่นบ้าง เอาหนังสืออ่านบ้าง ไกล้ถึงที่หมาย แดดยามเย็น กับลมเย็นๆ และวิว สวยๆ สองข้างทาง ว้าวๆๆๆๆๆ จามาอีก หนหน้าจะมากับชายคนรัก สัญญากับตัวเองไว้อย่างงั้น แต่ไม่รู้ตอนนั้นจะเปลี่ยนจากควอนซังวูเป็นโจเฉิงหรือยัง อิอิ

คนที่หลับๆตื่นๆ ตอนนี้ตื่นเต็มตากันหมดแล้ว แต่เราไม่หลับตื่นอยู่ตลอด ดื่มด่ำๆ สงสารแต่น้องคนที่รีบกลับลาดกระบัง ฮีแอนด์ชีดูเครียดๆ เพราะกำหนดการเปลี่ยน ส่วนเราชิวชิว (ขอวัยรุ่นนิดนึง) ว้าวๆๆๆๆๆ มีโค้ง แล้วก็เลี้ยวขวา มีนกบินเป็นฝูง เล่นลม เล่นน้ำ แล้วนั่นอีกสองตัว มันจีบกัน ผ่านด้านนี้ ไปโผล่ด้านโน้น ยังไม่ลับสายตาแต่ว่าถ่ายรูปไม่ได้ง่ะ มันไกล

ตอนนี้ถึงเชียงของแล้ว อาจารย์แดนชัยอธิบายให้เราฟังว่าเราจะขึ้นฝั่งที่นี่ไม่ได้ ต้องไปลงห้วยทรายและสำแดงบัตรต่างๆให้ถูกต้องไม่เช่นนั้นพาสปอร์ตของเราจะมีปัญหาตลอดชีวิต ไปไหนก็ไม่ได้ แถมยังถูกปรับเป็นแสน

เราเห็นอาจารย์เหมือนชาวเขา แต่จริงๆแล้วท่านมีความรู้และประสบการณ์อย่างมาก จบปริญญาโทแต่ท่านสมัครใจที่จะเป็นครูดอย เลื่อมใสๆๆ
อาจารย์เล่นกีตาร์เก่งมาก ท่านนี่แหละทำให้ดิฉันร้องเพลงคนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้เป็น ที่สำคัญท่านเป็นผู้รอบรู้ ท่านสามารถบอกเส้นทางไปเวียดนามโดยเข้าทางด่านเดียนเบียนฟู ไปหมู่บ้านชาวเขาที่เราไม่รู้จักซึ่งอยู่ในลาว หมู่บ้านต้นไม้ ที่มีคนต่างชาติมาบุกเบิก ให้นักท่องเที่ยวได้ไปค้นหาในแบบอนุรักษ์ และอีกมากมาย และเราได้ที่หมายปลายทางทริปในไทยก็เพราะท่าน ขอแสดงความขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ที่เกริ่นมาไม่ใช่อะไรหรอกจะบอกว่าท้ายที่สุดพอถึงห้วยทรายเราก็เกาะอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ชำนาญพื้นที่ไปหาที่นอนด้วย อิอิ *เป็นท่าเรือฝั่งลาว ฝั่งตรงข้ามคือเชียงของ อยู่ฝั่งไทย ด่านจะปิดตอน 18.00 น. ทางด่านเชียงของจะเผื่อเวลาให้ 10 นาที ถ้าเราข้ามไปเลยเวลาจะต้องเสีย 200 บาท เป็นค่าล่วงเวลา มีนายหน้าเป็นร้านอาหารแถบนั้น บางวันเจ้าหน้าที่เค้าแต่งตัวจะไปเตะตะกร้อแล้ว แต่ดันมีคนข้ามมา ร้านแถวนั้นก็จะโทรไปบอก แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

ดิฉัน น้องชาย และอาจารย์แดนชัย ลงเรือเป็นคนสุดท้าย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพื้นที่พาเราขึ้นรถตุ๊ดๆคนละ 20 บาทไปยังเฮือนพรทิพย์ อาจารย์เล่าให้ฟังว่าแถบนี้อาจารย์พักมาหมดแล้ว บางทีก็เย็นยะเยือก หน้าต่างเป็นรูโหว่ คุณอาจได้เพื่อนเป็นน้องยุง หรือบางที่อยู่ๆเจ้าของก็โผล่เข้ามา เค้ามีกุญแจสำรอง เค้าให้เหตุผลว่าจะเข้ามาเปิดน้ำให้ไม่อยากรบกวนตอนหลับ ไม่อยากนึกเลยถ้าเราทำอย่างอื่นกันอยู่มันจะขนาดไหนเนี่ย อิอิ

ไม่อยากจะเชื่อโรงแรมดี มีน้ำอุ่น ห้องสะอาด สะดวกสบาย แค่คืนละ 180 บาท สองคนจ่ายแค่ 180 บาท ว้าว เราได้ห้องหกอยู่ชั้นสาม วิวตรงข้ามเป็นวัด อีกด้าน(นอก) เป็นแม่น้ำ พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงไปข้างล่าง ตามนัด (กับอาจารย์แดนชัย) ว่าจะไปกินปลาแม่น้ำกัน แต่ อิอิอิ สุดท้ายเห็นอาจารย์นั่งหม่ำอาหารเมืองอยู่หน้าบ้านกับเจ้าของโรงแรม ไหนๆก็ไหนๆ เค้าเชิญให้เราชิมด้วย เราก็ตามมารยาท ได้ข่าวว่าอิ่มแล้วด้วย ปลาแม่น้ำเลยเป็นหมันไป สรุปค่าห้อง 180 บาท แถมอาหารเย็นด้วย คนลาวทำไมใจดีอย่างนี้เป็นปลื้มสุดๆ

เรานั่งเล่นขี้ตา(กีตาร์)โดยมีอาจารย์แดนชัยเป็นคนดีด ส่วนดิฉันเป็นนักร้อง
เพลงที่เล่นคือ คนไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ตอนนี้ดิฉันร้องเพลงนี้ได้ขึ้นใจ ณ บัดนาว ขณะที่ร้องเพลงอยู่นั้นก็มีเพื่อนชาวต่างชาติขอนั่งด้วย จำได้ว่าไอ้นี่มันยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงข้างๆเรา อยากจะกัดหูมันมากเพราะเราไม่สูบ เค้ามาขอนั่งก็ให้นั่ง คุยกันก็ได้รู้ว่าฮีมาจากไต้หวัน อายุ 27 ปี มีพี่น้องสามคน เป็นคนกลาง พี่คนโต อายุ 28 ปี กำลังจะเดินทางต่อไปสุโขทัย กลับประเทศวันที่หก เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ กล้องที่ถ่ายก็ของน้องสาว มีรูปดาวระยิบระยับ (คิดว่าเป็นเกย์ในตอนแรกเพราะเห็นกล้องแหววมาก) เดินทางคนเดียวและประกอบอาชีพเป็น บุรุษไปรษณีย์ หุหุ

หลังจากที่ล้วงความลับมาได้แล้ว ไอ้น้องคนนี้มันก็ได้ร่วมทริปกับเราด้วย
อะฮั้น น้องชาย และ น้องหวง ชู เฮิน (ชื่อเรียกยาก ก็เลยเรียกหวงเฟยหง)
ฮีไม่ชอบฮีบอกว่า ชูเฮินๆๆๆๆๆๆ

ตอนเช้าวันที่ 3 ม.ค. 51 เราสี่คนมีนัดกันตอนเจ็ดโมงเช้าไปตลาดห้วยทรายกัน ปรากฏว่าพลพรรคพร้อมหน้าตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมง เราก็เหมาตุ๊ดๆ ไปตลาดคนละ 40 บาท ไปกลับ เป็นกีบจำไม่ได้แล้ว (เงินกีบก็หมดตั้งแต่ซื้อของแถวตลาดมืดโน่นแล้วด้วยซี)

เรานัดกันว่าขากลับเจอกันตอน 7.40 น. ในตลาดเราไปนั่งกินชา กาแฟกัน ขนมพื้นเมือง และซื้อของฝากเพิ่ม ดิฉันซื้อไคใส่งาต่อได้เหลือถุง 50 บาท จาก 60 บาท ตอนแรกคิดว่ายังแพงอยู่แต่พอข้ามไปฝั่งไทย แม่ค้าที่เชียงของบอกว่าทำไมถูกจัง ก็เลยดีใจ อิอิ

น้องชูเฮินอยากได้แผ่นซีดี ตั๊กแตน แต่ไม่มี มีแต่ เอ็มพีสาม และ วีซีดีคาราโอเกะ เค้าไม่รู้จักเอ็มพีสามและไม่อยากได้คาราโอเกะ เรยอดซื้อเทปฟีซีดีเถื่อน

ได้เวลานัดเราเตรียมตัวกลับไปขึ้นรถ จ่ายค่าโดยสารเมื่อถึงที่พัก เก็บของ
อาจารย์บอกว่าด่านเปิดแปดโมง ไม่ต้องรีบ บังเอิญที่พักอยู่หน้าด่านพอดี(ดิฉัน)ถ้าจะไปแม่สอดรถมีแค่เที่ยวเดียวจากเชียงราย (ชูเฮิน)สุโขทัยก็ออกตอนเช้า ยังไงก็ต้องไปนอนเชียงรายอีกคืน ส่วนน้องชายจะกลับหาดใหญ่ ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันก่อน เราปรึกษาอาจารย์แดนชัย แล้วได้ข้อสรุปว่า นอนเชียงรายอีกคืนจากนั้นค่อยแยกย้าย และจากนี้ทริปดาบหน้าของข้าพเจ้าก็มีสมาชิกเป็นชาวไต้หวันเพิ่มขึ้นมาอีกคน

จากบ้านพักพรทิพย์เราปั๊มออกนอกประเทศลาว แล้วก็นั่งเรือคนละ 20 บาทไปฝั่งไทย ข้ามแม่น้ำโขงขึ้นที่เชียงของ เฉพาะเราที่เป็นคนไทยผ่านฉลุย แต่น้องชูเฮินซึ่งภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ต้องการตัวช่วย และใช้เวลาหลายนาทีในการติดต่อ สักพักจึงเสร็จ

อาจารย์เรียกตุ๊ดๆให้เสียอีกคนละ 20 เพื่อจะไปท่ารถไปเชียงราย เราร่ำลากันตรงนั้น (เศร้านิดๆ) แต่ไม่เป็นไรเราได้เบอร์อีแมว และเบอร์โทรมาแร้ว อิอิ ไม่มีทางที่เราจะไม่กวนทั่น แม่พิมพ์ของชาติ บนดอยแม่สลอง

เมื่อเราขึ้นตุ๊ดๆแล้วนึกขึ้นได้ สคส. ที่ว่าจะส่งตั้งแต่ดอนเมืองช่วงก่อนปีใหม่ยังอยู่ในกระเป๋า ก็เลยรบกวนพี่โชเฟอร์แวะ ตู้ไปรษณีย์แป๊บนึง จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ท่ารถ

เมื่อถึงที่หมายก็ใกล้เวลารถออกคือ 10.30 น. ไม่ต้องกลัวนะคะรถจากเชียงของไปเชียงรายมีทุกครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงเชียงราย
เส้นทางดีกว่าที่ลาวมาก แต่รถเนี่ยสภาพไม่ต่างกันเรย แคบและเจะตรูดเหมียนกัน เฮ่อ เสียดายไม่ได้ซื้อส้มเชียงรายโล 15 บาทมาด้วยเพราะซื้อส้มจากห้วยทรายมาแล้ว 2 โล ฮือๆ

พอบ่ายโมงเราก็ถึงเชียงฮาย เย้เย ดิฉันรีบหาตั๋วไปแม่สอด(หาชายที่รัก) ได้ป.2 ราคาสามร้อยกว่าๆ ส่วนของน้องชายลงกรุงเทพ ได้ตั๋ว 5 โมงเย็นวันเดียวกัน ส่วนของชูเฮินต้องซื้อวันรุ่งขึ้นเพราะตั๋วสุโขทัยขายเฉพาะช่วงเช้าและมีเวลาระบุไว้หน้าช่องเบอร์ 6 ว่ามีเวลาอะไรบ้าง 7.30 น. 8.30 น. 9.30 เป็นต้น ส่วนไปแม่สอด ป.1 มีเที่ยวเดียว 8.30 น. ป.2 ก็วันละเที่ยวเช่นกันตอน 7.40 น. (ช่องเบอร์ 4) เป็นความรู้เผื่อใครจะไปมั่ง อิอิ

ดิฉันพาชูเฮินไปดูที่ซื้อตั๋วแล้วก็เลยไปเอารูปลงแผ่น ไปเช่ามอไซด์ 2 คันต่อได้ 350 บาท เค้าคิดคันละ 200 บาท แต่รถรุ่นเก่าเค้าปล่อยให้ 150 บาท
เวลาเช่าเค้าคิดเป็นวัน (24 ชั่วโมง) เช่น เช่าตอน บ่ายครึ่ง กำหนดคืนก็วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายครึ่ง หลังจากได้รถก็หาที่นอน ได้ห้อง 170 บาท น้ำเย็น (น้ำอุ่นไม่ว่าง 200 บาท) เราต้องทำเวลาเดี๋ยวเที่ยวทิ้งทวนไม่ทัน

*ในการเช่ารถใช้บัตรประชาชนคันละใบ บังเอิญว่าน้องไม่ได้ไปก็เลยต้องใช้พาสปอร์ตของชูเฮิน ดิฉันขีดคร่อมให้ด้วยว่าใช้เฉพาะเช่ารถเท่านั้น ก็สบายใจหน่อยว่าเค้าจะไม่เอาไปทำอะไรนอกเหนือจากนี้อย่างแน่นอน

พอเราได้รถ ได้ที่พัก ก็รีบไปเอากระเป๋าและรับน้องชายที่ท่ารถ เอาของไปเก็บ และหาที่กินข้าว กว่าจะได้ออกจากตัวเมืองเชียงรายก็ปาเข้าไปบ่ายสาม แต่ไม่เป็นไร ยังเที่ยวได้อยู่

ตอนแรกเราวางแผนกันว่าจะเริ่มจากขับมอไซด์ไปดอนตุง มุ่งหน้าสูแม่สาย บ่ายหน้าไปสามเหลี่ยมทองคำ แต่สุดท้ายเหลือโปรแกรมเดียวคือ ดอยตุง
ไม่ผิดหวังค่ะ เพราะถือโอกาสไปเคารพสมเด็จย่าและพระพี่นางด้วย เสียใจจังที่ท่านทั้งสองสวรรคตไปแล้ว ฮือๆ

เราซึ่งมอไซด์ออกจากเมืองโดยคันแรกชายขับ ชูเฮินซ้อน อีกคันดิฉันขับเอง ไม่คิดว่ามันจะไกล และหนาว มารู้ทีหลังว่ามันตั้งเกือบ 60 กม.
ที่น่าขำก็คือตอนกลางวันมันร้อน ชูเฮินถอนเสื้อกันหนาวและถุงเท้าไว้ที่ห้องพัก เปลี่ยนกางเกงเป็นแบบบาง หุหุ

ระหว่างทางไป ลมพัดเย็นยะเยือก กรีดใบหน้าและผิวหน้ง ความเย็นแทรกซึมไปทุกขุมขน ระหว่างติดไฟแดงก็แซวเค้าไปว่าหนาวไหม ระหว่างที่ไปได้ครึ่งทางเค้าถามกลับมาว่าไปเอาเสื้อหนาวก่อนได้หรือเปล่า อิอิ

พอเริ่มขึ้นดอย มันหนาวกว่าเดิมอีกง่ะ ระหว่างทางคดเคี้ยวๆๆๆๆ พอไปถึงก็เกือบห้าโมงเย็นแล้ว ต้องรีบทำเวลากันหน่อย จอดรถรีบวิ่งไปซื้อตั๋ว ไปสามที่ 150 บาท ชมหอประวัติ ตำหนัก และสวนดอกไม้ ดอกไม้แสนสวนแต่เสียดายใกล้ค่ำเสียแล้ว ดีใจที่ได้มาเยี่ยมสถานที่นี้ ณ เวลาเช่นนี้ หวังว่าโอกาสหน้าจะมาใหม่

เราบ่ายหน้าเข้าเมืองเชียงรายเมื่ออาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า อากาศน้าวหนาว
ก่อนออกเดินทางชูเฮินเห็นลังสามใบ และ หยิบมาใบหนึ่งเพื่อทำกำบังลม ดูอนาจปนขำ ตลกดี แต่ก็ช่วยบรรเทาได้บ้าง

เราขับมาตามถนน พอใกล้เมืองจำได้ว่าหน้าราชภัฎเชียงราย ชูเฮินบอกว่า บาบีคิว อ้อ หมูกะทะนี่เอง แบบไม่ต้องคิดเราเลี้ยวซ้ายฟ้าบ แวะหม่ำบาบีคิวเป็นอาหารมื้อค่ำ มื้อนี้หัวละ 69 บาทเท่านั้นเอง ว้าว มีทุกอย่าง กินกันจนหายอยากเรย ได้ความรู้ใหม่ว่า ที่ไต้หวันเค้าจะเอาเตาปิ้งไว้ด้านล่างเป็นวงกลมวงใหญ่ ส่วนที่เป็นน้ำซุปจะเล็กกว่าและอยู่ตรงกลาง ตรงข้ามกับบ้านเรา เออ
ฟังแล้วดูเข้าท่าดี เพราะส่วนตัวแล้วชอบกินไอ้ที่ปิ้งๆมากกว่า

เสร็จแล้วเราก็กลับที่พักฝ่าสายลมหนาว เลี้ยวผิดอีกต่างหาก เกือบหลงแต่สุดท้ายก็ได้ความรู้ใหม่ว่ามีไนท์บาซาร์ด้วยใกล้ๆที่เราพัก เร็วรี่รีบพาชูเฮินไปเอากันหนาวและวกกลับเข้าไปแถวๆท่ารถ ตลาดกลางคืนอยู่ตรงนั้นนั่นเอง
ช็อบปิ้งได้ถุงมือเผื่อทริปดาบหน้าที่เวียดนาม กะว่าจะพาแม่ไปด้วย ไม่รู้แม่จะรับได้หรือเปล่าหว่า อิอิ ได้ของฝากเพิ่มเป็นย่ามการบูร และ กระเป๋าใส่เหรียญ/มือถือ อันละ 20 บาท เฉพาะย่ามซื้อ 6 อันได้ในราคา 100 บาท
เดินจนหนำแล้วเราก็กลับที่พัก

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ได้นอนข้างๆน้องชายที่รัก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้ไปตายดาบหน้าด้วยกันอีก แอบกอดน้องตอนเช้ามืด ลูบหัวเบาๆ แล้วก็แอบลูบแขน กอดน้องอีกที วันนี้แล้วเราต้องจากกันแล้ว พี่จะลาตอน 7.40 น. ส่วนน้องจะต้องกลับไปทำงานที่หาดใหญ่ ต้องลำบากกลับไปเอาของที่กรุงเทพก่อน เป็นฮ้วงเป็นห่วง รักน้องนะ

เช้าแล้ว 5 ม.ค. 51 เราต้องจากกันจริงๆแล้ว อาบน้ำแต่งตัว น้ำเย็นโคตรๆๆๆ
เสร็จก็เกือบ 7.30 น. ดิฉันพร้อมกับเป้คู่ใจที่ซื้อแถวมาบุญครอง ใบละ 400 บาท ที่เริ่มขาดตั้งแต่ หมอชิตขึ้นบ่า พร้อมสัมภาระอีก 2 ถุง ขึ้นมอไซด์ น้องชายขับอีกคันไปส่งและเอารถไปคืนคันหนึ่ง รถสองคันน้ำมันเต็มถังเหมือนกันแต่พอลงจากดอยมา คันหนึ่งน้ำมันแทบหมด ส่วนอีกคันเหลืออีกครึ่งถึง
เราเลยตัดสินใจเอารถคันที่ใหม่กว่าแต่กินน้ำมันกว่าคืนไป เอารถดรีมรุ่นเก่าเก็บไว้ก่อนหนึ่งคัน *เหตุที่น้ำมันหมดก่อนอาจเกิดจาก 1. ซ้อนสอง 2. สตาร์ทมือ ก็เป็นได้ (สันนิษฐานเอาเอง) อีกคันมันรุ่นเก่า รุ่นเราสตาร์ทเอง อาจจะประหยัดกว่า กอร์ปกับดิฉันซิ่งคนเดียวก็เลยเหลือน้ำมันเยอะกว่า

ดิฉันขึ้นรถเชียงรายแม่สอดซึ่งเป็นรถเขียว (แวะเชียงใหม่ด้วยนะ ไม่รู้อ้อมหรือเปล่า) ลงเขาคดเคี้ยวๆๆๆๆ มา ส่วนน้องชายหลังจากมาส่งแล้ว ก็รีบกลับไปรับชูเฮินมาซื้อตั๋วที่ท่ารถ เพื่อจะไปสุโขทัย ฮียังไม่ตื่น (น้องบอก) ต้องปลุกเป็นการใหญ่ เมื่อส่งเสร็จน้องชายก็เช็คเอาท์และเอารถไปคืน นั่งรออยู่ท่ารถตั้งแต่บ่ายสอง (เพื่อจะขึ้นรถกลับกรุงเทพตอนห้าโมงเย็น)

แล้วแล้วทริปของเราก็จบลง รวมเวลาโดยประมาณ 6 วัน ถ้าคุณจองตั๋วเครื่องบินจากเชียงรายไปกรุงเทพก็ใช้เวลาแค่ 6 วันเท่านั้นเอง ความสนุกรอคุณอยู่ ทุกที่บนโลกนี้มีเพื่อน ระหว่างทางมีมิตรภาพ ขอให้สนุกนะคะ
ยังไม่สะดวกลงรูปต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ขอบคุณที่ติดตาม

ส่วนดิฉันเปิดวันที่ 7 ม.ค. ขออยู่กับชายที่รักอีกคนที่แม่สอดสองวัน จะไปอาบน้ำแร่ ชมวิวริมเมยก่อนกลับ รวมเป็น 9 วัน

รวมค่าใช้จ่าย 9 วันใช้ไปประมาณ 7000 บาท ทั้งไทยและลาว (อาจบวกลบนิดหน่อย) ของน้องชายเกือบหมื่น แต่นับรวมที่กรุงเทพก่อนไปลาวอีก 1 อาทิตย์

วันนี้(6 ม.ค.)พี่รู้ว่าน้องเดินทางถึงหาดใหญ่อย่างปลอดภัยพี่ก็หมดห่วง ส่วนพี่ยังนั่งแต๊กๆๆๆๆ อยู่หน้าคอม แถวๆแม่สอด จะกลับคืนนี้ 6 ม.ค.51 พรุ่งนี้จากลับไปทำงานแล้ว เด๊ หวังว่าจะไม่หลับในที่ทำงาน ทริปหน้าสงกรานต์ว่างตั้ง 11 วัน แล้วเจอกันที่ฮานอย ซาปา ฮาลองเบย์นะจ๊ะ (เก็บตังค์ก่อน)

หมายเหตุ สถานที่เป้าหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับงบประมาณ เวลา และสมาชิกผู้ร่วมชะตากรรม




 

Create Date : 11 มกราคม 2551
7 comments
Last Update : 12 มกราคม 2551 8:55:21 น.
Counter : 822 Pageviews.

 

เจิมก่อนเลย เฮงๆรวย โชคดี

 

โดย: boatboat 11 มกราคม 2551 16:39:19 น.  

 

ฮือ.... เขียนได้เก่งและเยอะมากๆ พี่ก็เพิ่งไปมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ช่วงเดือน พ.ย. ค่ะ สนุกสุดๆ เหมือนกัน

 

โดย: mamminnie 11 มกราคม 2551 16:41:13 น.  

 

 

โดย: My life in Japan. 11 มกราคม 2551 17:51:42 น.  

 

มาเม้นอีกรอบ ยาวค่อยอ่าน เขียนได้ยาวมากครับ รอชมรูป ครับ

 

โดย: boatboat 11 มกราคม 2551 18:01:31 น.  

 

ไม่มีรูปเหรอค่ะ ว่าจะไปเที่ยวเหมือนกัน จะไปทางเวียงจันทร์นี่แหละค่ะ ถ้าไงช่วยบอกข้อมูลหน่อยนะค่ะ ยังไม่ได้อ่านละเอียดเท่าไร

 

โดย: พนมรุ้ง12 11 มกราคม 2551 20:30:17 น.  

 

ไม่เอารูปมาแบ่งกันดูเลย

 

โดย: กระต่ายไม่ขูดมะพร้าว 11 มกราคม 2551 23:01:47 น.  

 

เขียนได้สนุกดีค่ะ กำลังจะไปวันพุธนี้ กลับมาจะเล่าให้ฟังนะค่ะ ไม่รู้เปงงัย แต่อ่านมาหลายกระทู้ คงไม่ผิดหวัง

 

โดย: apy-gal (apyforever ) 14 มกราคม 2551 23:54:22 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


hellothiti
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add hellothiti's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.