อยากไปมานานแล้วครับ... เพิ่งจะมีโอกาสได้ไป
เดินตามถนน ราชดำเนิน มาจากทาง สำนักงาน UN
ตอนใกล้จะถึง สะพานผ่านฟ้า ติดขบวน เสด็จกลับของ สมเด็จพระเทพ และสมเด็จพระบรมโอราสาธิราช
ยืนรอซักพักถึงได้ เปิดหน้ากล้อง แล้วถ่ายภาพแรก
ภาพแรกเบลอมาก...โดมซ้ายมือคือ พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า
ภาพนี้มองภูเขาทอง ผ่านป้าย คลองมหานาค ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมต่อมาจากคลองแสนแสบ
ที่หลายคนคงคุ้นเคยกับการนั่งเรือโดยสาร จากคลองจั่น แล้วมาสุดที่สะพานผ่านฟ้า
แต่จริงๆ แล้วจากผ่านฟ้าเรายังสามารถนั่งเรือต่อไปตามคลองมหานาคอีกที ซึ่งเรือที่จะวิ่งผ่าน
คลองนี้มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ หลังคาเรือจะต้องสามารถลดระดับความสูงได้
เนื่องจากคอลงนี้ต้องผ่านสะพานที่มีท้องสะพานเตี้ยมากๆ หลายสะพาน
ตอนที่ผมได้นั่งโดยสาร มาจากคลองตัน มาเปลี่ยนเรือที่ผ่านฟ้า
พอผ่านคลองมหานาค..ตอนแรก แปลกใจมากทำไมเรือมันถึงไฮเทคขนาดนี้
ลดความสูงหลังคาลงได้อัตโนมัติด้วย
สะพานที่ข้ามคลองมหานาคตรงจุดนี้ก็ คือสะพานร้องไห้ หรือสะพานมหาดไทย นั่นเอง
ความเป็นมาของสะพานแห่งนี้ ได้สร้างขึ้นช่วงรัชสมัย รัชกาลที่5
โดยข้าราชการ กระทรวงมหาดไทยสมัยนั้นรวบรวมเงิน เพื่อมาร่วมกันก่อนสร้างสะพาน
นี้ขึ้นมา..แต่ที่มาของคำว่า สะพานร้องไห้ ผมเคยได้ยินมาแต่ กลับนึกไม่ออก
ว่าเพราะอะไร แต่ที่สังเกตุได้ง่ายๆ คือ ที่สะพานจะมีศิลปนูนต่ำเป็นรูปหญิงไทยยืน
อุ้มลูกร้องไห้ พร้อมทั้งจะมี ชายไทยเอามือวางบนบ่าเด็ก ทั้งสองจะถูกจัดให้คู่กัน
เพียงแต่สลับข้างกัน ในทั้งสองข้างของสะพาน
นี่ไงครับ จะเป็นคู่กันลักษณะนี้
ส่วนนี้ก็ เป็นเรือไฮเทคลำหนึ่ง เพราะเรือที่จะเข้าคลองมหานาคได้ต้อง ลดความสูงหลังคาได้
เรือที่มาจากคลองจั่น จะลำใหญ่ แล้วไม่สามารถลดความสูงของหลังคาได้
เสียดาย มือไม้สั่นอีกละ ไม่อย่างนั้น จะเห็นกลไกตรงเสาหน้าเรือ
ถึงละครับภูเขาทอง ยังงงๆอยู่ว่า ทำไมภูเขา ถึงใช้คำว่า MOUNT เฉยๆ
หลังจากเดินเข้ามาในบริเวณวัด ก็วนหาทางขึ้นอยู่นาน เพราะฟ้าเริ่มมืด และคนได้ไปที่โบสถ์กันแล้ว
ในบริเวณที่เดินเข้ามาจึงไม่มีคนอยู่เลย แต่พอเดินไปสักพัก ก็เจอทางขึ้นจนได้ แต่เอ๊ะ แล้วอะไร
ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางขึ้นหล่ะนั้น อืมๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าคือหอไตร สวยมากครับ
เพราะนอกจากสถาปัตยกรรมจะสวยงามแล้ว..ยังได้แสงช่วยให้สะดุดตาเพิ่มขึ้นอีก
เอาล่ะครับ เดินขึ้นเขาซะที ระหว่างทางก็มี สวนหย่อมที่จัดแสงไว้ได้น่าสนใจทีเดียว
แต่เนื่องจากอ่อนด้วยประสพการณ์ จึงถ่ายทอดออกมาแบบสั่นๆ แบบนี้หล่ะครับ
ทางขึ้นยังมีระดับลาดชันขึ้นไปเรื่อยๆ แต่สบายตรงที่บันได มีการออกแบบ
ลูกตั้งกับลูกนอนได้สอดคล้องกับการเดินขึ้นเขาแบบนี้ จึงไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่
ที่จะเหนื่อยก็คือ ระยะทาง แต่เดินไปเรื่อยๆ ก็ จะได้แวะพักชมความงามของกรุงเทพฯ
ในมุมมองที่ต่างระดับความสูงไปเรื่อยๆ
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของทางที่จะต้องเดินขึ้นกันต่อไป.....
เดินไปเรื่อยๆ เค้าก็จะมีพื้นระนาบให้พักเป็นระยะๆ
เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนซึ่งจริงๆ จะต้องมีส่วนที่เป็นฐาน แต่เนื่องจากตื่นเต้นกับการ
ที่ขึ้นมาถึงจึงรีบตรงเข้าไป ซื้อธูปเทียนดอกไม้
เพื่อนำมาไหว้พระและเวียนเทียนกันข้างบนนี้หล่ะครับ
จึงลืมถ่ายรูปส่วนนี้มา T__T
ภาพนี้ ขึ้นมาอีกชั้นผ่านทางขึ้นที่มีป้ายบอกทาง ประมาณว่า "ทางขึ้นสวรรค์"
ส่วนนี้ก็คือยอดของพระเจดีย์ ภูเขาทอง
ยอดเจดีย์เหมือนเดิมครับ แต่ขยับตัวเดินไปอีกนิดนึง
เชื่อมั้ยละครับว่านี่ คือจุดศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร
ที่ทางกรมแผนที่ทหารมาปักหมุดแสดงไว้ที่พื้นของลานด้านบนนี้เอง
เป็นหมุดหลักฐานของทางกรมแผนที่ทหารเค้า
ตรงนี้จะมีความเชื่อกันว่า สามารถมาขอพร เรื่องที่ทาง หรือการประกอบธุรกิจได้
ภาพเงา..จริงๆ สวยนะครับตอนที่เห็น แต่ถ่ายทอดออกมาได้แค่นี้เองครับ
นี่เอง เจ้าของเงาดังกล่าว !!!
อีกมุม จะเห็นว่ามีคู่หนุ่มสาว ขึ้นมาถึงลานสวรรค์นี้เพื่อทำการเวียนเทียน
ตามหน้าที่ของชาวพุทธ จริงๆ มีหลายคู่และไม่เฉพาะหนุ่มสาว
ชาวต่างชาติก็มีขึ้นมาเวียนเทียนเหมือนกันนะครับ
ข้างบนยังมีกล้องส่องทางไกลแบบหยอดเหรียญไว้ให้บริการอีกต่างหาก
องค์เจดีย์ ประกอบกับที่เห็นเบลอๆ นั่นคือ ธงครับ ผมว่าแปลกดี
นี่ก็ ซุ้มทางลงจากสวรรค์ T__T
ทางลงจะมีซุ้มเหมือนกับทางขึ้นมานะครับ
จะมีทั้ง 4 มุมแต่เปิดให้ใช้แค่ 2 มุมตรงข้ามกันคือ ขึ้น - ลง
ขึ้นมาแล้วไม่อยากลงจริงๆ ครับเพราะอากาศวันนี้เหมือน กรุงเทพฯ ติดแอร์
เย็นสบายมากๆ แต่เสียดายสมาชิกแก๊ง ที่ขึ้นไปด้วย รบเร้าอยากลงไปข้างล่างกันแล้ว
ก็ต้องจำใจก้าวลงจากสวรรค์
หลังจากลงมาแล้วก็ ก้าวเดินแบบ พรวดๆ เร็วมากแต่เนื่องจากเลือกเส้นทางลง
วนไปอีกด้านขององค์เจดีย์ จึงมีมุมให้เก็บภาพมาฝากกันอีกครับ
ภาพนี้ขยับซ้ายไปกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ..เพราะด้านซ้ายมือจะเป็นที่บรรจุ
กระดูกของคนที่ คงจะมีบุญมากถึงได้มาบรรจุกระดูกไว้ที่ฐานขององค์เจดีย์แบบนี้
เป็นไงหล่ะครับ ทางลง วังเวงมากๆ เลยรีบเดินกึ่งวิ่งกันลงมา ในที่สุด...!!!
ถึงพื้นโลกซะที
แต่ก็ยังไม่วาย วังเวงอีก
หิวครับ หิวกันมาก เลยตัดสินใจ เดินไปหาอะไรกินกัน
แต่ก็นึกกันขึ้นมาได้ วันนี้วันจันทร์ นี่
พวกร้านรถเข็นไม่มี กรุงเทพฯ เค้าห้ามตั้งแผงวันจันทร์
เศร้าครับ.. แต่ก็ปิ้งไอเดียกันขึ้นมาว่า ไหนๆ ก็ ไหนๆ เดินไปตรอกข้าวสารดีกว่า
ที่นั้นยังมีชาวต่างชาติที่เค้าไม่ใช้ชาวพุทธแล้วเค้าก็ ต้องหาอะไรกินกันอยู่
จึงมุ่งหน้าตรอกข้าวสาร ออกมาจากวัดก็เดินมาถึงสะพาน ผ่านฟ้าลีลาส
ได้เห็นใกล้ๆ แล้วอึ่งครับ ตัวเสาและราวสะพาน ทำมาจากหินอ่อน ทั้งยังมีความน่าสนใจของ
รวดลายที่ประดับในส่วนต่างๆอีก
ที่เห็นดำๆ เกาะอยู่ที่เสา เป็นโลหะนะครับ รูปเรือรบ
เสาอีกมุม..ย้อยแสงกันเข้าไป !!
ภาพนี้ถ่ายแบบ แนวนอนบ้าง..
เริ่มเหนื่อยละครับ..หลังจากเดินไปเรื่อยๆ จนถึงตรอกข้าวสาร ด้วยความหิว
ผมจึงเก็บกล้องแล้วตั้งหน้าตั้งตาหา ของกิน
แล้วก็ได้เจอร้านรถเข็น ข้าวไข่เจียว น้องคนขายเจ้าประจำ
แต่วันนี้ระเห็จมาอยู่ข้างร้านพิชช่า เพราะที่เดิมไปตั้งเดี๋ยวจะถูก เทศกิจรวบ
แต่ถึงจะย้ายมาตรงนี้ ผมก็ยังมาเจอเข้าจนได้
งานนี้เลยอิ่มไปตามๆ กันทั้งแก๊ง
หลังจากข้ามสะพานผ่านฟ้า มาแล้ว ก็ไม่ได้ถ่ายภาพอะไรอีก เพราะเริ่มตาลาย
มือไม่จากเดิมสั่นอยู่แล้ว..ก็กลับทวีคูณ สั่นเพิ่มขึ้นไปอีก
ที่เหลือจึงเป็นภาพที่ถ่ายจากด้านบนองค์เจดีย์
เป็นวิวกรุงเทพฯ
ภาพนี้....สะพานพระรามแปด นะครับ
ภาพนี้ก็....อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมองผ่านวัดราชนัดดา
ภาพนี้..ก็จับมิกซ์ กันซะเลย เห็นหมดเลยทั้ง สามสถานที่
จบละครับ..
หลังจากอิ่มท้อง ก็เดินย่อยต่อ ที่ถนนตรอกข้าวสาร
จนย่อยได้ที่แล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
หวังว่าคงเพลิดเพลิน กันพอสมควรนะครับ... สุดท้าย ติติง แนะนำกันมาได้นะครับ

