Group Blog
 
All Blogs
 

เฟิ่งหวง เมืองโบราณแห่งสายน้ำ

นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วสำหรับประเทศจีน ประเทศที่แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน แถมยังมีความหลากหลายทั้งภมิศาสตร์และเผ่าพันธ์มนุษย์ ไหนจะเรื่องของความเก่าแก่ของศิลปะและวัฒนธรรมอีก
จึงไม่น่าแปลกที่การเดินทางมาประเทศจีน จะมีครั้งต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จักเบื่อ และแต่ละภุมิภาคก้น่าสนใจไปซะหมด รวมทั้งการขอวีซ่าและค่าใช้จ่ายไม่ได้เกินกำลัง การเดินทางก็ไม่ได้ลำบากเกินไป อาหารการกินก้แทบจะไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย การท่องเที่ยวเมืองจีน เสียอยู่อย่างเดียวคือประเทศนี้ หาคนพูดภาษาอังกฤษได้ยากเต็มทน หากไม่มีคู่มือ ภาษาจีนแล้ว ยุ่งยากพอสมควร แต่โชคดีที่เทคโนโลยี สมัยนี้ทันสมัย มีโปรแกรมแปลภาษาในมือถือ ก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน แต่เรื่องที่ลำบากที่สุดและไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย ของการท่องเที่ยวในประเทศจีนก็คือ ประชากรของเขานั่นเอง ทำไมมันถึงได้เยอะขนาดนี้ แทบจะไม่มีที่ให้หายใจ ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวประเทศนี้ พลอยไม่สนุกไปด้วย


ไหนจะเจอกับมารยาทของชาวจีน ที่ยังล้าหลัง ไม่ทันปรับตัว ไปตามมารยาทสากล ที่พึงจะทำ
แต่ถ้ามองข้ามตรงนี้ไป ก็มองเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ ของประเทศที่เพิ่งเปิดโลกสู่โลกกว้าง ก็จะเข้าใจไปเองว่าทำไมคนจีน ต้องเป็นแบบนี้ ทำไมคนจีนต้องเป็นแบบนั้น ทุกอย่างมันมีเหตุและผลทั้งนั้น เราเป็นเพียงนักท่องเที่ยว ต้องยอมรับความแตกต่างทางด้าน สังคม และวัฒนธรรม ของเพื่อนร่วมโลกให้ได้ อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักวาล มันจะทำให้การเดินทางของเรา ไม่สนุกไปด้วย









เพิ่งจะรู้จักเมืองเพิ่งหวง เมื่อไม่นานมานี่เอง จากเวปไซด์ท่องเที่ยว อ่านรีวิว แล้วมีความรู้สึกว่ามันสวยจังเลย แม่น้ำใสไหลเย็น ไหลผ่านเมืองโบราณ กลางคืนเปิดไฟแสงไฟสีสวยกระทบกับสายน้ำเป็นเงาสะท้อน ดูแล้วอลังการงานสร้างมาก ต้องไปให้เห็นกับตาให้ได้

มาถึงเฟิ่งหวงตอนเช้า ลากกระเป๋าเดินหาโรงแรมไปเรื่อยๆ ตั้งใจจะไปหาโรงแรมที่เขารีวิวไว้เพราะบรรยากาศสวยเหลือเกิน ได้นั่งชมวิวสายน้ำที่หน้าต่างด้วย แต่พอถามหายื่นที่อยู่ให้ดู ไม่มีใครรู้จักเลย ขี้เกียจเดินหาพอมีนายหน้าโรงแรม อาสาพาไปดูห้อง เลยเดินตามไปแต่โดยดี ราคา 100 หยวนหรือ 500 บาทไทย ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ในเมื่อจะอยู่แค่คืนเดียว และวันทั้งวันคงไม่ได้มุดหัวอยู่แต่ในห้องทั้งวันแน่ๆ เอาแค่ไว้ซุกหัวนอน และอาบน้ำ ก้น่าจะพอแล้ว อีกอย่างเสียเวลามามากแล้ว เอาเวลาไปชมเมืองน่าจะดีกว่า จะเอาอะไรนักหนา ชีวิตนักท่องเที่ยวแบบ backpacker จนๆ เดินทางตามลำพังคนเดียว ยังไงก็ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องแคร์ใครอยู่แล้ว ไม่ต้องปรึกษา ขอความเห็นจากใคร













เก็บกระเป๋าเสร็จออกสำรวจเมืองทันที เดินลัดเลาะไปตามริมแม่น้ำ ตั้งใจจะเดินทวนสายน้ำขึ้นไปเรื่อยๆน้ำใสไหลเย็น และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ช่างกลมกลืนกับสายน้ำจริงๆ บ้านเรือนสองฝั่งแม่น้ำต่างใช้ประโยชน์จากสายน้ำ ทั้งซักผ้า ล้างจาน ล้างผัก อาบน้ำ เป็นวิถีชีวิตจริงๆของชาวบ้าน ไม่ใช่การจัดฉากแต่อย่างไร ด้วยความที่สายน้ำไหลถ่ายเทตลอด จึงไม่ทำให้สายน้ำสกปรก แต่อย่างไร เพราะมีเจ้าหน้าที่พายเรือ คอยช้อนเก็บขยะ ตลอดทั้งวัน












ช่วงความยาวของสายน้ำที่ไหลผ่านเมืองเก่าแห่งนี้ มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวทำหลากหลายไปหมด ทั้งการเช่าชุดถ่ายรูปของชนเผ่า หรือชุดสมัยใหม่ ใครอยากเป็น นางเอก พระเอก มือปืน มีให้หมดรู้สึกจะเป็นชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเจ้าถิ่นเหลือเกิน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ใส่ชุดชาวเผ่าดั้งเดิมของที่นี่ แล้วกางกระโปรงประชันกัน โดยมีฉากหลังเป็นกังหันน้ำ

ส่วนพวกนักเรียนศิลปะก็มานั่งสเก็ตภาพเมืองโปราณ ส่วนพวกนักถ่ายภาพ ก็หัดปนะลองฝีมือกันเป็นกลุ่ม เป็นชมรม เดินดูบรรยากาศของเมืองเก่าที่มีแม่น้ำไหลผ่านแล้ว เพลิดเพลินจำเริญใจเหลือเกิเกิน ส่วนใครอยากจะล่องเรือชมเมืองโบราณทั้ง 2 ฝั่ง ก็เป็นกิจกรรมที่ไม่น่าพลาดเช่นกัน แต่ดูราคาแล้วก็แพงเหมือนกัน ใครมาคนเดียวก็ไม่เป็นปัญหา จะไปรวมกลุ่มกับนักท่องเที่ยวคนอื่นก็ได้
จำนวนคนเต็มลำแล้วถึงออกเป็นคิวๆไป คนรอขึ้นล่องเรือเยอะมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนไปด้วย
ส่วนใครอยากเป็นส่วนตัวไม่อยากร่วมกับใคร อยากโรแมนติคเป็นส่วนตัว ก็เช่าเหมาลำก็ได้ และสามารถเลือกช่วงล่องเรือได้ เขาจะมีแผนที่ให้ดูว่าจะไปจุดไหนบ้าง หากใครไม่ชอบตรงนี้ ก็เดินตามสายน้ำไปอีกจุด ก็มีบริการให้ล่องเรือชมเมือง ชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำเช่นกัน





นอกจากชมวิถืชีวิตชาวเมืองเฟิ่งหวงแล้ว ยังมีอย่างอื่นให้ชมด้วย ด้านบนมีตลาดขายของสำหรับนักท่องเที่ยว เดินดูสินค้าพื้นเมืองต่างๆ พวกขนมพื้นเมืองก็น่าซื้อเป็นของฝาก ทำกันสดๆหน้าร้านกันเลย เดินถ่ายรูป ชมตลาดไปเรื่อยๆ อยู่ๆก็มีนักท่องเที่ยวหนุ่มๆชาวจีนมาทัก พอรู้ว่ามาจากเมืองไทย ก็ตั้งท่ามวยไทยให้ดู คนจีนเท่าที่เจอส่วนใหญ่ รู้จักเมืองไทยทั้งนั้น ไม่น่าแปลกเพราะคนจีนมาเที่ยวเมืองไทยปีละเกือบ 2 ล้านคน ไหนจะกระแสหนังจีนที่มาถ่ายทำในเมืองไทย เรื่อง lost in thailand อีก เดินผ่านร้านค้ายังได้ยินเปิดเพลงไทยตั้งหลายร้าน ที่จำได้ก้มีเพลง ภาพลวงตา ของดา เอ็นโดฟิน เมื่อ 3 ปีที่แล้วไปเที่ยวลี่เจียงก็มีร้านขายอาหารฟาสฟู๊ดเปิดเพลงไทยเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเขาชอบกันหรืออย่างไร

















ส่วนสีสันชีวิตกลางคืนของที่นี่ ก็มีผับมีบาร์ ให้เหล่าผีเสื้อราตรี ได้ออกลวดลายย้ายสะโพกเช่นกัน
แต่สำหรับคนที่มาจากเมืองแห่งแสงสี จากแดนสยาม เรื่องแบบนี้ไม่มีที่ไหนในโลกสู้เมืองไทยได้อยู่แล้ว เลยขอเดินชมแสงสี สวยๆยามราตรี ของเมืองเฟิ่งหวง ซึ่งเป็นจุดดึงดูดอย่างหนึ่งของเมืองโบราณเฟิ่งหวง












เดินทาง เมษายน 2556










 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2556 13:39:32 น.
Counter : 975 Pageviews.  

Hong Kong สวรรค์ของนักช้อปปิ้ง ตอน 2

วันที่ 2 ของการอยู่ฮ่องกง วันนี้ตั้งใจจะไปชมวิว บนยอดเขา และไปชมพระใหญ่ที่เกาะลันเตา
แต่ไม่มีแผนว่าจะไปชม ดิสนีย์แลนด์ เพราะส่วนตัวไม่ได้สนใจเท่าไหร่
วันนี้ตื่นแต่เช้าเมื่อคืนตกลงกับหนุ่มสเปน ว่าจะไปชมวิว victoria peak กับพระใหญ่ big buddha ด้วยกัน แต่ไหงพ่อหนุ่มนอนขี้เซาแบบนี้ ผมเลยไม่รอ ไปคนเดียวก็ได้ เดินถ่ายรูปรอบๆ
hostel ตึกนี้ hostel ตั้งหลายที่รวมอยู่ในตึกเดียวกัน สภาพค่อนข้างแออัด โทรมๆ แต่ทำไมราคาห้องมันถึงแพงนักก้ไม่รู้ ตั้ง 700 กว่าบาท










ชีวิตคนฮ่องกงคงชินกับการอยุ่แบบนี้ ใครมีบ้านเป็นหลังแสดงว่าคงรวยมากๆ
การเดินทางไป victoria peak ก็ไม่ยาก นั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี mong kok ลอดใต้ทะเล ไปลงที่เกาะฮ่องกง สถานี central เดินจากใต้ดินขึ้นมาบนพื้นดิน ก็จะเจอกับตึกทันสมัยสวยงาม สูงเสียดฟ้าของฮ่องกง พร้อมกับป้ายโฆษณาแสนสวย เย้ายวนให้ซื้อสินค้ายิ่งนัก มองไปทางไหนก็น่ามองไปหมด รวมทั้งรถเมล์ 2 ชั้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากอังกฤษที่เกาะแห่งนี้เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน ถ่ายรูปซะเพลินไปเลย
ถ้าจะไป victoria peakd ก็เดินไปอีก ประมาณ 700 เมตร ก็จะเจอสถาณีรถราง เพื่อนขึ้นไปชมวิวบนยอดเขา ผมก้ไปไม่ถุกหรอก อาศัยถามคนฮ่องกง เขาก็ชี้บอกให้เดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เจอเอง โชคดีไปเจอนักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซีย มากันเป็นครอบครัว คุณแม่กับลุกสาว 2 คน
เลยได้พลัดกันถ่ายรูป และเดินไปด้วยกัน เพราะจะไปที่เดียวกันด้วย ตอนแรกเขาคิดว่า ผมเป็นประเทศเดียวกับเขาซะอีก









การขึ้นไปจุดชมวิวต้องนั่งรถรางไป บนยอดเขา ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดชมวิว แต่การมาฮ่องกงของผมคราวนี้ ทำไมมันแย่อยางนี้ เพราะบนภูเขาฝนตก หมอกลงหนาจัด มองอะไรแทบไม่เห็นเอาซะเลย เลยได้แต่เดินดูสินค้าไปเรื่อยๆ สมกับเป็นเกาะสวรรค์ของนักช้อปปิ้งจริงๆ ไม่ว่าไปมุมไหนของเกาะก็จะมีร้านค้าแทบทุกตารางนิ้ว แต่ใครอยากจะชมพิพิธภัรฑ์หุ่นขี้ผึ้ง มาดาม ทุซโซ่ madame tussauds ก็ได้นอกจากดารา ฮอลลี่วูีดแล้ว ยังมีนักแสดงชาวจีนและฮ่องกงด้วย ที่เด่นที่สุดก็คงไม่มีใครเกิน บรู๊ซ ลี ใส่ชุดสีเหลือง ใครๆก็อยากถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันทั้งนั้น
ในเมื่อหัวใจหลักของการมาที่นี่คือชมวิว รอบๆเกาะฮ่องกง ในเมื่อมันไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย ก้ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม กลับลงเชิงเขาด้วยหัวใจแตกสลาย วางแผนว่าจะไปชมพระใหญ่ต่อ ก็เลยต้องล้มกลางคัน คิดว่าไปก็คงไม่ต่างจากที่นี่เท่าไหร่ ดีแล้วที่ไม่ซื้อตั๋วล่วงหน้ามาจาก hostel ที่ราคาถูกกว่าไปจองหน้างาน เยอะเหมือนกัน เพราะไม่ไว้ใจสภาพอากาศ เป็นการตัดสินใจที่ดีมากๆ
เพราะรู้จากหนุ่มสเปนที่ไปมา มองดูรูปที่เขาถ่ายมา มองอะไรไม่เห็นเลย แย่กว่าของผมอีก













ไม่รู้จะไปไหนแล้วขอกลับไปย่านเดิม ฝั่งเกาลูนดีกว่า มาเดินเล่นแถว victoria bay
เดินเล่นไม่นานถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ผนทำท่าจะตกอีกแล้ว เลยข้ามถนนไปย่านช้อปปิ้งดีกว่า
แล้วมาต่อที่ถนน ช้อปปิ้ง canton road ถนนคู่ขนานกับ ถนน nathan road มีสินค้าแบรนเนมยี่ห้อดังๆทั่วโลก ที่เขาบอกว่าเศรษฐกิจฮ่องกง โตวันโตคืน ก็เพราะว่ามีเศรษฐีชาวจีนมาช้อปปิ้ง
แบบเป็นบ้าเป็นหลังที่ฮ่องกง ท่าจะจริง เพราะเห็นเดินถือถุงกระดาษแบรนด์หรุๆ กันให้ว่อน ไม่ว่าจะเป็น chanel hermes louis vuitton โดยเฉพาะ ร้าน louis vuitton ต่อแถวยาวมาก จนล้นออกมานอกถนน แม้ว่าฝนจะตกพวกเขาและเธอ เหล่าแฟชั้นนิสต้า ก็ไม่ยั่น บ้าช้ออปิ้งกันจริงๆ ไปเล่าให้แม่สาวฝรั่งเศสเพื่อนร่วมห้องฟัง เธอก็หัวเราะร่า บอกที่ปารีส บ้านของเธอ ยิ่งกว่าที่ฮ่องกงอีก












นอกจากซุปเปอร์แบรนด์ชั้นนำแล้ว ยังมีแบรนด์ที่เกิดใหม่ให้เหล่านักช้อปปิ้ง ได้กระเป็าฉีกอีกเพียบ
ตั้งแบรนด์เล็กๆ ราคาหลัก 100 ยันหลัก 100,000 ตามที่ฟังเขาเล่ามา ว่าเศรษฐีใหม่ชาวจีน ไม่รู้หรอกว่า ยี่ห้อไหนที่เขานิยมกัน ไม่ทราบหรอกว่าชื่อยี่ห้อออกเสียง แบบฝรั่งเศส ออกเสียงแบบอิตาลี ยังไง แต่อันไหนที่แพงๆก็จะซื้อไว้ก่อน เพราะคิดว่ามันต้องเท่เก๋ล้ำหน้าใครแน่ๆ
แต่เท่าที่ยืนดู พวกแฟชั่นนิสต้า เขาแต่งตัว ก็เห็นแต่งตัวสวยๆเท่ๆกันทั้งนั้นไม่ว่าหญิงหรือชาย กระยาจกอย่างผม กลายเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือบ้านนอกเข้ากรุงไปทันที แต่จะแต่งตัวสวยหล่อยังไง
คนจีนก้ยังเป็นคนจีน วันยังค่ำ เดินสูบบุหรี่ปุ่ยๆ พ่นควันพวยพุ่ง กันแบบไม่สนใจคนรอบข้างเลย มีเงินแต่ซื้อมารยาทสากล ไม่ได้จริงๆ







ถ้าเทียบแหล่งช้อปปิ้งระว่างย่านราชประสงค์ของกรุงเทพ หรือถนน orchard road ของสิงคโปร์แล้ว ฮ่องกงชนะขาดทิ้งแบบไม่เห็นฝุ่น มันเป็นสวรรค์ของนักช้อปปิ้งจริงๆ ไม่แปลกใจว่าทำไมเกาะฮ่องกง คนไทยถึงได้มากันเยอะนัก เดินไปที่ไหนก็ได้ยินเสียงคนไทยคุยกันตลอด

แต่สำหรับผมนักท่องเที่ยวแบกเป้ยากจน คงไม่มีวาสนาได้ช้อปปิ้งแบบคนไทยทั่วไป ได้แต่เดินดูเฉยๆ แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว แม้ไม่ได้ครอบครอง

อากาศช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย ฝนตกตลอด จะทำอะไรก้ไม่สะดวก จะนั่งรถเมล์สองชั้นชมรอบเกาะฮ่องกง สำหรับนักท่องเที่ยว ก็คงไม่คุ้มค่า ฝนนี่มันเป็นอุปสรรคการท่องเที่ยวจริงๆ
เดินกลับที่พักดีกว่า กลับไปนั่งคุยกับเพื่อนร่วมห้อง 2 คนดีกว่า ไม่มีอะไรให้ทำที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
















เดินทาง เมษายน 2556








 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2556 18:43:42 น.
Counter : 586 Pageviews.  

Hong Kong สวรรค์ของนักช้อปปิ้ง ตอน 1

ฮ่องกง ชื่อเกาะนี้รู้จักมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของภาพยนต์ เรียกว่าโตมากับหนังฮ่องกง
เลยก็ว่าได้ และหนังฮ่องกง สมัยนั้นมีอิทธิพลกับตัวผมเอง มากกว่าหนังจากฮอลลี่วู๊ดด้วยซ้ำ
รู้จักดารา ที่ดังๆ อย่าง หลิวเต๋อหัว เหลียงเฉาเหว่ย โจวเหวินฟะ หวีอันอัน เจ๊ทลี จางมั่นอี้
จำแทบไม่หวาดไม่ไหว นอกจากภาพยนต์แล้ว ยังได้ดูหนังทางทีวีอีก เรียกว่าติดหนังทีวีของฮ่องกง
งอมแงมเลยล่ะ จึงไม่แปลกใจที่วันหนึ่งผมอยากจะมาเยือนฮ่องกง สักครั้งหนึ่งในชีวิต อย่าว่าแต่คนไทยเลย แม้แต่จีนแผ่นดินใหญ่ ใต้หวัน ก็อยากมาเยือนเกาะฮ่องกง เช่นกัน ว่าเกาะที่ปกครองโดยชาวอังกฤษ ทำไมถึงได้เจริญล้ำหน้า ไปไกลกว่าแผ่นดินของตนนัก









วันที่รอคอยก็มาถึง แต่การมาเที่ยวฮ่องกงครั้งแรกของผม ไม่ได้มาทางเครื่องบิน แต่ข้ามแดนมาจากเมือง เซินเจิ้น ข้ามพรมแดนมาทางรถไฟฟ้า สายสีฟ้าจากสถาณี Lo wu มาลงที่สถาณี mong kok east เพราะพักแถว mong kok จริงๆแล้วการมาฮ่องกง คราวนี้ของผม ไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมามาก อาศัยการถามชาวฮ่องกงพร้อมกับมีแผนที่ใบเดียว ที่แจกฟรีตามโรงแรม ก็สามารถเดินทางไปไหนในฮ่องกง ได้อย่างสะดวกสบายแล้ว แค่กางแผนที่ออก นั่งศึกษาเส้นทางไม่นาน ก็รู้แล้วว่าจะต่อรถไปตามสถานที่ต่างๆสายไหน ยังไง ถ้าไม่เข้าใจก็สอบถามเจ้าหน้าที่โรงแรม หรือแต่แม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ ที่ทำงานเป็นแม่บ้าน ก็พูดภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี



เดินหาที่พักใช้เวลาไม่นาน เพราะสอบถามคนฮ่องกง ที่ส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ไม่เห็นจะเหมือนที่เคยได้ยินมาเลย

มาฮ่องกงคราวนี้พัก hostel ห้องรวม 3 เตียงรวมชายหญิง มีหนุ่มน้อยชาวสเปน และสาวฝรั่งเศส เป็นเพื่อนร่วมห้อง ทักทายเพื่อนร่วมห้องพอหอมปากหอมคคอ พร้อมขอคำแนะนำเล็กน้อย
เพราะเมื่อวานเขาเพิ่งไปมา บอกว่าให้ผมเดินไปตามถนน Nathan ไปเรื่อยๆจนสุดถนน จะเจอรูปปั้น บรูซ ลี นักแสดงชาวจีนที่โกอินเตอร์ไปไกล ถึงฮออลี่วู๊ด และได้ชมอ่าว ชมวิว สวยๆของเกาะฮ่องกง

ผมเดินไปเรื่อยๆแวะชมนั่นชมนี่ข้างทาง ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เจอร้านขายเสื้อผ้า แฟชั่นเต็มไปหมด ดูแล้วเพลิดเพลินจำเริญใจเหลือเกิน ในที่สุดก็มาถึงจนได้ ระยะทางคงประมาณ 3 กิโลเมตรได้ แต่มีความรู้สึกว่าไม่ไกลเลย เพราะถนนนาธาน มีอะไรให้ดูให้ชมเยอะแยะไปหมด











ในที่สุดก็เดินมาถึง victoria bay จนได้ เคยเห็นแต่ในรูปที่แท้ตรงนี้นี่เอง ที่หลายๆคนชอบถ่ายรูป ชมแสงสี พลุ ดอกไม้ไฟตอนกลางคืน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตรงนี้เขาเรียกว่าอะไร มองเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นเกาะฮ่องกง และจุดตรงนี้นี่เองที่ได้เห็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของฮ่องกง ก็คือเรือสำเภาใบพัดสีแดงเลือดหมู นั่นเอง เคยเห้นแต่ในหนังและหนังสือท่องเที่ยว ได้ดูของจริงก้วันนี้นี่เอง




กะว่าจะอยู่ชมแสงสี แสงไฟตอนกลางคืน แต่ดูท่าทางจะไม่มีวาสนาซะแล้ว ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา เกลียดจริงๆเลยสำหรับฝน มันคือศัตรุหมายเลข 1 ของผมจริงๆ ทุกอย่างจบสิ้นไปในพริบตา เลยเดินกลับที่พักดีกว่า และถือโอกาสเดินดูสินค้าไปด้วย


จะว่าไปแล้วฮ่องกง ดูสวยงาม ทันสมัย ตึกสูงเสียดฟ้าเต็มไปหมด การคมนาคมขนส่ง ก็สะดวกสบาย การเดินทางไปไหนก็สะดวก รถก็ไม่ติดเลย แต่มุมหนึ่งกลับดูหดหู่ยังไงไม่รู้ ผู้คนต้องอยู่กันแบบ แออัดบนตึกสูงๆ คนมีเงินคงจะไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับคนจน คงต้องทนอยุ่ในห้องแคบๆเหมือนรูหนู ผมแอบเห็นคุณป้าอายุน่าจะเกือบ 100 ปีได้ เดินหลังค่อม เดินยืดตัวตรงก้ไม่ได้ เข็นรถเก็บขยะประทังชีวิต ไปตามทาง ท่ามกลางถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัย แม้จะดูหดหู่ แต่ก็มีความสวยงามให้เห็น ผมเห็นหนุ่มวัยกลางคน ยื่นธนบัตรฮ่องกง ใส่มือคุณป้า แล้วเดินจากไปแบบเร่งรีบ ตามแบบฉบับบของคนฮ่องกง คุณป้ารับเงินไปแบบไม่เคอะเขิน แล้วเข็นรถต่อไป หายไปในมุมตึก ผมเคยอ่านสารคดี ว่าคนจนในฮ่องกง ต้องอยู่ในห้องที่คับแคบมากเป็นครอบครัว นี่คงเป็นเศษเสี้ยวหนึ่ง ของชีวิตในฮ่องกง ที่ไม่ได้มีแต่ความสวยหรู ความทันสมัย เหมือนภาพที่เราเห็นตามเสื่อต่างๆ





เห็นรถเมล์ 2 ชั้นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาะฮ่องกง อยากจะนั่งมาก แต่วันนี้คงไม่มีเวลาเสียแล้ว
เลยเดินเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย ถ้าหลงทางก็คงแต่กางแผนที่ แล้วชี้ให้ดูว่าเราจะหลับที่พัก ก็คงไม่ยากเท่าไหร่ ในที่สุดก็หลงทางจริงๆ เดินมาโผล่ที่ตลาดสด ดีเหมือนกันจะได้รู้ว่าคนฮ่องกงเขากินอยู่อย่างไร แต่ที่แปลกใจคืองงว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลที่นี่ราคาถึงถูกกว่าเมืองไทยมาก
ราคาลูกละ 10 บาทแค่นั้นเอง ในขณะที่เมืองไทยลูกละ 25 บาท

กลับมาเดินเล่นแถวๆที่พัก ไปเดินเล่นตลาดนัด ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เสื้อผ้าคุณภาพแย่ๆของก๊อปปี้คุณภาพก็แย่ แต่ราคากลับแพงเกินจริง เดินเล่นตลาดเปิดท้ายเมืองไทยยังมีอะไรน่าสนใจกว่าตั้งเยอะ ขอกลับห้องพักไปนอนเอาแรง ไปเที่ยวพรุ่งนี้ดีกว่า













เดินทาง เมษายน 2556








 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2556 18:34:24 น.
Counter : 741 Pageviews.  

เวียดนามใต้ ไซ่ง่อน นาตรัง ดาลัด มุ้ยเน่ ความเหมือนที่แตกต่าง

แล้วผมก็กลับมาไซ่ง่อนอีกครั้งจนได้ เพราะเตรียมทริปไปที่อื่นไม่ทัน ด้วยความที่ค่าใช้จ่ายไม่มาก
และไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย วีซ่าก็ไม่เรื่องมาก ประกอบกับเดี๋ยวนี้ประเทศกัมพูชา ไม่เก็บค่าวีซ่าคนไทยแล้ว จึงเลยถือโอกาศเดินทางข้ามไปทางประเทศกัมพูชา จากตลาดโรงเกลือ ไปพนมเปญ ไปไซ่ง่อน นั่งรถหลังขดหลังแข็งอีกครั้ง
คราวนี้ตั้งใจจะไปซ่อมที่ ที่ยังไม่ได้ไป มุ่ยเน่ นาตรัง ดาลัด คราวที่แล้วไปหยุดแค่ไซ่ง่อนเท่านั้น การเดินทางทริปนี้ เดินทางคนเดียวเหมือนทุกทริปที่ผ่านมา





มาถึงไซ่ง่อนทุกอย่างยังเหมือนเดิม ราคาอาหารก็แพงกว่าเมืองไทยมาก ผลไม้ มังคุด เงาะ มะม่วงราคากิโลละ 40,000 ด่องประมาณ 60 บาทไทย ในขณะที่เมืองไทยราคาประมาณ 25 บาทเองแถมรสชาติยังดีกว่าของเวียดนามมาก ราคาก๋วยเตี๋ยวก็จานละ 45 บาทเลยทีเดียว









ไม่รู้เขาอยู่ได้ยังไง ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 60 บาทเอง ข้าราชการเงินเดือน ประมาณ3,000 บาท ทั้งๆที่เป็นประเทศเกษตรกรรมเหมือนเมืองไทยแต่ทำไม ราคาถึงแพงนัก กับเงินเดือน รายได้แค่นี้ เขาจะอยู่กันยังไง แต่เห็นเขาบอกว่า ราชการส่วนใหญ่ มีอาชีพเสริมจำพวกค้าขายกันทั้งนั้น คงจะเหมือนๆกับเมืองไทยที่ข้าราชการบางคนก็ทำงาน ขายประกัน ขายตรงหรือค้าขายเป็นอาชีพเสริม บางคนก็ทำไร่ ทำนา ตามแต่ความถนัดของแต่ละคน






ไม่ว่ามากี่ครั้งไซ่ง่อนก็ยังเต็มไปด้วยรถมอเตอร์ไซด์เต็มถนน กว่าจะข้ามได้เล่นเอาเสียวเหมือนกันการข้ามถนนในเวียดนาม เขาบอกว่าให้เดินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องหยุด รถจะขับหลบเราเอง เป็นประสบการ์ณที่แปลกใหม่ หาไม่ได้ในที่อื่นนอกจากเวียดนามแห่งนี้




สำหรับไซ่ง่อน ไม่มีอะไรน่าสนใจมากสำหรับผม เพราะเคยมาเที่ยวแล้ว จึงมุ่งหน้าสู่เมือง นาตรัง เมืองตากอากาศชายทะเลที่มีชื่อเสียงของเวียดนาม  พอมาถึง
ไปเที่ยว 4 เกาะ ทะเลก็ไม่ได้สวย ไม่มีอะไรให้ประทับใจเอาซะเลย  ยกเว้นเกาะ
Mun ที่เดียวที่น้ำใสหน่อย มีกิจกรรม ดำน้ำดูประการัง นั่งเรือกระจกดูชีวิตใต้ท้องทะเล 




นี่ถ้าไม่มาให้เห็นกับตาก็คงบอกไม่ได้ ว่านาตรัง ดีอย่างไร สวยขนาดไหน จริงอย่างที่เขาพูดจริงๆอ่านหนังสือ 1,000 เล่มก็สู้การเดินทาครั้งเดียวไม่ได้





แต่นาตรังก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน ก็ยังพอจะหาความงามได้บ้าง เพียงแต่เคยไปเที่ยวเกาะแก่งในทะเลอันดามันมาเกือบทุกเกาะแล้ว พอมาเจอทะเลที่นี่ก็เลยเฉยๆ เพราะความสวยห่างกันมากมายเหลือเกิน ความได้เปรียบของทะเล เวียดนามคือ ความสด ใหม่ เพราะเพิ่งเปิดประเทศ อาจจะทำให้น่าค้นหาบ้างสำหรับชาวตะวันตก แต่สำหรับคนไทย ที่มีทะเลสวยติดอันดับโลก คงจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อไม่น้อย ที่ต้องมาเที่ยวทะเลที่นี่ ในเมื่อเที่ยวประเทศตัวเองก็ได้ จะดั้นด้นมาทำไม ถึงต่างบ้านต่างเมือง แถมผู้คนวัฒธรรม ภมูิอากาศ และ อาหารการกิน ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมายกับเมืองไทย





แต่ดูจากสิ่งก่อสร้างของนาตรังที่ผุดขึ้นยังกะดอกเห็ดตอนหน้าฝน คงเป็นดรรชนีชี้วัดได้ว่า นาตรังกำลังเปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว และที่นี่ก็เคยเป็นสถานที่ประกวด นางงามจักรวาล มาแล้วภาพทะเลของนาตรัง คงออกสู่สายตาชาวโลก ไม่มากก็น้อย





อยู่แค่วันเดียวก็ขอลาแล้ว และคิดว่าที่คงจะไม่ได้กลับมาอีกแน่นอน มุ่งหน้าไปเมืองตากอากาศบนเขา ดาลัด ดีกว่า กว่าจะมาถึงต้องนั่งรถใต่เขาไล่ความสูงมาเรื่อยๆ อากาศที่นี่หนาวเย็นทั้งปี จึงไม่แปลกที่จะมีดอกไม้สวยๆ เต็มเมือง ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็เจอดอกไม้





และก็ผลไม้เต็มตลาด ละลานตาเต็มไปหมด แต่ราคาก็แพงเหมือนเดิม แถมรสชาติยังเทียบไม่ได้กับผลไม้ไทยเลยสักนิด







แม้เมืองนี้จะสวย อากาศเย็นสบาย แต่ก็ขออยู่แค่คืนเดียว จะว่าไปแล้วมันก้ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนัก ความกระตือลือล้น ความตื่นเต้นมันเลยไม่มีเท่าไหร่ จึงขอดินทางมุ่งหน้าสู่ มุ่ยเน่ ในวันรุ่งขึ้นเลย





ทะเลของที่นี่ก็ไม่ได้ต่างกับทะเลที่อืนของเวียดนาม น้ำก็ยังเป็นสีเดิม ด้วยความที่ลมทะเลที่นี่พัดแรงตลอดจึงมีกิจกรรม เล่นว่าวโต้ลม กลางทะเล ดูแล้วก็น่าสนุกเหมือนกัน แต่ค่าเรียนแพงเหลือคอร์สละ 6,000 บาท กว่าจะเรียนจนเล่นได้ คงหมดเงินไปเยอะ  แต่คงจะได้รับควมนิยมจากนักท่องเที่ยวจึงมีโรงเรียนสอนเล่นว่าว เยอะแยะเต็มไปหมด  ตลอดตามความยาวของชายหาด


สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของมุ่นเน่ คงไม่พ้น การไปเที่ยวชม เนินทราย นั่นเอง 
ที่มุ่ยเน่มีเนินหลายหลายแห่ง แต่ที่สวยที่สุดและใหญ่ที่สุดก็คือ เนินทรายสีขาวแห่งนี้ (white sand dunes )






การเดินบนเนินทราย ที่แดดเปรี้ยงๆแบบนี้ ช่างร้อนและกระหายน้ำเหลือเกิน แต่เมื่อเห็นเนินทรายอยู่เบื้องหน้าแล้ว ยอมรับว่าทำให้หายเหนื่อยไปเหมือนกัน ตั้งแต่เดินทางมาเที่ยวเวียดนามใต้ หลายวัน ที่นี่แหล่ะสร้างความประทับใจให้มาก ไม่ว่าจะถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมด





หลายอย่างในเวียดนามไม่ค่อยมีอะไรที่แตกต่างจากเมืองไทย แต่สำหรับที่นี่ เนินทรายแห่งนี้ แบบนี้เมืองไทยไม่มีแน่นอน จึงไม่แปลกที่จะรู้สึก ตื่นเต้น และสนุกสนาน ประทับใจมากกว่าทุกที่ ที่ไปมา จึงเดินปีนเนินทราย อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย




นี่คือครั้งที่ 3 ที่มาเที่ยวเวียดนาม สำหรับผมแล้ว พยายามนึกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งของประเทศไทยแทบจะทุกอย่าง มีอะไรบ้างที่เวียดนามเหนือกว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อาหารเวียดนามอร่อย อันนี้ต้องยอมรับ ว่าคนไทยมาเที่ยวเวียดนามแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย แต่รสชาติความหลากหลาย ความอร่อย ความเป็นเอกลักษณ์ ความมีชื่อเสียงในระดับโลก อาหารไทยได้รับความนิยม และได้รับการยอมรับ ทิ้งอาหารเวียดนามแบบไม่เห็นฝุ่น แถมยังราคาแพงกว่าเมืองไทยอีก ทั้งๆที่เป็นประเทศเกษตรกรรมเหมือนกัน 


หรือว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เวียดนามไม่มีอะไรมาเทียบไทยได้เลย ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางธรรมชาติ ทะเล น้ำตก โบราณสถาน หรือแม้แต่การบริการ คนเวียดนามยังห่างชั้นกับคนไทยมาก เพราะเพิ่งเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว ในขณะที่ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านนี้มานาน







เวียดนามได้เปรียบก็แค่เรื่อง ความสด ใหม่ น่าค้นหา เท่านั้นเอง ในขณะที่เมืองไทยไม่มีที่ไหนที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง เพราะต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก กว่าปีละ 15 ล้านคน จึงอาจจะบอบช้ำและเสื่อมโทรมไปบ้างเป็นธรรมดา พยายามนึกว่า 
เวียดนามมีอะไรที่เหนือไทยบ้าง ก็ยังมองไม่เห็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนเวียดนามนั้นขยันมากๆ ตรงนี้แหล่ะที่น่ากลัวที่สุด ในขณะที่คนไทย โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่นี่
รักความสบายกันเหลือเกิน ไม่มีความอดทน ชอบอยากจะทำแต่งานที่สบายๆได้เงินเดือนเยอะๆ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ 


แต่ก็ใช่ว่า เวียดนามจะแซงไทยไม่ได้ เพราะคนไทยเองนั่นแหล่ะ ที่หยุดพัฒนาตัวเองทั้งที่ประเทศไทยเองมีของดีมากมาย ได้เปรียบเวียดนามแทบจะทุกด้าน แต่ถ้าไม่รู้จักรักษา ไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ก็ยากที่จะไม่มีความก้าวหน้า ต้องเหลียวมองประเทศเพื่อนบ้านด้วยความอิจฉา แล้วคนไทยจะปล่อยให้มันเป็นแบบจริงๆนั้นเหรอ





เดินทาง วันที่ 8 เมษายน - 17 เมษายน 2555













 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2555 16:19:20 น.
Counter : 4548 Pageviews.  

อินเล ทะเลสาบมีชีวิต

ไม่เคยรู้เลยว่า ทะเลสาบอินเล มีอะไรน่าสนใจบ้าง กว้างใหญ่แค่ไหน
รู้เพียงแต่ว่าอยู่ในประเทศพม่า และสิ่งหนึ่งที่จดจำได้ไม่ลืมเลือน เป็นเอกลักษณ์ของทะเลสาบอินเล ก็คือการใช้เท้าพายเรือของชาวประมง การที่ชาวประมงใช้เท้าพายเรือก็เพราะว่า เวลายืนจะมองเห็นฝูงปลา ส่วนมือก็ใช้ในการกางตาข่ายดักปลา เท้าก็พายเรือแจวไป แค่นี้ก็คงจะทำให้ทะเลสาบอินเล แห่งนี้น่าสนใจแล้ว



นอกจากนั้น ทะเลสาบอินเล ยังมีแปลงผักบนน้ำด้วย ซึ่งการปลูกผักที่นี่เลี้ยง
คนได้ทั้งประเทศทีเดียว โดยเฉพาะมะเขือเทศ ตอนเช้าจะเห็นเกษตรกรชาว
อินเล ขนมะเขือเทศใส่เข่งสีแดงเต็มลำเรือหางยาว มุ่งหน้าสู่ตลาดบนบก




น้ำคือคือจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตอย่างแท้จริง เราจึงได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่
ผูกพันกับสายน้ำ เสมือนว่าน้ำเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนที่นี่จริงๆ การสัญจรของคนที่นี่จึงต้องพึ่งเรือเป็นหลัก ทั้งเรือหางยาว และเรือแจวที่ใช้กำลังในการพาย โดยไม่ต้องสนว่าน้ำมันตลาดโลกจะขึ้นไปเท่าไหร่แล้ว
เราจึงได้เห็นคนที่นี่ ไม่ว่ามุมไหนของอินเลก็มีคนพายเรือทุกที่ ทั้งแม่ค้าที่ขายของให้นักท่องเที่ยว และชาวประมง




การประมงที่นี่ยังคงใช้อุปกรณ์แบบดั้งเดิม ไม่ได้มีเครื่องมือที่ทันสมัย
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือการใช้ สุ่มกรวยตาข่ายทรงสูงอันใหญ่ ครอบลงไปในน้ำ ให้ลึกถึงพื้นดิน แล้วใช้ฉมวกแทงหาปลา ถ้าโชคดีก็จะได้ปลาติดปลายคมฉมวกมาด้วย บางคนก็จับปลาด้วยวิธีใช้ตาข่ายดักปลา แล้วก็ใช้ไม้ตีน้ำไล่ให้ปลาตื่นตกใจ ว่ายน้ำไปติดตาข่าย




นอกจากการประมงแล้ว ที่นี่ยังมีงานฝีมือประเภทหัตถกรรมสิ่งทอด้วย โดยใช้วัสดุธรรมชาติเช่นไหม หรือผ้าที่ทอจากใยบัว ทำให้เห็นเบื้องหลังการผลิตเลย สินค้าก็จำพวก ผ้าถุง ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เทคไน สื้อผ้า สีสันสวยงามทีเดียว ใครได้เป็นของฝากคงจะสร้างความพึงพอใจได้ไม่น้อย



งานพวกโลหะ เครื่องเงิน งานตีเหล็กเผาไฟเป็นภาชนะ ของที่ระลึก ก็มีเช่นกัน การทำกระดาษสาแบบเชียงใหม่ ซึ่งมีแรงงานชาวกะเหรี่ยงคอยาวมาทำงานที่หมู่บ้านอินเลเช่นกัน นอกจากจะมารับจ้างทำงานแล้ว ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวไปในตัวด้วย ซึ่งบ้านของพวกเธออยู่ไกลลึกเข้าไปในเขา ชีวิตแบบอาดั้งเดิมของพวกเธอ คงเปลี่ยนไปเยอะจากเมื่อก่อนเยอะทีเดียว เมื่อการท่องเที่ยวของที่นี่มีชื่อเสียง





เห็นแล้วก็นึกถึงชาวกะเหรี่ยงคอยาวที่เมืองไทย ในหมู้บ้านในสอย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เคยเข้าไปนั่งคุยกับพวกเธอตั้งนาน กับสาวงามประจำหมู่บ้านที่ชื่อ มะดะ เธอพูดภาษาไทยได้ชัดมาก เพราะเธอมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ 7 ขวบ ในโปสการ์ดก็มีรูปเธอตั้งหลายรูป แม้กระทั่งรูปตอนเด็ก 7 ขวบ ที่เธอมาเมืองไทยใหม่ๆ โดยที่เธอให้น้องชายตัวเล็กขี่หลัง ภาพพนั้นถ่ายโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อไปทำโปสการ์ด การที่เธอต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้เธอพูดได้ถึง 5 ภาษา เธอบอกว่าชื่อมะดะ แปลว่าผู้หญิงเก่ง " แต่มะดะไม่เก่งหรอกนะ" เธอพูดอายๆ ดูเธอถ่อมตัวมากๆ เธอเป็นคนที่อัธยาศัยดีมาก เพราะเธอคือตัวแทนของกะเหรี่ยงคอยาว ที่คอยต้อนรับคนทั่วโลกมาเยี่ยมเยือน แบบนี้จะบอกไม่เก่งได้ไง ก่อนที่เธอจะย้ายมาอยู่เมืองไทย เธอเล่าให้ฟังว่า ทหารพม่า โหดร้ายมากจับไก่ หมูสัตว์เลี้ยงของพวกเธอไปหมด
ผู้หญิงบางคนก็โดนลากไปข่มขืน เธอและครอบครัวจึงหนีภัยสงครามมาอยู่ที่เมืองไทย จนทุกวันนี้





หมู่บ้านในสอยที่เธออยู่ไม่มีไฟฟ้า เธออยากดูทีวี แต่ทางการไม่ยอมติดตั้งให้ เพราะอยากให้หมู่บ้านของเธอมีชีวิตแบบเรียบง่ายดั้งเดิม เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเรียนรู้ชีวิตของพวกเธอ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ตว่าเธอเสียชีวิตแล้ว ตั้งแค่ปี 2549 เพราะไปค้นหาข้อมูลกะเหรี่ยงคอยาวในเมืองไทยใน google ไปเจอเนื้อข่าวโดยบังเอิญ ดูเนื้อหาของข่าวแล้ว มันต้องเป็นมะดะคนเดียวที่ผมได้รู้จักแน่นอน เพราะข้อมูลเนื้อข่าวกับเรื่องที่ฟังจากปากเธอ ไม่ได้ต่างกันเลย เพราะเธอเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในเรื่องการดึงดูดประชาสัมพันธ์ชนเผ่าของเธอ และการท่องเที่ยวในจังหวัด ข่าวว่าเธอตรอมใจตาย เพราะหมู่บ้านของเธอกำลังจะถูกย้ายไปรวมกับหมูบ้านกะเหรี่ยงคอยาวอีกกลุ่มในจังหวัดแม่ฮ่องสอน น่าเสียดายมากๆที่จากไปก่อนวัยอันควร อายุแค่ 25 ปีเอง ด้วยความสงสัยผมจึงโทรไปสอบถาม ทาง ททท. แม่ฮ่องสอน ก็ได้คำตอบที่ตรงตามกับข่าว
ที่ลงในอินเตอร์เน็ต มะดะไม่น่าจากโลกไปก่อนวัยอันควรเลย
ขอให้เธอไปสู่สุขคติเถิด




แต่สำหรับกะเหรี่ยงคอยาวที่นี่ ผมไม่รู้เลยว่าเธออยู่ดีมีสุข หรือไม่ ตอนถ่ายรูปกับพวกเธอ ก็ดูเธอมีความสุขดี ไม่ต่างกับตอนที่ผมถ่ายรูปคู่กับมะดะ ที่หมู่บ้านในสอย แม่ฮ่องสอน


ทะเลสาบอินเล อันกว้างใหญ่แห่งนี้ยังมีรีสอร์ทน่ารักๆ ให้ดื่มด่ำกับสายน้ำเสมือนว่า เป้นส่วนหนึ่งของชาวอินเล แบบกลมกลืน





ชีวิตของชาวพม่าไม่ว่า มุมไหนของประเทศ จะมีเจดีย์อยู่ทุกที่เป็นศุนย์รวมจิตใจของคนพม่า ไม่เว้นแม้แต่ชาวอินเล ศาสนาพุทธคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนพม่าอย่างเหนียวแน่น ซึ่งต่างกับเมืองไทยมาก แม้ว่าจะมีศาสนาเดียวกันก็ตาม




ตลอด 6 ชั่วโมงที่นั่งเรือหางยาวชมวิถีชีวิต ชาวอินเล ช่างเป็นเวลาที่น่าประทับใจจริงๆ วิถึชีวิตที่ผูกพันธ์กับน้ำ ที่แทบจะแยกกันไม่ออกทีเดียว

อินเลทะเลสาบมีชีวิต







เดินทางวันที่ 26-10-2554 - 2 -11-255






 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 18 ธันวาคม 2554 1:52:38 น.
Counter : 2710 Pageviews.  

1  2  3  

butterfly angel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับเพื่อนร่วมโลกทุกคน
ข้อความทั้งหมดที่ผมเขียนก็แค่อยากเขียน อยากเล่า อยากถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ตามแบบฉบับของตัวเอง ไม่ได้ยึดหลักการเขียนแบบนักเขียนมืออาชีพ เพราะก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าแบบเขียนที่ดีเป็นแบบไหน อยากเขียนแบบไหนก็เขียน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้ความรู้และความบันเทิง ไม่มีมากก็น้อย

ข้อมูลหรือความคิดทั้งหมด เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด หากใครแวะมาอ่าน โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

ล๊อกอินนี้ใช้ร่วมกับหลานสาวและครอบครัวนะครับ
บางกระทู้ ก็เป็นคนในครอบครัวใช้นะครับ
แต่บล๊อกเป็นงานเขียนของผมคนเดียว




Friends' blogs
[Add butterfly angel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.