Group Blog
 
All Blogs
 
ลุยเดี่ยว เที่ยวราชาสถาน ตอน3 ขี่อูฐท่องทะเลทราย

รถบัสนอนแบบนี้ผมเคยนอนมาก่อนจากคุณหมิงไปจงเตี้ยนแต่สภาพรถของจีนดีกว่าเยอะ ที่นี่มีช่องแค่พอดีตัวที่ยัดตัวเองเข้าไป แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไรมาก ดีกว่าเบาะนั่งเป็นไหนๆ นอนชมดาวบนท้องฟ้าหลับ้างตื่นบ้างมาถึงเมือง jaisalmer ตอนตี4 กว่าๆ ขนาดดึกขนาดนี้พอลงจากรถก็ยังโดนรุมจากคนขับ
เหมือนเดิม ไม่รู้จะไปกับใครแต่ผมชอบคนขับทรถที่อินเดียอยู่อย่างคือ
ใครได้ลูกค้าเขาก็ไม่โกรธกัน ผมเห็นหลายที่แล้ว

ตอนแรกก้ไม่รู้เหมือนกันว่าจะพักที่ไหนดี ดีที่มีคนมาเสนอโรงแรมตอนอยู่
บนรถผมดูรูปภาพที่เขาเสนอพร้อมทำเลที่ตั้งแล้วใช้ได้ทีเดียวอยู่ใกล้
jaisalmer fort ด้วยเลยให้ตุ๊กตุ๊กมาส่งทีโรงแรมนี้แล้วกัน พอมาถึงดูสภาพ
ห้องแล้วก็สมกับราคา 300 รูปีไม่ได้ผิดเพื้ยนไปจากรูปเท่าไรนัก



มาตื่นเอาตอน 10โมงเช้าขึ้นไปทานอาหารบนดาดฟ้าโรงแรม ผมชอบมาก
เพราะมองเห็นวิวของเมือง jaisalmer สุดลูกหูลูกตาเมืองนี้มีสีเหลืองนวล
ไปทั้งเมือง แต่ละเมืองของราชาสถานช่างมีเอกลักษณ์ทุกเมือง เมืองjaipur
ที่ผมพลาดก็เป็นสีชมพู เมืองjodhpurก็เป้นสีฟ้าสวย











แม้ว่าแต่ละเมืองของราชาสถานจะมีเอกลักษณ์เด่นในแต่ละเมือง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันก็คือกลิ่นเฉพาะของอินเดีย เดินไปตามซอกของ
ตึกรามบ้านช่องก้จะได้กลิ่นน้ำเสียจากท่อน้ำทิ้ง เพราะแต่ละเมืองที่นี่ไม่ขุด
ท่อน้ำทิ้งลงใต้ดิน แต่ให้มันไหลไปตามร่องน้ำที่ไม่มีฝาปิด กลิ่นน้ำเสียจัง
โชยมาเตะจมูกแบบเลี่ยงไม่ได้






วันนี้มีทัวร์ขี่อูฐท่องซาฟารีตอนบ่าย2 โรงแรมที่นี่จะมีทัวร์ขายทุกโรงแรมอยู่แล้ว ทั้งครึ่งวัน เต็มวันค้างที่ทะเลทราย 1คืน หรือจะทัวร์5วันก็ได้แล้วแต่เวลา วันนี้ผมมีเพื่อนร่วมกรุ๊ปเป็นชาวฝรั่งเศสและแคนาดา 2คนนี้เป้นเพื่อน
กันและเสื่อสารกันด้วยภาษาฝรั่งเศสรวมเป้น 3 คน ค่าทัวร์อยู่ที่ราคา 1,500
รูปีรวมทุกอย่างแล้ว

กว่าจะถึงบ่าย 2 ยังมีเวลาอีกเยอะเลยไปเที่ยวชมตลาดและเที่ยวชม fort
jaisalmer ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักเดินไม่นานก็ถึงแล้ว





บริเวณรอบๆ fort ก็จะมีร้านขายของที่ระลึกต่างๆสำหรับนักท่องเที่ยว แต่วันนี้ดูคนขายจะเยอะกว่านักท่องเที่ยว เวลาเดินผ่านร้านไหนคนขายดูจะกระตือ
ลือล้นนำเสนอมากๆ แต่สำหรับผมแล้วไม่ค่อยมีของที่ถุกตาต้องใจสักเท่าไหร่ จึงได้เพียงโปสการ์ดอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับผม
ไม่ว่าไปที่ไหนผมจะซื้อโปสการ์ดเก็บไว้ตลอด และส่งให้เพื่อนด้วย








คนที่ไม่ค่อยชอบชมสถานที่เก่าแก่แบบผมแล้ว การมาชมfort ยิ่งให้ความรู้สึกธรรมดามากๆราคาเข้าชม 250 รูปี พร้อมเครื่องบรรยายภาษาต่างๆ
ที่ไปถึงจุดไหนหมายเลขเท่าไหร่ก็กดฟังคำบบรยายเรื่องราวต่างๆมีทั้งภาษา
จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี รัสเซีย อังกฤษ แน่นอนไม่มีภาษาไทย
ผมลองถามเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อไหร่จะมีภาษาไทย เธออมยิ้มแล้วก็บอกว่า
กำลังคิดจะทำอยู่ค๋ะ ผมก็ถามไปงั้นแหล่ะ ขนาดที่เกาะบาหลีเขามีภาษาไทย
บบรยายฉากต่างๆของละครบารอง ผมยังไม่อ่านเลย นับประสาอะไรกับ
ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆอย่างผม และเธอก็คงตอบเอาใจนักท่องเที่ยว
ไปงั้นแหล่ะ ถึงแม้คนไทยจะเริ่มมาเที่ยวเยอะแล้วก็ตามก็คงไม่มีอิทธิพล
เท่าภาษาที่กล่าวมาข้างบน









ตลาดสดที่นี่ก็ไม่ต่างจาก เมืองอื่นๆของราชาสถาน





เดินชมตลาดจนสาแก่ใจแล้วกลับมาที่โรงแรมเตรียมตัวขึ้นรถจิ๊บไปขี่อูฐ
ท่องซาฟารี เดินทางไม่นานก็มาถึงจุดขึ้นอูฐ




ตอนแรกที่เผชิญหน้ากับอูฐผมค่อนข้างกังวลเล็กน้อย เพราะนี่คือครั้งแรก
ในชีวิตจริงๆที่ได้ขี่อูฐกลัวว่ามันจะดุหรือว่าอาจจะเตะเราก็ได้ ผมถามคน
เลี้ยงเขาบอกว่ามันเชื่องไม่เป็นอันตราย ค่อยอุ่นใจขึ้นมาหน่อย





แนะนำกันนิดหน่อยก็ถึงเวลาไปกันแล้ว ตอนแรกก็เกร็งพอเริ่มคุุ้นก็สนุกแล้ว
เพื่อนร่วมกรุ๊ปทั้ง 3คนล้วนไม่เคยขี่อูฐกันทั้งสิ้น ต่างหัวเราะชอบใจกันใหญ่




อูฐที่ผมขี่ชื่อ ลูเลิ้น ไกด์บอกว่าชื่อนี้ไม่มีความหมาย ไกด์คนที่ดูแลเรา
มี 2คน เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 20ปีกับอายุ 11 ปีเท่านั้น ต่างขี่อูฐคนละตัว
ของใครของมัน เพิ่งทราบว่าอูฐมันจะเดินสลับกับวิ่ง ตอนที่มันวิ่งพวกเรา
ชอบใจกันใหญ่ยังกะเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่


ระหว่างทางเราเจอ2 ครอบครัวที่ปลูกบ้านอยู่กลางทะเลทรายไกด์ถามว่าจะแวะเข้าไปทักทายหรือเปล่า ผมก็เลยบอกว่าขอแวะหน่อยโดยไม่ต้องขอ
ความเห็นจากเพื่อนร่วมทริป 2 คนนั้นเห็นผมลงไปทักทายเด็กน้อยก็เลย
ลงตามไปด้วย ท่าทางเด้กๆที่นี่ค่อนข้างขี้อาย แต่สักพักก็ไม่กลัวพวกเราแล้ว






ฝรั่งแคนาดาเขานำดินสอสีมาแจกเด็กด้วย เขาคงอ่านมาจากหนังสือไกด์บุ๊ค
ผมซะอีกที่ไม่มีอะไรมาให้เด็กๆเลย ตอนที่อีตาฝรั่งแคนาเดี้ยน แจกเสร็จ
แกก็ขอหอมแก้มเด็ก พร้อมให้เด็กทั้งชายและเด็กหญิงหอมแก้มแกคืน
เด็กๆก็หอมตอบแบบอายๆขำๆหัวเราะไปด้วย ส่วนแม่เด็กๆก็คอยเชียร์อยู่ห่างๆ พร้อมกับหัวเราะชอบใจ ในความน่ารักทั้งคนให้และคนรับ ผมก็แอบ
ขำไปด้วยดูแล้วน่ารักดี




ประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเราก็มาถึง sand dunes เนินทรายจุดที่เราจะพักคืนนี้






ไม่รอช้าผมรีบไปสำรวจเนินทราย ที่นี่ทรายไม่ได้เยอะเหมือนกับทะเลทราย
ที่กว้างใหญ่อย่างโกบี หรือแถบตะวันออกกลาง แต่มีเพียง3-4 เนินทราย
ประมาณ 100 กว่าไร่ ถ้าอยากดูเนินทรายเยอะๆต้องใช้เวลาทัวร์ 5 วัน
แต่สำหรับผมแค่นี้ก็พอจะรู้บรรยากาศทะเลทรายแล้ว ความรู้สึกก้ไม่ต่าง
จากการเห็นหิมะครั้งแรกเท่าไหร่









วันนี้เนินทรายมีโอกาศต้อนรับเพียง2 กลุ่มเท่านั้นอีกกลุ่มหนึ่งมาจาก
อังกฤษมากันเป็นครอบครัวพ่อแม่และลูกชายวัยรุ่น 2 คน

ตอนค่ำไกด์ของเราเตรียมอาหารให้เรากินพวกเราช่วยกันไปหาฟืนแถวนั้นมาก่อไฟทำอาหาร ที่นี่ไม่มีโรงแรม ไม่มีห้องน้ำ เรียกว่านอนกลางดินกินกลาง
ทรายกันจริงๆเลย






ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีโรงแรม ไม่มีไฟฟ้า ก่อกองไฟด้วยฟืนที่เราไปหามาแถวๆนั้นไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้แปรงฟัน ห้องน้ำที่นี่ก็หามุมที่ชอบเอาเอง เปิดโล่ง ลมโกรก เย็นสะบายมากใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมจริงๆ กินอาหารบนทรายและเคี้ยวอาหารโดนทรายไปด้วย






ได้นอนนับดาวบนท้องฟ้าเปิด สุดแสนโรแมนติค เห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าเสียงนกร้องขับกล่อมทั้งคืน สลับกับเสียงเคี้ยวเอื้องของอูฐ นอนภายใต้ผ้าห่มอุ่นหลับสะบาย






ตื่นเช้าออกเดินสำรวจเนินทรายอีกรอบ ในขณะที่ 2 หนุ่มเพิ่งตื่น ตื่นก่อนย่อมได้เปรียบกว่า






ที่นี่ยังได้เห็นนกยูงฝูงหนึ่งมาหากินใกล้ๆที่พวกเราพักด้วย





หลังจากทานข้างมื้อเช้าเสร็จ พอสายๆพวกเราก็เตรียมตัวกลับ




ระหว่างทางพวกเราก็เจอหมู่บ้านทะเลทรายอีก 3-4 ครอบครัว พวกเราเข้าไป
ทักทายเหมือนเดิม เด็กที่นี่ถ้าได้ขนมหรือชอคโกแล๊ตจะชอบมากๆ











กลับมาถึงโรงแรมบ่าย2 มาเดินเที่ยวชมตลาดต่อ ตอนแรกผมว่าจะจอง
ตั๋วไปเมือง jaipur pink city เมืองสีชมพูก่อนเดินทางเข้ากรุง newdelhi
เพราะเที่ยวบินสุดท้ายของผมรอบ 5ทุ่มยังมีเวลาพอที่จะไปชมเมือง jaipur
ได้อยู่กะว่าจะไปเช้าที่เมืองjaipur พรุ่งนี้แต่เกิดเปลี่ยนใจ เพราะแค่นี้
ผมก็ได้สัมผัสอินเดียแบบเข้าถึงแล้ว การมาคนเดียวทำให้ผมมีเวลาเต็มที่
ในการค้นหาในสิ่งที่ผมอยากรู้มานาน มีอิสระในการตัดสินใจเต็มที่ ว่าจะทำอะไรไม่ต้องแคร์เพื่อนร่วมทาง นี่คือข้อดีมากๆของการมาคนเดียว ได้เห็น
ได้เรียนรู้เต็มที่ แค่นี้ผมก็คิดว่าได้สัมผัสอินเดียแบบสมใจแล้ว แม้ว่าจะเป็น
เวลาเพียงแค่ 7 วัน วันสุดท้ายขอกลับ new delhi แบบสะบายๆไม่รีบร้อน
ดีกว่า ทริปนี้เป็นทริปที่ผมพอใจมาก ถือว่าสมความตั้งใจที่วางแผนไว้
แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบไปบ้าง






ผมเลยจองตั๋วกลับนิวเดลีเลย ต้องนั่งรถไฟยาวนานถึง 19 ชั่วโมงจาก
jaisalmer ถึง newdelhi ผมจองตั๋วรถนอน ac ราคา 1,250 รูปี จาก
โรงแรมซึ่งคิดค่าบริการ 100 รูปี ผมว่าดีกว่าไปจองเองเป็นไหนๆ
ประหยัดเวลาเยอะกว่ากันมาก เพราะการจองตั๋วรถไฟไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
เพราะประชากรอินเดียเยอะขนาดนี้ จะให้จองล่วงหน้าทางอินเตอร์เน็ต ผมก็
ไม่ชอบเพราะไม่ชอบอะไรเป๊ะๆ เช่นเดียวกับวันนี้ที่ผมสามารถเปลี่ยนแผน
ได้ตลอด เสน่ห์ของการเดินทางแบบ backpacker ก็คือความยืดหยุ่นนี่แหล่ะ
อยากไปไหนก็ไปตามใจปรารถนา





ผมไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือครั้งแรกของผมที่ได้นั่งรถไฟในต่างแดน มันดีกว่าที่ผมคิดไว้อีก นอนหลับสะบายมาก โรแมนติคกว่าการนั่งรถบัสเป็นไหนๆ
ได้เห็นบรรยากาศ 2 ข้างทางของบ้านเมืองอินเดีย
มาอินเดียครั้งแรกทำได้แค่นี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ผมเริ่มที่จะปรับตัวได้แล้ว ทั้งๆที่มาวันแรกๆเกลียดประเทศอินเดียมากๆ
ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอินเดียถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกอย่างมันมี
เหตุและผลทั้งนั้น ผมเริ่มเปิดใจแล้ว การเดินทางครั้งนี้มันสอนอะไรผมมากมาย ที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย



แผนที่วางไว้ผมทำได้ แต่ต้องมีสัมภาระไม่มากจะได้คล่องตัว ที่สำคัญที่สุดต้องมีความอึดและสุขภาพต้องเอื้ออำนวย บางคนอาจบอกว่าเป็นชะโงกทัวร์เกินไปหรือเปล่า สำหรับผมถือว่าพอใจมาก ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร แต่ละเมืองไม่ได้อยากที่จะซึมซับ ดื่มด่ำอะไร เพราะความวุ่นวาย สกปรกของเมือง
อาหารก็กินยาก มันไม่เหมือนบางประเทศที่เคยไป อยากจะอยู่นานๆ อย่างเมืองจงเตี้ยน ลี่เจียง ของจีนอาหารอร่อย ธรรมชาติสวยงาม ไม่มีคนจ้องแต่หาผลประโยชน์จากเรา การมาเที่ยวอินเดียครี้งนี้ก็เพื่อการเปิดหูเปิดตา เรียนรู้ชีวิต การเอาตัวรอดในต่างแดน การฝึกภาษา การมาอินเดียคราวนี้ให้อะไรกับผมมากมาย รู้คุณค่าของชีวิต พบสัจธรรมหลายอย่าง จากความยากจนของคนที่นี่เห็นขอทานรอรับเศษอาหารจากเดนคนอื่น เห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ทำให้รู้ว่าผมโชคดีแค่ไหนที่เกิดเป็นคนไทยรักเมืองไทยมากขึ้น 100 เท่า เมืองไทยดีที่สุดแล้ว



บางทีถ้าเราไม่ออกเดินทางไปไหนเราจะเหมือนกบในกะลาไม่เคยรู้ว่าประเทศเรามีดีแค่ไหน ไม่รู้คุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เวลาที่เราไปประเทศที่เขาเจริญกว่าเรา ก็อยากจะให้บ้านเราเจริญแบบนั้นบ้าง ทำให้กลับมาแล้วอยากจะพัฒนาตัวเอง ชาติเราจะได้เจริญยิ่งขึ้น รู้สึกขอบคุณการตัดสินใจ
มาเที่ยวอินเดียครั้งนี้ของผมจริงๆ











เดินทางวันที่ 25/03/2554 - 1/04/2554
















Create Date : 09 พฤษภาคม 2554
Last Update : 9 พฤษภาคม 2554 20:13:49 น. 1 comments
Counter : 1391 Pageviews.

 
คุณเจ้าของบล็อกอายุเท่าไหร่กันคะเนี่ยยยยย...ไม่ได้อยากจะรู้จริงๆค่ะ แต่ชอบที่คุณเป็นคนเขียนหนังสือดีมาก ดิฉันคิดว่าสมัยนี้มีน้อยคนมากที่จะเล่าเรื่องได้ละเอียดชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจเหมือนคุณ

ดิฉันพยายามหาข้อมูลที่เที่ยวอินเดียมากจากหลายๆที่ แต่ไม่มีซักที่ที่บอกความจริงใจเหมือนคุณค่ะ ส่วนใหญ่จะบอกแต่ว่าสวยอย่างนั้นอย่างนี้ ถ่ายรูปมาก็มีแต่รูปเพอร์เฟคมาก จนนึกว่าอินเดียเป็นเมืองสวรรค์ ไว้จะตามอ่านอีกนะคะ


โดย: murmurmuse วันที่: 11 พฤษภาคม 2554 เวลา:15:08:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

butterfly angel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับเพื่อนร่วมโลกทุกคน
ข้อความทั้งหมดที่ผมเขียนก็แค่อยากเขียน อยากเล่า อยากถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ตามแบบฉบับของตัวเอง ไม่ได้ยึดหลักการเขียนแบบนักเขียนมืออาชีพ เพราะก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าแบบเขียนที่ดีเป็นแบบไหน อยากเขียนแบบไหนก็เขียน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้ความรู้และความบันเทิง ไม่มีมากก็น้อย

ข้อมูลหรือความคิดทั้งหมด เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด หากใครแวะมาอ่าน โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

ล๊อกอินนี้ใช้ร่วมกับหลานสาวและครอบครัวนะครับ
บางกระทู้ ก็เป็นคนในครอบครัวใช้นะครับ
แต่บล๊อกเป็นงานเขียนของผมคนเดียว




Friends' blogs
[Add butterfly angel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.