Andromeda





Episode 4
" Andromeda "
แอนโดรเมดา...ผู้สืบทอด



ดั่งความฝัน  อันแสนไกล
ดาวดวงใหม่  ใสพิสุทธิ์
แผ่นดินช้ำ อันชำรุด
โลกเสื่อมทรุด จากมือใคร
?



1. ดั่งความฝัน


ฝุ่นสีแดงพัดผ่าน...จากกลุ่มอาคารที่ทับถม
ผมพลิ้วจากริ้วสายลม...ยามนั่งพักสะสมกำลังฟื้น
แนวรบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง...ยังส่องแสงทุกกลางคืน
หลับงีบแล้วผวาตื่น...แนบบนพื้นแว่วเสียงมัน


หน่วยล่าสังหาร...ที่คืบคลานในม่านมืด
เสียงโลหะครูดคราดครืด...คล้ายยาวยืด ดั่งความฝัน
เพียงขอให้ชีวิตได้ผ่าน...ไปได้อีกสักวัน
บาดแผลและเลือดของฉัน...ยังยิ้มเยาะหยันให้ศัตรู

สงครามกับเครื่องจักร...ยังยืดเยื้อไม่เคยพักให้ตระหนักคิด
ดาวโลก ที่เคยเห็นดั่งนิมิต...เพียงจิตรู้
เหลือเพียงดาวรกร้าง แห้งแล้ง...ยามมองดู
ดาวสีฟ้าที่เคยเห็นในรูป...ที่เคยรู้ ไปไหนกัน?

คนบอกว่า...ฉันคือความหวังแห่งดวงดาว
ที่จะพาหนุ่มสาว...เดินทางสู่หมู่ดาวอันพร่างฝัน
แอนโดรเมดา...คือกาแลคซี่ที่แสนไกลนิรันดร์
หากมีระบบหนึ่ง ใกล้กว่านั้น...จะมีดวงดาวอันงดงาม

แอนโดรเมดา กาแลคซี่...ซึ่งวันนี้ คือชื่อฉัน
คนที่ต้องดิ้นรนไปวันวัน...เพื่อวันนั้นอาจได้เดินทางข้าม-
สู่ดาวเคปเลอร์ ดาวแห่งฝัน...ซึ่งระยะทางนั้นอาจไกลเกินคิดตาม
กี่ปีแสงคือคำถาม...จากธุลีที่ลอยท่ามห้วง จินตนาการ .










2. อันแสนไกล


ทางแห่งดวงดาว อันแสนไกล...ที่ไม่มีใครรู้
อนาคตปากประตู...เวลาคู่คืบขนาน
แปรผันอัตราความเร่ง...บรรเลงเพลงจักรวาล
คูณทวีแสงพลังงาน...ประสานร้อยในรอยฝัน

วิถีธรรมดา...นวัตกรรมล้า มิอาจล่วง
หลายศตวรรษผ่านคือผลพวง...แห่งการแข่งขัน
ฤาได้เพียงปฏิกิริยา...แห่งการขับดัน
คงมิอาจแปรผันสิ่งสร้างสรรค์...ได้ในพริบตา

ณ.ซอกตึกที่กบดาน...มองผ่านช่องรอยร้าว-
แห่งกาลเวลา เมื่อย่างเข้า...สู่ยามนิศา-
ราตรีมืดมนทนทุกข์...ปลอบปลุกห้วงชะตา
ภาพแห่งมายา...ลอบแทรกซึมช้าช้า บนม่านภวังค์

ไกลแสนไกล...ดาวแจ่มใสในเวิ้งฟ้า ท่ามที่ตาเห็น
ยามลมจางฝุ่นร้างเร้น...ราตรีเยือกเย็นเช่นความหวัง
ทางช้างเผือกพาดผ่านฟ้า...ก่อนนิทรามลัง-
เมลืองแสงแจรงดั่ง...สะพานสู่รุ้งราง

เสียงปะทะปลุกให้ตื่น...จากแนวรบ
กลุ่มเพื่อนพ้องคงประสบ...ศัตรูในตรู่สาง
กระชับปืนมั่น...นอนหมอบข้างซากรถเกราะล้อยาง
เห็นจุดแสงจางจาง สีแดงแต้ม...แซมราตรี .










3. ดาวดวงใหม่


มองผ่านกากบาท...ในลำกล้อง ของปืนที่วางพาด
เงาทมึนแห่งปีศาจ คืบกวาด...ทุกชีวิตกลางแสงสี-
ของไฟจากการต่อสู้...จรยุทธ์ ยุทธวิธี
หากเนื้อหนังฤาย่อมมี...วันพลาดยามสาดกระสุน

ไฟจากปากกระบอกปืน
...แลบแปลบปลาบตราบฟ้าแจ้ง
ดวงตะวันส่องแสง...ผ่านม่านหมอกสีแดง ยามเคลื่อนหมุน
หมอกควันโบราณ...จากเห็ดเพลิงที่เผาผลาญโลกเป็นจุณ
ปิดบังโลกจนเหี่ยวแห้งเป็นฝุ่น...แต่นานมา

ลำแสงรังสีเลเซอร์...ปลุกจากเผลอภวังค์คิด
ถากเสื้อเกราะทำไฟลุกติด...จนร้อนแสบผวา
ขยับยิงตอบโต้เล็งหมาย...หว่างในตา
เพื่อดับวงจรชีวา...เศษเหล็กกระหายสงคราม

เสียงระเบิดกึกก้อง...ไฟโหมสยองในคลองจักษุ

เศษเหล็กเก่าผุ...จบอายุจนเกลื่อนสนาม
แดดเช้าสีแดงมัวมัว...ยามฝุ่นกระจายตัวโหมลุกลาม
โลกที่เคยงดงาม...เหลือเพียงฝุ่นฟุ้งยาม ลมกระพือ

ดาวที่ใกล้ตายคล้าย...ดั่งดาวอังคารปานกระนั้น
ดาวสีฟ้าเปลี่ยนผัน...สู่ดาวแดงฉะนั้นหรือ?
ทุกคนคาดหวัง...ค้นหา ดาวดวงใหม่
อันใดฤา
เพียงรอคอยเพื่อยุดยื้อ...ห้วงแห่งวันเวลา .










4. ใสพิสุทธิ์


พวกมันมาหลังจาก...สงครามล้างโลก
หุ่นจักรกลกับยาน ผ่านหมอกควันยามลมโบก...ลงจากฟากฟ้า
กวาดล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์...ด้วยอาวุธที่นำมา
หากกลุ่มที่ต้านทาน ก็คืบหน้า...จนใกล้ถึงชัย

เหลือเพียงยานแม่...อันลึกลับ ที่ยังลอยคว้าง

ความหวังอันเลือนราง...หวังได้พึ่งพาอาศัย
เรียนรู้อารยธรรม กรรมวิธี...แห่งการสัญจรไกล-
สู่จุดหมายในปลายทางแห่ง...ดวงดาว

ดาวแห่งใหม่ ใสพิสุทธิ์ บริสุทธิ์...จากโลกาภิวัตน์
แม้นแสนไกล...หากแจ่มชัด ในข้อมูลจากห้วงหาว
ดาวเคปเลอร์...อันไกลโพ้น และการเดินทางอันยืดยาว
ทิ้งโลกที่มืดเหน็บหนาว...สู่ฟ้าพราวอันสวยงาม


กัมมันตรังสีที่ซ่อนเร้น...ดุจเช่นภัยมรณะ
ก่อเกิดโรคร้ายคร่าชีวะ...ดุจดั่งขยะที่โดนเหยียดหยาม
แม้ว่านานมาแล้ว...ยังเจือปนในเศษสงคราม
ดั่งเช่นตัวฉันเองก็ตาม...มีสิ่งดั่งหนามยอกหัวใจ


ภายนอกซ่อนเห็น...สิ่งที่แฝงเร้นในตัวฉัน
เช่นทุกคนที่มีความฝัน...สู่โลกอันสวยสดใส
สิ่งเงียบที่กบดาน...ภายใต้ร่างกายข้างใน
พลังอันอ่อนไหว...ซ่อนไว้ภายใต้ดวงตาและอารมณ์ .










5. แผ่นดินช้ำ


ฉันคือหนี่งในนักบิน...ที่บินขึ้นจากฐานลับ
สงครามครั้งสุดท้าย...ที่จะเปลี่ยนปรับ ให้มนุษย์ได้สุขสม
เพื่อเรียนรู้ เทคโนโลยี่...อันชาญฉลาดแหลมคม
แหละใช้เพื่อเดินทาง...หนีจากดาวสีส้ม แหละฝุ่นแดง

เครื่องบินล่องหน...เทคโนโลยี่ของมนุษย์ฝูงสุดท้าย
บินเกาะกลุ่มและกระจาย...โจมตี หลบหนีลำแสง
ยานศัตรูหลายหลาก...บินออกจากยานแม่ แปรสำแดง-
สงครามบนฟากฟ้า...ก็ผาดแผลงแสดงวิธี


จำนวนน้อยครึ่งต่อครึ่ง...มิสะพรึงสะพรั่น
และแล้วก็ถึงวัน...เปลี่ยนผันเส้นทางแห่งสงครามวิถี
แม้นสูญเสียหล่นร่วง...สู่เหวห้วงอเวจี
หากคือวิญญาณอันพลี...ให้แด่จุดมุ่งหมาย

แผ่นดินช้ำ...และยับเยินจากสงครามในอดีต

ต้นไม้แห้งตายเหี่ยวซีด...จากขาดแสงตะวันฉาย
ไร้น้ำฝนจากฟากฟ้า...ที่พาให้รอดจากความตาย
เหลือทางรอดสุดท้าย...คือโยกย้ายจากโลกเดิม

นักบินพร้อมกับมนุษย์ชุดแรก...นับร้อยคู่
เตรียมตัวเดินทางมุ่งสู่ อนาคต...ด้วยความคึกเหิม
ผู้ถูกคัดเลือกคัดกรองรวมทั้งฉัน...อันเต็มเติม-
ความหวังให้ใจเริ่ม...มองเห็นแสงอันรำไร .










6. อันชำรุด


แอนโดรเมดา...ชื่อที่เรียกข้าฯ ยามรุกรบ
ยามเมื่อจุดสิ้นสุด บรรจบ...หัวใจกลับพบความอ่อนไหว
ยานต่างดาวลอยคว้าง...เหนือโลกที่เคยศิวิไลซ์
เหนือโลก อันชำรุด ที่เคยสุกใส...ทุกยามมอง

ฉันไม่เคยเห็น...เกิดไม่ทัน มันนานแสนนานมาแล้ว
มีเพียงรูปภาพอันวาวแวว...ที่ผ่านดวงตาทั้งสอง
ต้นไม้ภูเขา ทะเล...และแม่น้ำ คูคลอง

อาคารสวยงาม...บ้านช่อง ที่ฉันมองผ่านกาลเวลา

ผู้สืบทอด...พวกเขาเรียกฉันว่าแบบนั้น
แต่ใจข้างในกลับไหวหวั่น...และแอบหวาดผวา
สิ่งที่อยู่ในตัวฉัน ผลพวงแห่งรังสี...ฉันคือปีศาจหรือเทวดา
ฉันคิดขณะบังคับก้อนหินข้างหน้า...ให้หมุนลอย

ก้อนหินเล็กๆปะปน...หมุนวนเหมือนดั่งระบบสุริยะ
ฉันมองนิ่ง...น้ำตารินร่วงพรมประ เป็นหยดน้อยน้อย
หยดสู่พื้นฝุ่นสีแดง...แล้วซึมหายผ่านทยอย
คล้ายแผ่นดินรอคอย...ความชื้นก่อนจะค่อยเหือดหายไป


มีหยดน้ำเปาะแปะ สองสามหยดรอบรอบ หยดน้ำตาฉัน
สีของพื้นที่เปลี่ยน รับรู้ว่านั่น...มันคือรอยน้ำที่หลั่งไหล
มันถึ่ขึ้น มากขึ้น...ฉันแหงนมองฟากฟ้าที่ลิบไกล
นี่ฉันฝันไปหรือไร...ฉันอุทานออกไป หรือมันคือน้ำฝน .










7. โลกเสื่อมทรุด


ฉันเต้นรำอยู่ท่ามกลางสายฝน...อย่างคนเสียสติ
แต่ไม่สิ มิใช่ฉันคนเดียว...ที่เริงร่ายามเหลียวมองยังห้วงหน
กลางสายฝนสีหม่นหม่นนั้น...ล้วนเต็มไปด้วยผู้คน

ซึ่งเกิดมาเพิ่งได้พบค้น...สิ่งมหัศจรรย์

ปุยเมฆปะปนกับหมอกควัน...แห่งความเศร้า
ดูคล้ายค่อยๆชะล้างความทึมเทา...สู่แสงสี-สรรค์
ฉันร้องไห้กลางสายฝน...ที่หล่นยามใกล้เที่ยงวัน
แสงตะวันลอดผ่านเมฆหมอกนั้น...เป็นลำเฉียงงามตา


โลกเสื่อมทรุด...จากมนุษย์ผู้หิวกระหาย
ฉันรำพึงยามเดินย่างกราย...ผ่านภูเขาที่เคยเป็นลำเนาป่า
เขาหัวโล้นเป็นหินดินทรายโคลน...ยามฝนเทมา
และแล้วสายตา...มองที่ซอกผาอย่างแปลกใจ

สีเขียวอ่อนสดใสตัดกับ...สีเทาเทาของหน้าผา
ฉันค่อยค่อยขยับเข้ามา...มองดูใกล้ใกล้
รูปร่างที่เคยเห็นในรูปภาพ...ภาพที่เก่าแก่ของพงไพร
มันคือหน่ออ่อนที่ผลิใบ...มันคือต้นไม้จากโลกเก่า

น้ำตาที่อ่อนแอของฉัน...หยดเปาะแปะลงอีกครั้ง
ตาพร่าจากน้ำตาที่รินหลั่ง...ที่ประดังล้างความเศร้า
เป็นน้ำตาแห่งปิติ...ภายใต้แสงสีตะวันและเงา
เป็นยามเช้าบนภูเขา...ที่ครั้งหนึ่งเป็นสีเทาและฝุ่นแดง .










8. จากมือใคร ?


ยานอพยพ ของพวกจักรกลที่มนุษย์หยิบยืมมาใช้...ได้จากไปแล้ว
ฉันยืนยิ้มโบกมือให้ ใต้ฟ้าใสแจ๋ว...และแนวตะวันที่ส่องแสง
บนเชิงผาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ต้นน้อย...ที่ทยอยเปลี่ยนแปลง
จากพื้นดินที่แห้งแล้งเป็นสีเขียว...อย่างที่เคย

ฉันเปลี่ยนใจแล้ว...ฉันยังไม่ไปกับพวกเขาหรอก
ฉันมีภาระที่อธิบายบอก...ว่ามิอาจวางเฉย
ฉันคือผู้สืบทอด...ที่ต้องรับผิดชอบ ไม่อาจละเลย
พวกเขายิ้ม ก็อย่างเคย...ไม่มีใครสามารถบังคับฉัน

จากมือใคร? ที่เคยทำให้โลกเก่า...กลายเป็นดาวสีฝุ่น
ฉันมองเงาตัวเองในแอ่งน้ำขุ่น...มองอย่างเย้ยหยัน
ก็พวกฉันนี่ไงที่ครั้งหนึ่ง...นานมาแล้วทุกคืนวัน-
เปลี่ยนสวรรค์...แห่งนี้จนวันหนึ่งกลายเป็นอเวจี

ธรรมชาติมีทางเยียวยา...ของมัน ฉันคิด
หากฉันจะขอช่วยนิรมิต...ให้ชีวิตดำเนินในวิถี
จะเป็นนักรบที่ปกป้อง...ทุกอย่างเหมือนดั่งในยุทธวิธี
หากคราวนี้จะอยู่ข้างต้นไม้เขียวขจี...เพื่อฟื้นโลกใบเดิม

ฉันหวังว่าพวกเขา...ที่กำลังไปเสาะหาดาวดวงใหม่
ดาวเคปเลอร์ที่สดใส...คงได้ประสบการณ์และบทเรียนเพิ่ม
แต่ฉันก็ไม่มั่นใจนัก...ฉันถอนใจเบาเบา ยามรดน้ำเติม-
ให้ต้นไม้ที่ขึ้นเสริม...บนภูเขาโล้นอีกลูกหนึ่ง .



The End







SAFE THE PLANET "

The Andromeda Galaxy (IPA: /ænˈdrɒmɪdə/), also known as Messier 31, M31, or NGC 224 and originally the Andromeda Nebula (see below),
is a barred spiral galaxy approximately 2.5 million light-years (770 kiloparsecs) from Earth and the nearest major galaxy to the Milky Way.[4]
The galaxy's name stems from the area of Earth's sky in which it appears, the constellation of Andromeda,
which itself is named after the Ethiopian (or Phoenician) princess who was the wife of Perseus in Greek mythology.
The virial mass of the Andromeda Galaxy is of the same order of magnitude as that of the Milky Way,
at 1 trillion solar masses (2.0×1042 kilograms). The mass of either galaxy is difficult to estimate with any accuracy,
but it was long thought that the Andromeda Galaxy is more massive than the Milky Way by a margin of some 25% to 50%.
This has been called into question by a 2018 study that cited a lower estimate on the mass of the Andromeda Galaxy,[12]
combined with preliminary reports on a 2019 study estimating a higher mass of the Milky Way.[13][14]
The Andromeda Galaxy has a diameter of about 220,000 ly (67 kpc), making it the largest member
of the Local Group in terms of extension, if not mass.[citation needed]

The number of stars contained in the Andromeda Galaxy is estimated at one trillion (1×1012),
or roughly twice the number estimated for the Milky Way.[15]
The Milky Way and Andromeda galaxies are expected to collide in around 4.5 billion years,[16][17]
merging to form a giant elliptical galaxy[18] or a large lenticular galaxy.[19]
With an apparent magnitude of 3.4, the Andromeda Galaxy is among the brightest of the Messier objects,[20]
making it visible to the naked eye from Earth on moonless nights,[21] even when viewed from areas with moderate light pollution.

Kepler-22b , also known by its Kepler object of interest designation KOI-087.01, is an extrasolar planet orbiting within the habitable zone
of the Sun-like star Kepler-22. It is located about 587 light-years (180 pc) from Earth in the constellation of Cygnus.
It was discovered by NASA's Kepler Space Telescope in December 2011 and was the first known transiting planet to orbit within the habitable zone
of a Sun-like star, where liquid water could exist on the planet's surface.[6] Kepler-22 is too dim to be seen with the naked eye.
Kepler-22b's size is roughly twice that of Earth. Its mass and surface composition are unknown.
An Earth-like composition for the planet has been ruled out. It is likely to have a volatile-rich composition with a liquid or gaseous outer shell.
The only parameters of the planet's orbit that are currently available are its orbital period, which is about 290 days, and its inclination,
which is approximately 90°. Evidence suggests that the planet has a moderate surface temperature,
assuming that the surface is not subject to extreme greenhouse heating. In the absence of an atmosphere,
its equilibrium temperature (assuming an Earth-like albedo) would be approximately 262 K (−11 °C), compared to Earth's 255 K (−18 °C)
The planet's first transit was observed on 12 May 2009. Confirmation of the existence of Kepler-22b was announced on 5 December 2011

Thanks : Epic Music VN , Premium Music HQ , Pandora Journey , Epic Music World , NoCopyrightSounds , Nature Soundscapes , HDSoundDI

เรื่องราวทั้งหมดแต่งจากจินตนาการ...ขอขอบคุณ บทเพลง ภาพเขียน ภาพถ่าย ของศิลปินผู้รังสรรค์
credit - youtube , wikipedia , picture - google
* Literature Blog *




Create Date : 26 สิงหาคม 2563
Last Update : 30 สิงหาคม 2563 19:29:44 น.
Counter : 358 Pageviews.

33 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณปรศุราม, คุณnonnoiGiwGiw, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณtuk-tuk@korat, คุณเนินน้ำ, คุณธนูคือลุงแอ็ด, คุณกะว่าก๋า, คุณหอมกร, คุณทนายอ้วน, คุณtoor36, คุณThe Kop Civil, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณnewyorknurse, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณเริงฤดีนะ, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณkae+aoe, คุณhaiku, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณตะลีกีปัส, คุณภาวิดา คนบ้านป่า

  
ว้าาาา.. มาไม่ทันเจิมมมม อิอิ
โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:15:59:26 น.
  
น่าดูเหมือนกันนะนี่.. การ์ตูนอ่า
จากบล็อก.. ตั๊บลายเหมือนปู่มันเด๊ะเลยค่ะ 555+
โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:16:00:35 น.
  
โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:16:10:23 น.
  
เดี๋ยวมาละเลียดใหม่ค่ะ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:16:18:48 น.
  
แต่งเก่งค่ะ ไพเราะเหมือนเช่นเคย
โดย: เนินน้ำ วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:16:51:20 น.
  
โดย: ธนูคือลุงแอ็ด วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:18:49:10 น.
  
ดั่งความฝัน อ่านแล้วนึกสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
กับนักล่าสังหารที่ชื่อโควิด

สงครามระหว่างโลกและสิ่งอื่น
ยังคงดำเนินไปและสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆในอนาคต
แต่ผมคงอยู่ไม่ถึงวันนั้น

สงครามที่น่ากลัวที่สุด
อาจไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวหรือข้าศึกอื่นใด
แต่เป็นใจของตัวเราเองนี่ล่ะนะครับ
ใจคิด ใจแค้น ใจแคบ
นำไปสู่สงครามทั้งนั้นเลย

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:19:15:05 น.
  
Sleepless Sea Literature Blog ดู Blog
อันโดรเมดรา กาแลกซี่ที่มีอยู่จริงจ้า

โดย: หอมกร วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:20:42:30 น.
  
เข้ามาสวัสดีตอนมืดๆคราบ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:20:53:07 น.
  
หลากหลายมากจริงๆ ครับ
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 26 สิงหาคม 2563 เวลา:23:53:36 น.
  
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 27 สิงหาคม 2563 เวลา:3:38:04 น.
  
สวัสดียามเช้าครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 สิงหาคม 2563 เวลา:9:39:55 น.
  
ขอบคุณ คุณสายหมอกและก้อนเมฆครับ

โดย: Sleepless Sea วันที่: 27 สิงหาคม 2563 เวลา:18:25:10 น.
  

จองที่ไว้ก่อนนะคะ
โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 27 สิงหาคม 2563 เวลา:19:19:22 น.
  
ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 27 สิงหาคม 2563 เวลา:20:12:14 น.
  
มอสเขียวเข้มแบบนี้
มีแค่ฤดูฝนเท่านั้นครับ
พอหน้าร้อน หน้าหนาวก็หายไปหมดเลย

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 สิงหาคม 2563 เวลา:22:43:16 น.
  
ชอบเลยตรับมาเป็นหนัง sci-fi
แต่ผมนคำถึงเกมส์ด้วยครับ
โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 28 สิงหาคม 2563 เวลา:5:36:30 น.
  

สวัสดียามเช้าครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 28 สิงหาคม 2563 เวลา:8:06:45 น.
  
สวัสดีวันศูกร์ค้าาาา
โดย: nonnoiGiwGiw วันที่: 28 สิงหาคม 2563 เวลา:11:27:40 น.
  
ขอบคุณกำลังใจค่า
โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 28 สิงหาคม 2563 เวลา:18:19:05 น.
  
ผมเองก็ชอบภาพขาวดำมากเป็นพิเศษครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 28 สิงหาคม 2563 เวลา:18:57:35 น.
  

สวัสดียามเช้าครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 สิงหาคม 2563 เวลา:6:55:34 น.
  
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 30 สิงหาคม 2563 เวลา:0:34:18 น.
  

สวัสดียามเช้าครับ

ดอกบัวดินเวลาปลูกเป็นแปลงใหญ่
ออกดอกพร้อมกันจะสวยมากๆเลยนะครับ
ดูแล้วเหมือนพรมครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 สิงหาคม 2563 เวลา:7:39:31 น.
  
โห~ บล็อกนี้จินตนาการลอยไปไกลถึง สองล้านห้าแสนปีแสง เลยนะนั่น ^^

เป็นบทประพันธ์ที่ไพเราะมากครับ
ไม่รู้มีใครสังเกตมั้ย การแต่งอะไรแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
มีการวางแกนเรื่องหลักเป็นกลอนนำก่อน 8 วรรค
แล้วเอาแต่ละวรรคมาขยายความร้อยเรียงได้อีก 8 เรื่องแน่ะ
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เนื้อหาก็ดีและให้ข้อคิดที่ดีด้วย
เยี่ยมจริง ๆ ครับ



ป.ล. เรื่องที่ 4 เขียนคำว่า เลือนราง ผิดนิดนึงครับ ^^
โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 30 สิงหาคม 2563 เวลา:17:28:36 น.
  
ขอบคุณ คุณhaiku ครับ

โดย: Sleepless Sea วันที่: 30 สิงหาคม 2563 เวลา:19:23:19 น.
  
ขอบคุณครับ

บทกวีกลอนเปล่าในบล็อก
ผมเขียนอยู่สองแบบคือไฮกุกับแคนโต้
บางทีก็ชอบจำสลับกันครับ 555


ไฮกุผมเองก็เขียนเก็บไว้เยอะ
ค่อยๆทยอยลงให้อ่านกันเรื่อยๆครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 สิงหาคม 2563 เวลา:20:30:37 น.
  
โดย: ธนูคือลุงแอ็ด วันที่: 30 สิงหาคม 2563 เวลา:20:50:37 น.
  

สวัสดียามเช้าครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 สิงหาคม 2563 เวลา:6:46:42 น.
  
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 31 สิงหาคม 2563 เวลา:15:14:08 น.
  
สวัสดีมีสุขค่ะ

เก่งจังค่ะ เหมือนดูละครพูดโบราณ
ที่พูดด้วยถ้อยคำเหมือนบทร้อยกรอง
เป็นภาษาที่สละสลวย ได้ใจความ
ปรบมือเลยค่ะ
อันโดรเมดา....เคยแต่ร้องเพลงที่มีชื่อนี้ประกอบค่ะ นานมาแล้ว
"โอ้อันโดรเมดานิจจาเอ๋ย กระไรเลยเจ้าบ่เคยช้ำใจ..."
โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 1 กันยายน 2563 เวลา:10:55:54 น.
  
ติดตามมาจองที่ไว้ก่อนนะคะ
แล้วค่อยหาเวลามาติดตามเนื้อหานะคะ

โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 3 กันยายน 2563 เวลา:18:19:02 น.
  
เข้ามาฟังเพลงแรกค่ะ
ชอบมาก
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 9 กันยายน 2563 เวลา:16:01:51 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Sleepless Sea
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



สิงหาคม 2563

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31
 
 
26 สิงหาคม 2563
All Blog