Group Blog
  •  ไดอารี่..ส่วนตัว
  •  เปิดร้านขายของ 
  •  D.I.Y.ลองทำดู
มิถุนายน 2549

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ความแตกต่างของการขายสินค้า แต่ละประเภท จากการลองขาย
การที่เราจับงานขายสินค้าหลายๆแบบ ก็ทำให้เรามองเห็นความแตกต่างได้ชัด

เริ่มต้นฉันอาจจะมีพื้นฐานมาจาก การขายเครื่องเขียน แต่การขายเครื่องเขียนอย่างเดียว ไม่อาจทำให้เราอยู่รอดได้ กับสถานการณ์รอบด้านที่เปลี่ยนไป เมื่อโรงเรียนตั้งสหกรณ์ แล้วบังคับนักเรียนใช้สมุดโรงเรียนเท่านั้น เมื่อห้างสรรพสินค้า จัดโปรโมชั่นแบ็คทูสคูล ในห้างลดกระหน่ำ มีทุกอย่าง เมื่อนักเรียนฮิตจะไปเดินห้างมากกว่าร้านค้าริมถนน

ความอยู่รอดเป็นสิ่งสำคัญ การปรับตัวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการลองผิดลองถูก ฉันเคยลองขายกินของใช้แล้ว สู้7-11 ไม่ได้ ยิ่งมีท๊อปมาเปิดฝั่งตรงข้าม ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เปลี่ยนไปขายอย่างอื่นจะดีกว่า ไม่ต้องเจ็บตัว

แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากการลองขาย ลองผิดลองถูก ก็ทำให้เรารู้จักความแตกต่าง ว่าสินค้าแต่ละตัว ต้องดูแลต่างกันไป อย่างขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม เมื่อก่อนอาจจะไม่รู้ว่า ทำไมร้านพวกนี้ต้องเปิดตั้งแต่ตี5 ปิดตอน 5ทุ่ม พอมาลองขายจึงพอจะเข้าใจว่า ขนมขบเคี้ยว กำไรน้อยมาก แค่ถุงละ1-2 บาท น้ำอัดลมถ้าขายตามที่เขากำหนด ก็ได้แค่2-3 บาท แต่ของพวกนี้ขายได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เรียกว่าต้องขายเอาปริมาณ ถึงจะอยู่ได้ สิ่งที่ต้องระวังคือ เรื่องของวันหมดอายุ พวกมด แมลงสาบ หนู ก็ต้องระวัง

ฉันเคยเทียบ ระหว่างขายขนมทั้งวัน กับนั่งๆหลับๆตื่นๆ ขายชุดหลอดไฟอิเล็คทรอนิคส์ แลมตัน ชุดเดียว อาจจะได้กำไรพอกัน แต่ว่าความเหนื่อยต่างกัน ระหว่างทำงานทั้งวันกับทำงานแค่ไม่กี่นาที เหลือเวลาไปทำอย่างอื่นอีกมากมาย การหันไปขายไฟฟ้าดูจะง่ายกว่า

สำหรับขนมคบเคี้ยว อาจจะลงทุนไม่มาก มีรถสายส่งวิ่งมาถาม จะรับอะไร เขาก็จะส่งให้แล้วก็เก็บเงินสด ทุนไม่กี่พันบาทก็ขายได้แล้ว แต่การจะมาจับอุปกรณ์ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้แค่ลิ้น สัมผัสความรู้สึก ว่าชอบหรือว่าอร่อย แค่นั้น แต่ต้องเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แม้สิ่งของเหล่านี้ ถ้าเรามองดูรอบบ้าน ก็จะเห็นมันอยู่ก็จริง ทั้งหลอดไฟ ปลั๊กไฟ สายไฟ สวิทซ์ เคยเปิดปิดทุกวัน เคยแต่มีช่างมาทำให้ แต่อะไรที่มากกว่านั้น หรือลึกกว่านั้น ฉันก็ไม่รู้จัก

ถึงแม้ฉันจะมีพ่อเป็นช่างไฟ แต่เรื่องพวกนี้ ฉันก็ไม่เคยสนใจ แต่เมื่อวันหนึ่งต้องมาขาย การเริ่มต้นจึงไม่ยากเท่าไหร่ อาจจะปวดหัวเล็กน้อย ฉันใช้ระบบถามอย่างเดียว เรียนรู้จากคนรอบข้าง ว่าในบ้านต้องใช้อะไรบ้าง แล้วหาซื้อได้ที่ไหน อะไรใช้กับอะไร อย่างหลอดไฟ ต้องใช้คู่กับสายไฟเบอร์ไหน ปลั๊กไฟต้องใช้คู่กับสายไฟเบอร์อะไร จะเดินเครื่องทำน้ำอุ่น ต้องใช้เบรคเกอร์ กี่แอมป์ จะติดแอร์ ต้องใช้เบรคเกอร์กี่แอมป์ ความรู้ในการขายเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะไฟฟ้าเป็นเรื่องอันตราย แนะนำมั่วๆหรือผิดๆไม่ได้ ใช้ความรู้สึกตอบก็ไม่ได้

การลงทุนสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าในภายบ้าน แค่ปลั๊ก สวิทซ์ สายไฟ หลอดไฟ ยังไม่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้านอกอาคาร ก็ใช้ทุนหลายหมื่นบาทแล้ว ยิ่งช่วงนี้ฟังราคาสายไฟแล้วปวดหัวทุกวัน ขึ้นๆอย่าเดียว แถมยังไม่มี่ของอีกต่างหาก แต่ในการซื้อเราไม่จำเป็นต้องใช้ทุนตัวเองทั้งหมด เพราะขอเครดิตได้ ตั้งแต่30-90 วัน เขาก็ยังให้เวลาเราขายเอากำไรไปก่อน ค่อยคืนทุน

สิ่งที่คู่กับไฟฟ้า คือประปา เดิมที่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขายประปาเลย แต่พี่ชายเอามาลงไว้ แล้วไม่ทำ ฉันเลยต้องเหมามาทำต่อเอง ตอนแรกนึกว่าแบกท่อจะหนักเหมือนสายไฟ ไม่อยากจะทำเลย แต่จริงๆแล้วเบากว่าเยอะ

ถ้าเรียนรู้ไฟฟ้าได้แล้ว ประปาเป็นเรื่องง่ายมาก มีแค่ไม่กี่แบบ ต่อตรง, ข้องอ, สามทาง, เกลี่ยวใน เกลี่ยวนอก ต่างกันแค่ขนาดของท่อ เป็นเรื่องสบายมาก สามารถขายพวกอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องน้ำเสริมคู่ด้วย เช่นสายชำระ ฝักบัวอาบน้ำ ก๊อก กำไรที่อุปกรณ์ประปาน้อยมาก ได้ตัวละไม่กี่บาท แต่จะมาได้กำไรมากอยู่ที่อุปกรณ์ก๊อก วาว์ล ที่ใช้คู่กับประปา

อุปกรณ์ไฟฟ้าประปา มักจะไม่ค่อยไปเดี่ยวๆ จะดีก็ตรงที่สามารถขายหลายๆอย่างพร้อมกันได้ เพราะเมื่อซื้อท่อแล้วก็ต้องซื้อกาวทาท่อ พ่วงด้วย หรือซื้อก๊อกน้ำแล้ว ก็ต้องซื้อเทปพันเกลี่ยวพ่วงด้วย ซื้อปลั๊กแล้วก็ต้องซื้อสายไฟ หรือเทปพันสายไปด้วย จึงได้กำไรมากขึ้น

แต่การจะพาตัวเองไปสู่ร้านวัสดุก่อสร้างจริงๆ เป็นเรื่องยากมาก ฉันเจอข้อจำกัดของตัวเองหลายๆอย่าง ทั้งในด้านสถานที่ ทุน ความเป็นไปได้ รวมถึงความมั่นใจในตัวเองด้วย จึงทำเท่าที่เป็นไปได้ ออกมาในรูปของร้านฮาร์ดแวร์เท่านั้น

ก่อนที่จะตัดสินใจทำจริงๆ เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้เข้าไปอบรมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ไปเรียนรู้การทำธุรกิจจริงๆ บทบาทของผู้ประกอบการเป็นยังไง ไปรู้จักว่าบัญชีคืออะไร การตลาดคืออะไร ทั้งที่ทำมาตั้งนานไม่เคยรู้จัก ปัญหาบางอย่างฉันต้องใช้เวลาเป็นปี ถึงจะเข้าใจ ไปเข้าห้องเรียนวันเดียว อาจารย์สอนจบแล้ว

ฉันกลับมาเริ่มมองหาร้านขายส่งฮาร์ดแวร์ เพราะลูกค้าเห็นท่อก็มาถามหาสี หาเครื่องมืออย่างอื่น จนฉันเองก็นั่งไม่ค่อยติดเก้าอี้ ก็ได้พี่ชายพาไปรู้จักแถวหัวลำโพง ฉันไปติดต่อให้เขามาส่ง เมื่อเทียบราคาเครดิตกับเงินสดแล้ว ฉันเลือกซื้อเงินสดดีกว่า เพราะราคาต่างกันมาก

การทำความรู้จักเครื่องมือ อุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ เป็นเรื่องน่าปวดหัวจริงๆ ทั้งยิบย่อยหลายขนาด หลายแบบ ตั้งแต่น๊อตไม่รู้กี่ไซด์ มากจนเลือกไม่ถูก วิธีเลือก คือขอไซด์ที่ขายดีที่สุด กับที่คนใช้ประจำน่ะ ฉันก็เอาง่ายๆอย่างนี้แหละ รวมทั้งตะปูด้วยนะ

ตอนนั่งทำความรู้จักกับดอกสว่าน ฉันต้องกุมขมับเลย เพราะคนซื้อบอกมาเป็นหุน เป็นไซด์ปุ๊ก ไซด์น๊อต แต่เวลาไปสั่งซื้อกับคนขายส่ง เขาถามเป็นเบอร์ จะเอา1/8, 9/64, 3/8, หรือ1/4 ฉันก็มานั่งเทียบหุน เทียบขนาดจนปวดหัว

ฉันหันมาฮาร์ดแวร์2-3ปีแล้ว ยังเรียนรู้ไม่หมดเลย จึงยังเป็นร้านฮาร์ดแวร์ไม่เต็มรูปแบบ ยังผสมเครื่องเขียนหน่อยๆ

ในการขายเครื่องเขียน ต้องยอมรับปิดเทอม เปิดเทอม จะมีเดือนขายแค่ 8-9เดือน จะมีเดือนบอดปิดเทอม ที่ขายไม่ดี ในการขายฮาร์ดแวร์ไม่มีปิดเทอม แต่ว่ามีความผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ ช่วงที่มีข่าวน้ำมันขึ้นราคา สินค้าขึ้นราคา ฮาร์ดแวร์ก็จะขายไม่ค่อยดี พอข่าวน้ำมันเงียบ คนก็กลับมาซื้อใหม่ ถ้าเศรษฐกิจดีก็จะขายดี ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนก็จะไม่ค่อยมาซื้อ

ส่วนบัตรเติมเงิน มีความผันผวนช่วงต้นเดือน สิ้นเดือน ช่วงกลางๆเดือนก็จะไปเรื่อยๆเงียบๆ แต่ต้นเดือนคนจะมาเติมเงินเยอะหน่อย ปลายๆเดือนซื้อเติมแค่ 50 บาท แต่ต้นเดือนจะเติมเงิน 300-500 บาท

กำไรบัตรเติมเงินได้แค่ค่าขนมเด็กๆ แต่ต้องใช้ทุนระดับมหาลัย เพราะลงทุนเป็นหมื่น แต่ได้กำไรไม่กี่ร้อยบาท อย่างบัตร50 ทุนมา48.5 ได้กำไรแค่ 1.50บาท บางร้านจำเป็นต้องขายเกินราคา แต่ฉันต้องการแข่งกับร้านอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องขายต่ำกว่าราคา 300 บาท ขาย 295 กำไรได้แค่ 7 บาท ก็ต้องขาย อาศัยว่าเรามีหลายๆอย่างกำไรตรงนี้น้อยหน่อย ไปเอากำไรที่ตัวอื่นแทน

บัตรเติมเงินฉันต้องไปเดินหาร้านขายส่งที่มาบุญครอง ซื้อเป็นหมื่นเป็นแสนก็จ่ายสด บางร้านไม่รับบัตร บางร้านรับบัตรเครดิตแต่จะถูกบวกชาร์ตเพิ่ม ทำให้ทุนสูงไม่คุ้มกำไร

แม้กำไรบัตรเติมเงินจะน้อยมาก ลงทุนหนัก แต่เป็นสินค้าที่ขายได้ดี ไปได้เรื่อยๆ ลูกค้ามีความต้องการสม่ำเสมอ เงินหมดก็ต้องเติม วันหมดก็ต้องเติม ยังไงก็ขายได้ตลอด
แม้ลูกค้าจะเปลี่ยนจากวันทูคอลมาใช้ดีแทค เปลี่ยนจากดีแทคไปใช้วันทูคอล ก็ต้องซื้อบัตรเหมือนกัน ยิ่งโทรศัพท์กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ยิ่งขาดไม่ได้ ทำให้ยังไงเราก็ขายได้

แต่ฉันไม่ลงไปเล่นในตัวเครื่องโทรศัพท์ เพราะโทรศัพท์มีการเปลี่ยนรุ่นไวมาก ราคาตกเร็ว ใช้ทุนสูงด้วย ดูความต้องการของลูกค้าแถวร้านแล้ว ไม่นิยมเปลี่ยนรุ่นบ่อยๆ ฉันจึงไม่ลงไปจับตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ ขายแค่บัตรพอ

ตอนนี้ในร้านที่เต็มแล้ว ไม่สามารถจะลงสินค้าอื่นได้แล้ว เพราะแค่ฮาร์ดแวร์ ฉันก็ยังวางได้ไม่ครบเลย ดูแลคนเดียวได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว

พอฉันได้ลูกน้องเพิ่มมาคน ก็เบาแรงคนแก่ ลงมาหน่อยได้คนมาช่วยขาย ฉันก็ขยายออกไปนอกร้าน ตั้งร้านขายโดนัท อยู่หน้าบ้าน ไปรับไม่ไกลเท่าไหร่ ฉันแวะไปร้านโดนัทแค่ครั้งแรกครั้งเดียว เพราะไปดูหน้าตาโดนัท เอาใบราคากลับมา แล้วหลังจากนั้น ฉันก็โทรสั่งทุกครั้ง ให้วินมอเตอร์ไซด์ไปรับแทน

หน้าร้านของฉันตรงกับแดดเช้า จะตั้งร้านหน้าร้านได้ก็ต้องรอหลังเที่ยง ฉันจึงไปรับโดนัทเที่ยง มาขายบ่ายโมงกว่าจนถึง1ทุ่ม

การขายโดนัทก็ทำให้ฉันได้รู้ความแตกต่าง ว่าขนมเก็บไม่ได้ ถ้าขายไม่หมดก็คือความเสียหาย วันไหนหมดก็โชคดีได้กำไร วันไหนไม่หมดก็คือความเสี่ยงที่จะขาดทุน แต่การเก็บไว้ขายวันต่อไป นั้นคือการทำลายลูกค้า เพราะรสชาติของขนมจะเปลี่ยน ขนมปังจะแข็งไม่อร่อย ก็ต้องยอมรับความเสี่ยง ยอมทิ้งขนมที่ขายไม่หมด เพื่อรักษาความอร่อยและลูกค้าเอาไว้

การลงทุนวันละ500-600บาท ขายได้วันละประมาณ 900-1000บาท ถ้าขายหมด กำไรดี แต่ถ้าไม่หมดก็กำไรน้อยหน่อย

พอฉันมองดูโดนัทมีความเสี่ยงในเรื่องของความเสียหายของขนมที่ขายไม่หมดก็ต้องทิ้ง ฉันก็เริ่มมองหาสินค้าอื่นมาขายแทนหน้าบ้าน พอไปเดินดูที่สำเพ็งก็เกิดไอเดียเอากิ๊บ-โบว์มาขายแทน เพราะขายไม่หมดก็ไม่ต้องทิ้ง ถือเป็นสินค้าฉาบฉวยซื้อง่าย และลงทุนไม่มาก

ตอนไปเดินดูครั้งแรก ก็ยังคิดไรไม่ออก พอถามราคากิ๊บจึงรู้ว่า ราคาส่งไม่ต่างกันเท่าไหร่ พอจับได้ว่ากิ๊บทุนประมาณคู่ละ 5บาท ไปถามหลายๆเจ้าก็คล้ายๆกัน ฉันจึงพอจับราคาขายได้ว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาท เมื่อเราได้เกณฑ์ราคาปลีกแล้ว ดังนั้นการเลือกซื้อกิ๊บก็ไม่ยากอะไร ดูที่ความสวยงาม น่ารัก แล้วก็ทุนใกล้เคียงกัน ให้มาขายปลีกได้ที่ราคา 10 บาท เท่ากันง่ายๆ ลูกค้าก็เลือกซื้อง่าย

การตั้งแผงขายก็ไม่ยาก เพราะแค่มีโต๊ะกับผ้าคุมโต๊ะ วางกิ๊บลงไปเรียงสวยๆ ก็ขายได้แล้ว อุปกรณ์ก็ลงทุนไม่มาก ฉันพึ่งจะหัดขายได้ไม่กี่วัน ยอดขายประมาณวันละ 200-600 บาท กำไรครึ่งๆ

ข้อดีข้อเสียของกิ๊บ ฉันยังมองเห็นไม่ชัดเจน เพราะพึ่งจะมาจับลองดู คงอีกสักพักถึงจะเข้าใจมากขึ้น

ถ้าไม่ลงมือ ไม่ทำ ก็คงไม่รู้จักความแตกต่าง



Create Date : 25 มิถุนายน 2549
Last Update : 30 มิถุนายน 2553 21:24:52 น.
Counter : 2991 Pageviews.

10 comments
  
แวะมาเป็นกำลังใจเช่นเดิมครับ
โดย: FLV (FishLover ) วันที่: 27 มิถุนายน 2549 เวลา:15:49:49 น.
  
โดย: พิมพ์วิภาค่ะ IP: 58.10.140.3 วันที่: 28 มิถุนายน 2549 เวลา:9:11:29 น.
  
โดย: กรรนิการ์ค่ะ IP: 58.10.140.3 วันที่: 28 มิถุนายน 2549 เวลา:9:12:48 น.
  
แวะมาเยี่ยม

ให้กำลังใจ

โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 4 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:48:24 น.
  
อยากมีแฟน
โดย: ปั๊ปคับ IP: 203.172.181.123 วันที่: 22 ตุลาคม 2551 เวลา:10:33:09 น.
  
อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้านอกอาคารคับ

โดย: บักซิเดอ IP: 203.172.181.123 วันที่: 22 ตุลาคม 2551 เวลา:10:35:29 น.
  





น่ารักมากมาย
จุก
กู้...
โดย: pok IP: 192.168.1.21, 118.175.15.154 วันที่: 6 มกราคม 2553 เวลา:10:11:21 น.
  
อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะเลยคะ ตอนนี้ธุรกิจหลักที่ทำอยู่ก็ง่อนแง่น อะไรๆมันก็เปลี่ยนไปที่ทำได้ก็คือทำใจ ตอนนี้ก็กำลังหาอะไรทำเสริมๆอยู่คะ ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน
โดย: ไก่ IP: 114.128.52.141 วันที่: 7 มีนาคม 2553 เวลา:19:29:46 น.
  
ตอนนี้ลองทำลูกอมไปฝากขาย ก็เจอปัญหา หาร้านฝากขายยาก เพราะร้านค้าบอกขายยาก และกำไรน้อย ซึ่งก็จริงของเขา จากประสบการณ์ที่ฝากขายมา 1 เดือน บ้างร้าน 2 สัปดาห์ขายได้แค่ 2 ห่อ ก็มี แต่อาศัยที่ว่าลูกอมเก็บได้นาน อย่างมากก็นำมาเปลี่ยนแพคเกจใหม่ให้เขา แต่ตอนนี้กำลังคิดว่าลูกอมเป็นสินค้าที่คนไม่ค่อยกินหรือว่า ทำเล บรรจุภัณฑ์ รสชาติ ของสินค้าไม่ดีกันแน่ ยากเหมือนกันครับ ทำลูกอมขาย....
โดย: anoya IP: 110.164.40.16 วันที่: 1 กรกฎาคม 2556 เวลา:16:35:30 น.
  
คุณanoya

จากที่ขายลูกอม พวกโอเล่, คูก้า, เมนทอสพวกนี้มา ก็มีลูกค้าซื้อกินเรื่อยๆนะ ขายได้ตลอด เวลามีลูกอมออกใหม่ ลูกค้าก็ชอบลองนะ ทำให้ขายดีในระยะแรกๆ สักพักคนที่ชอบก็จะกินต่อ คนที่ไม่ชอบก็จะเลิกกิน ทำให้รู้ว่าเหลือคนกินจริงๆกี่คนก็ต่อเมื่อขายไปได้สักพัก

แต่กว่าจะมาถึงร้านค้าขายปลีก กว่าจะมือลูกค้า สินค้าตัวนี้ ผ่านการทำการตลาดมาแล้ว มีโฆษณาออกมาให้ลูกค้ารู้จักแล้ว ถึงขายได้


คุณanoya ลืมทำการตลาดหรือเปล่า
สมัยนี้ไม่ใช่ว่าผลิตอะไรก็ออกมาขายได้เลย ถ้าสินค้านั้นมีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ลองไปสำรวจดูก่อนมั๊ย ว่าเขาทำตลาดยังไง ราคาส่งเท่าไหร่ ให้เครดิตร้านค้าเท่าไหร่ มีป้ายโฆษณามั๊ย สีสัน หน้าตาตรงใจกลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า

ก่อนลูกค้าจะชิมแล้วอร่อย หน้าตาต้องผ่านก่อน ต้องน่าซื้อไปลองชิม หลังจากนั้นก็ขึ้นกับฝีมือ ทำอร่อยจริง ลูกค้าก็กลับมาซื้อใหม่ ไม่อร่อยครั้งเดียวผ่าน แล้วอะไรจะจึงใจให้ซื้อต่อ นอกจากความอร่อย โปรโมชั่นมีมั๊ย หรือของแถมถูกใจ หรือคุณค่ามีประโยชน์อะไร น่าซื้อไปฝากคนอื่นกิน

ลองกลับไปพลิกแผนการตลาด แล้วนำกลับไปขายใหม่ดู ว่าจะรอดหรือเปล่านะคะ
โดย: ..ฟ้าใส.. วันที่: 2 กรกฎาคม 2556 เวลา:20:32:53 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

..ฟ้าใส..
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 105 คน [?]



บล็อค..ฟ้าใส.. เป็นเรื่องราวจากชีวิตจริง จากการทำงานจริง จากความชอบส่วนตัว ข้อมูลจึงเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่เนื้อหาข้อมูลทางวิชาการ

อ่านเพื่อความรู้ ความบันเทิง เพื่อพิจารณาธุรกิจบางตัวที่คุณสนใจได้ แต่ไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด ที่สามารถใช้ตัดสินใจได้ คุณต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ เพื่อตัดสินใจในการเลือกดำเนินธุรกิจของคุณ



New Comments