Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2564
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
10 สิงหาคม 2564
 
All Blogs
 
Perfume: "แก่นแท้" ของตัวตนและความเชื่อมโยงสัมพันธ์ต่อโลกรอบข้าง



นวนิยายเรื่อง น้ำหอม (Das Parfume) เป็นนวนิยายที่มีความโดดเด่นในแง่ของปม (Plot) ของเนื้อเรื่อง ประเด็นสำคัญที่ต้องการจะนำเสนอ สิ่งที่นวนิยายเล่มนี้มีคือ การใช้ตัวละครหลักที่มีความพิการและสิ่งที่โดดเด่นที่สุด นั่นก็คือ การที่นักประพันธ์เลือกใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์เข้ามาเป็นสิ่งที่ช่วยเป็นส่วนประกอบภายในนวนิยายเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับเนื้อเรื่อง เพราะเนื่องจากการใช้ประสาทสัมผัสเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงสภาพจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครได้เป็นอย่างดี ผ่านการบรรยายที่เน้นย้ำการใช้ผัสสะต่าง ๆ ของตัวละคร อีกทั้งยังช่วยให้ตัวละครภายในนวนิยายมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น และสิ่งที่น่าสนใจของนวนิยายเล่มนี้ก็คือ พัฒนาการของตัวละครหลักที่เปลี่ยนแปลงไปผ่านการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวผ่านการใช้ผัสสะของเขา ซึ่งนำไปสู่จุดจบ แต่ทว่าเป็นจุดจบที่ได้สะท้อนให้เห็นมุมมองของผู้พิการที่มีต่อสังคมและมุมมองที่สังคมรอบข้างมีต่อผู้พิการเองอีกด้วย 
 



เรื่องย่อของนวนิยายเรื่อง น้ำหอม
 
Perfume หรือ Das Parfum อันเป็นชื่อนวนิยายต้นฉบับภาษาเยอรมัน เขียนขึ้นโดย พัททริค ซึสคินท์ (Pastrick Süskind) หรือในชื่อภาษาไทยว่า น้ำหอม  เป็นนวนิยายที่จัดอยู่ในประเภทสัจนิยมมหัศจรรย์ ลึกลับ สยองขวัญ และแอบเสิร์ด (Absurd) กล่าวถึงเรื่องราวของ ฌอง แบปติสต์ เกรอนุย ชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ด้านกลิ่น เขาถือกำเนิดขึ้นในวันที่ร้อนจัดวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1738 ใต้แผงขายปลาในตลาดนัดริมถนน ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยแม่ของเขาซึ่งประกอบอาชีพเป็นแม่ค้าขายปลา หลังจากที่ทำการคลอดลูกออกมาแล้ว เธอกลับทิ้งเขาเอาไว้กองรวมกับเศษเครื่องในปลาและกองขยะอื่น ๆ ภายใต้แผงขายปลา โดยหวังว่า ทารกน้อยจะเสียชีวิตเช่นเดียวกับลูก ๆ ทั้งสี่คนก่อนหน้านี้ที่เธอเคยได้คลอดและทิ้งพวกเขาไว้ แต่เสียงร้องที่ดังขึ้นมาจากใต้แผงขายปลานั้นทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาสงสัยและค้นหาแหล่งที่มาของเสียง สุดท้ายผู้เป็นแม่ของเกรอนุยก็ยอมรับสารภาพและถูกพิพากษาประหารชีวิตเนื่องจากจงใจสังหารลูกชายแท้ ๆ ของตัวเอง
 
เกรอนุยเติบโตขึ้นมาในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าของของมาดามจีญาร์ด ซึ่งเขามีบุคคลิกที่เงียบขรึม เก็บตัว ไม่สุงสิงหรือคบหาสมาคมกับผู้ใด ทำให้มีพัฒนาการทางด้านภาษาและสังคมที่ช้ากว่าเด็กคนอื่น ๆ ผ่านการเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ มาหลายโรคและประสบอุบัติเหตุซึ่งส่งผลให้เขามีรูปร่างหน้าตาที่ไม่น่าพิสมัยและเดินขากะเผลก  กล่าวโดยรวมคือ เขามีบุคคลิกที่แปลกแยก แตกต่าง และสร้างความรู้สึกหวาดกลัวให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นหรืออยู่ใกล้ หากแต่ประสาทสัมผัสด้านการรับรู้กลิ่นของเขานั้นได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความพิเศษเหนือคนอื่น ๆ เช่น เขาสามารถรับรู้กลิ่นที่อยู่ไกลออกไปหลายไมล์ หรือแม้แต่กลิ่นอื่น ๆ ที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้ และเขาไม่มีความรู้สึกสนใจในเรื่องใดในโลกใบนี้เท่าการได้สูดกลิ่นและเรียนรู้กลิ่นของสิ่งต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
 


เมื่อเกรอนุยอายุครบขวบปีที่สามารถทำงานได้ มาดามจีญาร์ดก็ขายเขาให้กับเมอสิเออร์กรีมาล เจ้าของโรงงานฟอกหนัง เกรอนุยได้พิสูจน์ว่า เขาเป็นคนที่หนักเอาเบาสู้ ไม่ปริปากบ่น ไม่เกี่ยงงอนหรือต่อล้อต่อเถียงใด ๆ ซึ่งทำให้เมอร์สิเออร์กรีมาลพึงพอใจ และอนุญาตให้เขามีเวลาพักผ่อนส่วนตัว และไปไหนต่อไปได้ตามที่ใจต้องการ
 
คืนหนึ่ง ซึ่งเป็นคืนฉลองครบรอบพิธีราชาภิเษกแห่งกษัตริย์ฝรั่งเศสนั้นเอง ในระหว่างที่เขากำลังเดินเล่นไปรอบสะพานข้ามแม่น้ำ เกรอนุยได้พบกับกลิ่นหอมประหลาดซึ่งเย้ายวนใจเขาอย่างไม่มีกลิ่นใดมาเปรียบได้ กลิ่นที่ว่านี้คือกลิ่นกายของหญิงสาวขายลูกพรุน เธอกำลังนั่งปอกผลไม้อยู่เพียงลำพังในเพิงเล็ก ๆ เกรอนุยเดินเข้าไปเพื่อสูดเอากลิ่นหอมจากตัวเธออย่างลืมตัว และได้พลั้งมือฆ่าเธอเสียด้วยการบีบคอ และเขาก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อกลิ่นกายอันหอมหวลได้จางหายไปพร้อมกับลมหายใจของเธอด้วย เกรอนุยจึงตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ เขาต้องเรียนรู้วิธีที่จะเก็บรักษากลิ่นเอาไว้กับตัวตลอดไป
 

 

ในสมัยนั้น มีนักทำน้ำหอมชาวอิตาลีคนหนึ่งชื่อว่า บาลดินี ซึ่งกิจการค้าน้ำหอมของเขานั้นเริ่มอยู่ในสภาวะซบเซา เนื่องจากมีคู่แข่งทางการตลาดที่ผลิตน้ำหอมที่ตรงความต้องการของลูกค้ามากกว่า ต่อมาเกรอนุยได้นำหนังแพะจากโรงฟอกหนังมาส่งตามคำสั่งซื้อและได้มีโอกาสแสดงฝีมือให้บาลดินีเห็นในความสามารถด้านกลิ่นของเขา ทำให้บาลดินีตัดสินใจซื้อตัวเกรอนุยจากโรงงานฟอกหนังเพื่อให้มาเป็นลูกจ้างในร้านน้ำหอมและช่วยเขาปรุงน้ำหอมจนกิจการกลับมาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เกรอนุยก็ยังคงไม่ลืมปณิธานของเขา ที่ต้องการจะเก็บรักษากลิ่นของหญิงสาวเอาไว้ จึงร่ำลาบาลดินีเพื่อออกเดินทางไปยังเมืองกราสส์ เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำน้ำหอม แต่ในระหว่างทางเกรอนุยได้เดินทางขึ้นไปบนภูเขา ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีอากาศอันสะอาดบริสุทธิ์ ทำให้เขาหลงลืมปณิธานของเขาไป และใช้ชีวิตราวกับเป็นสัตว์อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งบนยอดเขานั้นเป็นเวลาถึงเจ็ดปีเต็ม จนวันหนึ่ง เขาก็ได้ค้นพบว่าตัวเองนั้น ไม่มีกลิ่นกายอันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวเหมือนกับมนุษย์คนอื่น ๆ เหตุการณ์นี้ทำให้เขานึกถึงปณิธาณของเขาขึ้นมาและได้เริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้ง
 
ต่อมาเกรอนุยได้เดินทางลงใต้เข้าไปในเมืองปิแยร์ฟอร์ต และได้พบกับท่านเจ้าเมือง นั่นก็คือ ท่านมาร์กีส์ เดอลา แตย์ยาด เอสปินาส ซึ่งท่านเจ้าเมืองนั้นมีความสนใจในการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับนวัตกรรม ทฤษฎี หรือองค์ความรู้ทางเคมีและชีววิทยาใหม่ ๆ เมื่อได้พบกับเกรอนุย เขาก็ได้นำตัวเกรอนุยมาเป็นตัวทดลองในโครงการวิจัยของเขาและคอยดูแลเกรอนุยอย่างดีราวกับเป็นเจ้าชาย ในระหว่างที่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของท่านมาร์กีส์นั้น เกรอนุยก็ได้แอบผสมน้ำหอมที่มีกลิ่นคล้ายกับกลิ่นกายของผู้คนทั่วไปขึ้นมา แล้วทดลองใช้มัน ผลลัพธ์ก็คือ มันทำให้ผู้คนอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขาปฏิบัติกับเขาเช่นเดียวกับคนธรรมดาคนหนึ่งในสังคม ซึ่งแตกต่างจากตอนที่เขาไม่มีกลิ่นกาย ผู้คนต่างปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นอากาศธาตุ  ทำให้เกรอนุยเรียนรู้ได้ว่า กลิ่นตัวเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ ต่อมา เกรอนุยก็แอบหลบหนีจากคฤหาสน์ของท่านมาร์กีส์เพื่อยังเมืองกราส
 

 

ในขณะที่เดินทางเข้าไปในเมืองกราส เกรอนุยก็ได้กลิ่นของเด็กสาวคนหนึ่งที่คล้ายคลึงกับหญิงสาวขายลูกพลัมที่เขาพลั้งมือฆ่าในอดีต เธอคือ ลอร์ บุตรสาวเพียงคนเดียวของอังตวน ริชีส์ รองท่านเจ้าเมืองกราส กลิ่นที่เย้ายวนใจของเธอทำให้ปณิธานที่จะเก็บรักษากลิ่นของเขาเด่นชัดขึ้นมา แต่กลิ่นนั้นยังไม่เข้มข้นเนื่องจากเธอยังเป็นเพียงเด็กสาวเท่านั้น เขาจึงรอวันที่เธอจะเติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวและรอคอยที่จะเก็บรักษากลิ่นของเธอเอาไว้ และหมายใจจะให้เธอเป็นกลิ่นหลักของน้ำหอมสุดพิเศษของเขา ต่อมา เกรอนุยจึงไปทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานสกัดหัวน้ำหอมของมาดามอาร์นูฟีและด้วยการทำงานอย่างหนักจนทำให้มาดามอาร์นูฟีเกิดความพึงพอใจ เขาจึงได้กลายเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายอย่างในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเขาแอบใช้เป็นที่ทดลองปรุงน้ำหอมสูตรต่าง ๆ โดยสกัดเอากลิ่นมาจากสิ่งของ อาหาร สิ่งปฏิกูล อีกทั้งพืชและสัตว์หลากหลายชนิด เมื่อกลิ่นต่าง ๆ ได้ถูกนำมาผสมรวมกันเป็นน้ำหอมแล้ว กลับมีคุณสมบัติในการสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปของผู้ที่ได้กลิ่นน้ำหอมนี้ เช่น ทำให้เกิดความรู้สึกสงสาร เห็นใจ เกิดความเชื่อใจ หรือรู้สึกถึงความเป็นมิตร ซึ่งมันกลายเป็นใบเบิกทางให้เขาได้ทำตามปณิธานให้สำเร็จลุล่วง
 
และแล้วภารกิจในการเก็บรวบรวมกลิ่นของหญิงสาวเพื่อนำมาทำเป็นน้ำหอมของเกรอนุยก็เริ่มขึ้น เขาเริ่มลงมือสังหารเด็กสาวหรือหญิงสาวที่มีกลิ่นกายหอมหวานหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แล้วจัดการนำเอาไขมันมาชะโลมร่างกายและเส้นผมของพวกเธอเพื่อเก็บกักกลิ่นกายเอาไว้ จากนั้นก็น้ำไขมันไปต้มเพื่อสกัดเอาหัวน้ำหอมอันมีกลิ่นกายที่เป็นของหญิงสาวแต่ละคนออกมา เกรอนุยได้ทำเช่นนี้กับหญิงสาวถึงยี่สิบสี่คน แล้วนำศพของพวกเธอทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ โดยปราศจากร่องรอยของเขา ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวต่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นกับบรรดาหญิงสาวบริสุทธิ์หลายต่อหลายคน กลุ่มผู้ปกครองเมืองต่างชุมนุมกันเพื่อออกตามหาผู้กระทำผิดมารับโทษให้ได้ รวมทั้งยังมีการทำพิธีทางศาสนาเพื่อขับไล่ฆาตกรออกจากสังคมด้วย และถึงกับมีการจับผู้ต้องสงสัยมาลงโทษหรือทรมานเพื่อให้ยอมรับผิด แม้บางคนจะแสร้งยอมรับผิดว่าเป็นผู้ลงมือกระทำทั้งหมด ก็เป็นเพราะไม่สามารถทนกับความเจ็บปวดจากการทรมานที่โหดร้ายได้ แต่ในความเป็นจริง กลับไม่มีใครสามารถจับตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง ซึ่งก็คือ เกรอนุย มาลงโทษได้เลย
 

 

ฝ่ายริชีส์ ผู้เป็นพ่อของลอร์ก็ได้เกิดความกังวลใจอย่างมากว่า บุตรสาวที่มีรูปโฉมงดงามของเขานั้นอาจจะเป็นเป้าหมายต่อไป เขาจึงตัดสินใจพาเธอหลบหนีไปอยู่ที่แห่งหนึ่งไกลออกไปหลายไมล์จากเมืองกราส โดยหวังว่าจะให้เธอสมรสกับบุตรชายของตระกูลมั่งคั่งโดยหวังให้เธอสิ้นสุดการเป็นหญิงสาวพรหมจารี เพื่อที่เธอจะได้รอดพ้นจากเงื้อมมือฆาตกร แต่เกรอนุยก็ตามกลิ่นของเธอไปจนพบ เขาแอบสังหารเธอภายในกลางดึกอย่างเงียบเชียบ และเก็บเอากลิ่นของเธอได้ตามที่เขาปรารถนา ข่าวการเสียชีวิตของลอร์กลายเป็นข่าวใหญ่ในเมืองกราส ทำให้มีการเร่งสอบปากคำผู้ที่พบเห็นเบาะแสหรือผู้ที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยขึ้น สุดท้ายแล้ว เกรอนุยก็ถูกจับกุม เนื่องจากมีการตรวจพบผมของลอร์และเสื้อผ้าของเธอ รวมถึงของหญิงสาวทั้งยี่สิบสี่คนในที่พักของเขาด้วย
 
เกรอนุยถูกจับกุมตัวไปสอบสวนและทรมานเพื่อให้สารภาพถึงเหตุผลในการกระทำการฆาตกรรมหญิงสาวทั้งยี่สิบห้าคน แต่ไม่ว่าจะทรมานโดยวิธีใด เกรอนุยกลับตอบเพียงว่า “กระผมต้องการใช้พวกเธอ” เพียงเท่านั้น ทำให้ศาลลงความเห็นว่า เขาเป็นบุคคลวิกลจริต และพิพากษาให้เขาได้รับการประหารชีวิต เมื่อเขาถูกนำตัวไปยังตะแลงแกง เกรอนุยได้ใช้น้ำหอมที่เขาทำขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของผู้คนที่มารอรับชมการประหาร พวกเขากลับโห่ร้องแสดงความรัก ความชื่นชม และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเกรอนุยเพราะเข้าใจว่า เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ นอกจากนี้ พวกเขายังขาดสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้น และมีเพศสัมพันธ์กัน ณ บริเวณลานประหารนั่นเอง แม้แต่ริชีส์ที่พยายามสะกดกลั้นลมหายใจไม่ให้ได้กลิ่นน้ำหอมของเกรอนุย ยังต้องพ่ายแพ้และร้องขอให้เกรอนุยไปเป็นลูกบุญธรรมของเขา เกรอนุยตอบตกลงในตอนแรก แต่เขาก็แอบหนีออกมาในที่สุด และเดินทางกลับไปยังตลาดปลาในกรุงปารีส อันเป็นสถานที่เกิดของเขา เกรอนุยได้ใช้น้ำหอมเทราดร่างกายของเขาจนหมดสิ้น ทำให้กลุุ่มคนไร้บ้าน หญิงโสเภณี โจรผู้ร้าย เด็กจรจัดทั้งหลาย พากันมารุมล้อมตัวเขาและฉีกทึ้งเอาเนื้อตัวเขาไป จนกระทั่งร่างกายของเกรอนุยอันตรธานหายไปจากโลกนี้ แต่ผู้คนเหล่านั้นกลับรู้สึกมีความสุขและอิ่มเอมใจ เสมือนว่า พวกเขาได้กระทำการบางอย่างไปด้วยความรักเป็นครั้งแรก
 



กลวิธีการประพันธ์ในนวนิยายเรื่องนี้ใช้ขับเน้นการใช้ผัสสะของคนพิการ
 
เนื่องจากภายในนวนิยายเรื่อง น้ำหอม ซึสคินท์มีการดำเนินเรื่องแบบสัพพัญญู (Omniscient) และมีการสลับการนิทัศน์ไปมาระหว่าง “ผู้เล่า - ผู้นิทัศน์” และ “ตัวละคร - ผู้นิทัศน์” แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลวิธีในการประพันธ์คือ  เกรอนุยถูกสร้างให้เป็นตัวละครที่จัดอยู่ในประเภทตัวละครเอกปฏิลักษณ์ (Antihero) และยังเป็นตัวละครแนวแอบเสิร์ด (Absurd) ซึ่งมักพบในงานเขียนประเภทสัจนิยมมหัศจรรย์ หรือบทละครแนวแอบเสิร์ด โดยตัวละครประเภทนี้มักมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับค่านิยมของสังคม แปลกประหลาด มีการกระทำที่ไร้เหตุผล ไร้แก่นสาร หรือยากที่จะเข้าใจ หากใช้กฎเกณฑ์เข้ามาตัดสินหรือทำความเข้าใจ หากแต่จะสามารถเข้าใจได้เมื่อละทิ้งอคติหรือกรอบกฎต่าง ๆ แล้วทำความเข้าใจพฤติกรรมของตัวละครตามเนื้อเรื่องที่ได้นำเสนอ เนื่องจากพฤติกรรมหรือการกระทำของตัวละครประเภทแอบเสิร์ดมักมีจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น หากตีความลงไปในการกระทำอันไร้เหตุผล ก็อาจจะพบว่า ตัวละครนั้นได้จงใจกระทำสิ่งที่ผิดแปลกจากค่านิยมกระแสหลักเพื่อที่จะวิพากษ์สังคม หรือกระทำสิ่งต่าง ๆ ไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเพียงเท่านั้น โดยมิได้รู้สึกว่า ตนเองจำเป็นต้องกระทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อดำเนินตามวิถีปฏิบัติของผู้คนในสังคม ซึ่งแนวคิดของงานเขียนหรือบทละครแนวแอบเสิร์ดได้รับอิทธิพลจากแนวคิดอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ที่เชื่อว่า มนุษย์ล้วนมีอิสระทางร่างกายและมีความคิดเป็นของตนเอง กฎเกณฑ์และบรรทัดฐานทางสังคมต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดหรือให้ความสำคัญ แต่ควรมุ่งเน้นที่จะใช้ชีวิตตามสิ่งที่ตนเองปรารถนา แต่ด้วยความไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานใด ๆ ของสังคม ทำให้ตัวละครประเภทแอบเสิร์ดจึงมักมีลักษณะที่สับสน มึนงง ไม่มั่นคง ไม่รู้เหตุผลในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ของตนเอง ไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับตัวเอง อีกทั้งยังมีปณิธานที่ไม่เหมือนคนปกติธรรมดาในสังคมอีกด้วย
 



จากข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครแนวแอบเสิร์ดและเรื่องย่อนวนิยายข้างต้น ได้สะท้อนให้เห็นว่า เกรอนุยมีความเป็นตัวละครแอบเสิร์ดอย่างชัดเจน เนื่องจากเกรอนุยถือกำเนิดขึ้นมาโดยไม่เคยพบกับแม่ผู้ให้กำเนิดของเขา ไม่ทราบว่าพ่อของเขาคือใคร แต่เขาก็ไม่ได้สนใจที่จะเสาะแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาว่า ตนเองเป็นใคร มาจากที่ใด หรือมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้ใด เพราะเกรอนุยมีเพียงความปรารถนาที่จะสูดดมกลิ่นต่าง ๆ และเรียนรู้กลิ่นต่าง ๆ ในโลกนี้ให้มากที่สุด ต่อมา ก็มักมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับคนทุกคนที่เคยข้องเกี่ยวกับเกรอนุย ภายหลังจากที่เขาได้เดินออกมาจากชีวิตของพวกเขา เช่น แม่ของเขาได้รับการตัดสินประหารชีวิตหลังจากที่คลอดเขาทิ้งเอาไว้โดยจงใจปล่อยให้เขาเสียชีวิตเหมือนกับลูกคนอื่น ๆ มาดามจีญาร์ดที่ถูกสังหารโดยโจรหลังจากที่ขายเขาให้กับเมอร์สิเออร์กรีมาล แล้วเมอร์สิเออร์กรีมาลก็เมาเหล้าตกน้ำเสียชีวิตหลังจากขายเขาให้กับบาลดินี ส่วนบาลดีนีก็เสียชีวิตจากการที่บ้านของเขาถล่มลงมาทับตัวเขากับภรรยา หรือแม้กระทั่งท่านมาร์กีส์ที่หายตัวไปบนเทือกเขาอย่างไร้ร่องรอย รวมถึงการตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดของเกรอนุยเอง นั่นก็คือ การเทน้ำหอมรดร่างกายเพื่อให้กลุ่มคนจรจัดมารุมฉีกทึ้งกินเนื้อตัวของเขา ซึ่งเป็นการเสียชีวิตที่คล้ายกับการหายตัวไปเฉย ๆ เสียมากกว่า ด้วยเหตุที่ตัวละครหลักของนวนิยายนั้นถูกกำหนดให้เป็นตัวละครแนวแอบเสิร์ดผู้ที่มีพรสวรรค์ในการรับรู้กลิ่นอย่างดีเยี่ยมเกินมนุษย์ปกติ ดังนั้น ซึสคินท์จึงได้เลือกใช้พรรณาโวหารและบรรยายโวหารเป็นหลัก เพื่อเน้นย้ำการใช้ประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของเกรอนุยและเพื่อสร้างสื่อสารการรับรู้กลิ่นของผู้อ่านผ่านการบรรยายลักษณะของกลิ่นต่าง ๆ อย่างละเอียด โดยมีการเปรียบเทียบวัตถุสิ่งของอันเป็นต้นกำเนิดกลิ่นเพื่อให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการถึงกลิ่นที่ตัวละครกำลังรับรู้อยู่ในขณะนั้น อีกทั้งยังเป็นการบรรยายถึงกลิ่นที่ปรากฏในสถานที่หรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ภายในเรื่อง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพจิตใจหรืออารมณ์ของตัวละครอีกด้วย
 

 
นอกจากนี้ ยังมีกลวิธีการประพันธ์ที่น่าสนใจและล้อเล่นกับผู้อ่านในแง่ที่ว่า ในขณะที่ซึสคินท์พยายามบรรยายกลิ่นต่าง ๆ ผ่านตัวอักษรหรือระบบภาษาเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสภาวะของตัวละครและรับรู้กลิ่นไปพร้อม ๆ กับตัวละครเกรอนุย ในทางกลับกัน เขากลับสร้างให้ตัวละครเกรอนุยนั้นมีสภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือมีพัฒนาการด้านภาษาที่ช้ากว่าปกติ กล่าวคือ เกรอนุยเริ่มหัดพูดเมื่ออายุสามขวบ ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ช้ากว่าเด็กทั่วไปถึงสองปี เพราะตามปกติแล้ว เด็กมักจะเริ่มหัดเลียนเสียงของพ่อแม่เมื่ออายุราว 12-18 เดือนหรืออายุราวหนึ่งขวบ และแม้ว่าจะเติบโตขึ้นมาแล้ว เขาก็ไม่สามารถใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วเท่าที่ควร หากแต่สามารถตอบโต้ด้วยประโยคสั้น ๆ หรือคำเพียงไม่กี่คำเท่านั้น ทำให้เขามีปัญหาในการสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในสังคม และเขายังมีปัญหาในการเรียนรู้หรือทำความเข้าใจคำศัพท์ที่มีความเป็นนามธรรมอีกด้วย เช่น  ความรู้ พระเจ้า ความปิติยินดี ความรับผิดชอบ เหยียดหยาม กตัญญู เป็นต้น เพราะเนื่องจากคำเหล่านี้ไม่มีรูปลักษณ์หรือไม่มีความเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้อง มองเห็น มีเสียง มีรสชาติ หรือมีกลิ่น แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการมีพัฒนาการด้านภาษาที่ช้ากว่าปกติของเขา นั่นก็คือ เกรอนุยกลับเรียนรู้คำต่าง ๆ ผ่านการได้กลิ่นสิ่งนั้น ๆ เช่น เขาเรียนรู้คำว่า “ไม้” และเปล่งเสียงคำนั้นออกมา เมื่อเขาได้กลิ่นของฟืนไม้สนที่กองรวมกัน โดยคำที่เขาสามารถเรียนรู้ได้ มักจะเป็นคำศัพท์ที่ใช้แทนสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมและที่สำคัญคือ ต้องมีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ นี่เองจึงแสดงให้เห็นว่า เกรอนุยเรียนรู้สิ่งรอบตัวเขาด้วยการรับรู้กลิ่นและเชื่อมโยงตัวตนของเขากับสิ่งต่าง ๆ ผ่านกลิ่นด้วย
 

 
นี่จึงเป็นความน่าสนใจของนวนิยายเล่มนี้ ซึ่งนอกจากผู้เขียนจะมีกลวิธีในการสร้างตัวละครให้มีความโดดเด่นและแปลกใหม่ขึ้นมาแล้ว ซึสคินท์ยังแสดงให้ผู้อ่านเห็นว่า โลกของประสาทสัมผัสของมนุษย์นั้นมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะใช้ระบบภาษามาเป็นตัวกำหนดหรือแทนค่าสิ่งต่าง ๆ ได้ เพราะยังมีกลิ่นในโลกนี้อีกมากมายที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสตามปกติ เช่นเดียวกับแสงสีหรือคลื่นเสียงอีกมากมายที่ดวงตาหรือหูของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ สิ่งอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์จึงเป็นความลี้ลับซึ่งมนุษย์ไม่มีวันเข้าใจได้ จึงช่วยขับเน้นให้นวนิยายเล่มนี้มีความน่าพิศวงแต่ก็มีเสน่ห์ให้ชวนติดตาม และซึสคินท์ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางผัสสะของปัจเจกบุคคลผ่านการบรรยายความรู้สึกของตัวละครต่าง ๆ ภายในเรื่องที่นอกเหนือไปจาก เกรอนุย ซึ่งเป็นตัวละครหลัก เพื่อแสดงให้เห็นถึงภาพจิตใจและอารมณ์ของตัวละครที่หลากหลายยามที่ได้สูดดมกลิ่นต่าง ๆ หรือได้ใช้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับตัวละครภายในเรื่อง ฉะนั้น การนำเอาความรู้สึกด้านผัสสะมาใช้ในการประพันธ์จึงเป็นกลวิธีที่แปลกใหม่และน่าสนใจทีเดียว
 



การใช้ผัสสะเพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และเชื่อมโยงตัวตนเข้ากับสังคมภายในนวนิยายเรื่อง น้ำหอม
 
ตามปกติ มนุษย์ทุกคนต่างเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า นั่นก็คือ ตา หู จมูก กลิ่น ลิ้น และ กาย  ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมมีประสาทการรับรู้ทั้งห้าพัฒนาไม่เท่ากัน แต่สำหรับเกรอนุย การที่เขาเกิดมาโดยไร้การโอบอุ้มของแม่เมื่อตอนแรกเกิด และมีเพียงกลิ่นเหม็นคละคลุ้งของตลาดปลารอบตัวของเขาเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างเขา ทำให้เกรอนุยเชื่อมโยงตัวตนของเขาเข้ากับโลกนี้และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านการรับรู้กลิ่น จึงทำให้จมูกและประสาทการรับรู้กลิ่นของเขาพัฒนาดีกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวรับกลิ่นของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขาและกลิ่นก็เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งของสสารหรือวัตถุสิ่งของต่าง ๆ บนโลกนี้ ที่บ่งบอกลักษณะของสิ่งนั้น ๆ เช่นเดียวกับรูปร่าง สีสัน เสียง พื้นผิว รสชาติ นั่นเอง และการขาดปฏิสัมพันธ์ทางกายกับแม่เมื่อตอนแรกเกิดและเรื่อยมาจนกระทั่งเขาเติบโต ส่งผลให้เกรอนุยเป็นคนที่ไม่ชอบการเข้าสังคม ขาดทักษะในการพูดคุย มีพัฒนาการในด้านภาษาช้ากว่าคนทั่วไป นี่เองจึงทำให้เขารู้สึกว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นนั้นจำเป็นสำหรับเขาในแง่ของการทำงานเพื่อแลกกับอาหารและที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้สึกผูกพันทางอารมณ์ระหว่างเขากับคนอื่น ๆ และเขามีเพียงความปรารถนาที่จะเรียนรู้กลิ่นต่าง ๆ บนโลกนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และยังสามารถตีความได้อีกว่า เกรอนุยอาจจะมีความผิดปกติทางด้านจิตใจหรือการรับรู้และเรียนรู้โลกที่แตกต่างออกไปจากคนอื่น ๆ ในสังคมส่งผลให้เขามีพฤติกรรมที่แตกต่างและนำไปสู่การกระทำความผิดร้ายแรงในที่สุด
 
เมื่อในครั้งแรกที่เขาได้เดินทางเข้าไปในกรุงปารีสหลังจากที่ได้เข้าไปทำงานในโรงฟอกหนังของเมอร์สิเออร์กรีมาลแล้ว เขาก็ได้พบกับกลิ่นแปลกใหม่สำหรับเขามากมาย ทั้งกลิ่นหอมและกลิ่นเหม็น ที่มาจากสิ่งต่าง ๆ เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหาร ผู้คน เสื้อผ้า อาคารบ้านเรือน สิ่งปฏิกูล และเมื่อเขาได้ผ่านเข้าไปในย่านคนรวย ก็มีกลิ่นที่ดึงดูดใจของเขามากที่สุดก็คือ กลิ่นหอมของน้ำหอม ซึ่งเป็นกลิ่นแปลกใหม่ที่น่าพิศวงต่อเกรอนุย เพราะมันเป็นการรวมตัวกันของกลิ่นหอมหลากหลายชนิดจากทั้งพืชและสัตว์เข้ามาเป็นกลิ่นใหม่ที่ลงตัว และนี่เอง จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกรอนุยได้เรียนรู้ว่า มนุษย์ในสังคมใช้กลิ่นในการเชื่อมโยงตัวตนของตัวเองเข้ากับสังคมเช่นเดียวกับตัวเขาที่เชื่อมโยงกลิ่นเข้ากับการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว หรือคล้ายกับสัตว์ต่าง ๆ ที่กลิ่นล้วนมีความสำคัญในการดำรงชีวิต
 

 

สำหรับสัตว์นั้น กลิ่นเป็นสิ่งสำคัญที่บ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึก สุขภาพ สัญญาณต่าง ๆ ของร่างกาย และการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสัตว์ชนิดเดียวกัน เช่น แมลงบางชนิดสื่อสารกัน ทำงานร่วมกัน และยืนยันตัวตนว่าเป็นสมาชิกของฝูงด้วยการปล่อยฟีโรโมน ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดและแมลงมีการปล่อยฟีโรโมนเพื่อดึงดูดสัตว์เพศตรงข้ามให้มาผสมพันธุ์กัน หรือลูกสัตว์ชนิดต่าง ๆ จะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้แม่ของพวกมันจดจำได้ เป็นต้น และแม้ว่าประสาทการรับกลิ่นของมนุษย์จะไม่ได้มีความไวหรือละเอียดอ่อนเท่ากับสัตว์ แต่สำหรับสังคมของมนุษย์นั้น กลิ่นคือสิ่งที่บ่งบอกอัตลักษณ์และการมีตัวตนอยู่ในสังคมดำรงอยู่อย่างเป็นปัจเจก เช่น กลิ่นกายประจำตัวของแต่ละคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป และกลิ่นยังทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งชนชั้นที่มองไม่เห็นอีกด้วย เช่น น้ำหอม หรือ กลิ่นหอม เป็นคล้ายเครื่องมือ ตราหรือยี่ห้ออย่างหนึ่งในการบ่งบอกสถานะทางการเงินและสถานะทางสังคมของผู้ครอบครอง เพราะน้ำหอมนั้นถือเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือยในช่วงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส จึงจำเป็นต้องมีกำลังทรัพย์เพียงพอในการซื้อน้ำหอมเพื่อมาประพรมร่างกาย ซึ่งต่างจากกลิ่นเหม็น อันเป็นกลิ่นที่มีความเป็นธรรมชาติที่ไม่เลือกชนชั้นหรือสถานะ เพราะกลิ่นเหม็นสามารถเกิดขึ้นได้กับวัตถุทุกอย่างเรื่อยไปแม้กระทั่งมนุษย์ทุกคน และเป็นที่น่าสังเกตว่า กลิ่นของน้ำหอมนั้นจางหายไปเร็วเมื่อเทียบกับกลิ่นแท้ ๆ ดั้งเดิมของสสารต่างๆ เนื่องจากน้ำหอมเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา แสดงถึงความไม่คงทนถาวรของอำนาจ ชนชั้น สถานะ วาทกรรม หรือแม้กระทั่งกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างมาเช่นเดียวกัน น้ำหอมยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่สวยงาม หรูหรา หากแต่ฉาบฉวย ไม่จีรัง และระเหยรวดเร็วไปได้อย่างรวดเร็ว
 

 
แต่สิ่งที่เกรอนุยแตกต่างจากมนุษย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ ตัวเขาเองนั้นไม่มีกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การไม่มีกลิ่นกายสะท้อนให้เห็นสภาวะความไร้ตัวตน ไร้ความสำคัญ ไร้การมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น ๆ ในสังคม เพราะตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า กลิ่นเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคลกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับการที่เกรอนุยเรียนรู้โลกผ่านกลิ่น เขาจึงเข้าใจว่า แก่นแท้ของทุกสิ่งบนโลกคือ กลิ่นของสิ่งต่าง ๆ นั่นเอง จึงเป็นเหตุว่าที่ทำให้เขานั้นมีความที่จะต้องการที่จะมีกลิ่นกายของตนเองบ้าง เพื่อให้ผู้อื่นรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา และเกรอนุยก็สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อได้มาซึ่งกลิ่นที่เขาปรารถนา แม้ว่าจะต้องทำการคร่าชีวิตหญิงสาวไปถึงยี่สิบห้าคน โดยในความคิดของเกรอนุยนั้น ร่างกายอันสวยงามของหญิงสาวทั้งหลายไม่ได้มีความสำคัญกับเขาเท่ากลิ่นกายของพวกเธอ และร่างกายของพวกเธอเป็นเสมือนดอกไม้หรือส่วนต่าง ๆ ของพืชที่ถูกสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยออกมาจนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่เหลือคุณค่าใด ๆ ต่อต่อเขาอีก แสดงให้เห็นว่า เกรอนุยไม่ได้มีความรู้สึกผิดบาปหรือสำนึกต่อการกระทำของตัวเอง เพราะโลกที่เขาเรียนรู้และเข้าใจได้ดีคือโลกของผัสสะ ไม่ใช่โลกที่ศีลธรรม กฏเกณฑ์ หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมจะเข้ามามีบทบาทในการควบคุมพฤติกรรมของเขาได้ เราจะเห็นได้จากในตัวบทที่สะท้อนให้เห็นความคิดของเขาดังต่อไปนี้
 
...น้ำมันหอมระเหยคือส่วนดีสุดยอดแห่งเนื้อวัตถุ สิ่งเดียวนี่เองที่เขามุ่งหมายสนใจผูกพัน
ส่วนเศษกากซากแขยงที่เหลือ ดอกใบเปลือกเนื้อผลสีสันความสดใสงดงามมีชีวิตชีวาและ
อื่นๆ นอกไปจากนี้เป็นส่วนเกินที่เขาไม่ใส่ใจ นั่นเป็นเพียงเปลือกหุ้มห่อวิญญาณ เป็นกาก
ขยะน่าแขยง เป็นส่วนที่ต้องทิ้งไป (ซึสคินท์, 2561, หน้า 122-123)
 
...เขาไม่ใส่ใจจะใช้ผ้าห่มคลุมร่างเปลือยบนเตียงเอาเสียเลย แม้ว่าราตรีอันมืดดำจะจางราง
ลงด้วยแสงสลัวของยามอรุณรุ่ง และเริ่มแลเห็นเรือนร่างสรรพสิ่งในห้องก็ตามที เขาไม่ได้
เหลือบแลไปที่เตียงอีกเลย อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะได้เห็นเธอด้วยสายตาสักแวบหนึ่งในชีวิต
ของเขาเถิด แต่เรือนร่างของเธอนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ ร่างกายของเธอไม่เคยมีความหมาย
ต่อเขาเลย เพียงแต่กลิ่นอันไม่มีรูปร่างของเธอเท่านั้นที่เขาปรารถนา และบัดนี้เขาได้หอบอยู่
ใต้แขน และกำลังนำติดตัวไปด้วย  (ซึสคินท์, 2561, หน้า 275-276)
 

 

นอกจากพฤติกรรมของเขาที่ถือได้ว่า เป็นการต่อต้านค่านิยมทั้งทางศีลธรรมและกฏเกณฑ์ในสังคมอย่างตรงไปตรงมาแล้ว เกรอนุยยังมีลักษณะอื่น ๆ ที่ประกอบกันให้เขากลายเป็นบุคคลที่ไม่น่าพิสมัย อันเป็นขนบการสร้างตัวละครฝ่ายอธรรมหรือตัวเอกปฏิลักษณ์ที่มักพบเจออยู่บ่อยครั้ง นั่นก็คือ การสร้างให้ตัวละครฝ่ายอธรรมหรือตัวเอกปฏิลักษณ์นั้นมีความผิดปกติของร่างกายหรือมีความพิการ ซึ่งอาจเป็นทางร่างกายหรือทางจิตใจก็ได้ และยังมีการนำเอาบุคลิกลักษณะของตัวละครนั้น ๆ ไปเปรียบเทียบกับสัตว์อีกด้วย เช่น ซุสคินด์ได้กำหนดให้ตัวเกรอนุยนั้นมีสุขภาพร่างกายที่ทนทานต่อโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มากมายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่เขาดูเป็นคนที่มีผอมแกร็น ไม่สมบูรณ์ และมีเท้ากะเผลกข้างหนึ่ง อีกทั้งผู้ประพันธ์ยังเปรียบเปรยเกรอนุยว่าเป็น “ตัวเห็บ” อีกด้วย ตามตัวบทต่อไปนี้
 
...วันแล้ววันเล่าที่เขาหมกมุ่นอยู่กับตนเอง ผนึกพลังแห่งความอวดดื้อถือดีไว้ภายใน
กระทำตัวดังเช่นตัวเห็บในยุคน้ำแข็งที่พยายามจะอยู่รอดอดทน มักน้อย ไม่เรียกร้อง
ต้องการ หรี่แสงแห่งความหวังในชีวิตให้เหลือน้อยที่สุด แต่เพียรรักษาไว้ไม่ให้ดับมืดลง... 
ช่วงเวลาฤดูหนาวที่จะต้องอยู่รอดได้ผ่านพ้นไปแล้ว เจ้าเห็บเกรอนุยยืดตัวมีชีวิตชีวาขึ้น
สูดเอากลิ่นอายแห่งยามเช้า ความกระหายใครล่าจึงบังเกิดขึ้น เขตย่านแห่งกลิ่นอันยิ่งใหญ่
ของโลกเปิดกว้างสำหรับเขา นั่นคือนครปารีส (ซุสคินด์, 2561, หน้า 39-41)
 

 
แสดงให้เห็นว่า เกรอนุยนั้นถูกกำหนดให้มีอัตลักษณ์และพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับสัตว์มากกว่ามนุษย์ นับตั้งแต่มีประสาทการรับรู้กลิ่นที่ดีเหนือมนุษย์ปกติ ซึ่งเห็บก็เป็นแมงปรสิตชนิดหนึ่งที่มีประสาทการรับรู้กลิ่นที่ดีเยี่ยมและยังต้องดูดเลือดสัตว์ต่าง ๆ เป็นอาหารอีกด้วย ซึ่งนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ผู้ประพันธ์ได้ใช้ในการสร้างบุคลิกลักษณะของตัวละครให้มีความผิดแปลกไปจากมนุษย์ปกติและเกิดความน่ากลัวขึ้นด้วย เพราะเกรอนุยนั้นมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับเห็บ กล่าวคือ การที่เขาทำการสังหารหญิงสาวทั้งยี่สิบห้าคนเพื่อเก็บเอากลิ่นกายของพวกเธอมาทำเป็นหัวน้ำหอมนั้นคล้ายคลึงกับการที่เห็บนั้นดำรงชีวิตโดยการดูดเลือดจากร่างกายของสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นการกระทำที่สร้างความรำคาญและอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เนื่องจากโรคติดต่อที่มีเห็บเป็นพาหะได้อีกด้วย
 
และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความน่าสนใจในเรื่องของชื่อเต็มของเกรอนุย ซึ่งก็คือ Jean Baptiste Grenouille โดยคำว่า Grenouille เป็นคำในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีความหมายว่า “กบ” ซึ่งกบนั้น หากนำมาตีความโดยยึดเอาพระคัมภีร์ไบเบิลในส่วนของพระคัมภีร์บทอพยพ 7:19 (Exodus 7:19) เป็นหลัก เราก็จะพบว่า ฝูงกบจากแม่น้ำไนล์นั้นนับว่าเป็นภัยพิบัติชนิดที่สองในภัยพิบัติทั้งสิบประการ (Plagues of Egypt) ซึ่งพระเจ้าส่งมาเพื่อคุกคามฟาโรห์และประชาชนชาวอียิปต์ เนื่องจากฟาโรห์ทรงมิยอมปลดปล่อยทาสชาวฮีบรู อันเป็นเผ่าพันธุ์ในความดูแลของพระเจ้า ตามคำเตือนของโมเสส ดังนั้นแล้ว จึงสามารถตีความได้อีกเช่นกันว่า เกรอนุยนั้นเป็นตัวแทนของความตาย บาป และพลังที่น่ากลัวของพระเจ้าอีกด้วย ซึ่งถูกส่งมาเพื่อเข้ามาลงโทษผู้ที่กระทำความผิด พร้อมทั้งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในเมืองกราส ประเทศฝรั่งเศส และเป็นไปได้ว่า เกรอนุย คือเคราะห์กรรมที่ย้อนกลับมาทำลายสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่เสื่อมทราม เช่น แม่ของเกรอนุยผู้เคยไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง มาดามจีญารด์ผู้เห็นแก่เงินจากการรับเด็กกำพร้ามาเลี้ยง เมอร์สิเออร์ กรีมาล เจ้าของโรงฟอกหนัง ที่มองเห็นว่าเกรอนุยไม่ต่างไปจากสัตว์ที่เลี้ยงไว้ใช้งานตัวหนึ่ง บาลดินี นักทำน้ำหอมผู้ซื้อตัวเกรอนุยเอาไว้เพื่อหวังจะได้สูตรน้ำหอมพิเศษมากมายจากพรสวรรค์ด้านกลิ่นของเกรอนุย รวมทั้งท่านมาร์กีส์ที่ใช้เกรอนุยเป็นตัวทดลองทฤษฎีแปลกประหลาดของเขา นี่เองจึงสามารถเห็นได้ว่า เกรอนุยนั้นมีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับผู้คนและสังคมรอบข้างเขาด้วยการใช้ผัสสะด้านกลิ่นที่มีความพิเศษของเขาเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการที่ชนชั้นแรงงานถูกเหล่านายทุนหรือชนชั้นปกครองกดขี่ขูดรีดเอาเพียงกำลังในการทำงานเท่านั้น แต่โดยปราศจากการเชื่อมสัมพันธ์ทางด้านจิตใจหรือร่างกายอย่างที่มนุษย์ทั่วไปปรารถนา เกรอนุยจึงเป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานที่ลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมหรือแก้แค้นกลุ่มชนชั้นปกครองและเป็นตัวแทนคนพิการต่อต้านค่านิยมกระแสหลักเพื่อเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมไปพร้อม ๆ กัน
 

 

การสร้างน้ำหอมจากกลิ่นกายของหญิงสาวจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลอร์ หญิงสาวคนสุดท้าย อันเป็นบุตรสาวของ อังตวน ริชีส์ ผู้ที่อยู่ในชนชั้นปกครอง ยิ่งเป็นการขับเน้นถึงความหมายทางด้านการเมืองที่ถูกแฝงอยู่ภายใต้การกระทำของเกรอนุย  ดังนั้น น้ำหอม จึงเปรียบเสมือนหน้ากากหรือเสื้อผ้าที่เกรอนุยสร้างขึ้นเพื่อส่วมใส่เพื่อให้ตัวเขาเองนั้นมีตัวตน เป็นที่ต้องการ และเป็นที่ยอมรับจากคนอื่น ๆ ในสังคม รวมทั้งยังใช้น้ำหอมในการก้าวข้ามเส้นแบ่งชนชั้นจากชนชั้นแรงงานไปเป็นชนชั้นปกครองอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจน ในเหตุการณ์ที่เขาได้ใช้น้ำหอมเพื่อสะกดผู้คนที่มารอชมการประหาร แม้กระทั่งริชีส์ที่พยายามจะไม่สูดดมกลิ่นน้ำหอมของเขาก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้แก่อาณุภาพที่รุนแรงของมัน และร้องขอให้เกรอนุยไปเป็นบุตรชายบุญธรรมของเขาแทนลอร์ที่เสียชีวิตไป จนทำให้เกอรนุยสลบไปเพราะความสับสนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกลิ่นน้ำหอมที่มีกลิ่นของลอร์ฟุ้งอยู่หลายชั่วโมงในตัวของเกรอนุยนั้น ยังทำให้ริชีส์หลงคิดไปว่า เขาช่างมีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายกับบุตรสาวที่เสียชีวิตไปแล้วของเขาเอง นี่เองจึงแสดงให้เห็นได้ว่า เกรอนุยได้ขโมยเอา “กลิ่น” อันเป็นแก่นแท้หรืออัตลักษณ์ของลอร์มาครอบครองเพื่อให้เขาได้เปลี่ยนจาก เกรอนุย หนุ่มพิการในชนชั้นแรงงาน เสมือนเป็น ลอร์ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบุตรสาวของชนชั้นปกครองนั่นเอง ดังที่ริชีส์ได้กล่าวกับเกรอนุยเอาไว้ว่า
 
เขาแย้มยิ้มบีบมือเกรอนุยกระชับขึ้น แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ต่อไปนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นดีแล้ว
คณะตุลาการสั่งเพิกถอนคำตัดสิน พยานทุกปากก็ถอนปากคำ เจ้าเป็นอิสระแล้ว จะทำอะไร
ตามใจชอบของเจ้าก็ได้ แต่พ่ออยากให้เจ้าอยู่ที่นี่ พ่อเสียลูกสาวไปแล้ว จึงอยากได้เจ้ามาเป็น
บุตรชาย เจ้าเหมือนเธออย่างเหลือเกิน เหมือนเธอเอาเสียจริง ๆ ผมเผ้า รูปปาก มือไม้ ...
พ่อกุมมือเจ้าเอาไว้ตลอดเวลาเลย มือของเจ้าเหมือนกับมือของเธอ ยิ่งมองดูที่ดวงตาของเจ้าแล้ว
ราวกับว่าเธอกำลังจ้องดูพ่ออยู่กระนั้น เจ้าเป็นพี่ชายของเธอเถิด พ่ออยากให้เจ้าเป็นบุตรชาย
เป็นสิ่งปลาบปลื้ม เป็นความภาคภูมิใจ เป็นทายาทสืบมรดกของพ่อ...
(ซุสคินด์, 2561, หน้า 302)
 

 

แต่เกรอนุยก็ตระหนักได้ว่า หากปราศจากพรสวรรค์ด้านกลิ่นและน้ำหอมอันทรงพลังของเขา ตัวเขาเองก็ไม่มีความหมายกับใครเลย แม้ว่าเขาจะประพรมน้ำหอมมากเท่าใด เขาก็เพียงกลายเป็นบุคคลอื่น และผู้คนก็ต่างหลงใหลชื่นชนในกลิ่นของหญิงสาวทั้งยี่สิบห้าคนที่เขาฉกฉวยมาจากพวกเธอ ตัวตนที่แท้จริงของเขาก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดต้องการอยู่เช่นเดิม และเมื่อปณิธานในชีวิตของเกรอนุยสำเร็จเสร็จสิ้น ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่เขาจำเป็นจะต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว เกรอนุยจึงเลือกจบชีวิตของเขาลง โดยการสละชีวิตของเขาเป็นอาหารแก่กลุ่มคนจรจัด โดยใช้น้ำหอมราดรดตัวเพื่อดึงดูดคนเหล่านั้นให้เข้ามารุมฉีกทึ้งตัวเขา ตามตัวบทที่แสดงความคิดของเขาเอาไว้ว่า
 
ในถิ่นโอแวร์นนั้น เขาเฉียดใกล้ไปยังพล็อมบ์ดูคองตาล เขาแลเห็นภูเขานั้นอยู่ทาง
ทิศตะวันตก สีเทาเงินทะมึนในแสงจันทร์ ได้กลิ่นลมเย็นเยือกที่พัดมาจากภูเขาแห่งนั้น 
แต่มันไม่ได้เรียกร้องให้เขากลับคืนไป เขาก็ไม่ได้หวนหาชีวิตในถ้ำนั้นอีกแล้ว 
ประสบการณ์นั้นเขาได้ผ่านมาแล้ว และได้ประจักษ์ว่าไม่มีอะไรน่าอยู่ต่อไป
เช่นเดียวกับ ประสบการณ์อื่น คือการอยู่ร่วมรวมกับผู้คนซึ่งรังแต่จะอึดอัดขาดใจตาย 
เพราะกลิ่นอายอันอัดแน่น เขาไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกดอก 
เขาอยากกลับไปสู่ปารีส และตายที่นั่น 
(ซุสคินด์, 2561, หน้า 308-309)
 

 

หากเราลองนำเหตุการณ์ในนวนิยายมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์และเปรียบเทียบ ก็จะพบว่ามีความน่าสนใจและมีเกี่ยวโยงกันอยู่ ซึ่งหลังจากที่เกรอนุยเสียชีวิตจากการถูกรุมฉีกทึ้งเนื้อตัวในปี 1767 หลังจากนั้นอีกราวยี่สิบปีต่อมา ก็เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติการเมืองการปกครองของฝรั่งเศสในปี 1789-1799 กลุ่มชนชั้นปกครองต่าง ๆ นักบวช และเหล่าเชื้อพระวงศ์ในราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ถูกกลุ่มชนชั้นแรงงานล้มล้างเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบบสาธารณรัฐ แสดงให้เห็นว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ตลอดเวลาที่เขาได้พยายามเข้าใจและเรียนรู้โลกผ่านผัสสะของเขา มันกลับทำให้เขาไม่ได้อะไรเลย แต่เกรอนุยกลับได้เข้าใจถึงสิ่งอันเป็นนามธรรมอย่างหนึ่งของชีวิตและสิ่งต่าง ๆ บนโลกใบนี้ นั่นก็คือ ความไม่มั่นคงถาวร จากน้ำหอมที่เขาสร้างขึ้น รวมไปถึงชนชั้นทางสังคม หรือสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย การเทน้ำหอมราดรดตัวโดยไม่สนใจว่า เขาได้ใช้ความเพียรพยายามมากเท่าใดกว่าจะสร้างมันขึ้นมาได้ แสดงให้เราเข้าใจถึง การละทิ้งในทุกอย่าง หรือ การปลง โดยเฉพาะการละทิ้ง น้ำหอม อันเป็นตัวแทนของชนชั้นปกครอง หรือ อำนาจที่เขาเพิ่งได้มาในครอบครองไปอย่างไม่ใส่ใจ และเขาก็ตระหนักได้ว่า ชีวิตก็เป็นเพียงแค่การถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ และดำเนินชีวิตไปจนสิ้นอายุขัย ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้มีแก่นสารสำคัญอะไรไปมากกว่านี้เลย
 
และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่นวนิยายเรื่อง น้ำหอม ได้สอดแทรกเอาไว้เบื้องหลังความแอบเสิร์ดของตัวละครและปมของเรื่องที่มีความน่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็เปิดเผยมุมมองผู้ที่ความบกพร่องทางจิตให้ผู้อ่านได้ขบคิดผ่านการกระทำที่มีความแปลกประหลาดของตัวละครเพื่อให้เข้าใจถึงความจริงของชีวิตนั่นเอง
 


บทสรุป
 
นวนิยายเรื่อง น้ำหอม มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ นั่นก็คือ การที่ตัวละครหลักของเรื่อง เกรอนุย เป็นตัวละครที่ดำเนินชีวิตผ่านการใช้ผัสสะนำทางเป็นหลัก เขาถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับความรักในช่วงแรกเกิด และยังเติบโตมาสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเช่นเดียวกันอีกด้วย ซึ่งการขาดความอบอุ่นจากอ้อมอกแม่ในวัยแรกคลอดนั้นส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กอย่างมากในเวลาที่เขาเติบโตขึ้น เราจึงสามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมของตัวละครได้ถึงการขาดการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีและอย่างเหมาะสมกับผู้อื่นในสังคมและเขายังมีพฤติกรรมที่โหยหาบางสิ่งเพื่อทดแทนบางสิ่งที่ขาดหายไปภายในจิตใจอยู่ตลอดเวลา เช่น เกรอนุยผู้เกิดมาโดยไร้การโอบกอดของแม่ แต่สิ่งแรกที่อยู่กับเขาในตอนแรกเกิดกลับเป็นกลิ่นนั่นเอง ดังนั้น เขาจึงให้ความสำคัญกับกลิ่นและเชื่อมโยงกลิ่นเข้ากับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว และไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความรัก ความเมตตา อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้น เพราะเขาไม่ได้รับสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นผ่านโลกแห่งผัสสะ เช่น การแสดงท่าทีอันสื่อถึงความรักใคร่ผ่านการสัมผัส หรือการพูดแสดงความรักนั่นเอง
 



จากความพิการทั้งทางจิตใจและความพิการทางร่างกายของเกรอนุย ยังสะท้อนถึงการได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมของผู้พิการจากผู้คนอื่น ๆ ภายในสังคมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นในยุคศตวรรษที่ 18 เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 20 สถานภาพของผู้พิการก็ยังคงไม่ได้รับการใส่ใจจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร 

 


ในกรณีของเกรอนุย หากตีความในพฤติกรรมและการกระทำของเขาภายในตัวบท เกรอนุยเป็นคนพิการที่พยายามใช้ความสามารถพิเศษในด้านการดมกลิ่นของเขาในการเข้าถึงความเป็นคนปกติหรือพยายามที่จะก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งชนชั้นของสังคม แต่ยิ่งเขาพยายามมากขึ้นเท่าไหร่ เขากลับพบว่า ตัวตนของเขา ความสามารถของเขา และสิ่งที่เขาทำนั้นไม่มีความหมายมากขึ้นทุกที เพราะที่ผ่านมา แม้ว่าเขานั้นจะได้รับโอกาสในทางการปฏิบัติงานจากบุคคลในสังคม แต่ก็เป็นเพียงเพราะความสามารถด้านกลิ่นของเขาเท่านั้น และทุกคนก็ล้วนเป็นกลุ่มคนที่จ้องจะตักตวงเอาแต่ผลประโยชน์จากเขาอยู่เรื่อยไป และไม่ได้มีความรักใคร่เอ็นดูในตัวเขาเลย ดังนั้น เกรอนุยจึงมองว่า โลกที่เขาอยู่นี้ไม่มีความหมายอันใดต่อตัวเขาเลย พร้อมกันนั้น เขาเองก็ไม่ได้มีความสำคัญต่อผู้ใดเช่นกัน การจบชีวิตของตัวเองจึงเป็นหนทางที่เขาเลือก
 

 

นี่เองจึงเป็นบทสรุปของการวิเคราะห์นวนิยายเล่มนี้ ที่สะท้อนให้เราเห็นว่า โลกแห่งผัสสะนั้นมีความสำคัญและจำเป็นต่อพัฒนาการในเชิงสังคมและเชิงปัจเจกบุคคลของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลไปยังพฤติกรรมและการกระทำต่าง ๆ ของบุคคลนั้น ๆ ในอนาคตอีกด้วย พร้อมกันนี้ ยังทำให้เราเข้าใจอีกด้วยว่า การได้รับความรัก ความเข้าใจและความเมตตาอย่างไร้เงื่อนไขนั้นเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตของบุคคลคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าอัศจรรย์และยังทำให้เราเข้าใจอีกว่า คนพิการนั้นก็มีความต้องการพื้นฐานทางผัสสะที่เหมือนกันกับบุคคลธรรมดาทั่วไปในสังคม ดังนั้น จึงไม่ควรหัวเราะเยาะเย้ย ดูแคลน หรือ แบ่งแยกเพื่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันภายในสังคมอีกต่อไป หากแต่สิ่งที่สังคมทุกสังคมต้องการก็คือ ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนนั้นมีร่วมกันนั่นเอง 



Create Date : 10 สิงหาคม 2564
Last Update : 14 สิงหาคม 2564 14:54:37 น. 0 comments
Counter : 475 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณnewyorknurse


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17


 
LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.