Group Blog
 
 
มิถุนายน 2564
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
28 มิถุนายน 2564
 
All Blogs
 
Memoirs of Geisha : การเล่าอัตลักษณ์และบทบาทของเกอิชาในมุมมองใหม่ (2)

(ต่อจากตอนที่ 1 นะคะ)
 


จาก ลูกสาวชาวประมง กลายเป็น เกอิชา : การพลิกบทบาทของเพศหญิงและคนชายขอบภายใต้สังคมปิตาธิปไตย 

ซายูริ หรือ ชิโยะ เป็นตัวแทนของคนชายขอบและเพศหญิงในสังคมปิตาธิปไตย เนื่องจากชีวิตของเธอนั้นเกิดมาเป็นลูกชาวประมงซึ่งมีฐานะยากจน ประเด็นที่น่าสนใจคือ ดวงตาสีฟ้าที่แปลกประหลาดของเธอ นอกจากจะเป็นสิ่งที่สร้างให้เธอกลายเป็นอื่น (Otherness) และแตกต่างจากคนอื่น ๆ แล้ว ยังสามารถตีความว่า เป็นสีของคนตาบอดหรือตาเป็นต้อซึ่งสื่อถึงความพิการก็ได้ (ตอกย้ำความเป็นคนชายขอบภายในตัวของเธอด้วย) อีกทั้งดวงตาสีฟ้านั้นก็สามารถสื่อถึงลักษณะทางกายภาพของชาวตะวันตก นี่เองสามารถสร้างความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมของซายูริมาตั้งแต่เด็ก ๆ และไม่ว่าใคร ๆ ก็ตามที่ได้เห็นดวงตาสีประหลาดของเธอ ก็ล้วนอุทานด้วยความตื่นเต้นและชื่นชมว่าสวยงามแปลกตา สะท้อนให้เห็นภาพแทนของความยกย่องเชิดชูชาวตะวันตกผ่านการชื่นชมดวงตาสีฟ้าของซายูริ (หรืออาจแสดงถึงทัศนคติเรื่องความงามในสายตาเจ้าอาณานิคมอย่างชาวตะวันตกว่า เผ่าพันธุ์ของตนเองมีความสวยงามมากกว่าชาวตะวันออก) ซึ่งดูสวยประหลาด (Exotic) และสื่อถึงความเป็นชาวตะวันตกในสายตาของชาวตะวันออกซึ่งโดยปกติจะมีม่านตาสีน้ำตาลหรือสีดำ  ซึ่งดวงตาสีฟ้าของเธอนี่เองที่เป็นชนวนให้คุณทานากะเกิดความคิดที่จะขอซื้อตัวเธอไปขายให้กับสำนักเกอิชา เราจะเห็นความคิดนี้สอดแทรกอยู่ในจดหมายของคุณทานากะถึงชิโยะดังนี้

 
ฉันมีชีวิตอยู่ในโลกนี้นานพอที่จะเห็นแจ้งว่า
เป็นเรื่องยากเพียงไรที่ห่านป่าธรรมดา ๆ จะตกไข่ออกมา
เป็นหงส์แสนสวยได้อย่างเธอ และหงส์นั้นถ้ายังอยู่กับฝูงห่านต่อไป
ก็มีแต่จะตายไปอย่างน่าเสียดายเพียงสถานเดียว...(เกอิชา, หน้า 231)


 
คุณทานากะได้เปรียบเปรยว่า ครอบครัวของชิโยะนั้นเป็น ห่านป่าธรรมดา ๆ  ส่วนตัวเธอนั้นเป็น หงส์แสนสวย นี่เองจึงเป็นการขับเน้นความเป็นอื่นของชิโยะและการยกย่องเชิดชูชาวตะวันตกไปพร้อมกัน แต่หากมองในแง่ของระบอบปิตาธิปไตย การที่เธอถูกพาออกจากหมู่บ้านเป็นเสมือนการกำจัด ความเป็นอื่น ให้ออกจากสังคมหมู่บ้านโยโรอิโดะ และคนที่พาเธอออกไปก็คือคุณทานากะ ซึ่งเป็นเพศชายด้วย แสดงให้เห็นถึงการใช้บรรทัดฐานทางสังคมปิตาธิปไตยกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปจากสังคม หมู่บ้านโยโรอิโดะ (鎧戸) หากแปลตามตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นนั้น สามารถแปลได้ว่า ประตูเกราะ ซึ่งสะท้อนภาพการเป็นสังคมแบบปิดของญี่ปุ่น คอยป้องกันไม่ได้ความเป็นอื่นหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสู่หมู่บ้านที่ระบอบปิตาธิปไตยยังคงเข้มข้น
 
ประเด็นเสริมที่น่าคิดในแง่นี้ก็คือ แม่ของชิโยะซึ่งก็มีม่านตาสีฟ้าเหมือนกับเธอนั้นป่วยเป็นมะเร็งกระดูกและเสียชีวิตลงหลังจากที่เธอเข้าไปอยู่ในสำนักเกอิชาได้ไม่นาน การ จากเป็น ของชิโยะและ การ จากตาย ของแม่ของเธอจึงสะท้อนกันและกันเพราะมีความเป็นอื่นเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ นั่นก็คือ ชิโยะอยู่ในวัยเด็กที่ยังแข็งแรง ส่วนแม่ของเธออยู่ในวัยผู้ใหญ่ที่ป่วยหนัก ชิโยะได้รับโอกาสจากสังคมให้เติบโตได้แม้จะมีความเป็นอื่น เพราะยังมีสิทธิที่จะเติบโตขึ้นมาและอาจสามารถทำงานเพื่อตอบสนองสังคมได้ ซึ่งแตกต่างจากแม่ของชิโยะซึ่งเป็นคนชายขอบอย่างเต็มขั้น (ผู้หญิงที่อายุเริ่มมาก, ยากจน, ป่วยหนัก) จึงถูกกำจัดไปจากสังคมในทันที เนื่องจากถูกกำหนเชดว่า ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมอีกแล้ว (ในตอนต้นเรื่องของตัวบท)
 
และตาสีฟ้าของชิโยะ อาจหมายถึงความต้องการที่จะแทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมตะวันออกของชาวตะวันตกก็เป็นได้ หากมองในแง่ของชีววิทยา การที่มีดวงตาสีฟ้าหรือสีที่ผิดแปลกจากชาวเอเชียคนอื่น ๆ หากไม่เกิดจากความปกติของพันธุกรรม ก็มักมาจากการมีเชื้อสายของชาวตะวันตกหรือเชื้อชาติอื่น ๆ ที่มีดวงตาสีอ่อนนั่นเอง สื่อถึงความพยายามที่จะกลืนชาติและครอบครองชาวเอเชียผ่านการมีสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงชาวเอเชีย โดยในยุคแรกของการเปิดประเทศของญี่ปุ่น เกอิชาถูกเข้าใจผิดโดยชายชาวตะวันตกว่า เป็นโสเภณีซึ่งสามารถมีเพศสัมพันธ์ด้วยได้และเป็นเสมือนการซึบซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และอาจหมายถึง ความต้องการที่จะเรียนรู้และเข้าถึง “ขนบ” หรือ “แก่นแท้” ของญี่ปุ่นก็ได้ (ตามที่ได้กล่าวไปในหัวข้อที่ 2)
 

 
เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อชิโยะย่างก้าวเข้าสู่วัยสาวและได้รับโอกาสให้กลับมาฝึกเป็นเกอิชาอีกครั้ง เบื้องลึกแล้ว เธอได้รับโอกาสจากสังคมปิตาธิปไตยผ่านการช่วยเหลืออย่างลับ ๆ ของท่านประธานเคน ซึ่งเขาขอร้องให้มาเมฮาเป็นธุระช่วยฝึกฝนชิโยะให้กลายเป็นเกอิชาที่สวยสมบูรณ์แบบในที่สุด หลังจากที่เขาได้พบกับเธอที่นั่งซึมเศร้าอยู่ที่สะพานริมแม่น้ำและเขาได้มีเมตตาซื้อน้ำแข็งไสราดน้ำเชื่อมรสเชอร์รี่ให้เธอ สะพานข้ามแม่น้ำเป็นสัญญะซึ่งบ่งบอกว่า เธอกำลังจะก้าวข้ามผ่านวัยเด็กไปสู่วัยสาว ก้าวข้ามผ่านโลกของเด็กรับใช้เข้าสู่โลกของเกอิชาและโลกของปิตาธิปไตยอย่างเต็มขั้น น้ำแข็งไสราดน้ำเชื่อมรสเชอร์รี่นั้นมีสีแดง อันเปรียบเสมือนสีของประจำเดือนและสีแดงยังเป็นสีที่ถูกใช้เพื่อดึงดูดทางในเรื่องของเพศบ่อยครั้งโดยเฉพาะในวัฒนธรรมของเกอิชา เช่น การทาปากให้เป็นสีแดงสดและทาให้เล็กกว่ารูปปากจริง ๆ เพื่อให้ดูเป็นปากกระจับ บอบบาง น่าทะนุถนอม ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ช่วยบ่งบอกให้รู้ว่า ร่างกายของเธอกำลังเข้าสู่วัยสาวนั่นเอง
 

 

และเมื่อเธอถูกขายให้สำนักเกอิชา ซายูริมักถูกฮัตสุโมโมะดูถูกเธอว่า ตัวเธอมีกลิ่นเหม็นคาวปลา ซึ่งเป็นการตอกย้ำสถานภาพของเธอว่าเป็นเพียงลูกชาวประมงที่มาจากชนบทในทางกลับกัน มาเมฮาเป็นคนที่มองว่า ข้อด้อยของเธอนั้นกลับเป็นข้อดี เธอมองเห็นลักษณะนิสัยที่ฉลาด มีไหวพริบ อีกทั้งใจเย็น อ่อนหวาน นุ่มนวล โดยกล่าวว่าเป็นลักษณะของคนธาตุน้ำตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นโบราณ ทำให้ซายูริเกิดการมองตัวเองในแง่มุมใหม่ และเริ่มเห็นว่าตัวเองก็มีข้อดีเช่นกัน และในขณะเดียวกันตาสีประหลาดนี้กลับกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้เธอมีความสวยงามเป็นพิเศษอีกด้วย นี่จึงเป็นตัวอย่างของการโอบรับความล้มเหลวและจุดด้อยของตนเองและพัฒนาให้กลายเป็นจุดเด่น และในระหว่างที่รับการฝึกฝน มาเมฮาได้สั่งสอนทุกอย่างเกี่ยวกับเกอิชาที่ดีพึงจะเป็นให้แก่ซายูริ พร้อมทั้งถ่ายทอดแง่คิดและมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเป็นเกอิชาให้เธอได้ฟัง เช่น การรู้จักตอบโต้บทสนทนากับลูกค้าเพื่อให้พวกเขาเกิดความบันเทิง และในบางครั้งยังถือโอกาสนี้เป็นการหยอกเย้าและแสดงอำนาจทางเพศเหนือเพศชายอีกด้วย ดังตัวบทต่อไปนี้
 
บ่อยครั้งที่ฉันได้ฟังพวกเกอิชาฉลาด ๆ คุยให้ฟัง
ซึ่งมาเมฮาก็เป็นหนึ่งในนี้ด้วย การพูดคุยนี้ทำให้สติ
ปัญญาของฉันงอกงามขึ้นมาอีกเป็นอันมาก อย่างเช่นว่าถ้ามีลูกค้า
พูดกับเกอิชาสักคนหนึ่งว่า “วันนี้อากาศร้อนจังนะ คุณว่ามั้ย” 
เกอิชาก็มีคำตอบนับสิบที่จะเลือกตอบให้ถูกแก่ภูมิปัญญาของผู้พูด
ถ้าลูกค้าอายุมากและเป็นคนกรุ้มกริ่มอยู่สักหน่อย หล่อนก็จะตอบว่า
“ร้อนหรือคะ เป็นเพราะคุณอยู่ท่าม กลางสาว ๆ สวย ๆ ทั้งนั้นละมั้ง” 
ถ้าลูกค้าเป็นหนุ่มนักธุรกิจ ซึ่งออกจะไก่อ่อนอยู่สักหน่อย
หล่อนก็อาจจะตอบชนิดที่เขาต้องจุกไปเลย ทีเดียวว่า “ตายแล้วคุณนี่
นั่งอยู่ท่ามกลางเกอิชาที่เยี่ยมที่สุดของย่านกิอนตั้งเกือบ 10 คนยังงี้
คุณยังมีกะใจพูดถึงแต่ลมฟ้าอากาศอยู่อีกเหรอคะ รูปหล่อ”



 

ครั้งหนึ่งฉันเผอิญอยู่ใกล้ ๆ เมื่อมาเมฮากำลังปรนนิบัติหนุ่มน้อยรายหนึ่ง
เขาอายุราว ๆ 19 หรือ 20 ปี และคงจะไม่เคยมางานป่าร์ตี้
ชนิดที่มีเกอิชานั่งประกบแบบนี้มาก่อนเลย หนุ่มขนาดนี้ปรกจิก็จะไม่มางานแบบนี้ดอก
ถ้าเผอิญพ่อของเขาไม่ใช่เจ้าภาพอย่างนี้ ดังนั้นหนุ่มน้อยจึงต้องเงอะงะเคอะเขินเป็นธรรมดา
และไม่รู้จะคุยอย่างไร “ร้อนนะ คุณว่ามั้ย” มาเมฮาลดเสียงให้เบาลงแล้วร่ายมนต์ว่า
“ใช่ค่ะ คุณพูดถูก วันนี้อากาศร้อนจริง ๆ เชียว คุณควรจะได้เห็นตอนฉันก้าวออกจากห้องน้ำ
เมื่อเข้านี้นะคะ ตามปรกติหลัง การอาบน้ำฉันจะเดินเปลือยออกมาด้วยความรู้สึกเย็นฉ่ำสดชื่น
แต่เมื่อเช้านี้ความที่ร้อนมาก เหงื่อเลย เกาะพราวไปทั้งตัวเลยทีเดียว
ตั้งแต่ต้นขา ท้องน้อย แล้วก็...เอ้อ...บริเวณแถว ๆ นั้นด้วย” 
หนุ่มน้อยวางถ้วยสาเกลงบนโต๊ะด้วยมืออันสั่นระริก
เพราะว่าได้วาดภาพตามการพรรณนาของมาเมฮาไปแล้วอย่าง
ว่าง่าย ฉันว่าเขาคงไม่ลืมงานปาร์ตี้แบบมีเกอิชาครั้งนี้ไปจนตลอดชีวิต....
(เกอิชา, หน้า 656)


 
เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้ภายนอก การเป็นเกอิชาจะถูกกดทับไว้ด้วยค่านิยมปิตาธิปไตย แต่หากมองอีกมุมหนึ่งแล้ว การเป็นเกอิชาคือการเปิดโอกาสให้เพศหญิงได้แสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความสามารถต่อหน้าสังคมของเพศชายได้อย่างไม่เป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด ซึ่งโอกาสเช่นนี้มีไม่บ่อยนักในสังคมญี่ปุ่นหรือสังคมเอเชีย แต่เกอิชากลับถูกชื่นชมในฐานะของ “ศิลปิน” ผู้มีความเชี่ยวชาญในการสร้างความบันเทิงให้แก่ลูกค้า โลกของเกอิชาจึงเป็นโลกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ปลดปล่อยความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเพศชายหรือเพศหญิง จึงนับว่าเป็นการพลิกบทบาทของเพศหญิงได้อย่างน่าสนใจ
 

 

และเนื่องจากสังคมปิตาธิปไตยได้กำหนดคุณค่าของผู้หญิงผ่าน “อายุ” และ “ความงาม” ซายูริจึงอยู่ในวัยที่ได้เปรียบ เมื่อซายูริได้รับการฝึกฝนจนกลายเป็นเกอิชาฝึกหัดแล้ว และได้เข้าพิธีรับชื่อใหม่ โดยเปลี่ยนจาก “ชิโยะ” เป็น “ซายูริ”ก็ นั้นก็เป็นเสมือนการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับเธอ เพื่อให้เปลี่ยนจากวัยเด็กเข้าสู่วัยสาว จึงมีการปะทะคารมระหว่างเธอและฮัตสุโมโมะเกิดขึ้น ฮัตสุโมโมะพูดกระทบซายูริต่อหน้าลูกค้าเกี่ยวกับอายุของเธอและพูดเกี่ยวเรื่อง “ความเป็นผู้ใหญ่” ผ่านหัวข้อเรื่อง “ขนในที่ลับ” ว่า ซายูริอายุเพียงแค่ 14 ปี แสดงว่ายังคงเป็นเด็ก และขนในบริเวณนั้นยังคงไม่ขึ้น แต่ซายูริก็เลือกที่จะหยิบตอบโต้ฮัตสุโมโมะคืนอย่างไม่หยาบคายและยังติดตลกด้วยว่า เธอมี “ขน” ขึ้นเต็ม “หัว” แล้ว พร้อมกับลูบศีรษะของเธอ ซึ่งเป็นการใช้ไหวพริบตอบโต้ได้อย่างชาญฉลาดและเลือกใช้การเปรียบเทียบที่เห็นและเข้าใจได้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่า ซายูริกำลังเน้นย้ำว่า ฮัตสุโมโมะเริ่มแก่ตัวลง และเธอได้ก้าวขึ้นมาอยู่ตำแหน่งเดียวกันกับฮัตสุโมโมะแล้ว อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบนั่นก็คือ ความสาวสะพรั่ง ที่ต่างจากฮัตสุโมโมะที่เริ่มมีอายุมากแล้ว ทำให้ฮัตสุโมโมะรู้สึกว่าตนเองถูกลดทอนคุณค่าและบทบาทลงผ่านคำพูดของซายูริ และเนื่องจากตัวเธอเองนั้นก็ไม่มีลูกค้าคนใดรับอุปการะเลี้ยงดูเป็นผู้อุปถัมภ์เพราะนิสัยส่วนตัวที่หยาบคายและชั่วร้ายของเธอเอง จึงทำให้เธอยิ่งรู้สึกอิจฉาและโกรธแค้นซายูริมากยิ่งขึ้น และการเป็นเกอิชาของซายูริ ยังทำให้เธอรู้สึกมั่นใจในตัวเองและเกิดความคิดที่จะกระทบกระแทกแดกดันคุณทานากะ อันเป็นตัวแทนของเพศชายด้วย 
 
อีกประเดี๋ยวหนึ่งเมื่อเดินไปถึงตัวคุณทานากะ
ฉันคงไม่คุกเข่าลงโค้งคำนับแล้วทักเขาอย่างดี
แบบที่เกอิชาฝึกหัดที่ดีควรกระทำว่า
“ตายจริง คุณทานากะนั่นเองช่างเป็นเกียรติเหลือเกิน
ที่ได้พบคุณอีกครั้ง มาถึงเกียวโตทีเดียวหรือคะ” 
ฉันจะยิ้มเยื้อนแล้วแดกดันให้สาแก่ใจเลยว่า
“โอ้โฮ! คุณทานากะ กลิ่นคาวปลาที่ติดตัวคุณมาแรงเหลือเกินนะคะ
เข้ามาใกล้คุณทำให้ฉันคิดถึง บ้านวูบขึ้นมาเลยละค่ะ” 
เขาคงช็อกไปเลยแหละ สมน้ำหน้า...(เกอิชา, หน้า 458)


 
ที่น่าคิดคือ กลิ่นคาวปลาที่ถูกกล่าวถึงในเรื่อง มักถูกกล่าวถึงเฉพาะแต่กับเพศหญิงเท่านั้น เช่น ซัทสึและชิโยะซึ่งเป็นลูกสาวชาวประมง แต่ไม่เคยปรากฎว่า เพศชายคนใดในเรื่องมีกลิ่นคาวปลาติดตัวเลย ซึ่งอาจแปลได้ว่า กลิ่นคาวปลา หมายถึง กลิ่นที่เกิดจากอวัยวะเพศหญิงก็ได้ (น้ำคาวปลา) ซึ่งการบอกว่า คุณทานากะมีกลิ่นคาวปลาติดตัว อาจหมายถึง การทำให้เพศชายเสมือนไม่เป็นเพศชาย หรือเป็นการตอน (Castration) โดยคำพูดนั่นเอง  แสดงให้เห็นว่า เธอมีความกล้าที่จะท้าทายขนบของปิตาธิปไตยซ่อนอยู่ในใจลึก ๆ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นมุมมองของสตรีนิยมซึ่งถูกซ่อนไว้ในตัวบทอีกด้วย
 
นอกจากนี้ ภายในตัวบท ยังมีการนำเสนอประเด็นของการพลิกบทบาทจากผู้แพ้มาเป็นผู้ชนะผ่านการชมกีฬาแข่งซูโม่ด้วย ซึ่งคุณโนบุได้อธิบายกติกาของการแข่งขันซูโม่และเคล็ดลับซึ่งเรียกว่า ฮาตากิโคมิ (Hatakikomi) ให้ซายูริฟัง อันเป็นท่าที่ซูโม่ผู้มีตัวเล็กกว่าอีกฝ่ายหรือกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบใช้ต่อกรและล้มคู่แข่งได้อย่างทันท่วงที โดย ซึ่งมาเมฮาและซายูริได้นำมาปรับใช้เพื่อต่อกรกับฮัตสุโมโมะ โดยการเรียนรู้ที่จะนำ ข้อด้อย มาพัฒนาเป็น อาวุธ นั่นเอง ในขณะที่ฮัตสุโมโมะมักใช้วิธีพูดจากระทบกระแทกคนอื่นหรือไม่ก็ทำร้ายร่างกายคนที่เธอเกลียด เปรียบเสมือนการใช้กำลังแก้ปัญหาในเพศชาย แต่ซายูริและมาเมฮากลับเลือกวิธีที่นุ่มนวลแทน (Soft Power) เป็นการใช้พลังของเพศหญิงซึ่งถือว่าเป็นข้อด้อยในสายตาเพศชาย หากแต่ทรงพลังและใช้ได้ผล มาเล่นงานฮัตสุโมโมะกลับแทน เช่น มาเมฮาได้วางแผนเพื่อให้ซายูริก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นของย่านกิอนผ่านการประมูลพรหมจรรย์ ซึ่งเธอได้บอกให้ซายูริหว่านเสน่ห์ทั้งกับหมอปูและคุณโนบุ เพื่อให้พวกเขาแข่งกันประมูลพรหมจรรย์ของเธอนั่นเอง จนในที่สุด ซายูริก็กลายเป็นเกอิชาที่มีชื่อเสียงมากจากการมีค่าประมูลพรหมจรรย์สูงที่สุดเป็นประวัติกาล
 
จะเห็นได้ว่า แม้โลกเบื้องหน้าของเกอิชาจะเป็นการตอบสนองต่อบรรทัดฐานและค่านิยมปิตาธิปไตย แต่เบื้องหลังนั้น ก็คือสงครามจิตวิทยาซึ่งดำเนินไปอย่างลับ ๆ แต่ทว่าเต็มไปด้วยพลังของเพศหญิงที่ใช้ในการแข่งขันระหว่างเพศหญิงด้วยกันและยังใช้เพื่อล่อลวง ยั่วยวนเพศชาย เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของตนเองได้เช่นกัน

 
เกอิชาโลกใหม่ : โลกของผู้หญิง เพื่อผู้หญิง โดยผู้หญิง และการเล่าอัตลักษณ์ของชาวอาณานิคมด้วยเสียงของตนเอง 

ในปัจจุบัน การเป็นเกอิชานั้น ไม่ได้มาจากการบังคับให้เด็กหญิงต้องจำยอมเป็นเกอิชาอีกแล้ว หากแต่เป็นโดยสมัครใจของเด็กสาวยุคใหม่ หลายคนให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการทำเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัวซึ่งอยากมีอาชีพเป็นเกอิชา ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่ได้มีเหตุมาจากการถูกครอบงำหรือบังคับขู่เข็ญของเพศชายใด ๆ เลย การประกอบอาชีพเกอิชาของพวกเธอจึงถือว่าเป็นอาชีพที่ผู้เป็นเกอิชามีความรู้สึกภาคภูมิใจและมีเกียรติมาก แสดงให้เห็นถึงแง่มุมของการเป็นเกอิชาที่ไม่ได้มาจากสายตาของโลกตะวันตกอย่างที่หนังสือหรือภาพยนตร์ได้นำเสนอให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง หากแต่เป็นการเปิดเผยมุมมองใหม่ผ่านตัวของเกอิชาเอง เพราะเป็นการใช้พลังอันนุ่มนวลอ่อนโยนของเพศหญิงเพื่อเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมให้คงอยู่ ช่วยซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้าได้กับแนวความคิดสตรีนิยมหลังอาณานิคมของกยาทรี จักรวรที สปิวัค นักวิชาการหญิงชาวอินเดียผู้วิพากษ์แนวคิดและวาทกรรมอันเกิดจากโลกตะวันตก



 

สปิวัคเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในการนำความรู้ทฤษฎีสตรีนิยม ทฤษฎีรื้อสร้าง และทฤษฎีมาร์กซิสต์ ผนวกเข้าด้วยกันและก่อเกิดเป็นทฤษฎีหลังอาณานิคม สปิวัคให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่ไร้เสียง (Subaltern) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถูกกดทับหรือจำกัดขอบเขตของสิทธิในการแสดงความต้องการหรือความรู้สึกของพวกเขาออกมา อีกทั้งยังถูกละเลยความสำคัญจากสังคม นี่จึงทำให้บทบาทของพวกเขาไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าของสังคมกระแสหลัก ซึ่งก็คือเกอิชานั่นเอง เพราะในสายตาของโลกตะวันตก เกอิชาหรือชาวตะวันออกนั้นคือกลุ่มคนที่ตกอยู่ในอำนาจของปิตาธิปไตยและเจ้าอาณานิคม ซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือหรือแบบแผนที่ใช้แสดงทัศคติในแบบชาวตะวันตก จึงเป็นเหตุให้ชาวตะวันตกต้องทำหน้าที่เล่าเรื่องราวแทนตัวของพวกเธอ แต่สปิวัคนั้นเห็นต่างและเธอวิพากษ์แนวคิดของนักทฤษฎี เช่น ฟูโกต์และเดอลูซ ซึ่งเข้าใจว่า พวกเขาได้ทำหน้าที่พูดแทนคนไร้เสียง ซึ่งกล่าวอ้างถึงการที่จักรวรรดิอังกฤษได้ช่วยเหลือหญิงม่ายที่กำลังจะเผาตัวเองตายตามสามีในพิธสตีในประเทศอินเดีย เธอกล่าวว่า มันคือความต้องการส่วนตัวของตัวหญิงม่ายที่จะฆ่าตัวตายตามสามี แต่โลกตะวันตกกลับมองว่า เป็นความป่าเถื่อนล้าหลังโดยการมองผ่านสายตาของเจ้าอาณานิคม และได้เข้ากระทำในสิ่งที่ขัดต่อความต้องการอันแท้จริงของตัวหญิงม่ายนั้น ดังนั้น สปิวัคจึงเห็นว่า ชาวตะวันตกหรือนักวิชาการต่าง ๆ ในโลกตะวันตกไม่ควรใช้อำนาจและไม่ควรสร้างการรับรู้แบบผิด ๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมของกลุ่มคนในโลกอาณานิคมว่าเป็นเช่นไรตามทัศนคติของตนเอง หรือไม่ควรพูดแทนพวกเขา เพราะเนื่องจากกลุ่มคนเหล่านั้นมีวัฒนธณรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างจากโลกตะวันตก และมีเหตุผลหรือเจตจำนงเสรีในการกระทำหรือตัดสินใจเป็นของตนเอง เพราะการทำเช่นนี้ เท่ากับเป็นการลดทอนสิทธิที่จะแสดงอัตลักษณ์ผ่านภาษาของกลุ่มคนในโลกอาณานิคมไปด้วย
 

 
ซึ่งเจตจำนงที่จะเปล่งเสียงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตัวสามารถเห็นได้ชัดในกรณีของมิเนโกะ อิวาซากิ เกอิชาผู้โด่งดังซึ่งทำการฟ้องร้องอาเธอร์ โกลเดน นักเขียนนวนิยายเจ้าของผลงาน Memoirs of Geisha ว่านำเรื่องราวที่เธอเล่าไปบิดเบือนไปจากความจริง อีกทั้งนำผลงานของเธอไปลอกเลียนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งก็เทียบได้กับการที่อาเธอร์ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวตะวันตก ได้เข้าไปกระทำการเล่าอัตลักษณ์ของชาวตะวันออกซึ่งก็คือมิเนโกะ ดังนั้น หลังจากการเกิดเรื่องราวระหว่างเธอและโกลเดน มิเนโกะจึงเขียนหนังสือขึ้นมาสองเล่มในปี 2002 และ 2003 ตามลำดับ นั่นก็คือ Geisha, a life และ Geisha of Gion เพื่อเล่าเรื่องที่เป็นเรื่องราวจริง ๆ ของเกอิชาจากมุมมองของเกอิชาเอง พร้อมกันนั้น เธอยังได้แสดงทัศนคติของเกอิชาต่อการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับเกอิชา และความเข้าใจผิด ๆ ที่เพศชายทั้งในสากลโลกและโลกตะวันตกเองมีต่อเกอิชา จึงเป็นเหตุให้เธอยังมุ่งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเกอิชาใหม่ ภายใต้การเขียนเล่าเรื่องราวของเธอเอง
 

 
บทสรุป
 
Memoirs of Geisha เป็นนวนิยายที่เรื่องราวของหญิงสาวในโลกตะวันออกถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองและทัศนคติของชายชาวตะวันตก ซึ่งนำไปสู่การบิดเบือนข้อเท็จจริงและภาพจำของเกอิชาที่ผิดเพี้ยนไป แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง Memoirs of Geisha ก็ได้สะท้อนพลังของเพศหญิงและเจตจำนงที่จะเป็นอิสระต่อกรอบกฎปิตาธิปไตยและเจ้าอาณานิคม อันนำไปสู่การเล่าบทบาทและอัตลักษณ์ของตนเองใหม่ของเกอิชาหรือเพศหญิงในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เพศหญิงออกมาแสดงความคิดเห็นของตนเองมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับผู้คนที่มีความสนใจและต้องการจะเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเกอิชาในแง่มุมที่ถูกต้อง
  
อ้างอิง
 
โกลเดน, อาร์เทอร์ เอส. (2544). เกอิชา (พิมพ์ครั้งที่ 1, วิหยาสะกำ, ผู้แปล). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพ

ธัญญา สังขพันธานนท์. (2559). แว่นวรรณคดี ทฤษฎีร่วมสมัย (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : นาคร

วชิรกรณ์ อาจคุ้มวงษ์. (2552). ภาพแทนตัวละครและวัฒนธรรมเกอิชาใน เมมัวร์ส์ ออฟ อะ เกอิชา และ เกอิชา, อะ ไลฟ์ ((วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย).

สันติ เล็กสกุล. (2557). “ผู้ไร้เสียง” ในทัศนะของ กยาทรี จักรวรที สปิวัค (Gayatri Chakravorty Spivak). MFU Connexion Journal of Humanities and Social Sciences,3(2),1-19. 
สืบค้นจาก https://www.arts.chula.ac.th/libsci/wpcontent/uploads/
2019/02/referencestyle

2019.pdf

เอกนรี พรปรีดา. (2556). เกอิชา : ดอกไม้ในโลกของต้นหลิว (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : แพรธรรม

Ambesange Praveen V..(2016). Postcolonialism: Edward Said & Gayatri Spivak. Research Journal of Recent Sciences, 5(8),47-50. Retrieved from  https://static1.squarespace.com/static/
5c475ea7e17ba36d004afc2e/t/5d28dafead65470001139e2d/1562958590666/
Postcolonialism.pdf

Best of British Documentaries. (2014). Geisha Girl - Japanese True Beauty - why is this tradition still popular in the modern age?. Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=AiBYGugc17k
 




Create Date : 28 มิถุนายน 2564
Last Update : 13 สิงหาคม 2564 21:48:06 น. 1 comments
Counter : 325 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ


 
เป็นหนังที่สวยงามดีครับ ผมดูมาแล้ว 2-3 รอบ ก็ยังดูได้อยู่ ไม่รู้สึกว่าเบื่ออะไร
ดูแล้วคิดถึงญี่ปุ่นดีครับ นี่ไม่ได้ดูมานานแล้ว ช่วงนี้มีหนังให้ดูเยอะมาก ไล่ดูหนังเก่าไม่ทันเลยครับ ^^


โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 28 มิถุนายน 2564 เวลา:10:32:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17


 
LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.