Group Blog
 
 
มิถุนายน 2564
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
28 มิถุนายน 2564
 
All Blogs
 
Memoirs of Geisha : การเล่าอัตลักษณ์และบทบาทของเกอิชาในมุมมองใหม่ (1)

“ถ้าเจออุปสรรค น้ำก็จะเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างแล้วก็ไหลอ้อมไป
หรือไม่ก็จะซอกซอนเข้าไปใต้หีบ ในบรรดาธาตุทั้ง 5 ในโลกนี้
น้ำนี่แหละทำได้หลายอย่างหลายประการมากกว่าธาตุอื่น ๆ
มันซอกซอนเข้าไปในดิน มันดับไฟ มันกัดกร่อนโลหะ
แล้วก็พัดพาให้ไปไกลจากถิ่น แม้แต่ไม้ ต้นไม้ก็ยังอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากน้ำ
เธอมีพลังของธาตุน้ำ เธอถึงได้ไม่สิ้นหวังง่าย ๆ จริงมั้ย”...
(เกอิชา, หน้า 288)

 
นี่เป็นบทสนทนาระหว่างเกอิชาพี่เลี้ยงและเกอิชาฝึกหัด ซึ่งแสดงถึงชีวิตของเพศหญิงโดยเปรียบเทียบกับลักษณะของ “น้ำ” แม้น้ำจะไม่ใช่ธาตุที่อยู่เหนือธาตุอื่น ๆ แต่น้ำกลับมีพลังซ่อนเร้นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นบทบาทและภาพลักษณ์ของเพศหญิงในสังคมปิตาธิปไตย ซึ่งจะกล่าวต่อไปในบทวิเคราะห์นวนิยายเรื่อง Memoirs of Geisha
 
โลกของเกอิชาคือโลกที่เร้นลับทั้งต่อสายของชาวตะวันตก ชาวโลก หรือแม้แต่กับชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง เบื้องหลังโลกของเกอิชานั้นคือการต่อสู้เพื่อสิทธิและความต้องการของผู้หญิงที่จะเป็นตัวของตัวเองภายใต้กรอบกฎของปิตาธิปไตยและโลกตะวันตก ซึ่งเป็นฝ่ายจำกัดขอบเขตและเล่าเรื่องราวแทนพวกเธอ แต่แท้จริงแล้ว พวกเธอมีความต้องการที่จะนำเสนอโลกอันเร้นลับของพวกเธอด้วยเสียง ภาษา และมุมมองของพวกเธอเอง
 
เรื่องย่อของ Memoirs of Geisha (มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)

Memoirs of Geisha กล่าวถึงชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งอายุเก้าปี ชื่อว่า ชิโยะ ซากาโมโตะ (Chiyo Sakamoto) ซึ่งเกิดมาเป็นลูกสาวของชาวประมงพร้อมกับดวงตาสีแปลกประหลาดจากชาวญี่ปุ่นคนอื่น กล่าวคือ เธอมีดวงตาสีฟ้าอมเทา หรือ สีน้ำฝน ตามที่ถูกเรียกในหนังสือ เธออาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่สาวของเธอชื่อว่า ซัทสึ (Satsu) ใน โยโรอิโดะ หมู่บ้านชาวประมงริมทะเล  เนื่องจากความยากจนของครอบครัวและอาการป่วยหนักของแม่จึงเป็นสาเหตุให้เธอและซัทสึถูกขายให้กับคุณอิจิโระ ทานากะ (Ichiro Tanaka) ชาวประมงที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดในหมูบ้าน แล้วคุณทานากะก็ขายเธอให้กับสำนักเกอิชานิตตะซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ โอก้าซัง หรือ คุณแม่ (Mother - เกอิชาที่กลายมาเป็นเจ้าสำนัก) ผู้เห็นแก่เงิน ส่วนพี่สาวของเธอถูกขายให้กับซ่องโสเภณี เมื่อชิโยะเข้ามาอาศัยอยู่ในฐานะเด็กรับใช้เกอิชาซึ่งต่อไปจะต้องเข้าโรงเรียนเพื่อเป็นเกอิชาฝึกหัด เธอได้พบกับฟักทอง (Pumpkin) เด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ผู้ถูกขายให้กับสำนักเกอิชาเช่นกัน คุณยาย (Granny) เจ้าอารมณ์อดีตเกอิชา คุณป้า (Auntie) เกอิชาขาพิการตกอับ และ ฮัตสุโมโมะ (Hatsumomo) เกอิชาสาวสวย ผู้กำลังเป็นดาวเด่นของสำนัก ซึ่งมีนิสัยร้ายกาจ ชอบกลั่นแกล้งรังแกชิโยะอยู่เสมอ เนื่องจากฮัตสุโมโมะมองเห็นว่า ชิโยะอาจกลายมาเป็นคู่แข่งเธอได้ในสักวันหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครทัดทานหรือห้ามปรามฮัตสุโมโมะได้ เพราะเงินทองทั้งหลายที่เข้ามาสู่สำนักก็ล้วนมาจากการทำงานรับแขกของฮัตสุโมโมะทั้งสิ้น
 

 
หลังจากที่ชิโยะเข้ามาอาศัยอยู่ในสำนักเกอิชาได้สักพักหนึ่ง ชิโยะก็ถูกฮัตสุโมโมะใส่ร้ายว่า เธอทำลายกิโมโนราคาแพงของ มาเมฮา (Mameha) เกอิชาคู่แข่งผู้มีชื่อเสียง และถูกลงโทษ เธอจึงเริ่มคิดถึงบ้านและพยายามที่จะหลบหนีไปพร้อมกับซัทสึ พี่สาวของเธอ ซึ่งมาพบเจอกันโดยบังเอิญในภายหลัง ชิโยะพยายามจะหนีด้วยวิธีการปีนหลังคาออกไปจากสำนัก แต่กลับพลาดท่าและตกลงมาจากหลังคาจนได้รับบาดเจ็บ ค่ารักษาพยาบาลนั้นแพงมากจนทำให้คุณแม่ต้องเสียเงินไปมากมาย ชิโยะจึงถูกปลดออกจากการเตรียมตัวเป็นเกอิชาฝึกหัด กลายมาเป็นคนรับใช้เพื่อจ่ายหนี้ที่เธอได้ก่อไว้ให้กับสำนักอย่างไม่มีกำหนด
 
สองปีต่อมา ฟักทอง เพื่อนของชิโยะก็ได้เตรียมตัวเพื่อจะออกงานครั้งแรกในฐานะเกอิชาฝึกหัด โดยมีฮัตสึโมโมะเป็นพี่เลี้ยง แต่เธอก็ยังคงเป็นเพียงแค่คนรับใช้ในสำนัก หลังจากเสร็จงาน ชิโยะได้มานั่งทอดอาลัยอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง แล้วเธอก็ได้พบกับท่านประธาน เคน อิวามูระ (Ken Iwamura) ผู้ใจดีซึ่งได้มอบเงินจำนวนหนึ่งกับผ้าเช็ดหน้าของเขาให้แก่เธอ นั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มมีความมุ่งหวังในชีวิตอีกครั้งและตั้งปณิธานกับตัวเองว่า เธอจะต้องกลายมาเป็นเกอิชาและต้องได้พบกับเขาอีกในอนาคต
 
หลังจากนั้นไม่นานนัก มาเมฮาก็ปรากฏตัวขึ้นที่สำนักของเธอ พร้อมออกปากขอตัวชิโยะไปเป็น “น้องสาว” หรือเกอิชาฝึกหัดของเธอ พร้อมจะออกค่าเล่าเรียนต่าง ๆ ให้อีกด้วย คุณแม่เห็นว่าจะได้เงินก้อนใหญ่จากเธอจึงรับปากมาเมฮา และชิโยะจึงได้กลับไปเล่าเรียนเพื่อเป็นเกอิชาฝึกหัดอีกครั้ง
 

 
ต่อจากนั้นสองปี ชิโยะก็สำเร็จการเล่าเรียนการเป็นเกอิชาอย่างสมบูรณ์ และได้ออกงานครั้งแรกในฐานะเกอิชาฝึกหัด พร้อมกับเข้ารับการเปลี่ยนชื่อตามวิถีของเกอิชา โดยเปลี่ยนชื่อจาก ชิโยะ (Chiyo) เป็น ซายูริ (Sayuri) และมาเมฮา ได้แนะนำให้เธอได้พบกับคุณโนบุ โทชิคะสึ (Toshikazu Nobu) และเป็นอีกครั้งที่ซายูริได้พบกับท่านประธาน เคน อิวามูระ อีกครั้ง เธอจำได้ว่า เขาคนนี้นี่เองที่เป็นชายผู้ใจดีมีเมตตาต่อเธอเมื่อหลายปีก่อน แต่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับท่านประธานมากนัก เนื่องจากมาเมฮาอยากให้เธอทำความรู้จักสนิทสนมกับคุณโนบุมากกว่า เบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือพิธีมิสึอะเกะ (Mizuage) หรือ พิธีเปิดบริสุทธิ์เกอิชาเป็นครั้งแรก และจะมีการประมูลราคาพรหมจรรย์ของเกอิชา ดังนั้นมาเมฮาจำเป็นต้องบอกให้ซายูริดึงความสนใจทั้งคุณโนบุและหมอปู (Dr. Crab) ให้มากที่สุด เพื่อให้เขาทั้งสองแข่งกันเพื่อประมูลพรหมจรรย์ของเธอ และในที่สุด หมอปูก็เป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้
 
ผลจากการประมูลครั้งนี้ ทำให้ซายูริกลายเป็นเกอิชาที่มีค่าประมูลพรหมจรรย์สูงที่สุดเป็นประวัติกาล ทำลายสถิติแม้แต่ของมาเมฮาเอง ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักและกลายเป็นเกอิชาที่โด่งดังที่สุดในย่านกิอน (Gion) ขณะตอนนั้น และยังปลดหนี้ให้แก่ตัวเองได้ทั้งหมด ทำให้คุณแม่ตัดสินใจยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้ซายูริเป็นผู้สืบทอดต่อจากเธอ เหตุการณ์นี้ทำให้ฮัตสุโมโมะโกรธแค้นมาก อีกทั้งยังเป็นการทำลายความหวังของฟักทองอีกด้วย ทำให้ทั้งสองคนตัดขาดจากความเป็นเพื่อนรักกัันนับตั้งแต่นั้น และฮัตสุโมโมะก็ถูกไล่ออกจากสำนักเนื่องจากนิสัยติดสุราของเธอซึ่งภายหลังก่อเหตุทำร้ายนักแสดงละครคนหนึ่งด้วยความเมามายจนได้รับบาดเจ็บ ต่อจากนั้นไม่มีใครรู้ชะตากรรมของเธอ แต่ก็มีข่าวลือว่าเธอไปเป็นโสเภณีเพื่อเลี้ยงชีพและเสียชีวิตเพราะพิษสุราเรื้อรัง
 
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ทำให้ชีวิตของเกอิชาทุกคนเปลี่ยนไป รวมถึงซายูริด้วย ทำให้เธอต้องออกจากการเป็นเกอิชาและไปทำงานในโรงย้อมผ้า แต่แล้วโชคชะตาก็เปลี่ยนทิศทาง เมื่อคุณโนบุได้กลับขอร้องให้เธอและเกอิชาคนอื่น ๆ เช่น มาเมฮาและฟักทอง ช่วยทำงานรับรองรัฐมนตรีพลซาโตะ เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของเขา และเธอก็ได้พบท่านประธานเคนอีกครั้งในการกลับมาครั้งนี้ แต่เนื่องจากคุณโนบุมีความสนใจที่จะอุปการะเธอ แต่เธอไม่ได้ปรารถนาในตัวเขา ซายูริจึงคิดแผนยั่วยวนให้รัฐมนตรีพลซาโตะ (Sato) และขอร้องให้ฟักทองช่วยพาคุณโนบุมาพบเธอในระหว่างที่เธอกำลังจะมีอะไรกับรัฐมนตรีพลซาโตะ แต่ฟักทองกลับทรยศและพาท่านประธานเคนมาแทน ทำให้ซายูริเจ็บปวดและเสียใจมากกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ เมื่อคุณโนบุทราบเข้า เขาโกรธแค้นเธอมากและไม่ขอให้อภัยเธออีกเด็ดขาด ต่อมาท่านประธานเคนมาพบเธอและเล่าเหตุการณ์ที่เธอไม่เคยทราบมาก่อน นั่นก็คือ เขาจำเธอได้ว่า เธอคือเด็กหญิงคนที่นั่งร้องไห้อยู่ที่ริมสะพานและเขาได้ซื้อน้ำแข็งไสเลี้ยงเธอ หลังจากนั้นเขาได้วานขอให้มาเมฮาช่วยฝึกฝนให้เธอเป็นเกอิชา ทั้งคู่สารภาพความรู้สึกที่มีต่อกันอย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรก และสุดท้าย ท่านประธานเคนก็ได้อุปการะเธอและพาเธอย้ายไปอยู่ที่อเมริกา เธออาศัยอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเขาเสียชีวิต
 


Memoirs of Geisha by Arthur Golden : เมื่อชายชาวตะวันตก พูดแทน หญิงสาวชาวตะวันออก 

Memoirs of Geisha ถูกเขียนขึ้นโดย อาเธอร์ โกลเดน (Arthur Golden) หลังจากที่เขาได้ทำการสัมภาษณ์อดีตเกอิชาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อว่า มิเนโกะ อิวาซากิ (Mineko Iwazaki) โดยต่อมา เขาถูกเธอฟ้องร้องเกี่ยวกับเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับเกอิชาในนวนิยายเล่มนี้ เธอกล่าวว่า เขาเพียงหยิบเอาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เธอได้ให้สัมภาษณ์เขานำไปแต่งเติมและบิดเบือนเพื่อให้เกิดสีสันขึ้นในงานเขียนของเขา โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดตามมา เพราะเมื่อนวนิยายได้รับการตีพิมพ์และถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะในปี 1997 ทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของเกอิชา โดยเฉพาะเรื่องการประมูลขายพรหมจรรย์ของเกอิชา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพราะเกอิชาจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองเอาไว้ จนกว่าเธอจะมีผู้อุปการะและเมื่อนั้นจึงพร้อมที่จะมอบความบริสุทธิ์ให้แก่ผู้อุปการะของเธอ
 
แต่แท้ที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกตะวันตกมีความเข้าใจเกี่ยวกับเกอิชาแบบผิด ๆ หากแต่ความเข้าใจนี้ ได้เกิดมาเป็นเวลานานแล้ว อันมาจากเหตุผลหลายประการ เช่น เนื่องมาจากตามภูมิศาสตร์ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่บนเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ในเรื่องของอารยธรรมนั้น ญี่ปุ่นได้รับมาจากจีนในช่วงราชวงศ์สุยของจีนกำลังเรืองอำนาจและได้พัฒนาดัดแปลงให้เป็นวัฒนธรรมของตน การเป็นประเทศบนเกาะนั้นส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นไม่คุ้นเคยกับการมีเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายและมีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงทำให้สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีลักษณะแบบปิด (Closed Society) ซึ่งไม่เปิดรับวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่แตกต่าง จะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นมีการกวาดล้างชาวคริสต์ในประเทศและทำการปิดประเทศไปเป็นเวลานานถึง 218 ปีในยุคเอโดะ (Edo) จึงทำให้ชาวตะวันตกมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่นน้อยมาก แต่ด้วยการบีบบังคับของนายพลแมตธิว เพอร์รี (Matthew Perry) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้นำเรือรบมาข่มขู่ให้ญี่ปุ่นทำการเปิดประเทศ จึงทำให้เกิดการเดินทางเข้ามาของชาวตะวันตกอย่างมากมาย เนื่องด้วยข้อมูลเกี่ยวกับชาวญี่ปุ่นที่มีเพียงผิวเผินของชาวตะวันตก ประกอบกับขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยากจะเข้าถึงและค่อนข้างซับซ้อนของชาวญี่ปุ่น จึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นโลกที่เร้นลับในสายตาของชาวตะวันตก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเกอิชา
 
ชายชาวตะวันตกมีความเข้าใจและภาพจำเกี่ยวกับหญิงสาวชาวตะวันออกว่า ต้องเป็นหญิงสาวที่มีความนุ่มนวล อ่อนหวาน เป็นแม่บ้านแม่เรือน และเนื่องจากเกอิชาก็ล้วนมีภาพลักษณ์ที่ส่งเสริมแนวคิดผิด ๆ นี้เอง ประกอบกับการที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้แพ้สงครามโลก ทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นมากมายต้องหาทางเอาชีวิตรอด ผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนมากมายที่ขายบริิการทางเพศ ได้อ้างว่า ตัวเองคือเกอิชา เพื่อสร้างความน่าสนใจจากผู้ชายชาวอเมริกันที่เข้ามายึดครองญี่ปุ่นในยุคนั้น ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ จึงทำให้ภาพลักษณ์ของเกอิชานั้นถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง

ทั้งหมดนี้ สามารถอธิบายได้โดยแนวคิดบูรพนิยม (Orientalism) ของเอ็ดเวอร์ด ซาอิด (Edward Said) ซึ่งเป็นแนวคิดที่กล่าวถึง มุมมองที่โลกตะวันตกมีต่อโลกตะวันออก โดยมีวาทกรรมที่แสดงออกถึงการใช้อำนาจของโลกตะวันตกที่ครอบงำโลกตะวันออกและนำเสนอว่า โลกตะวันออก คือโลกที่ด้อยกว่า ผ่านการสร้างวรรณกรรมของโลกตะวันตก ซึ่งก็คือการพยายามที่จะทำความเข้าใจและเรียนรู้โลกอื่น ๆ ที่แตกต่างจากโลกตะวันตก ก็เพื่อจะที่ได้ทราบถึงวิธีการที่จะยึดครองพลเมืองของประเทศนั้น ๆ การเล่าภาพจำและเรื่องราวของเกอิชาจึงเป็นเสมือนการพยายามที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นของชาวตะวันตก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประกอบสร้างขึ้นมาจากการรับรู้และเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ชาวตะวันตกควรหันมาทำความเข้าใจโลกของชาวตะวันออกเสียใหม่ ซึ่งจะขอกล่าวต่อไปในหัวข้อที่ 5 ซึ่งพูดเกี่ยวกับแนวคิดสตรีนิยมและแนวคิดหลังอาณานิคมของกยาทรี จักรวรที สปิวัค (Gayatri Chakravorty Spivak)
 


เกอิชาโลกเก่า : จิตใจและเรือนกายที่กลายเป็นวัตถุทางเพศและการแย่งชิงพื้นที่ระหว่างเพศหญิงภายใต้กรอบปิตาธิปไตยและทุนนิยม 

การเป็นเกอิชานั้น ถือว่าเป็นศาสตร์และศิลป์ที่น้อยคนจะทำได้ เนื่องจาก เกอิชา ถือเป็นอาชีพเก่าแก่อาชีพหนึ่งของชาวญี่ปุ่น คำว่า เกอิชา มาจากคำว่า เกอิ (芸) ซึ่งแปลว่า ศิลปะ และคำว่า ชา (者) แปลว่า บุคคล เมื่อรวมกันแล้วจึงหมายถึง ศิลปิน นั่นเอง เกอิชาจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในศิลปะแขนงต่าง ๆ ของญี่ปุ่น และต้องเป็นผู้ที่มีไหวพริบสติปัญญาดี เนื่องจากต้องคอยพูดคุย ตอบรับลูกค้าเพื่อให้ได้ความบันเทิงและความผ่อนคลายอย่างที่สุด

แต่เดิม มีแต่เพียงแต่เกอิชาที่เป็นผู้ชายเท่านั้น ต่อมา ก็มีการฝึกฝนผู้หญิงเพื่อให้เป็นเกอิชามากขึ้น จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จึงเริ่มมีการจัดตั้งสำนักเกอิชาขึ้นเพื่อใช้ฝึกสอนเด็กหญิงเพื่อให้เป็นเกอิชา ซึ่งในอดีต เกอิชามักมาจากการที่พ่อแม่ขายลูกสาวให้มาเป็นเกอิชาเนื่องจากมีฐานะยากจน ซึ่งเด็กหญิงที่ถูกขายมาย่อมไม่มีทางเลือก จึงจำต้องอยู่ในสำนักเกอิชาและเรียนรู้วิถีแห่งการเป็นเกอิชาต่อไป จากเกอิชารุ่นพี่ โดยมีคำเรียกว่า โอเน่ซัง (お姉さん) หรือแปลว่า พี่สาว นั่นเอง ส่วนเกอิชารุ่นน้องจะถูกเรียกว่า มาอิโกะ (舞妓)  แต่หากผ่านพิธีล่วงเข้าสู่วัยสาวแล้ว จึงจะถือว่าเป็นเกอิชาเต็มตัว โดยจะถูกเรียกว่า เกอิโกะ (芸子)
 
การเป็นเกอิชานั้นต้องใช้เวลาฝึกฝนไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งกระบวนการฝึกทักษะและศิลปะต่าง ๆ นั้นค่อนข้างยากและมีความเฉพาะทางอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น การเต้นรำแบบญี่ปุ่น การขับร้อง การเล่นดนตรีโดยชามิเซ็ง (三味線 - พิณสามสายของญี่ปุ่น) การเขียนตัวอักษร การอ่านบทกวี การจัดดอกไม้ การรินเหล้า การชงชา การฝึกทักษะการแต่งหน้าด้วยตัวเอง รวมไปถึงกิริยามารยาท ลักษณะท่าทางที่ต้องให้งดงามสมกับเป็นเกอิชาด้วย
 

 
ดังนั้น การเป็นเกอิชาจึงสะท้อนลักษณะของสังคมปิตาธิปไตย โดยเพศหญิงถูกมองว่า เป็นวัตถุทางเพศ (Object of Desire) และถูกคาดหวังให้อยู่ภายใต้โอวาทและการควบคุมของผู้ชาย จะเห็นได้จากวัฒนธรรมของเกอิชาที่ต้องแต่งตัวให้สวยงามที่สุดและต้องเรียนรู้ศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อเอาไว้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ชาย และการเป็นเกอิชาโดยไม่สมัครใจนั้นอาจสะท้อนความต้องการที่จะหลีกหนีค่านิยมปิตาธิปไตยของผู้หญิงญี่ปุ่นในสมัยโบราณก็เป็นได้ เนื่องจากการเป็นเกอิชานั้นเท่ากับการถูกบังคับให้อยู่ในกรอบกฎที่เข้มงวดอย่างมาก เพราะเกอิชานั้นห้ามมีการซื้อขายบริการทางเพศและห้ามมีคู่ครองอันเกิดจากความรักเช่นเดียวกับคนธรรมดาทั่วไป หากแต่สามารถมีได้จากการมีผู้อุปถัมภ์ หรือ ดันนะ (旦那) ซึ่งก็มาจากลูกค้าที่ความชอบพอในตัวเกอิชา มีการตกลงปลงใจกันทั้งสองฝ่าย และฝ่ายชายก็จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้กับเกอิชาทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม ชีวิตของเกอิชาจะถูกกำหนดบทบาทและเส้นทางโดยมีผู้ชายเป็นตัวแปรสำคัญอยู่เสมอ
 


ในประเด็นนี้ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ในตอนต้นเรื่อง เช่น ในตอนที่ชิโยะวิ่งหกล้มจนปากเป็นแผล ทำให้เธอได้พบกับคุณอิชิโระ ทานากะ เจ้าของโรงงานปลาในหมู่บ้านผู้ร่ำรวยและยังเป็นตัวแปรสำคัญในชีวิตของชิโยะอีกด้วย เนื่องจากเขาเห็นรูปร่างหน้าตาของเธอและคิดว่าเธอมีแววที่จะเติบโตขึ้นเป็นสาวงาม จึงไปคุยกับพ่อของชิโยะเพื่อขอซื้อตัวเธอเอาไว้และไปขายให้กับสำนักเกอิชาในเมืองเกียวโต โดยไม่ได้ถามความสมัครใจจากเธอเลยแม้แต่น้อย หรือแม้ในตอนที่เขาส่งจดหมายมาแจ้งแก่ชิโยะว่า พ่อกับแม่เธอเสียชีวิตลงแล้ว และเนื้อความในจดหมายก็น่าสนใจทีเดียว มีใจความดังนี้
 
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ฉันก็อดที่จะปลื้มใจอยู่ลึก ๆ ไม่ได้ว่า
ได้จัดการให้เธอไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว
เธอจะไม่ต้องมีชีวิตที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เสี่ยงต่อการอดตายอย่าง
อยู่ที่บ้านเกิดอีกต่อไป...แต่ก็นั่นแหละนะชิโยะ
คนสวยด้วยและเก่งด้วยนั้นก็ต้องฝ่าฟัน
อุปสรรคของชีวิตมากกว่าคนธรรมดาเสมอ
ขอให้จำไว้เถิด...(หน้า 231)
 
เราจะสามารถเห็นได้ว่า ชีวิตของชิโยะนั้นขึ้นอยู่กับเพศชายมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นพ่อของเธอ คุณทานากะ คุณโนบุ หรือแม้กระทั่งท่านประธานเคน คุณทานากะนั้นในฐานะผู้ใหญ่และเพศชาย เขาจึงสวมบทบาทผู้นำ และจัดการทุกอย่างและคิดแทนชิโยะทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับเขาเลย ในข้อนี้เอง จึงทำให้ชิโยะเกิดความโกรธแค้นคุณทานากะอยู่เสมอ แม้ในเวลาที่เธอเติบโตเป็นสาวรุ่นแล้วก็ตาม แสดงให้เห็นว่า เธอไม่ได้มีความปรารถนาที่จะเป็นเกอิชาตั้งแต่แรก และตัวเธอเองก็รู้สึกมีความสุขดีกับการเป็นลูกสาวชาวประมง เธอจึงรู้สึกไม่พอใจที่เขาเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในชีวิตของเธอและทำให้เธอต้องพรากจากพ่อแม่และพี่สาวไป จนถึงกับมองเห็นท่านประธานเคนผิดไปเป็นคุณทานากะเมื่อพวกเขาพบอันอีกครั้งในการชมการแข่งขันซูโม่ ดังตัวบทต่อไปนี้
 
ในโลกนี้ ถ้าฉันจะเกลียดใครสักคนหนึ่ง
ก็เห็นจะต้องเป็นคุณทานากะนั่นแหละ
จะเป็นคนอื่นไปไม่ได้หรอก
ก็เขาไม่ใช่หรือที่เกลี้ยกล่อม
ให้พ่อยอมขายฉันกับพี่สาว
จนชะตาชีวิตของฉันต้องผกผัน
มาถึงเพียงนี้...(เกอิชา, หน้า 458)
 
นอกจากนี้ เรายังสามารถเข้าใจบริบท การมองเพศหญิงเสมือนวัตถุทางเพศ ได้มากยิ่งขึ้น ผ่านทางตัวบทที่มีการเลือกใช้คำเพื่ออธิบายลักษณะของเพศหญิงด้วยวัตถุต่าง ๆ ได้ค่อนข้างมากและชัดเจน เช่น การที่บรรดาเด็กผู้ชายในหมู่บ้านพากันล้อเลียนและเรียกเต้านมของ ซัทสึ พี่สาวของซายูริว่าเป็น ภูเขาไฟฟูจิ ตามตัวบทดังต่อไปนี้
 
แทบทุกเช้าถ้าอากาศดี
จะมีเด็ก ๆ ในหมู่บ้านไปว่ายน้ำที่นั่นเสมอ
พี่ซัทสึก็ไปว่ายบ้างเหมือนกัน
ชุดว่ายน้ำของเธอนั้นดัดแปลงมาจากเสื้อเก่าของพ่อ
และในเมื่อฝีมือการตัดเย็บของเธอยังไม่ได้อยู่ในชั้นดีนัก
จึงดูขยุกขยุยหย่อนยานตรงโน้นตรงนี้
เมื่อใดที่พี่ซัทสึก้มตัว เสื้อก็จะหย่อนตรงหน้าอกจนห้อยเป็นถุง!
แล้วพวกเด็กผู้ชายก็จะพากันร้องลั่นว่า
เฮ้ย! เฮ้ย! ดูโน่น! ดูภูเขาฟูจิ เร้ว 
แต่พี่ซัทสึก็ยังใส่ของเธอต่อไปอยู่ดี...(หน้า 35)
 
หรือแม้กระทั่งการที่มาเมฮาเล่าถึงพิธีเปิดบริสุทธิ์เกอิชา แต่เลี่ยงการพูดตรง ๆ จึงใช้การแทนอวัยวะเพศหญิงด้วย ถ้ำ ซึ่งจะมี ปลาไหลเร่ร่อน (แทนอวัยวะเพศชาย) เที่ยวมุดเข้าไปเพื่อจับจอง “ถ้ำ” ให้เป็นที่อยู่อาศัยของมัน ดังเช่นที่กล่าวไว้ในตัวบทว่า
 
“ผู้ชายน่ะมีอะไรที่คล้าย ๆ
...เอ้อ...ปลาไหล...อยู่ในตัวของเขา” 
มาเมฮาเริ่มอธิบาย “ส่วนผู้หญิงนั้นไม่มี มันอยู่ที่ตรง...”
“ฉันคิดว่าฉันเข้าใจแล้วละค่ะว่าคุณพูดถึงอะไร” ฉันขัด
“แต่ไม่ยักรู้ว่าเขาเรียกมันว่าปลาไหล”
“มันก็ไม่เชิงหรอก” มาเมฮาพูด “แต่ถ้าเรียกมันเสียว่า
ปลาไหลก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เอาละ
พอจะจับเรื่องได้แล้วนะเธอ ทีนี้เรื่องก็เป็นอย่างนี้
คือว่าปลาไหลนั้นจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปในการหา
โพรงถ้ำที่เป็นที่อยู่ ส่วนผู้หญิงนั้นเธอคิดว่าในตัวของหล่อนมีอะไรฮึ
ก็มีโพรงถ้ำสำหรับให้ปลาไหลได้อาศัยยังไงล่ะ
โพรงถ้ำของผู้หญิงนี้แหละที่มีเลือดไหลออกมาทุกเดือน”...
(หน้า 541)
 
จากตัวอย่างข้างต้นนี่เอง ช่วยขับเน้นสิ่งที่สังคมญี่ปุ่นมองเพศหญิงหรือตัวเกอิชาเอง และนอกจากนี้ ในตัวบทยังมีความชัดเจนในส่วนของ “บทบาทของทุนนิยม อย่างมาก โดยนอกจากเพศหญิงในเรื่องนี้ถูกมองเป็น วัตถุทางเพศ แล้ว พวกเธอยังถูกปฏิบัติราวกับว่าเป็น สิ่งของ อีกด้วย จะเห็นได้จากตั้งแต่การที่คุณทานากะซื้อตัวของซายูริและซัทสึจากพ่อของพวกเธอ และพาทั้งสองเดินทางเข้าสู่เกียวโต ซึ่งสะท้อนลักษณะของทุนนิยมที่มองเห็นคนไม่ต่างจากสิ่งของ สามารถซื้อขายและตีราคาได้ หรือแม้กระทั่งในสำนักเกอิชาที่ซายูริเข้าไปอาศัยอยู่ คุณแม่ ผู้เป็นเจ้าของสำนักก็ถูกกล่าวถึงว่า เป็นคนที่เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องเงินทองไปเสียหมด อีกทั้งยังสูบบุหรี่ด้วย ทำให้ภาพลักษณ์ของคุณแม่ดูไม่ต่างจากผู้ชาย เนื่องจากหน้าที่ของเธอคือการควบคุมดูแลคนในบ้านและดูแลเรื่องการเงิน เธอจึงเปรียบเสมือนเจ้าของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำหน้าที่เป็นเจ้าของสำนักเกอิชานั้นก่อให้เกิดความเครียดจากการทำงานอย่างหนัก การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและการสูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน ๆ จึงทำให้เธอมีสุขภาพกายที่ไม่ดีนัก ตามตัวบทที่กล่าวว่า

 
นัยน์ตาของคุณแม่นั้นน่าเกลียด เพราะตาขาวไม่ได้ขาวอย่างคนอื่น ๆ
หากแต่เป็นสีเหลืองขุ่นและทำให้ฉันนึกถึงรูโถส้วมซึ่งคนปัสสาวะทิ้งค้างเอาไว้
ขอบตานั้นแดงช้ำและเปลือกตาล่างก็ห้อยย้อยลงจนเห็นบริเวณ
ขอบตาล่างเป็นเนื้อแดง ๆ แฉะ ๆ ฉันลดสายตาลงไปมองที่ปากซึ่ง
ยังคงเปิดอ้าอยู่ ใบหน้าของคุณแม่นั้นเต็มไปด้วยสีสันต่าง ๆ
ขณะที่ขอบตาล่างเป็นสีแดงเหมือนสีของเนื้อสด เหงือกและลิ้นเป็นสีเทาเกือบดำ
เหงือกส่วนที่ติดกับโคนฟันก็ดูคล้ายกับจะมีเลือดเยิ้ม ๆ อยู่ด้วย
ทำให้น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเรื่องนี้มีผลมาจากอาหารที่หล่อน
รับประทานอย่างไม่ถูกต้องนั่นเอง...(เกอิชา, หน้า 87)
 
และการที่เกอิชาทุกคนต้องทำงานอย่างหนักในเวลากลางคืนเพื่อคอยบริการแขกตามโรงน้ำชาต่าง ๆ นั้นก็เสมือนการทำงานให้นายจ้างอย่างถวายชีวิต โดยต้องละทิ้งความเป็นตัวตนและความต้องการส่วนตนให้หมดเมื่ออยู่ในหน้าที่ อีกยังต้องอดทนต่อการถูกลูกค้าคุกคามทางเพศทั้งในด้านคำพูดและการกระทำด้วย การผัดแป้งแต่งตัวของเกอิชาจนเหมือนการสวมหน้ากากละครสีขาว เป็นเสมือนการปกปิดตัวตนที่แท้จริงเอาไว้และสวมบทบาททำหน้าที่บริการลูกค้านั่นเอง ซึ่งทำให้เกิดความเครียดและกดดัน ส่งผลให้มีพฤติกรรมที่ยิ่งผิดปกติไปจากกรอบศีลธรรมและบรรทัดฐานที่สังคมตั้งเอาไว้ เช่น ฮัตสึโมโมะนั้น แม้เป็นเกอิชาที่สวยงามและมีชื่อเสียงอย่างมากในย่านกิอน แต่ตรงกันข้ามและมีความย้อนแย้งอย่างมาก ในห้องของเธอกลับรกรุงรัง ข้าวของไม่เป็นระเบียบดังตัวบทที่ว่า ...
 
ห้องของฮัตสุโมโมะเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในโอกิยะของเรา
มันกว้างยาวยิ่งเสียกว่ากระต๊อบของฉันที่หมู่บ้านโยโรอิโดะเสียอีก...
แม้ฮัตสุโมโมะจะอยู่ลำพัง แต่หล่อนก็ทิ้งข้าวของเกลื่อนกลาด
เหมือนมีคนอยู่ 4 คนอยู่นั่นเอง วันดังกล่าวนั้น เมื่อขึ้นไปถึง
ฉันก็เจอหนังสือกระจายเกลื่อน แปรงสารพัดแบบทิ้งอยู่บนเสื้อใกล้โต๊ะแต่งหน้า
และแกนแอปเปิ้ลซึ่งกัดกินจนเหลือแต่แกนทิ้งอยู่ใต้โต๊ะข้าง ๆ ขวดวิสกี้เปล่า ๆ
หน้าต่างห้องนั้นเปิดอยู่และลมคงกระโชกเข้ามาจนทำให้ที่พาดผ้าล้มลง
กิโมโนซึ่งหล่อนสวมเมื่อคืนจึงลงไปกองกับพื้น แต่ก๋ไม่แน่นัก
เมื่อคืนนี้ฮัตสุโมโมะอาจจะเมามาก หล่อนอาจจะถอดกิโมโนโยนใส่
ที่พาดผ้าจนล้มแล้วไม่แยแสที่จะจับตั้งขึ้นใหม่ก็ได้...(เกอิชา, หน้า 100)
 

 
หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมในเรื่องเพศของเธอเอง นั่นก็คือ แอบมีชู้รักเป็นชายเจ้าของร้านบะหมี่ซึ่งเขาก็มีครอบครัวแล้วเช่นกัน ฮัตสึโมโมะจำเป็นต้องปกปิดความลับของเธอเอาไว้ แต่ถูกคุณแม่จับได้ และเธอก็สั่งให้ปิดประตูสำนักอย่างแน่นหนานับตั้งแต่นั้นเพื่อกันไม่ให้คนนอกเข้าไปข้างใน ซึ่งถ้าหากเปรียบประตูเป็นอวัยวะเพศหญิง การล็อกกุญแจก็เสมือนเป็นการควบคุมและป้องกันไม่ให้อวัยวะเพศชายผ่านเข้ามาได้โดยง่ายซึ่งสะท้อนความเป็น โยนีมีฟัน (Vagina Dentata) นั่นเอง แสดงให้เห็นว่า คุณแม่ก็อยู่ในสถานะ “เพศหญิงเสมือนเพศชาย” หรือเป็นเพศหญิงที่มีอำนาจมากคนหนึ่งเช่นกัน
 
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นก็คือ ภายในสำนักเกอิชาที่ชิโยะอาศัยอยู่นั้น เป็นโลกที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่ดำเนินชีวิตโดยตอบสนองต่อทุนนิยมและกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนที่ตอบสนองต่อโลกทุนนิยมได้แก่ คุณแม่ผู้เป็นเจ้าของสำนัก (ตัวแทนผู้ประกอบการหรือเจ้าของบริษัท) และฮัตสุโมโมะ เกอิชาผู้สร้างรายได้หลักให้สำนัก (ตัวแทนพนักงานบริษัทระดับสูงหรือแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ) ส่วนกลุ่มคนชายขอบ (Marginal People/Queers) ได้แก่ คุณป้าขากระเผลก (ตัวแทนคนพิการ) คุณยายผู้เป็นเกอิชาปลดเกษียณ (ตัวแทนผู้สูงอายุ) เด็กที่ถูกขายให้สำนักอย่าง ชิโยะ และ ฟักทอง (ตัวแทนคนยากจน) อีกทั้งบรรดาสาวใช้คนอื่น ๆ ในบ้าน (ตัวแทนลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน) ภายในเรื่องจะมีบทสนทนาระหว่างตัวละครสองกลุ่มนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเฉพาะดูถูกเหยียดหยาม และไม่แยแสในเรื่องของความอาวุโสด้วย เช่นในตอนที่ชิโยะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คุณแม่จับได้ว่าฮัตสุโมโมะแอบมีแฟนหนุ่ม หลังจากที่เธอพยายามจะปีนหลังคาเพื่อแอบหนีออกจากสำนัก แต่เกิดพลาดท่าร่วงหล่นลงมาเสียก่อน ทำให้แขนของเธอหัก ฮัตสุโมโมะซึ่งยังโกรธแค้นชิโยะได้พูดข่มขู่เสียดสีเธอ อีกทั้งยังพูดกระทบคุณป้าด้วยว่า
 
“ถ้าแกอยากรู้ว่าการต้องเป็นสาวใช้ไปจนตลอดชีวิต
ไม่ได้ผุดได้เกิดเป็นยังไงลองถามป้าดูก็ได้
ไหน ๆ ตอนนี้ก็ต้องจมปลักดักดานเหมือน ๆ กันแล้วนี่
แถมยังพิการเหมือน ๆ กันเสียอีก หล่อนสะโพกหัก
ส่วนแกก็แขนหักไง ไม่แน่นะนังชิโยะ แก่ ๆ เข้า
แกอาจจะกลายเป็นกะเทยเหมือนป้าอีกคนหนึ่งก็ได้”
“เอาละ เอาละ เริ่มออกลายอีกแล้วเรอะ ฮัตสุโมโมะ” 
ป้าสวนขึ้นมาอย่างเหลืออด....(เกอิชา, หน้า 224)
 

แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมและการกดขี่ภายในสำนักเกอิชา ซึ่งบ่งบอกให้เราทราบว่า โลกของเกอิชานอกจากจะอยู่ใต้ระบอบปิตาธิปไตยและทุนนิยมแล้ว ก็ยังมีการจัดลำดับชนชั้น (Hierarchy) กันเองภายในหมู่ผู้หญิงอีกด้วย ที่น่าสนใจก็คือ ผู้หญิงทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในสำนักเกอิชา ล้วนแต่สะท้อนภาพความเป็นจริงของสิ่งที่เกอิชาต้องพบเจอในทุกช่วงวัย เริ่มจากผู้หญิงที่มีอายุทั้งสามคน ล้วนแต่เคยเป็นเกอิชามาก่อนทั้งสิ้น ทั้งคุณแม่ (ตัวแทนเกอิชาที่ประสบความสำเร็จ) คุณป้า (ตัวแทนเกอิชาที่ล้มเหลวเพราะเกิดอุบัติเหตุสะโพกหักทำให้ทำงานต่อไปไม่ได้) และ คุณยาย (ตัวแทนเกอิชาที่หมดหน้าที่แล้ว) ภายในสายตาของฮัตสุโมโมะ ชิโยะอาจเป็นภาพอดีตที่เจ็บปวดของเธอเองและเล็งเห็นว่า ในอนาคต ชิโยะจะขึ้นมาเป็นดาวเด่นแห่งย่านกิอนแทนที่เธอ เนื่องจากหน้าตาที่มีเค้าสวยงามตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้น ฮัตสุโมโมะจึงพยายามที่จะกำจัดชิโยะในทุกวิถีทาง ทั้งการกระทำและคำพูด เพื่อเป็นการแย่งชิงพื้นที่และบทบาทของเธอในโลกของเกอิชาเอาไว้ให้นานที่สุด นอกจากนี้ เราจะสังเกตได้ว่า ฮัตสุโมโมะปฏิเสธที่จะให้ความเคารพคุณป้า คุณยาย ชิโยะ ฟักทอง และบรรดาสาวใช้อื่น ๆ ในบ้าน เช่น การเลือกใช้คำว่า กะเทย เพื่อเปรียบเทียบตัวชิโยะและคุณป้านั้นยิ่งเป็นหลักฐานที่สนับสนุนให้เราเข้าใจทัศนคติของฮัตสุโมโมะที่มีต่อคนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเธอมองว่า ตัวเองนั้นอยู่ในสถานะที่สูงกว่าและอยู่ในช่วงวัยที่กำลังสังคมให้การยอมรับมากที่สุด คือวัยสาวและเป็นเพศหญิงที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถทำงานตอบสนองค่านิยมหลักของสังคมได้นั่นเอง ซึ่งต่างจากคนอื่น ๆ ในบ้าน ที่คือว่าเป็นคนชายขอบซึ่งสังคมไม่ให้ความสำคัญใด ๆ
 
ดังนั้นแล้วโลกของเกอิชาจึงเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่เลยสำหรับชิโยะ เพราะมันคือโลกของความจริงของวัยผู้ใหญ่ซึ่งต้องแก่งแย่งแข่งขันกันเพื่อเอาชีวิตรอด ภายใต้แรงกดดันของระบอบปิตาธิปไตยและระบบทุนนิยม ซึ่งเธอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสำนัก พร้อมการถูกกลั่นแกล้งรังแกสารพัดจากฮัตสุโมโมะ จึงทำให้เธอมีความต้องการที่จะหนีออกจากสำนักอยู่หลายครั้ง และมีความคิดถึงกระท่อมหลังเล็ก ๆ ของครอบครัวในหมู่บ้านชาวประมงโยโรอิโดะอยู่เสมอ เนื่องจากบ้านหลังเก่าเป็นภาพแทนของชีวิตวัยเด็กที่ธรรมดาสามัญและมีความสุขของเธอนั่นเอง

(อ่านต่อในตอนที่ 2 นะคะ)




Create Date : 28 มิถุนายน 2564
Last Update : 28 มิถุนายน 2564 8:26:20 น. 0 comments
Counter : 266 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17


 
LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.