Group Blog
 
 
มิถุนายน 2564
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
23 มิถุนายน 2564
 
All Blogs
 
มะลิลา - เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป



 
 

"ว่ามาเยอ มาเด้อขวัญเอย ขวัญเจ้าเข้ามาสู่เข้าอยู่ สังฆา..."

 
 
สำเนียงเสียงเรียกขวัญแบบอีสานที่ดังขึ้นในโรงหนัง
ทำให้เกิดความรู้สึกขนลุกและอบอุ่นใจอย่างประหลาด 
ในตอนนั้น ฉันในวัย 24 ปีที่กำลังดูหนัง
ได้ย้อนหวนไปถึงตัวเองในวัย 19 ปี
ในตอนนั้น ฉันเป็นเพียงน้องใหม่ชั้นปีที่หนึ่ง
ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

ภาพความทรงจำเริ่มแจ่มชัดขึ้นถึงสี เสียง กลิ่น รสชาติของพิธีกรรมบายศรี
สีเขียวเข้มของใบตอง สีขาวของดอกมะลิ กลิ่นของธูปเทียน ของบูชา
รสชาติของไข่ต้มที่หมอขวัญสั่งให้น้องๆปีหนึ่งรับไปทานเพื่อเป็นสิริมงคล
เสียงหัวเราะเฮฮาของรุ่นพี่ที่ล้อมวงน้องๆ ผูกข้อไม้ข้อมือ พร้อมกล่าวคำอวยพร...

5 ปีผ่านมาแล้ว แต่ความทรงจำยังคงตราตรึงอยู่ในใจ
เวลาดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปไม่เคยหวนคืน
คนที่ฉันรักที่สุด คนที่เคยพบพาน รุ่นพี่ เพื่อนๆ

บ้างก็ยังคงติดต่อพบปะพูดคุยกัน 
บ้างก็กลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน
บ้างก็กลับมาสานสัมพันธ์กันใหม่
บ้างก็หายไปจากชีวิต...อย่างไม่มีวันกลับ

ฉัน...ในวัย 24 ปี
เริ่มเข้าใจ "ความจริงของชีวิต" มากขึ้น
หลังจากภาพยนตร์นี้...จบลง
 

*SPOILER ALERT* *มีการเปิดเผยเนื้อหาในส่วนสำคัญอย่างละเอียด*

“มะลิลา” หรือ Malila: The Farewell Flower เป็นผลงานเรื่องที่สองของผู้กำกับ อนุชา บุญยวรรธนะ หรือ พี่นุชชี่ (ผลงานเรื่องแรก อนธการ - Blue Hour) มะลิลาได้ถูกฉายครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน และคว้ารางวัล คิม จี ซก อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติแก่ คิม จี ซก ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์ปูซานที่เพิ่งเสียชีวิตไป จึงนับว่าเป็นก้าวใหม่ที่สวยงามของภาพยนตร์ไทยเลยก็ว่าได้

มะลิลากล่าวถึง เชน (เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ) ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของสวนมะลิแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานของไทย เขาต้องสูญเสียลูกสาวไปด้วยเหตุที่ไม่คาดฝัน อันเป็นสิ่งที่ยากเกินจะทำใจรับไหว เชนกลายเป็นคนไม่สนใจการงานและหวังว่าสุราจะช่วยให้เขาผ่านเรื่องราวอันเจ็บปวดนี้ได้ ฝ่ายภรรยาของเขานั้นก็หนีหายไป เนื่องจากไม่สามารถทนได้กับพฤติกรรมที่ไม่เอาไหนของเขา

หลังจากเหตุการณ์นี้เอง ทำให้เขาได้พบกับ พิช (อนุชิต สพันธุ์พงษ์) ศิลปินทำบายศรี ผู้เป็นคนรักเก่าของเขาในสมัยวัยเยาว์ พิชเล่าให้เชนฟังถึงการสูญเสียแม่ที่รักและโรคร้ายที่กำลังแพร่กระจายช้าๆในร่างกายของเขา 

 
คนสองคนผู้พานพบกับความสูญเสีย
ทั้งสองพยายามที่จะเยียวยากันและกัน
ผ่านการร้อยเรียงบายศรีที่สวยงาม



 
พิธีกรรมบายศรีสู่ขวัญ เป็นพิธีกรรมความเชื่อของคนไทย ไม่เพียงแต่ในภาคอีสานเท่านั้น เราจะพบความเชื่อนี้ในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคใต้เช่นกัน พิธีกรรมบายศรีผูกโยงด้วยความเชื่อของคนไทยที่ว่า ร่างกายของคนเราประกอบด้วย "ตัวขวัญ" หรือ "จิตวิญญาณ" มีสิงสถิตอยู่ เมื่อใดที่เราพบเจอกับเรื่องเลวร้ายหรือเหตุการณ์สะเทือนใจ จะทำให้ "ตัวขวัญ" หนีหายไปจากร่าง ทำให้จิตใจไม่สงบสุข รู้สึกกังวลใจ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ จึงต้องอาศัย "บายศรี" ที่ได้รับการประดิษฐ์ประดอยอย่างวิจิตรบรรจง เป็นเครื่องมือเรียกขวัญกลับคืนสู่ร่างกาย
 
 
"บายศรี" มาจากคำว่า "บาย" ในภาษาเขมร แปลว่า ข้าวสุก หรือ "บาย" ในภาษาอีสาน (ภาษาอีสานบางทีก็ใช้คำว่า พาขวัญ) ซึ่งแปลว่า การจับต้องสัมผัส ส่วนคำว่า "ศรี" ก็คือ สิ่งที่เป็นสิริมงคล เมื่อแปลรวมกันแล้ว หมายถึง การที่ได้จับต้องสิ่งที่เป็นสิริมงคลหรือพานพบกับเหตุการณ์ดีๆในชีวิตนั่นเอง โดยการทำบายศรีเป็นการนำเอาวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ใบตองและดอกไม้ต่างๆ มาบรรจงร้อยเรียงร่วมกันในพาน ซึ่งผู้ที่ทำจะต้องอาศัยทักษะและความพยายามอย่างมาก เพราะบายศรีนั้นมีความบอบบาง หากทำผิดหรือมีการฉีกขาดเพียงนิดเดียว เท่ากับว่าต้องเริ่มต้นทำใหม่ทั้งหมด

บายศรี เปรียบเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ที่เปราะบางแตกหักง่าย ความสัมพันธ์ของเชนและพิชเคยพังทลายลงไปครั้งหนึ่ง เมื่อเชนเลือกที่จะแต่งงานอยู่กินกับอดีตภรรยาและเลือกที่จะทิ้งให้พิชเผชิญกับความเจ็บปวดอยู่คนเดียว
 
เป็นเพราะเชนเลือกเส้นทางที่สังคมตีกรอบว่า ผู้ชายควรคู่กับผู้หญิง เป็นสิ่งที่ถูกที่ควร และเป็นสิ่งที่มั่นคง แต่ไม่จริงเลย...เพราะเชนต้องพบกับการสูญเสียลูกสาว ภรรยาของเขาก็ทอดทิ้งไป

 
การที่พิชกับเชนกลับมาคบกันใหม่ ก็เหมือนการเริ่มทำบายศรีใหม่ 
เมื่ออันเก่าพังลง สิ่งที่เราควรทำคือ เริ่มทำอันใหม่
 
ไม่ใช่การยึดติดกับบายศรีอันเดิมซึ่งพังไปแล้ว...
 
นอกจากนี้ ยังมีสัญลักษณ์มากมายที่แฝงเอาไว้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีที่บ่งบอกบุคลิก ลักษณะนิสัยของตัวละคร เช่น เชน มักจะสวมเสื้อสีโทนออกเขียวหม่นๆหรือเขียวเข้ม ซึ่งชวนให้นึกถึงสีของใบตอง ใบไม้ กิ่งไม้ และป่า บ่งบอกลักษณะที่สงบนิ่งแต่ทว่าแข็งกร้าวและจริงจังของเชน ในขณะที่เสื้อผ้าที่พิชสวมมักเป็นสีโทนออกขาว ครีม หรือสีนวล ซึ่งเป็นสีของดอกไม้ในพานบายศรี (ดอกมะลิ ดอกรัก) แสดงถึงลักษณะนิสัยอันอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอของตัวละครด้วย และมีทั้งแฝงไว้ในบทพูด เช่น เมื่อเชนชมว่าบายศรีที่พิชทำนั้นสวยดี พิชกลับกล่าวปฏิเสธและบอกว่า "ไม่สวยหรอก พอทำเสร็จหมดก็เหี่ยวแล้ว..." เป็นท่อนที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่า เป็นประโยคที่แฝงนัยยะเรื่องเพศและปรัชญาของพุทธศาสนาไว้อย่างแนบเนียนและกลมกลืนที่สุด

 
"ไม่เคยมีอะไรที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์
ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป"


 
 
นอกจากนี้ ยังรู้สึกชื่นชมหนัง ที่นำบทคำถามอันตรายิกธรรม หรือ ลักษณะต่างๆที่จะเป็นอุปสรรคแก่การบวชเป็นพระภิษุในพุทธศาสนา (คนที่มีลักษณะนี้ห้ามบวช) มาเล่นกับตัวละครด้วย ให้ความรู้สึกขำและสงสัยในเวลาเดียวกัน ในตอนที่พระกับเชนซ้อมถามตอบกัน แล้วเมื่อถึงคำถามนี้ เชนมีท่าทีชะงักเล็กน้อย

 
"ปุริโสสิ" (เธอเป็นชายหรือ)
"อามะ ภันเต" (ใช่ ขอรับ)

 
หรือแม้แต่ในตอนที่เชนบวชเป็นพระเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับพิชที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็มีการนำเสนอกิจของสงฆ์ในมุมที่หลายๆคนอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะพระในสายปฏิบัติหรือพระป่าในสมัยนี้หายากเต็มที ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสถานที่ปักกลดที่ห่างไกลจากชุมชน ระหว่างฉันอาหารต้องมีสติว่าฉันไปกี่คำแล้ว และที่คิดว่าเป็นที่สุดก็คือ การปลงอสุภะ หรือ การพิจารณาซากศพ เพื่อให้พระตระหนักรู้ถึงความไม่จีรังยั่งยืนของสังขาร
 
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ 
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง 
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา
หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม 


 
ซากศพที่พระเชนและพระพี่เลี้ยงสัญชัยได้พบกลางป่านั้น เป็นซากศพของใครคนหนึ่งซึ่งกำลังเน่า เนื้อตัวดำ น้ำหนองและเลือดไหลออกจากทุกทวารของร่างกาย มีหนอนไชยั้วเยี้ยที่บริเวณเนื้อเยื่ออ่อนของร่างกาย เช่น บริเวณช่องปาก ดวงตา รูทวารและอวัยวะเพศ คิดว่านี่แหละคือจุดไคลแม็กซ์ของหนัง หลังจากที่ยืนพิจารณาซากศพนั้นแล้ว พระเชนนั้นมองเห็นซากศพเป็นศพของพิช ชายคนรัก ส่วนพระสัญชัยน่าจะมองเห็นเป็นศพคนใครสักคนที่เขารักหรืออาจจะเป็นมิตรสหายร่มรบในสงครามได้เช่นกัน เพราะถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ 

โดยส่วนตัวคิดว่า ศพ คือตัวแทนของใครสักคนที่เรารัก ที่เราสูญเสียไป 
เขาเป็นตัวแทนที่ทำให้เราเข้าใจและเรียนรู้ความจริงของชีวิต 
 
เราจะยังรัก ยังปรารถนาในตัวเขาอยู่ไหม 
ถ้า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ของเขา
ไม่สวยงาม ไม่มีกลิ่นหอม ไม่อ่อนนุ่มอีกต่อไป 

 
ในฐานะของลูกสาวที่เคยสูญเสียแม่ที่รักยิ่ง
ฉันแทบไม่เป็นผู้เป็นคน สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเป็นปี
ฉันยังจำได้ดีถึงวันที่ขึ้นไปมองหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่เตาเผา
ใบหน้าของแม่สงบเรียบเฉยเหมือนคนนอนหลับไปเท่านั้น
ทว่าไม่มีสัญญาณชีพใดๆในร่างกายของเธออีกแล้ว

ฉันร้องไห้สะอื้นตัวโยนและกรีดร้องเมื่อร่างของแม่ถูกเขนเข้าเตาเผา
ใครบางคนกอดฉันไว้และกระซิบว่า

 
"อย่าร้องเลยหนู เดี๋ยวแม่เขาจะไม่เป็นสุข"
 

ถ้าแม่ยังอยู่...เธอก็คงไม่อยากเห็นน้ำตาของฉันเช่นกัน
ถ้าคนที่คุณรักยังอยู่...พวกเขาก็คงไม่อยากเห็นน้ำตาของพวกคุณเช่นกัน
 
 
"เหมือนบายศรีมีงานท่านถนอม เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา
พอเสร็จงานท่านเอาลงทิ้งคงคา ต้องลอยไปลอยมาเหมือนใบตอง" 


 
ฉันยังจำความรู้สึกที่ได้สัมผัสเถ้ากระดูกของแม่ได้
เหมือนได้สัมผัสตัวของแม่ แม้จะไม่มีเนื้ออุ่น แม้จะไม่มียิ้มหวานละมุนอีกแล้ว
มือค่อยๆบรรจงโอบอุ้มสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเธอโปรยลงสู่แม่น้ำ
ฉันมองดูสายน้ำนั้น  ค่อยๆพาแม่จากไป...
เหลือแต่ขวัญที่ยังคงไม่กลับคืนร่างกาย...

 
ได้เวลาที่ฉันต้องทำบายศรีอันใหม่ขึ้นอีกครั้งซะที

คลิกเพื่อกลับไปยังสารบัญบล็อก


 



Create Date : 23 มิถุนายน 2564
Last Update : 13 สิงหาคม 2564 21:57:16 น. 1 comments
Counter : 192 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
เป็นหนังนอกกระแสเรื่องนึงจ้า



โดย: หอมกร วันที่: 23 มิถุนายน 2564 เวลา:21:02:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.