Group Blog
 
 
มิถุนายน 2564
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
5 มิถุนายน 2564
 
All Blogs
 
มนุษย์ร้านสะดวกซื้อ: แบบไหนถึงเรียกว่า "ปกติ"

 
 
มนุษย์ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store Woman -コンビニ人間) เป็นผลงานเล่มแรกที่เขียนขึ้นโดย มุราตะ ซายากะ (Murata Sayaka) นักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่น ผู้ที่ได้รับรางวัลอาคุตะกาวะประจำปี 2016 แห่งวงการวรรณกรรมญี่ปุ่น โดยเธอได้ถ่ายทอดประสบการณ์การเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อของเธอลงในหนังสือนวนิยายขนาดสั้นเล่มนี้ด้วย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งนามว่า เคโกะ เธอมีอายุ 36 ปี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง เคโกะนั้นเติบโตมาในครอบครัวที่ดี พ่อแม่และน้องสาวของเธอมอบความรักความอบอุ่นให้แก่เธออยู่เสมอ เพียงแต่ว่า เธอมีลักษณะที่ผิดแผกแยกไปจากชาวญี่ปุ่นคนอื่น ๆ เนื่องจากวิธีคิดและมุมมองในการมองโลกของเธอนั้นแตกต่างออกไป นั่นเองจึงส่งผลให้เกิดปัญหามากมายขึ้นในการดำรงชีวิตของเธอตั้งแต่ยังเด็ก ผู้คนรอบ ๆ กายมักมองเธอว่า เป็นคนที่มีความผิดปกติและแปลกประหลาด ดังนั้น เธอจึงตั้งใจที่จะเลิกทำหรือพูดสิ่งต่าง ๆ ตามความรู้สึกตัวเองและมุ่งเน้นไปหางานที่จะสามารถทำให้เธอลำบากชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข นั่นก็คือ การเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อนั่นเอง ตลอดเวลาเคโกะจะต้องเจอกับสารพัดคำถามที่ถาโถมเข้ามาสู่เธอ เช่น ทำไมอายุขนาดนี้ยังไม่แต่งงาน ทำไมยังไม่มีแฟน ทำไมยังทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ

คำถามเหล่านี้สร้างให้เธอรู้สึกอึดอัดใจและรู้สึกหงุดหงิดรำคาญอย่างมาก แต่แล้ววันหนึ่งก็มีพนักงานใหม่เข้ามาทำงานภายในร้านของเธอ เขาเป็นชายหนุ่มที่ชื่อว่า ชิราฮะ ทัศนคติของเขาที่มีต่อเพศหญิงนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความรู้สึกอิจฉา เขามักจะดูถูกและต่อว่าผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านว่ามาขออาศัยสามีดัอยู่อย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร เขาจึงอยากจะทำอย่างนั้นบ้างเพื่อเป็นการแก้แค้นเพศหญิง พวกเขาได้ทำข้อตกลงกันว่าจะแสร้งทำเสมือนว่า ทั้งคู่เป็นคนรักกัน ซึ่งเขาได้มาอาศัยอยู่ในบ้านของเคโกะและไม่ยอมไปทำงาน ส่วนเคโกะก็ยินยอม เนื่องจากเธอจะได้ไม่ต้องคอยตอบคำถามคนอื่นว่า ทำไมยังไม่มีแฟนเสียที และชิราฮะก็ได้ผลักดันให้เคโกะหางานประจำที่มั่นคงเพื่อให้สมกับแผนการที่พวกเขาร่วมกันวางเอาไว้ แต่เมื่อเคโกะลาออกจากการเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ เธอก็รู้สึกว่าชีวิตของเธอไร้จุดหมายและไม่มีความสุขอีกต่อไป สุดท้าย เธอจึงเลือกที่จะกลับมาทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง แม้ว่าใครจะมองว่าแปลกอย่างไรก็ตาม แต่นี่คือเส้นทางที่เธอตัดสินใจเลือกแล้วเพื่อตัวของเธอเอง
 
 
เครื่องจักรมีชีวิต : ชีวิตและการทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม
ต้นกำเนิดลักษณะนิสัยการทำงานอย่างถวายชีวิตของคนญี่ปุ่นนั้นได้รับอิทธิพลมาจากแนวปฏิบัติของซามูไร (Samurai - 侍) หรือนักรบญี่ปุ่น ซึ่งนิยมให้ความสำคัญกับเจ้าหรือขุนนางที่ตนเองสังกัดอยู่และจะทำงานอย่างจงรักภักดี อันเป็นที่รู้จักกันโดยคำว่า “บูชิโด” (Bushido - 武士道) “บูชิโด” แปลว่า วิถีเเห่งนักรบ เป็นหลักการที่พัฒนาขึ้นในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 9-12 ถือเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของซามูไร ที่ยึดถือความจงรักภักดี การเสียสละ ความละอาย ความมีมารยาท ความอ่อนน้อม เกียรติยศ และความรักผูกพัน เป็นแนวในการปฏิบัติตน (วีระชัย โชคมุกดา, 2556, หน้า 18) ส่วนวิถีของซามูไรนั้นก็ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิชินโต อันเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น อันมีความลึกซึ้งคำสอนส่วนใหญ่สอดคล้องกับธรรมชาติและการทำความเข้าใจในระดับจิตใจของมนุษย์ อีกทั้งยังมีการเน้นคำสอนและหลักปฏิบัติในการฝึกจิตใจให้มีความสงบและมีสมาธิ อันจะทำไปสู่การทำงานและการปฏิบัติตัวที่ดีตามมา ซึ่งเป็นความเชื่อแฝงอยู่ในการพัฒนาศิลปวัฒนธรรม ขนบ ธรรมเนียม ประเพณีต่าง ๆ ของชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยเฉพาะแนวคิด “อิคิไก” (Ikigai - 生き甲斐) อันแปลว่า “จุดมุ่งหมาย” หรือ “เหตุผลของการมีชีวิตอยู่” อันเป็นปรัชญาญี่ปุ่นแบบเซนที่เน้นให้ผู้คนเรียนรู้ที่จะสร้างความสุขทางร่างกายและจิตใจพร้อมกับค้นหาความหมายของชีวิตผ่านการมีสติอยู่เสมอและการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยมีหลักการที่สำคัญอยู่ 4 ประการด้วยกัน นั่นก็คือ 1) สิ่งที่เรารัก 2) สิ่งที่สร้างรายได้ให้กับตัวเรา 3) สิ่งที่โลกต้องการ 4) ทักษะที่คุณสามารถทำได้ดี โดยนำทั้งสี่หลักการนี้มารวมเข้าด้วยกันในลักษณะของวงกลมทั้งสี่วงซ้อนเหลื่อมกันเพื่อค้นหากิจกรรมหรืองานที่เราสามารถทำไปด้วยความสุขพร้อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้คนอีกด้วย

ดังนั้น ทั้งวิถีบูชิโดและอิคิไกจึงสะท้อนภาพชีวิตที่ทุ่มเทให้กับองค์กรและการทำงานของคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน เคโกะจึงเป็นเสมือนตัวแทนของมนุษย์ ซึ่งอยู่ในภายใต้ระบอบทุนนิยม ตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่องนวนิยายที่มีความน่าสนใจอย่างมาก นั่นคือ การใช้คำว่า มนุษย์ (Ningen -人間) ประกอบเข้ากับคำว่า ร้านสะดวกซื้อ (Konbini -コンビニ) เป็นการเรียกขานอาชีพพนักงานร้านสะดวกซื้อที่ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับคำว่า ซารารีมัง (サラリーマン) อันมาจากคำว่า Salary man ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า มนุษย์เงินเดือน อันเป็นการล้อเลียนอาชีพการงานของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ แทนที่จะใช้คำเรียกอื่น ๆ แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมความเป็นมนุษย์เข้ากับสิ่งที่ไม่มีชีวิตอย่างสถานที่หรือสิ่งของ เช่น ร้านสะดวกซื้อ องค์กร หรือเงินเดือน ซึ่งเสมือนเป็นการขจัดความเป็นปัจเจก หรือเอกลักษณ์ของบุคคลที่เข้ามาทำงานในองค์กรออกไป และยังสอดคล้องกับชีวิตการทำงานของเคโกะอีกด้วย

เนื่องจากเธอทำงานราวกับว่า ตัวเธอเองนั้นเป็นเสมือนเครื่องจักรกลเครื่องหนึ่งและมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับร้านสะดวกซื้อ และเคโกะก็ยังเป็นภาพแทนลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่นวัยทำงาน ซึ่งเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เอาใจใส่ในหน้าที่การงานของตน พร้อมกับกลวิธีการบรรยายฉากการทำงานต่าง ๆ ภายในเรื่อง ที่สะท้อนลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น นั่นก็คือความเป็นคนช่างสังเกตและพิถีพิถันในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตัวอย่างเช่น รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย น้ำเสียง แววตา ท่าทางอีกทั้ง จะเห็นได้ว่า ภายในเรื่องเน้นการรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ของเคโกะผ่านการสังเกตเสียงต่าง ๆ ของลูกค้าภายในร้าน หรือแม้แต่การคิดคำนึงถึงสินค้าที่ลูกค้ามักจะซื้อมากกว่าสินค้าชนิดอื่น ๆ ตามอุณหภูมิที่แตกต่างกันออกไปในแต่วันหรือฤดูกาล เช่น ในช่วงเวลาที่มีอากาศร้อน เธอสังเกตว่า ไอศกรีมหรือเครื่องดื่มเย็นมักขายดีกว่าสินค้าอื่น ๆ หรือในช่วงเวลาที่มีอากาศหนาวเย็น อาหารที่ทานแล้วทำให้ร่างกายอบอุ่น ก็มักได้รับความนิยมมากเช่นเดียวกัน เธอจึงจะเตรียมสินค้าเหล่านี้ให้มีจำนวนมากขึ้นและเตรียมอย่างสอดคล้องกับสภาพอากาศในแต่ละวันอีกด้วย นอกจากนี้ ทุกอย่างในชีวิตของเธอก็ยังสัมพันธ์กับงานในร้านสะดวกซื้อทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินที่ล้วนเป็นของที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อที่เธอทำงานอยู่ การคิดถึงเสียงต่าง ๆ และเรื่องราวในร้านสะดวกซื้อก่อนเข้านอนนั้นจะช่วยให้เธอหลับฝันดี แม้กระทั่งในระหว่างที่เคโกะกำลังเดินเล่นและเห็นการก่อสร้างอาคารสำนักงาน เธอก็ยังคิดไปถึงจำนวนผู้คนที่อาจจะเพิ่มขึ้นในร้านสะดวกซื้อของเธอ เป็นต้น
 
จากตัวอย่างข้างต้นที่กล่าวมา เราจะสามารถเข้าใจได้ถึง “อิคิไก” ของเคโกะได้อย่างชัดเจน เพราะเธอมีความสุขที่ได้ทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ อันเป็นอาชีพสุจริตที่ได้รับการวางกรอบ กฎเกณฑ์ และระเบียบแบบแผนอย่างชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเธอได้คำนึงแล้วว่า เหมาะสมกับตัวเองและคงเป็นอาชีพที่เธอจะไม่ทำความเดือดร้อนให้กับใคร นี่เองจึงเป็นที่มาของการทำงานอันยาวนานในร้านสะดวกซื้อของเธอ แม้ว่า การทำงานที่มีแบบแผนซ้ำเดิมนานวันจะทำให้เธอมีสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรกลก็ตาม เพราะงานร้านสะดวกซื้อนั้นเป็นงานที่ไม่ต้องอาศัยทักษะหรือความสามารถเฉพาะทาง ซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ หากได้รับการฝึกฝนและเรียนรู้วิธีการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง และด้วยความที่เป็นงานที่ไม่ต้องการทักษะมากนัก สิ่งที่น่าคิดตามมาก็คือ ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ พนักงานประจำร้านสะดวกซื้ออาจถูกทดแทนด้วยเครื่องจักรกลอย่างเต็มรูปแบบ อย่างที่สามารถเห็นได้จากตู้กดเครื่องดื่ม อาหาร หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ท้ายที่สุดแล้ว เราจะพบว่า “อิคิไก” ของเคโกะจึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสวนทางกับมนุษย์คนอื่น ๆ ในสังคมที่คอยแสวงหาผลประโยชน์และผลักดันให้ผู้คนต้องการที่จะเป็นจุดสนใจ มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานตามกรอบและแนวคิดหลักของสังคมอยู่เสมอ ด้วยภาระงานที่หนักหนาสาหัสจนต้องละทิ้งความเป็นปัจเจกลงไป เหลือไว้เพียงความเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในองค์กรเท่านั้น แต่สำหรับเธอแล้ว งานที่ดูไม่มีค่าอะไรกลับเป็นสิ่งที่มอบความสุขและความหมายในชีวิต ให้กับเธอมากกว่าอะไรทั้งหมด พร้อมกับทำให้เธอรู้สึกว่า เธอสามารถเป็นปกติได้ในแบบของเธอ เคโกะอาจมีความพึงพอใจที่มองตัวเองเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ซึ่งดูไม่โดดเด่น หากแต่ก็มีความสำคัญในการขับเคลื่อนวงจรสังคมที่มักมองหาความแปลกแตกต่างให้ดำเนินไปได้อยู่เสมอ
 
 
อายุและเพศที่สัมพันธ์กับอาชีพ: บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของเพศชายและเพศหญิงญี่ปุ่น
นวนิยายมนุษย์ร้านสะดวกซื้อยังแสดงให้เห็นถึงค่านิยมทางสังคมอย่างสุดโต่งของชาวญี่ปุ่น เพราะสังคมญี่ปุ่นตั้งแต่โบราณถูกกำหนดโดยลักษณะทางภูมิศาสตร์ คือมีพื้นที่ของประเทศทั้งหมดเป็นเกาะ ดังนั้น ทำให้ชาวญี่ปุ่นนั้นไม่ได้พบเจอหรือติดต่อกับประเทศอื่น ๆ มากนัก แม้ว่าจะมีการล่องเรือออกไปค้าขายกับประเทศอื่น ๆ ก็ตาม พร้อมทั้งการมีภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อย ทำให้ชาวญี่ปุ่นนิยมการมีความเป็นชาตินิยมสูง จะเห็นได้จากการไม่เปิดรับเชื้อชาติที่แตกต่างหรือบุคคลที่มีเชื้อสายอื่น ๆ เข้ามาผสม เช่น กลุ่มคนที่เป็นลูกครึ่ง เป็นต้น พร้อมทั้งยังมีค่านิยมรักความสามัคคีในชุมชนหรือมีความเป็นกลุ่มก้อนค่อนข้างสูงเพื่อให้ช่วยกันรับมือกับปัญหาจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลา จึงทำให้มีการให้คุณค่ากับการปฏิบัติตัวที่เหมือน ๆ กัน เพื่อรักษาความราบรื่นของสังคม นำไปสู่การกำหนดบทบาทหน้าที่และอาชีพของคนในสังคม ที่สัมพันธ์กับเพศสภาพ และช่วงวัยของเพศนั้น ๆ ที่ค่อนข้างชัดเจน และทำให้ชาวญี่ปุ่นยึดถือเอามาเป็นแนวปฏิบัติในสังคมตลอดมา เช่น ในวัยเด็ก ชาวญี่ปุ่นจะมีการเฉลิมฉลองเทศกาลการเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง เพื่อเป็นการขอพรให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบุูรณ์และปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ที่สังคมได้กำหนดเอาไว้ โดยเพศชายก็จะถูกคาดหวังให้มีความเป็นผู้นำครอบครัวและต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว ส่วนในเพศหญิงก็ถูกคาดหวังให้มีความเป็นผู้ตาม เมื่อเรียนจบ ก็จะหางานชั่วคราวทำเมื่อแต่งงานแล้วก็จะไม่ทำงาน แต่จะออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว คอยดูแลจัดการสิ่งต่าง ๆ ในบ้าน พร้อมทั้งดูแลลูกหลาน หากบุคคลใดที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกรอบกฎที่สังคมกำหนดเอาไว้แล้ว ก็จะถูกมองว่า มีความผิดปกติหรือไม่สามารถทำตามบทบาทที่สังคมคาดหวังได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายและส่งผลกระทบกับสังคมตามมา ทำให้บุคคลที่ไม่ได้มีลักษณะตามที่สังคมกำหนดเกิดความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมและมักถูกสังคมคอยตั้งคำถาม บังคับ หรือคอยกระตุ้นเตือนให้บุคคลเหล่านั้นกลับมาดำเนินชีวิตอยู่ในบรรทัดฐานของสังคมให้ได้ในที่สุด

แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปเป็นสังคมแบบทุนนิยม อีกทั้งการที่ผู้หญิงญี่ปุ่นได้รับการศึกษามากขึ้น พร้อมทั้งความเจริญในด้านต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยี การคมนาคม และระบบสาธารณูปโภคที่คอยอำนวยความสะดวกให้ในทุกแง่มุมของชีวิต ทำให้พวกเธอไม่จำเป็นต้องแต่งงานเพื่อทำตามค่านิยมทางสังคมในอดีตอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากข้อเสียของการเป็นแม่บ้านเพียงอย่างเดียวนั้น ส่งผลให้เกิดความเหงาที่ต้องอยู่บ้านเพียงคนเดียว ความเครียดที่ต้องรับมือกับงานบ้านที่ไม่จบสิ้น ความเบื่อหน่ายกับงานรูปแบบเดิม ๆ และถูกกดขี่จากระบอบปิตาธิปไตยที่ยังคงเข้มข้นของประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยนิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้น เนื่องจากความต้องการที่จะใช้ชีวิตที่เป็นอิสระและยังคงต้องการทำงานที่ตนเองรักอีกด้วย อีกนัยหนึ่งจึงสามารถมองว่า เป็นการต่อต้านขนบดั้งเดิมที่เป็นมาของญี่ปุ่นก็เป็นได้ และอาจมองได้อีกว่า เป็นการนำเสนอแนวคิดสตรีนิยม (Feminism) ในงานนวนิยายเรื่องนี้อีกด้วย เช่นเดียวกับเคโกะ ที่เธอไม่ได้คิดว่า การปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคมจะมอบความสุขให้เธอ เธอเพียงแค่ต้องการทำสิ่งที่เธอทำได้ดีและทำสิ่งที่เธอรักเท่านั้น นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เธออยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เคโกะจึงเป็นตัวแทนของผู้หญิงญี่ปุ่นยุคใหม่ที่กำลังดำเนินชีวิตตามใจของเธอเองในสังคมที่ยังคงยึดถือขนบดั้งเดิมแต่โบราณ ซึ่งก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างบทบาทของเพศจากยุคเก่าและยุคใหม่ พร้อมทั้งอัตลักษณ์ที่เลื่อนไหลที่สังคมญี่ปุ่นยังไม่ใครยอมรับมากนัก เนื่องจากค่านิยมการมีบทบาทหน้าที่ที่สัมพันธ์กับเพศสภาพและช่วงวัยเป็นสิ่งที่สังคมยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลานาน จนเสมือนเป็นเรื่องปกติ

ส่วนด้านของชิราฮะ ชายหนุ่มที่เป็นขั้วตรงข้ามกับเคโกะ ผู้ซึ่งกลายมาเป็นคนที่ไม่ปกติจากการที่เขาไม่สามารถทำตามบรรทัดฐานทางสังคมสำหรับเพศชายได้ ความเครียดที่ก่อเกิดมาจากความกดดันของสังคมผลักดันให้เขาปฏิเสธที่จะดำเนินตามค่านิยมของสังคมและหวังเพียงว่าจะหาคนรักสักคนไว้ข้างกายเพียงเพื่อหยุดคำถามจากคนรอบข้าง ชิราฮะจึงเป็นตัวแทนของระบอบปิตาธิปไตยที่ย้อนกลับมาทำลายสังคมญี่ปุ่นเอง เพราะมีชายหนุ่มวัยรุ่นจนไปถึงวันทำงานจำนวนไม่น้อยที่เกิดสภาวะความเครียดจากความกดดันทางสังคมให้ต้องเป็นผู้นำทำให้เกิดปมทางจิตใจที่แสดงออกมาในรูปของพฤติกรรมที่ผิดปกติหากมองจากมุมมองของสังคมปกติ นั่นก็คือ สภาวะฮิคิโคโมริ (Hikikomori) ซึ่งเป็นสภาวะที่บุคคลหนึ่งหลีกหนีสังคม เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ออกไปไหนมาไหนในเวลากลางวัน และมักออกมาแค่เฉพาะตอนกลางคืน ไม่คบค้าสมาคมกับใคร มักมีพฤติกรรมเสพติดการเล่นเกมและภาพยนตร์การ์ตูนร่วมด้วย หรือมีการทำงานผ่านระบบออนไลน์ อีกทั้งชิราฮะยังได้มีความรู้สึกอิจฉาผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านที่ได้อยู่อย่างสบาย ไม่ต้องทำงานหรือดิ้นรนอะไรมากมายก็มีสามีคอยดูแล จึงเกิดปมที่ทำให้เขานึกอยากจะมีคู่รักสักคนเพื่อทำแบบนั้นเพื่อเป็นการแก้แค้นเพศหญิงบ้าง แต่หารู้ไม่ว่าทั้งเพศหญิงและเพศชายต่างก็ประสบกับสภาวะความเครียดจากการกดทับความต้องการที่แท้จริงของตนเองไว้ด้วยค่านิยมทางสังคมทั้งสิ้น จึงส่งผลให้เขามีพฤติกรรมที่จัดว่าอยู่ระดับที่ถดถอย (Degeneration) เนื่องจากพฤติกรรมของเขาคล้ายกับการย้อนกลับไปเป็นเด็กที่ต้องการการดูแลจากแม่ (เราสามารถมองว่า เขายึดเอาเคโกะเป็นแม่ก็ไม่ผิดนัก เพราะต้องการให้เคโกะคอยเลี้ยงดู) ประกอบกับการที่เมื่อน้องสาวของเคโกะ (อันเป็นตัวแทนของบรรทัดฐานทางสังคมกระแสหลัก) มาเยี่ยมและเข้าใจว่า ชิราฮะเป็นเสมือนสัตว์เลี้ยง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเข้าใจได้ว่า บทบาทของเพศชายญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ตัวละครทั้งสองตัวนี้ ทั้งเคโกะและชิราฮะจึงเป็นตัวแทนของเพศหญิงและเพศชายในประเทศญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องใช้ความต้องการของตนเองเพื่อต่อสู้กับบรรทัดฐานดั้งเดิมของประเทศที่มักจับจ้องสอดส่องมองหาบุคคลที่ไม่สามารถเข้ากรอบกฎของสังคมได้อันเป็นการแบ่งแยกให้เกิดความปกติและความไม่ปกติ และจัดประเภทของคนที่ถูกมองว่าไม่ปกตินี้ให้เป็นเสมือนหุ่นยนต์บ้าง เสมือนสถานที่บ้าง เสมือนวัตถุบ้าง เสมือนสัตว์เลี้ยงบ้าง เพื่อลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้หายไป เพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถตอบสนองต่อขนบของสังคมได้ จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามกับนิยามของคำว่า “ปกติ” ของสังคมในปัจจุบันว่าแท้จริงแล้ว ความปกตินั้นมีอยู่จริงหรือไม่หรือเป็นเพียงแค่การตั้งบรรทัดฐานขึ้นมาเพื่อใช้กำหนดคุณค่าของบุคคลที่สมควรจะอยู่ในสังคมได้เท่านั้น 
 
 

บรรณานุกรม
กมลกานต์ โกศลกาญจน์.2560. Ikigai อิคิไก ความลับเบื้องหลังอายุยืนร้อยปีของคนญี่ปุ่น.
สืบค้นจาก https://themomentum.co/ikigai-japanese-secret/
ธัญญา สังขพันธานนท์. แว่นวรรณคดี ทฤษฎีร่วมสมัย. ปทุมธานี : นาคร, 2559.
มุราตะ, ซายากะ.  มนุษย์ร้านสะดวกซื้อ.  กรุงเทพฯ : อนิแม็ก บุ๊คส์, 2561
วีระชัย โชคมุกดา. ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น, กรุงเทพ : ยิปซี กรุ๊ป, 2556.

 



Create Date : 05 มิถุนายน 2564
Last Update : 13 สิงหาคม 2564 21:49:35 น. 0 comments
Counter : 245 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17


 
LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.