Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2564
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
12 สิงหาคม 2564
 
All Blogs
 

Disgrace: เมื่อ "ผิวสี" โต้กลับ "ผิวขาว"




หากกล่าวถึงนวนิยายที่นำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับบทบาทของชาติพันธุ์ภายใต้แนวคิดหลังอาณานิคม (Post-colonialism) ความยุติธรรมและผลของการกระทำ พร้อมทั้งความเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้อย่างชัดเจนและจริงจัง ไร้เกียรติยศ (Disgrace) ก็คือนวนิยายเล่มนั้น ซึ่งประพันธ์โดย เจ. เอ็ม. คุตซี (J. M. Coetzee) นักเขียนผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมจากนวนิยายเรื่องนี้ในปี 2003 ไร้เกียรติยศบอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่พลิกผันเพราะการกระทำและความเชื่อมั่นในตนเอง นั่นก็คือ ศาสตราจารย์เดวิด ลูรี ทำให้ตัวเขาเองต้องเข้าไปพบเจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ช่วงชิงศักดิ์ศรีและทุกอย่างไปจากชีวิตของตัวเองจนหมดสิ้น
 



ความเป็นชายที่ถูกท้าทายกับและวิกฤตของแนวคิดจักรวรรดินิยม
ตัวเอกของเรื่อง เดวิด ลูรี ประกอบอาชีพเป็นศาสตราจารย์ประจำวิชาวรรณคดีสมัยใหม่ที่มหาวิทยาลัยเคปทาวน์ในประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยความหลงใหลในบทกวีของเวิดส์เวิร์ธ บทกวียุคโรแมนติค ความมีเสน่ห์จากคารมคมคาย และรูปร่างหน้าตาที่ดูดี ทำให้ในช่วงวัยหนุ่มของเดวิดมีหญิงสาวเข้าติดพันมากมาย แต่เมื่อชีวิตแต่งงานของเขากลับล้มเหลวถึงสองครั้งด้วยกัน เขาหย่าร้างกับภรรยา อีกทั้งลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาก็ย้ายออกไปอยู่นอกเมือง เมื่อเขาย่างเข้าวัย 52 ปี เดวิดต้องพบกับวิกฤตของชีวิตมากมาย เช่น มหาวิทยาลัยของเขาสั่งยุบภาควิชาวรรณคดีคลาสสิคและวรรณคดีปัจจุบัน เขาจึงต้องเปลี่ยนมาทำหน้าที่สอนวิชาแผนกสื่อสารมวลชนแทน แต่ได้รับให้เปิดวิชาพิเศษที่เขาถนัดเพียงปีละหนึ่งวิชา อีกทั้งการที่เขาต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศ เมลานี ไอแซกส์ นักศึกษาหญิงที่ลงทะเบียนเรียนในวิชาของเขาด้วย เดวิดถูกไตร่สวนโดยคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย และแม้ว่าเขาจะต้องพ้นสภาพจากการเป็นศาสตราจารย์ก็ตาม เขาก็ยังเชื่อมั่นในการกระทำของตนเองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีความรู้สึกอิ่มเอมกับความสัมพันธ์นั้น
 



จากความชื่นชอบในบทกวียุคโรแมนติค จึงสามารถอนุมานได้ว่า เดวิดมีชุดความคิดและแนวคิดเช่นเดียวกับผู้คนในยุคโรแมนติค ซึ่งมุ้งเน้นไปที่อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าสิ่งอื่น ๆ จะเห็นได้จากการที่เขาให้การสารภาพเกี่ยวกับความรู้สึกของเขาว่า สิ่งที่เขาทำไปอยู่นอกเหนือการควบคุมของตัวเขาเองและตกเป็นทาสของอารมณ์และไม่ได้มองว่าสิ่งที่เขาทำกับนักศึกษาสาวจะเป็นสิ่งที่ผิด แม้ว่าเขาจะมีสถานภาพเป็นอาจารย์และเธอเป็นเพียงลูกศิษย์ก็ตาม อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในชีวิตของเขาซึ่งอยู่ในช่วงขาลง เราจึงจะเห็นได้ว่า ความเป็นชายหรือตัวตนของเขาถูกผูกโยงเข้ากับแนวคิดจักรวรรดินิยมที่เริ่มสั่นคลอนและถูกแทนที่ด้วยค่านิยมและแนวคิดสมัยใหม่ อย่างเช่น วิชาวรรณคดีที่ถูกยุบและมีวิชาการสื่อสารเข้ามาแทน ซึ่งแนวคิดแบบจักรวรรดินิยมนั้นถือว่าเป็นแนวคิดเก่าแก่ที่ฝังรากลึกมานานในสังคมตะวันตก ยากที่จะลบเลือนออกจากวิถีปฏิบัติและการดำเนินชีวิตของชาวตะวันตก โดยเฉพาะความรู้สึกของการเป็นเจ้าอาณานิคม (Colonist) ผู้ควบคุม (Mastery) และมีความรู้สึกเหนือกว่าในด้านต่าง ๆ (Domination) โดยเฉพาะเพศชายผิวขาวที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงสุดของระบบอำนาจแบบจักรวรรดินิยม ซึ่งแม้ว่าจะผ่านมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่แนวคิดนี้ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ อย่างที่ได้เห็นว่า เดวิดยังคงเชื่อในแนวคิดนี้อยู่ และคิดว่า การกระทำของเขาไม่ผิดอะไร เนื่องจากความเชื่อที่ว่า เขาสามารถเป็นเจ้าของ สามารถเข้าไปจับจอง หรือครอบครองสิ่งต่าง ๆ ได้ถ้าเขาต้องการ
 



ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในชีวิตนี่เองที่ทำให้เดวิดรู้สึกสูญเสียการควบคุมและสูญเสียอำนาจในฐานะเพศชายผิวขาวในแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียอำนาจในฐานะความเป็นชาย (ไม่มีหญิงสาวคนใดตอบรับสายตาเชิญชวนที่มีนัยยะทางเพศของเขาเมื่อเขาอายุมากขึ้น) สูญเสียอำนาจในฐานะพ่อ (ลูกสาวย้ายออกจากบ้าน) สูญเสียอำนาจในฐานะสามี (ประสบกับการหย่าร้างถึงสองครั้ง) สูญเสียอำนาจในการเป็นตัวของตัวเอง (ต้องสอนวิชาที่ตนเองไม่ถนัด) ดังนั้น การสูญเสียในหลากหลายด้านนี้เอง จึงผลักดันให้เขากระทำความผิดวินัยของมหาวิทยาลัยเพื่อตอบสนองจิตใจของเขา การมีความสัมพันธ์กับเมลานีทำให้เดวิดมีความรู้สึกเหมือนว่าเขาสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้อีกครั้ง เนื่องจากเมลานีนั้นเป็นเพศหญิง มีอายุน้อยกว่าเขามากจนสามารถนับได้ว่าเป็นรุ่นลูกของเขาได้ อีกทั้งยังลงเรียนวิชาจินตกวีที่เขาเปิดสอนไม่บ่อยนักอีกด้วย เธอจึงเป็นเสมือนจุดศูนย์รวมของทุกอย่างที่เขาสูญเสียไป สามารถสังเกตได้ว่า ในช่วงที่เขาเชื้อเชิญเธอมาทานข้าวที่บ้านเพื่อสร้างความสนิทสนมนั้น เขาก็พยายามที่จะพูดคุยและหยิบยื่นแนวคิดของเขาเกี่ยวกับบทกวีแนวโรแมนติคที่เขาชื่นชอบให้กับเธอพร้อมกับเกี้ยวเธอไปพร้อม ๆ กัน นี่เองก็เป็นอีกจุดที่สามารถเห็นได้ถึงการต่อสู้ทางความคิดระหว่างคนสองวัย (วัยผู้ใหญ่ตอนปลายกับวัยรุ่น) และเมื่อเขาเห็นว่า เธอก็มีท่าทีสนใจกวีนิพนธ์ในยุคโรแมนติค นั่นเท่ากับว่า เธอยอมโอนอ่อนต่อแนวคิดในแบบดั้งเดิมและตอบรับความสัมพันธ์ที่เขาพยายามจะสร้างขึ้นนั่นเอง
 



และยังสามารถเห็นได้จากการที่เมื่อเดวิดเดินทางมาอาศัยอยู่กับลูกสาวของเขา ลูซี่ ลูรี ที่บ้านของเธอชนบท ณ เมืองซาเลม เขาก็พยายามที่จะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่เขาคิดว่าควรจะเป็นตามวิถีปฏิบัติของชาวตะวันตก แต่สุดท้ายเขาก็พบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและที่นี่ไม่ใช่ดินแดนที่ชายผิวขาวอย่างเขาจะสามารถควบคุมหรือจัดการอะไรได้ง่ายดายอีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เขาโดนกลุ่มชายหนุ่มแอฟริกันบุกรุกบ้านและรุมทำร้ายโดยการจุดไฟเผา รุมข่มขืนลูซี่ และจัดการฆ่าสุนัขที่พวกเขาเลี้ยงไว้ เขาจึงได้ตระหนักว่า เขาไร้ความสามารถในการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถแม้กระทั่งช่วยลูกสาวของเขาได้ จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เดวิดได้เริ่มรับรู้เข้าใจถึงความรู้สึกและหัวอกของพ่อแม่ที่ลูกสาวถูกล่วงละเมิดทางเพศ อย่างที่เขาได้เคยทำกับเมลานี ลูกศิษย์ของเขา จึงเดินทางไปบอกเล่าความรู้สึกผิดที่มีต่อการกระทำของตัวเองต่อครอบครัวของเมลานีและก้มลงกับพื้นเอาศีรษะแนบพื้นเพื่อแสดงความขอโทษจากใจจริงของเขา ตรงจุดนี้เองที่เป็นการแสดงว่า เดวิดได้คลายอัตตาของความเป็นชนผิวขาวลงและใช้วิธีการขอโทษที่คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมร่วมของเอเชียที่แสดงความเคารพหรือการขอโทษ (คล้ายการก้มกราบของไทย การก้มลงคำนับขออภัยอย่างที่สุดของญี่ปุ่น หรือการละหมาดของชาวมุสลิม) หรืออาจมองว่าเป็นภาษากายดั้งเดิมของมนุษย์อันเป็นท่าทางที่แสดงถึงความยอมจำนนและเป็นการแสดงการขออภัยหรือร้องขอความเมตตาอีกด้วย การแสดงความเสียใจต่อการกระทำของเขานี่เอง ทำให้ครอบครัวไอแซกส์ยอมยกโทษให้เขาในที่สุด และยังเป็นการแสดงให้เห็นอีกว่า เขาเริ่มยอมรับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวของเขา เริ่มเข้าใจถึงบทบาทและตัวตนของเขาที่เปลี่ยนไปในสถานที่ที่เขาต้องเข้าไปอยู่ใหม่ เนื่องจากทุกพื้นที่มีกฎ เกณฑ์ กติกา ความเชื่อของชุมชน ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม เดวิดเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ที่เขาเข้าไปอยู่โดยไม่พยายามควบคุมหรือครอบครอง นี่เองจึงเป็นการที่แนวคิดจักรวรรดินิยมและแนวคิดความเป็นชายที่ถูกสั่นคลอนและเริ่มผุสลายภายใต้ร่างกายและจิตใจของเขา
 



เรือนกายของเพศหญิง: สมรภูมิรบของเพศชายภายใต้การล่าอาณานิคมและการทวงคืนอำนาจ
ในนวนิยายเรื่องนี้ เพศสัมพันธ์ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเดวิดได้มีความสัมพันธ์กับหญิงสาวมากหน้าหลายตา ตั้งแต่โซรายา เมลานี ไอแซกส์ หญิงสาวขายบริการที่ริมถนน จนไปถึงเบฟ ชอว์ สัตว์แพทย์อาสาประจำชุมชนที่เมืองซาเลม แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น ก็คือ เรื่องรายละเอียดของหญิงสาวของแต่ละคนที่เขาได้มีสัมพันธ์ด้วย อย่างเช่น โซรายาเป็นชาวมุสลิม มีผิวสีน้ำผึ้ง มีผมและดวงตาสีเข้ม ส่วนเมลานี แม้ไม่มีข้อมูลใดบอกชัดว่าเธอเป็นคนเชื้อชาติใด แต่ชื่อของเธอ “เมลานี” (Melanie) นั้น มีรากศัพท์มาจากคำว่า Melas ในภาษากรีก ซึ่งแปลว่า ดำ หรือ มีสีเข้ม และผมและดวงตาของเธอก็เป็นสีเข้ม ส่วนเบฟ ชอว์ แม้เธอจะเป็นชาวตะวันตก แต่ก็ได้รับการบรรยายว่า เธอมีกระสีดำและมีผมสีดำหยาบแข็ง ส่วนหญิงสาวขายบริการที่ริมถนนก็สวมกระโปรงหนังสีดำเช่นกัน
 



“สีดำ” หรือ “สีเข้ม” จึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงสี่คนนี้มีร่วมกัน ซึ่งเป็นสีที่สื่อถึงชาติพันธุ์แอฟริกันหรือชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากชาวตะวันตกผิวขาว เดวิดจึงเป็นตัวแทนของเพศชายผิวขาวและตัวแทนของเจ้าอาณานิคม ทั้งนี้เขายังมีความรูสึกอิ่มเอมใจที่ได้รุกล้ำและมุ่งครอบครองพื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมืองผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือขืนใจหญิงสาวชาวพื้นเมือง ตามทฤษฏีของแนวคิดแบบหลังอาณานิคมที่มองว่า เรือนร่างของเพศหญิงโดยเฉพาะมดลูกถูกเชื่อมโยงเข้ากับดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ (Fertilized) พร้อมทั้งมีความบริสุทธิ์ (Virginity) และพื้นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมือง มดลูกของเพศหญิงสามารถให้กำเนิดทายาทที่สืบเชื้อสายของเผ่าพันธุ์นั้น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องรักษาและหวงแหนเอาไว้ เช่นเดียวกับดินแดนอันเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองเช่นกัน ส่วนอัณฑะและน้ำอสุจิของเพศชายนั้น ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นถุงใส่เมล็ดพันธุ์ที่รอการเพาะหว่าน (คุตซี, 2555, น. 247) เดวิดยังได้แสดงออกถึงความเป็นเจ้าอาณานิคมผ่านคำว่า “อิ่มเอม” อันแสดงถึงความพึงพอใจจากการตักตวงเอาความสุขทางเพศจากเรือนร่างของหญิงสาว ซึ่งเท่ากับการตักตวงช่วงชิงเอาทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าไปจากแผ่นดินของชนเผ่าพื้นเมือง ฉะนั้น การรุกล้ำเข้าสู่มดลูกของหญิงสาวชาวพื้นเมืองก็เป็นเสมือนการเข้ายึดครองดินแดน ทำเครื่องหมายเพื่อแสดงการครอบครองเป็นเจ้าของและทำให้ร่างกายของหญิงสาวต้องแปดเปื้อนด้วยเชื้อสายของเผ่าพันธุ์ผู้รุกราน ซึ่งอาจก่อให้เกิดทายาทที่มีเลือดผสมที่สร้างความอัปยศอดสูให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองอย่างมาก
 



แต่ในทางกลับกัน ความอัปยศอดสูนี้ก็ได้เกิดขึ้นกับเดวิดเช่นกัน เมื่อลูซี่ ลูกสาวของเขาที่ถูกชาวหนุ่มแอฟริกันรุมข่มขืนได้เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา แม้เดวิดจะทัดทานอย่างไร แต่เธอก็ยืนกรานว่าจะเก็บลูกของเธอเอาไว้และบอกว่า ไม่ใช่ความผิดของเด็กที่มีพ่อเป็นอาชญากรหรือเป็นคนแอฟริกัน อีกทั้งเธอยังตกลงที่จะแต่งงานกับเพทรัส ชายคนสวนชาวแอฟริกัน เพราะเธอต้องการได้รับการคุ้มครองเพื่อคาดหวังความปลอดภัยในชีวิตของเธอกับลูก เหตุนี้เอง จึงทำให้เดวิดรู้สึกหมดสิ้นศักดิ์ศรีของความเป็นคนผิวขาวที่เคยมีอำนาจ เพราะเขาถูกช่วงชิงและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปจนหมด ไม่เว้นแม้แต่ลูกสาวของเขา อันเป็นบุคคลและพื้นที่ที่เขารักและหวงแหน ได้ถูกย่ำยีและทำให้แปดเปื้อนเพื่อเป็นการแก้แค้นทวงคืนอำนาจของชาวแอฟริกันรุ่นใหม่ ซึ่งเสมือนเป็นการทวงคืนเอกราช (decolonization) กลับคืนให้ชาวพื้นเมืองได้ปกครองและมีอำนาจระหว่างกันเองโดยปราศจากการควบคุมของชนผิวขาว
 

 
ลูซิเฟอร์และสุนัข : สัญลักษณ์ของอำนาจที่ล้มเหลวและความถดถอยของศีลธรรมในชนผิวขาว
ในเนื้อเรื่องช่วงแรก มีการกล่าวอ้างถึง “ลูซิเฟอร์” ในชั้นเรียนจินตกวีของเขาพร้อมด้วยการปะทะคารมกันระหว่างเขากับแฟนหนุ่มของเมลานีผ่านการตั้งคำถาม-ตอบคำถามเกี่ยวกับกวีของกันและกัน เมื่อเดวิดถามบรรดานักศึกษาว่า ลูซิเฟอร์เป็นสิ่งมีชีวิตแบบไหน แฟนหนุ่มของเมลานีก็ตอบขึ้นเพื่อจงใจเสียดสีเขาว่า เป็นคนที่ไม่คิดว่าการกระทำของเขาจะถูกหรือผิด เพียงแค่ทำไปลงเพราะอยากทำเท่านั้น มีความน่าสนใจในตัวของทูตสวรรค์ลูซิเฟอร์ที่อยู่ในบทเรียน เพราะลูซิเฟอร์สามารถนำมาเทียบเคียงกับตัวของเดวิดได้ เพราะแต่เดิมลูซิเฟอร์เป็นทูตสวรรค์ที่ใฝ่ฝันจะเป็นใหญ่เหนือพระเจ้า จึงถูกลงโทษและถูกขับออกมาจากสวรรค์ (The Fallen Angel) และกลายมาเป็นพญามาร (Satan) ในที่สุด ซึ่งเปรียบเสมือนตัวของเขาเองที่กระทำความผิดและต้องถูกถอนสถานภาพการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยออกทันที ซึ่งถือเป็นการถูกทำให้เสียเกียรติ (Disgrace) ซึ่งพ้องกับชื่อเรื่องของนวนิยายเช่นกัน เพราะอาชีพครู-อาจารย์ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีผู้คนให้ความเคารพนับถือ แต่เขายังบอกกับพ่อของเมลานีว่า เธอเป็นคนจุดไฟในตัวเขา ตรงนี้จะเห็นได้ว่า เขาแอบแฝงการกล่าวโทษและยกให้เมลานีอยู่ในฐานะคนที่ทำให้เขาเกิดแรงขับทางเพศ ซึ่งได้ล่อลวงให้เขาตกลงจากที่สูงหรือความมีเกียรติสู่จุดที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต อีกทั้งยังเผาไหม้ชื่อเสียงเกียรติยศของเขาไปจนหมดนั่นเอง อีกทั้งคำว่า “ลูซิเฟอร์” นั่นก็มาจากคำว่า Lux ที่แปลว่า แสงสว่าง และคำว่า Ferre ที่แปลว่า นำมาซึ่ง ในภาษากรีก แปลรวมกันว่า ผู้มีแสงสว่าง ซึ่งตรงนี้ก็สามารถกล่าวอ้างถึงความเป็นชนผิวขาวของเดวิดและความเป็นคนมีความรู้และมอบความรู้ในฐานะครูอาจารย์ได้อีกด้วย และเมื่อเขากระทำความผิด เขาก็ได้กลับกลายเป็น “ลูซิเฟอร์” ในฐานะมารร้ายที่มักถูกแทนค่าด้วยสีดำ อันเป็นสีของความมืด ความตาย จุดจบ และบาปนั่นเอง นี่จึงเป็นสัญลักษณ์ของความถดถอยของชนผิวขาวผ่านตัวละครในบทกวี ที่ถูกเสียดสีว่า แม้มีแนวความคิดที่เหยียดหยามดูถูกเชื้อชาติอื่น ๆ ว่าเป็นชนชาติที่ไร้อารยธรรม (Uncivilized) แต่กลับใช้อำนาจที่มีและวาทกรรมที่ตนเองสร้างขึ้นมาเพื่อกดขี่ชนชาติอื่น ๆ นั้นทำลายตัวเองด้วยการกระทำของตนเอง เหมือนกับการมีพลังอำนาจของทูตสวรรค์ลูซิเฟอร์ แต่กลับใช้ในทางที่ผิดเพื่อท้าทายพระเจ้า หรือท้าทายกฎหมายและท้าทายศีลธรรมในโลกของความเป็นจริงนั่นเอง
 


สุนัขยังเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์นี่น่าสนใจอย่างมากและปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่องของนวนิยาย โดยสุนัขนั้นถูกใช้ในการสื่อถึงความโอนอ่อนผ่อนตาม (Surrendered) ความเชื่อง (Tamed) และอยู่ใต้บังคับบัญชา (Subordinated) เพราะเนื่องจากสุนัขนั้นเคยเป็นสัตว์ป่าหรือเป็นสุนัขป่ามาก่อน นอกจากนี้ สุนัขป่าเป็นสัตว์สังคม อีกทั้งยังเป็นสัตว์ที่มีการจัดลำดับทางสังคมค่อนข้างสูงใกล้เคียงกับมนุษย์ (ฟิลลิปส์, 2545, น. 54) จึงถูกมนุษย์นำมาฝึกให้เชื่องเป็นเวลา 14,000 ปีมาแล้ว (แลงจ์, 2545, น. 66) สุนัขยังสะท้อนตัวตนของเดวิดและลูซี่ได้อีกด้วย เพราะถ้าย้อนกลับไปในตอนต้นเรื่องของนวนิยาย จะพบว่า เมื่อลูซี่ได้เลิกกับแฟนสาวของเธอ ทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวตัวคนเดียว เธอจึงหาฝูงของเธอเองโดยการนำสุนัขมาเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนและเป็นสุนัขเฝ้ายามระวังภัยให้เธอ ส่งผลให้เธอกลายเป็นจ่าฝูงของเหล่าสุนัขที่เธอเลี้ยงไปโดยปริยาย ในมุมของเบฟ ชอว์ เธอมีหน้าที่รักษาสัตว์และทำการการุณยฆาตให้กับสุนัขต่าง ๆ ที่ไม่มีวี่แววจะรอด สุนัขจึงเป็นสัญลักษณ์ของการที่ไม่มีทางเลือกของชีวิตอีกด้วย เนื่องจากชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับจ่าฝูงหรือผู้ที่เลี้ยงหรือให้การดูแลมัน ในส่วนของเดวิดนั้น แม้ว่าเขาจะถือตัวว่าเป็นชนผิวขาวและรู้สึกเหนือกว่าคนอื่น ๆ ในชุมชนที่เป็นคนแอฟริกัน ซึ่งสามารถเทียบได้กับความรู้สึกว่า ตัวเองเป็นจ่าฝูงหรือ The Alpha Male ของฝูงสุนัข และเขายังได้เปรียบเทียบการตัดสินใจของลูซี่ว่า ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง เธอก็ยืนยันว่าเป็นจริงตามที่เขาว่า
 



แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ขึ้นกับเขาและลูซี่ เขาก็ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยและขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ อยู่ดี จึงเป็นการเน้นย้ำว่า ในพื้นที่ เดวิดไม่ใช่จ่าฝูงหรือผู้นำอีกต่อไปแล้ว พร้อมทั้งยังแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์และสุนัขที่มีความใกล้เคียงกันในเรื่องของความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นหรือต่อสุนัขตัวอื่น ๆ ในฝูง ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ลำพังนั้นเป็นชีวิตที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยอันตราย ไม่ว่าจะสำหรับสุนัขหรือมนุษย์ จึงเห็นได้ว่า ในตอนท้ายของเรื่อง ลูซี่ตัดสินใจแต่งงานเข้าเป็นภรรยาคนที่สามของเพทรัสเพื่อแลกกับความคุ้มครองดูแลอันนำไปสู่ชีวิตที่ปลอดภัยกว่า แต่การแต่งงานของลูซี่ไม่เพียงแต่เป็นเพราะผลประโยชน์เท่านั้น มันยังเป็นการแสดงความจำนนต่อจ่าฝูงตัวใหม่ (เนื่องจากจ่าฝูงตัวเก่าซึ่งเป็นพ่อของเธอนั้นแก่ชราและไม่มีอำนาจในการคุ้มครองสวัสดิภาพใด ๆ ให้เธออีกต่อไป) และศิโรราบต่ออำนาจและกฎเกณฑ์ของสังคมที่เธอเข้ามาอาศัยอยู่ใหม่ด้วย นี่เองจึงเป็นการเน้นย้ำถึง ระบบอำนาจของชนผิวขาวที่กำลังเสื่อมสลายไปพร้อม ๆ กับเลือดเนื้อเชื้อไขที่กำลังจะถูกผสมผสานและถูกกลืนโดยชาติพันธุ์อื่น



นอกจากนี้ สุนัขยังสื่อถึงความถดถอย (Degeneration) ของระบบศีลธรรมในใจของชนผิวขาวอีกด้วย เพราะเดวิดนั้นได้ยึดเอาความปรารถนาของตนเองเป็นที่ตั้ง และไม่แยแสใส่ใจต่อกรอบกฎและศีลธรรมจรรยาบรรณของความเป็นครูอาจารย์ จึงถูกเปรียบเทียบเข้ากับสุนัข ซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำตามอารมณ์และสัญชาตญาณดิบ โดยปราศจากการไตร่ตรองใด ๆ และทำไปเพราะมีความต้องการเท่านั้น จึงอาจเทียบเคียงได้สภาวะถดถอยของชนผิวขาว จากมนุษย์ที่สามารถควบคุมจิตใจและการกระทำของตัวเองได้ กลับกลายไปมีพฤติกรรมเหมือนสัตว์ป่า (Beast)
 



บทบาทของเพศที่เปลี่ยนไปของเพศชาย-เพศหญิงผิวขาว เพศชาย-เพศหญิงผิวสี และเพศที่สามในนวนิยายนอกเหนือจากประเด็นอื่น ๆ ที่ได้นำเสนอไปข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นของเพศที่น่าสนใจอยู่ด้วยเช่นกัน โดยเน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของเพศชาย เพศหญิง และเพศที่สาม โดยมีสีผิวมาเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างให้เกิดความแตกต่างของบทบาท อันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่แตกต่างกันที่ดำเนินไปภายใต้แนวคิดแบบจักรวรรดินิยม บทบาททางเพศของเพศชายผิวขาวในยุคหลังอาณานิคมนั้นยังคงเป็นเพศที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของอำนาจ เพราะเพศชายผิวขาวมีพลังและความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงอำนาจตามวาทกรรมของชาวตะวันตกที่สามารถเข้าไปยึดครองดินแดนหรือผู้คนชนชาติอื่น ๆ ได้ ตามเนื้อหาของหนังสือ Imperial Leather: Race, Gender and Sexuality in the Colonial Contest ในบทนำ ที่มีการกล่าวอ้างถึงบทบาทของเพศหญิงผิวขาวนั้นเป็นเพศที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างผู้มีอำนาจและผู้อยู่ใต้อำนาจ นั่นก็คือ เพศหญิงผิวขาวมีข้อได้เปรียบจากการเป็นชนผิวขาว แต่ก็ยังคงต้องอยู่ใต้กรอบ กฏ วาทกรรมทางเพศ ที่เพศชายผิวขาวสร้างขึ้นมา อย่างเช่น เพศหญิงหญิงผิวขาวต้องมีสถานะเป็นภรรยาของเจ้าอาณานิคม ได้รับการอบรมมารยาทจากโรงเรียนการเรือน พร้อมทำหน้าที่ภรรยาที่ดีและให้กำเนิดบุตรเพื่อสามี และคอยให้การสนับสนุนสามีหรือในการงานต่าง ๆ ของสังคม เช่น เปิดโรงเรียนสอนศาสนา หรือแม้กระทั่งช่วยงานในธุรกิจหรือฟาร์มของสามี แต่ไม่มีอำนาจโดยตรงทางการทหารหรือทางเศรษฐกิจ ส่วนเพศหญิงผิวสีนั้นอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำที่สุด หรือเป็นผู้ถูกกดขี่โดยสมบูรณ์ เพราะก่อนที่จะถูกนำตัวมาเป็นทาสหรือแรงงานในสังคมชนผิวขาว พวกเธอได้ถูกดขี่ข่มเหงจากสังคมชายเป็นใหญ่ของเธออยู่แล้ว เมื่อมาเป็นรับใช้ชนผิวขาวแล้ว พวกเธอต้องทำงานหลากหลายประเภท เช่น เป็นทาส เป็นแรงงานในภาคเกษตรกรรม เป็นคนรับใช้หรือแม่บ้านในครอบครัวของชนผิวขาว รวมไปถึงงานที่ต่ำลงไปกว่านั้น เช่น เป็นหญิงขายบริการหรือนางบำเรอทางเพศด้วย
 


นอกจากนี้ยังต้องคอยระมัดระวังตัวให้พ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศและการใช้ความรุนแรงจากสังคมชนผิวขาว โดยเฉพาะเพศชายผิวขาวด้วย ส่วนเพศชายผิวสีนั้นอยู่ในลำดับที่สามในระบบอำนาจ ซึ่งมีความก้ำกึ่งของบทบาทอยู่ระหว่างการเป็นผู้ถูกกดขี่และการเป็นผู้กดขี่เอง (McClintock, 1995, p. 6)

แต่ในนวนิยายเรื่องนี้ บทบาทของเพศและสีผิวนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ ผู้มีอำนาจสูงสุดไปจนถึงมีอำนาจน้อยที่สุดนั่นคือ เพศชายผิวสี เพศหญิงผิวสี เพศหญิงผิวขาว และเพศชายผิวขาว ตามลำดับ เห็นได้จากการที่เดวิดสูญเสียอำนาจในทุก ๆ ด้านของเขาจนหมดสิ้น ลูซี่กลับกลายมาเป็นภรรยาคนที่สามของเพทรัส เพศชายผิวดำที่ขึ้นมาเป็นผู้คุมอำนาจสูงสุดแทน เพทรัสนั้นสื่อถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้นของเพศชายผิวสี เนื่องจากเขามีภรรยาถึงสองคน และสามารถจัดการหรือทำงานต่าง ๆ ได้มากมายหลากหลายประเภท อีกทั้งยังเป็นที่เคารพนับถือ เป็นที่รู้จักของคนในชุมชนมากมาย ส่วนผู้หญิงผิวดำหรือภรรยาของเพทรัสก็เข้ามาแทนตำแหน่งของเพศหญิงผิวขาว แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนบทบาทของผู้คนตามช่วงเวลาและสถานที่ โดยมีช่วงวัยและผิวสีเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญ 
 



นอกจากนี้ เรายังเห็นบทบาทของเพศที่สาม นั่นก็คือ เลสเบี้ยน ปรากฏในเรื่องด้วย ลูซี่เป็นตัวละครที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ในที่สุดแล้ว เพศหญิงก็ต้องยินยอมเป็นผู้ตามหรือถูกกดขี่โดยกรอบกฎที่เพศชายสร้างขึ้นอีกหรือ แม้ว่าจะเป็นกฏจากเพศชายสีผิวใดก็ตาม และแม้ว่าเธอเป็นเพศที่สามและเลือกทางเดินชีวิตให้ตัวเองได้ ทำไมการตั้งครรภ์ถึงเป็นสิ่งที่เธอยอมรับได้ เพราะมันเกิดจากการข่มขืนและมันก็ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับเลสเบี้ยน แต่ตัวละครลูซี่ก็ยังนำเสนอให้เห็นถึงประเด็นการยืนหยัดเพื่อสิทธิในการจะกระทำการใด ๆ กับร่างกายของตัวเองก็ได้ของเพศหญิงและเพศที่สาม อีกทั้งการตัดสินใจที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร และอยู่กับใคร โดยไม่ยอมให้อำนาจของปิตาธิปไตยมาควบคุมเธอ แม้เขาจะเป็นพ่อของเธอก็ตาม และอีกตัวละครที่มีบทบาทสำคัญก็คือ เบฟ ชอว์ ซึ่งทำหน้าที่รักษาสัตว์และทำการุณยฆาตสัตว์ หน้าที่ของเธอสะท้อนบทบาทของเพศหญิงที่เริ่มมีบทบาทและอำนาจมากขึ้นเหนือเพศชาย สามารถสังเกตได้จากรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเธอได้เช่น เธอทำการตอนสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เพศชายกลัวมาก นั่นก็คือการถูกตอน (Castration) และเธอสามารถชี้เป็นชี้ตายชีวิตของสัตว์ในคลินิคได้ ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจอย่างหนึ่ง และเธอยังเลี้ยงแมวเอาไว้ ซึ่งแมวเป็นสัตว์ที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวของตัวเอง ความมั่นใจ และมีความเหนือกว่าสุนัขในแง่ของการดำรงชีวิต เพราะตามธรรมชาติ สัตว์ตระกูลแมวไม่จำเป็นต้องมีสังคมหรือพึ่งพาการล่าเป็นฝูง ทำให้แมวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการออกล่าเดี่ยว นอกจากนี้ ในฉากที่เดวิดพยายามจะเล้าโลมเธอ เบฟได้ทำการปฏิเสธก่อนไปในตอนแรก และเธอก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายโทรกลับมาหาเขา นั่นก็เป็นการแสดงออกถึงการเป็นฝ่ายรุกก่อนในความสัมพันธ์ ซึ่งแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่น ๆ ในชีวิตของเดวิด เพราะเขาเป็นฝ่ายรุกพวกเธอก่อนทุกคน

นี่เองจึงเป็นคำถามที่น่านำไปขบคิดต่อเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้ พร้อมมีกระแสวิจารณ์จากนักสตรีนิยมเกี่ยวกับบทบาทของเพศหญิงในเรื่องที่หลาย ๆ ครั้งถูกกระทำและมีการบรรยายลักษณะเรือนกายของเพศหญิงเสมือนเป็นวัตถุทางเพศผ่านการจ้องมองของเพศชาย (Male Gaze) แต่เนื่องจากนวนิยายถูกแต่งขึ้นจากผู้เขียนเพศชาย จึงมีมุมมองของเพศชาย แต่ก็เป็นมุมมองที่นำเสนอด้านมืดของจิตใจเพศชายที่ถูกนำมาตีแผ่และนำเสนอโดยเพศชายเอง ซึ่งคูตซีได้เน้นการสร้างตัวละครเดวิดให้ประสบกับเหตุการณ์ที่หนักหนาสาหัส เพื่อสื่อให้ผู้อ่านเห็นถึงการรับรู้การต่อต้าน ท้ายที่สุดกลายมาเป็นความเข้าใจและยอมรับต่อบทบาทของตัวเองซึ่งเป็นเพศชายผิวขาวที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งผ่านพ้นจากยุคหลังอาณานิคมเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ตามช่วงเวลาภายในนวนิยายแล้วนั่นเอง

บรรณนานุกรม
คาเรน อี. แลงจ์. (2545). วิวัฒนาการของสุนัข. เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, 1(6), 64-73.
คุตซี, เจ. เอ็ม. (2555). ไร้เกียรติยศ (พิมพ์ครั้งที่ 1, ขจรจันทร์, ผู้แปล). กรุงเทพฯ : เอโนเวล.
ธัญญา สังขพันธานนท์. (2559). แว่นวรรณคดี ทฤษฎีร่วมสมัย (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : นาคร.
แองกัส ฟิลลิปส์. (2545). เรื่องของหมาเพื่อนรัก. เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, 1(6), 44-63.
McClintock, A. (1995). Imperial Leather: Race, Gender and Sexuality in the Colonial Contest. New York, USA: Routledge.
Thomson, R. G. (1997). Extraordinary bodies: figuring physical disability in American culture and literature. New York, USA: Columbia University Press.
Signs & Symbols (1st ed.). (2008). London, England: Dorling Kindersley.




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2564
0 comments
Last Update : 14 สิงหาคม 2564 14:52:46 น.
Counter : 204 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


BlogGang Popular Award#17


 
LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.