Group Blog
 
<<
กันยายน 2564
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
2 กันยายน 2564
 
All Blogs
 

Toxic Beauty Standards: เมื่อ "มาตรฐานความงาม" สร้าง "ความพิการ"



*งานนี้เป็นงานเขียนส่งอาจารย์ในคลาสปริญญาโท วิชา Disability Studies (พิการศึกษา)
สาขาวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเขียนไว้เมื่อปี 2563 ค่ะ
จบคลาสไปแล้วเลยเอามาลงในบล็อกส่วนตัวค่ะ


ความงามเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของบุคคลทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ซึ่งไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่นิยมความงามของรูปร่างหน้าตา แต่ในสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็เช่นกัน ตัวอย่างเช่น นกและสัตว์ตัวผู้ต่าง ๆ มักมีสีสันที่สวยงาม ขนดกเป็นแผงหนา หรือมีเขาที่งอกงาม เพราะรูปลักษณ์ที่สวยงามนั้นบ่งบอกถึงลักษณะทางพันธุกรรมที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่ความงามในสายตาของมนุษย์นั้นถูกมองต่างออกไป และมีการนิยาม ตีค่า อีกทั้งกำหนดรูปแบบและลักษณะของความงามเปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากค่านิยมความงามในยุคอียิปต์โบราณ รูปปั้นใบหน้าพระนางเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) ได้รับคำชื่นชมว่า เป็นความงามแบบยุคโบราณ หรือในยุคกรีกโรมัน ผู้คนในยุคนั้นนิยมความสวยงามของมัดกล้ามที่สมจริงและท่าทางที่สง่างามราวกับเทพเจ้า อันเป็นลักษณะที่ปรากฏอยู่ในรูปปั้นมากมาย นอกจากนี้ ความงาม ยังเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดและควบคุมโดยกรอบ กฎ วาทกรรม และค่านิยมของสังคมนั้น ๆ อีกด้วย ทำให้มาตรฐานความงามของมนุษย์แต่ละยุคแต่ละสมัยแต่ละสังคม มีความแตกต่างกันออกไป และในทุกยุคสมัย ความงามตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เป็นที่พึงปรารถนาของมนุษย์อีกต่อไป ดังนั้น การผ่า เจาะ ตัด ดัดแปลงร่างกาย หรือสักลวดลายลงบนเรือนร่าง พร้อมทั้งการรัด มัด ผูก หรือสวมใส่วัตถุต่าง ๆ ลงบนร่างกาย นั้นจึงถูกมองว่า เป็นการเพิ่มความงามให้กับตนเองอย่างหนึ่ง อีกทั้งการนำเอาสารต่าง ๆ มาเสริมเติมแต่งลงบนใบหน้าและเรือนร่างเพื่อให้มีความงามยิ่งขึ้นกว่าเดิมและนี่เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความงามของมนุษย์ซึ่งต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานระหว่างกระบวนการเพื่อความงามต่าง ๆ ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม

(อธิบายประกอบ) รูปปั้นของพระนางพร้อมอัตราส่วนใบหน้าที่ลงตัวหรือที่เรียกว่า
อัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio) ซึ่งยังคงถูกใช้เป็นมาตรฐานความงาม
ในการวัดสัดส่วนองค์ประกอบของอวัยวะต่าง ๆ บนใบหน้าในยุคปัจจุบันอีกด้วย
 
ตามที่ฟูโกต์ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือ Discipline and Punishment ว่า แม้เราจะมีความเข้าใจว่า ร่างกายของมนุษย์ทุกคนจะเป็นสมบัติของตนเองและเราสามารถควบคุมหรือเป็นเจ้าของร่างกายของเรา แต่แท้จริงแล้ว เราอาจจะกำลังถูกควบคุมบงการเรือนร่างของเราด้วยผู้มีอำนาจในสังคมผ่านวาทกรรมที่กลุ่มคนเหล่านั้นสร้างขึ้น การสร้างวาทกรรมขึ้นมาก็เพื่อทำให้ผู้คนในสังคมคล้อยตามและปฏิบัติวาทกรรมนั้น ๆ อันจะนำไปสู่ผลประโยชน์และอำนาจที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนเหล่านั้น เช่น วาทกรรมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ที่เป็นวาทกรรมมอบอำนาจให้แก่เพศชาย ส่งผลให้เกิดวาทกรรมความเป็นหญิงและวาทกรรมด้านความงามขึ้นมา เพื่อแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างทางเพศให้ชัดเจน  เช่น วาทกรรมด้านความงามถูกปลูกฝังให้กับมนุษย์เพศหญิง ว่าเมื่อเกิดมาเป็นเพศหญิงแล้ว ต้องมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ว่านอนสอนง่าย รักนวลสงวนตัว เมื่อแต่งงานไปแล้วก็ต้องแม่และภรรยาที่ดี คอยสนับสนุนและทำให้สามีพึงพอใจทุกอย่าง จึงนับว่าเป็นผู้หญิงที่ดีและมีคุณค่าตามกรอบกฎของสังคม แต่แท้จริงแล้ว เป็นการสร้างกำแพงเพื่อกีดกันไม่ให้เพศหญิงเข้ามามีส่วนร่วมในโลกที่เพศชายเป็นใหญ่หรือกลายมาเป็นคู่แข่งในเชิงอำนาจได้ เนื่องจากต้องใช้เวลาไปกับการประทินโฉมและดูแลรักษาเรือนร่างให้สวยงามอยู่เสมอ พร้อมทั้งต้องดูแลบ้านเรือนและคนในครอบครัว ทำให้ไม่เหลือเวลาพอที่จะไปฝึกฝนวิชาความรู้อื่น ๆ


นอกจากนี้ อำนาจของระบบทุนนิยมที่สร้างวาทกรรมในเชิงทุนนิยมที่มองทุกอย่างเป็นเสมือนวัตถุ รวมทั้งเรือนร่างและชีวิตมนุษย์กลายเสมือนวัตถุที่สามารถซื้อขายได้ ส่งผลให้ผู้คนในสังคมยอมที่จะขายแรงกาย ทำงานให้กับนายทุนอย่างหนักหรือขายเรือนร่างเพื่อแลกกับเงิน นี่เองเป็นกระบวนการเบื้องหลังในการผลิตของโลกทุนนิยมเพื่อได้มาซึ่งวัตถุแห่งการบริโภค (Object of Consumption) และนำไปจัดแสดงให้สวยงามด้วยกลวิธีสร้างภาพมายาต่าง ๆ (Phantasmagoria) เพื่อดึงดูดใจให้ผู้บริโภคมาซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งผู้บริโภคส่วนหนึ่งก็คือกลุ่มคนที่เป็นแรงงานฝ่ายผลิตที่ถูกครอบงำด้วยวาทกรรมต่าง ๆ แล้วผลกำไรก็กลับเข้ามาหากลุ่มนายทุนเช่นเดิม หรือแม้กระทั่งวาทกรรมทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเหลือชีวิตผู้คนมากมาย ล้วนแต่ก่อให้เกิดวาทกรรมความพิการ แต่อำนาจนั้นไม่ได้มุ่งหมายที่จะแสดงออกผ่านการทำร้ายร่างกายให้เจ็บปวดโดยตรง (Foucalt, 1979, น. 11) หากแต่เป็นการลงโทษโดยวิธีการที่เบา (Soft power) นั่นก็คือ “การถูกจ้องมอง” การถูกจ้องมองเป็นการแสดงให้เห็นว่า บุคคลคนนั้นมีความผิดปกติ ไม่มีระเบียบวินัย หรือไม่ยอมปฏิบัติตามกฎ ผิดไปจากคนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งอาจจะเป็นรูปร่าง หน้าตา ท่าทาง สีผิว การสวมใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับ รวมไปถึงการใช้สิ่งของหรือมีวัตถุต่าง ๆ อยู่ในครอบครอง


ดังนั้น ผู้คนจึงพยายามจัดแต่งเรือนร่างของตนเองให้มีความสวยงามและมีภาพลักษณ์ภายนอกเข้ากับยุคสมัยหรือกรอบกฎวาทกรรมหลักต่าง ๆ ในสังคมอยู่เสมอ ด้วยเกรงว่า จะกลายเป็นคนที่ผิดแปลกจึงต้องถูกซึ่งลงโทษด้วยสายตา ทำให้ความพิการที่อันเป็นสภาวะปกติของร่างกายมนุษย์กลับถูกมองว่า เป็นความผิดปกติ เพราะเป็นลักษณะที่ไม่สวยงาม ไม่พึงประสงค์ และไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อระบบทุนนิยมชายเป็นใหญ่ (ไม่สามารถทำงานให้กับระบบทุนนิยมได้อย่างเต็มที่) ด้วยเหตุนี้ ความพิการยิ่งได้รับการตอกย้ำโดยการเพิกเฉยจากสังคม ทำเสมือนว่าผู้พิการไม่มีตัวตน แม้กระทั่งถูกทำให้กลายเป็นตัวตลกหรือที่รองรับอารมณ์ในแง่ลบต่าง ๆ ของคนในสังคม พร้อมทั้งถูกนำมาเป็นบรรทัดฐานเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและวัดค่ามาตรฐานของความงามอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกัน แท้จริงแล้ววาทกรรมความงามก็เป็นได้สร้างความพิการให้เกิดขึ้นเช่นกัน
 
ตัวอย่างเช่น ในบางวัฒนธรรม ความงามถูกกำหนดโดยวาทกรรมชายเป็นใหญ่ ลักษณะใด ๆ ที่แตกต่างจากความเป็นชาย ล้วนได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นความงดงาม ทำให้ก่อเกิดประเพณีต่าง ๆ เพื่อความงามของเพศหญิง เช่น กระบวนการรัดเท้าของชาวจีน (Foot-biding) ที่เรียกกันว่า ดอกบัวทองสามนิ้ว (Three-inch golden lotus) ที่ถูกมองว่า เป็นลักษณะของเท้าที่งดงาม และท่าทางการเดินที่โอนเอนไปมาดูไม่มั่นคงของเพศหญิงที่รัดเท้านั้นทำให้เพศชายรู้สึกว่า หญิงสาวคนนั้นมีความอ่อนหวาน ต้องการที่พึ่งพิง ทำให้เพศชายอยากปกป้องทะนุถนอมและในบางครั้งก็ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศด้วย ซึ่งเป็นการปลุกสัญชาตญาณของความเป็นชายและตอบสนองวาทกรรมชายเป็นใหญ่ แต่ความงามนี้ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดของหญิงสาวจากการถูกจับมัดเท้าตั้งแต่อายุน้อย นิ้วเท้าทั้ง 8 นิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย ของเท้าทั้งสองข้าง) ของเด็กที่ถูกผ้าพันรัดจะงอพับเข้าไปแนบกับฝ่าเท้า ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดของกระดูก เนื้อเยื่อ ที่ถูกดัดงอด้วยวิธีผิดธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดแผลกดทับและกล้ามเนื้อบริเวณนั้นถูกพันรัดจนเสียสภาพพร้อมทั้งเกิดกลิ่นเหม็นจากคราบเหงื่อไคลที่หมักหมมเพราะถูกพันรัดเอาไว้เป็นเวลานาน





(อธิบายประกอบ) ภาพทางซ้ายแสดงลักษณะทางภายวิภาคของเท้าปกติและเท้าที่ผิดรูป
เนื่องจากถูกรัดเป็นเวลานาน ภาพทางขวาคือการเปรียบเทียบเท้าปกติและเท้าที่ถูรัด
ซึ่งมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับเท้าปกติ

รูปเท้าเล็กที่ดูสวยงามเพียงภายนอกได้ก่อให้เกิดความพิการขึ้นกับตัวหญิงสาวผู้ทำการรัดเท้า ส่งผลให้เคลื่อนที่ไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนที่เคย และต้องทนกับอาการปวดตามเท้าทั้งคู่ ปวดข้อเท้าหรือข้อเข่า เนื่องจากเท้าไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวที่กดทับลงมาได้ตามธรรมชาติ จึงนับว่า เป็นความพิการที่เกิดขึ้นเพราะวาทกรรมความงามในสังคมปิตาธิปไตยโดยแท้ เพราะหญิงสาวที่มัดเท้าจนพิการ มักจะได้รับการพิจารณาหรือได้รับความสนใจจากเพศชาย ทำให้มีโอกาสได้แต่งงานซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต แต่ค่านิยมความงามนี้ก็ต้องถูกยกเลิกไปในที่สุด เพราะอิทธิพลของชาวตะวันตก

ส่วนในกรณีของกะเหรี่ยงคอยาว หรือชาวกะยัน (Kayan) ซึ่งมีวาทกรรมความงามอันมาจากตำนานและความเชื่อของเผ่าที่ทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติ พวกเขาเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณรอบต่อชายแดนประเทศพม่ากับจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย ทุกวันนี้หญิงสาวในหมู่บ้านยังคงสวมใส่ห่วงทองเหลืองน้ำหนักจำนวนหลายกิโลกรัมรอบ ๆ คอของพวกเธอ ในอดีต นอกจากเพื่อป้องกันอันตรายจากเสือที่จะเข้ามางับที่คอแล้ว ก็ทำเพื่อความงามตามแบบที่ผู้คนในหมู่บ้านของพวกเธอนิยมชมชอบในการมีคอที่ยาวระหงดูสวยงาม ดังนั้น จึงมีประเพณีการใส่ห่วงรอบคอให้เด็กหญิงในหมู่บ้านตั้งแต่อายุราว 5 ปี โดยจะทำเพิ่มการจำนวนขดขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้นของพวกเธอจนถึงช่วงวัยที่ไม่ต้องใส่เพิ่ม แต่แท้จริงแล้ว การใส่ห่วงทองเหลืองไม่ได้ช่วยทำให้ลำคอยาวขึ้น แต่ทำให้น้ำหนักของมันไปกดทับพื้นที่ไหล่รอบ ๆ ลำคอทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทรุดลงจนทำให้ดูเหมือนว่าคอยาวขึ้น และความสวยงามจากช่วงไหล่ที่ทรุดลงนี่เอง กลายเป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีความแปลกพิศวงที่ชาวตะวันตกมองหาและได้ติดต่อขอซื้อตัวพวกเธอไปจัดแสดงในฐานะตัวประหลาด (Freaks) ในการแสดงโชว์ตัวประหลาด (Freak Show) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อช่วยเสริมสร้างความรู้สึกที่เหนือกว่า (Domination) และช่วยคลายความกังวลใจให้ผู้คนในสังคมชาวยุโรปและชาวอเมริกันว่ารูปร่างของตนเองยังเป็นไปตามบรรทัดฐานหรือวาทกรรมของสังคมอยู่

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโชว์ตัวประหลาด
หรือ Freak Show ได้ที่ลิ้งค์ต่อไปนี้เลยค่ะ)

Freak Show: โชว์ตัวประหลาด...ครั้งหนึ่ง...เมื่อ "ความพิการ" คือ "ความบันเทิง"

AHS - Freak Show: เมื่อ “ความพิการ” เล่าเรื่องในสื่อแทน “ความงาม”

Geek Love: เมื่อ "ความพิการ" กลายเป็นเครื่องมือของ "ทุนนิยม"






(อธิบายประกอบ)ภาพทางซ้าย เป็นภาพวาดลักษณะทางกายวิภาคที่เปรียบเทียบลักษณะ
ของกระดูกซี่โครงที่ปกติและผิดปกติที่ถูกน้ำหนักของห่วงทองเหลืองกดทับ
ลงไปจนช่วงไหล่ทรุด และภาพทางขวา เป็นภาพใบปิดโฆษณาจากคณะละครสัตว์
Ringling Bros and Barnum & Bailey ที่เชิญชวนให้ผู้คนมาเยี่ยมชม
ความแปลกประหลาดของเหล่าหญิงสาวชาวกะเหรี่ยวคอยาว
 
และแม้ในวัฒนธรรมของชาวตะวันตกเองก็ตาม แม้จะกล่าวอ้างว่า ชนชาติตะวันตกมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เหนือกว่าประเทศและสังคมอื่น ๆ ในโลก แต่ก็มีค่านิยมเกี่ยวกับความงามของหญิงสาวที่อาจเห็นกันได้บ่อยครั้งในภาพยนตร์หรือสื่อต่าง ๆ ที่นำเสนอเกี่ยวกับสังคมในยุคสมัยวิคตอเรียน (Victorian) นั่นก็คือ การสวมใส่คอร์เส็ตรัดทรง (Corset) เพื่อเป็นการปกปิดร่างกายส่วนเกินและใช้ผูกมัดบีบรัดรอบ ๆ ส่วนลำตัวของผู้หญิงเพื่อสร้างเรือนร่างที่โค้งเว้าสวยงามได้สัดส่วนตามค่านิยมความงามในยุคนั้นที่มองว่า ความโค้งเว้าคือลักษณะที่สวยงามและแสดงออกถึงความสมบูรณ์ของเพศหญิง ซึ่งขนาดของสะโพกที่มีความกว้างเมื่อเทียบกับส่วนเอวที่คอดกิ่วสามารถบ่งบอกถึงความสามารถในการผลิตทายาทตามหลักของวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องของฮอร์โมนเพศหญิงที่มีปริมาณมากและสัดส่วนตามธรรมชาติของผู้หญิงที่ดึงดูดใจเพศชายมากที่สุด นั่นก็คือ รูปทรงแบบนาฬิกาทราย (Hourglass Shape) นั่นเอง ดังนั้น คอร์เส็ตจึงได้รับความนิยมอย่างมาก มีการประดิษฐ์คิดค้นออกแบบให้มีหลากหลายขนาด พร้อมวัสดุที่ใช้ทำก็มีหลากหลาย เช่น โครงไม้ ไปจนถึงกระดูกวาฬ หญิงสาวในยุควิคตอเรียนมักสวมใส่คอร์เส็ตในวันที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เช่น งานเลี้ยงต่าง ๆ  เพื่อรูปร่างที่สวยงาม อันจะดึงดูดใจเพศชายในงานเลี้ยงได้ ซึ่งในยุคนั้น การแต่งงานถือว่ามีความสำคัญกับผู้หญิงอย่างมาก เพราะโอกาสที่จะได้มีชีวิตที่ดีกว่าก็มาจากการได้แต่งงานกับผู้ชายที่มีหน้าที่การงานดีหรือมีลำดับชั้นทางสังคมสูง ดังนั้น เพื่อความงามและโอกาสที่ดีในชีวิต หญิงสาวจำนวนมากจึงยอมที่จะสวมใส่คอร์เส็ตเอาไว้ แต่เมื่อสวมใส่ไปเป็นเวลานาน คอร์เส็ตจะทำให้กระดูกซี่โครงถูกบีบรัดจนผิดรูป ส่งผลให้ช่องท้องมีพื้นที่น้อยลง ผลที่ตามมาก็คือ อวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ปอด ตับ ไต ลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก เกิดการเบียดเสียดกันมากขึ้น ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและเกิดความผิดปกติ เช่น ช่องท้องถูกบีบรัดให้เล็กลง ทำให้กระเพาะอาหารหดลงลง ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง สิ่งที่ตามมาคือ สารอาหารที่ได้ร่างกายได้รับก็น้อยตามลงไปด้วย หรืออีกตัวอย่างก็คือ ปอดทำงานได้อย่างไม่เต็มที่และแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับก๊าซออกซิเจนได้ไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้บ่อยครั้งที่หญิงสาวที่สวมใส่คอร์เส็ตรัดทรงจะมีอาการหน้ามืดหรือเป็นลมหมดสติไป เนื่องจากร่างกายขาดอากาศนั่นเอง (Guernsey, 1888, น. 82-85)








(อธิบายประกอบ)ภาพวาดแสดงลักษณะทางกายวิภาคของร่างกายตามปกติ
และร่างกายที่มีอวัยวะต่าง ๆ อยู่ผิดจากตำแหน่งปกติของเพศหญิง
อันเนื่องมาจากการสวมใส่คอร์เส็ตเป็นเวลานั้น
ทำให้อวัยวะและกระดูกซี่โครงเกิดความผิดปกติขึ้นได้
 
เมื่อวาทกรรมความงามแบบแพร่หลายมากขึ้นไปพร้อมกับการล่าอาณานิคมและการติดต่อสื่อสารกันระหว่างประเทศต่าง ๆ ทำให้หลายประเทศทั่วโลกได้รับเอาค่านิยมและมาตรฐานความงามแบบชาวตะวันตกเข้ามาด้วย นั่นก็คือ มีผิวขาวสะอาด ไร้ไฝฝ้าจุดด่างดำ หรือร่องรอยต่าง ๆ บนผิวหน้า ริมฝีปากบาง มีผมสีอ่อน  มือเท้าเรียวเล็ก ต้องไม่มีขนบนร่างกาย มีทรวดทรงโค้งเว้าได้สัดส่วน ทำให้มาตรฐานความงามตามแบบดั้งเดิมของแต่ละสังคมในโลกเริ่มเปลี่ยนไปและเริ่มหันมายึดเอามาตรฐานและค่านิยมความงามแบบตะวันตกเช่นเดียวกัน ซึ่งถูกมองว่า เป็นสัญลักษณ์ของสังคมชั้นสูง โดยเฉพาะการมีสีผิวที่ขาว การนำเสนอค่านิยมความงามต่อสาธารณชนก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสื่อโฆษณาต่าง ๆ ทุกรูปแบบสามารถชักจูงให้ผู้คนเชื่อและทำตามได้อย่างง่ายดาย เพราะการเสพสื่อที่มีเนื้อหาหรือการนำเสนอแบบเดิม ๆ สามารถทำให้ผู้คนซึมซับและรับเอาสารที่โฆษณาหรือสื่อรูปแบบอื่น ๆ ต้องการจะสื่อเข้าไปในการรับรู้ของแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งระบบทุนนิยมได้นำค่านิยมและวาทกรรมเกี่ยวกับความงามแบบตะวันตกเข้ามาเป็นแกนกลางเพื่อผลิตสื่อโฆษณา สื่อภาพยนตร์ โทรทัศน์ รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ทำให้ผู้ที่เสพสื่อโดยปราศจากวิจารณญาณเกิดการซึมซับและคิดอยากที่จะซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อความงามมาใช้เพื่อบำรุงให้มีผิวพรรณที่ขาว ไร้ไฝฝ้า หรือจุดด่างดำ เหมือนชาวตะวันตก หรือแม้กระทั่งซื้อยาลดความอ้วนมาทานเพื่อให้ได้เรือนร่างที่ผอมทันใจ


 
และเมื่อมาถึงในยุคปัจจุบัน ที่การทำศัลยกรรมทางการแพทย์ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมความงาม เดิมทีนั้น การศัลยกรรมถูกพัฒนามาเพื่อช่วยแก้ไขความพิการแต่กำเนิดบนใบหน้าและร่างกายส่วนอื่น ๆ ได้ ตั้งแต่ความพิการตั้งแต่กำเนิด เช่น อาการปากแหว่งเพดานโหว่ มีส่วนประกอบของใบหน้า กะโหลกศีรษะหรือร่างกายที่ผิดรูปหรือผิดปกติ หรืออวัยวะภายในที่ผิดปกติแต่กำเนิด เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่วแต่กำเนิด มีเนื้องอกหรือก้อนเนื้อในร่างกายหรือนอกร่างกาย  มีถุงน้ำหรือมีสภาวะน้ำคั่งในสมอง มีนิ้วมือนิ้วเท้าที่งอกเกินออกมา ไปจนถึงการศัลยกรรมเพื่อตกแต่งหลังอุบัติเหตุ เช่น การศัลยกรรมใบหน้าที่เสียโฉมโดยนำใบหน้าของผู้บริจาคที่เสียชีวิตใหม่ ๆ นำมาเย็บติดหรือปลูกถ่ายลงไปบนใบหน้าเดิมของผู้ป่วยหรือผู้พิการ แต่ในปัจจุบัน การศัลยกรรมถูกนำมาเสริมสร้างวาทกรรมเพื่อความงามตามค่านิยมของสังคม แม้ข้อดีนั้นคือ การช่วยให้ผู้ที่ทำศัลยกรรมเกิดควาามมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง แต่อีกนัยหนึ่งนั้น การทำศัลยกรรมอาจเป็นการเน้นย้ำวาทกรรมและชุดความคิดที่มุ่งสร้างให้ผู้คนสนใจแต่รูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว หรือทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดความพิการขึ้นกับตัวผู้เข้ารับการทำศัลยกรรมเองด้วย เช่น บางครั้ง ในผู้ที่ทำศัลยกรรมบางราย เกิดความพึงพอใจในรูปร่างของตนเองและเกิดความต้องการที่จะทำใหรูปลักษณ์ของตนดีขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดสภาวะความหมกมุ่นในรูปลักษณ์ จนเกิดการเสพติดศัลยกรรม แม้ว่าเพิ่งจะทำการแก้ไขใบหน้าหรือรูปร่างมาไม่นาน ก็เกิดความรู้สึกไม่พึงพอใจในเรือนร่างของตัวเองและกลับไปทำศัลยกรรมเพิ่ม หรือบางรายก็ทำการนำสารอันตรายมาทา นวด พอก ขัดถู ฉีด หรือเติมเข้าไปในร่างกายของตน เพื่อหวังให้รูปร่างหรือใบหน้าของตนมีลักษณะตามที่ต้องการอย่างเร่งด่วนเพื่อตอบสนองความกังวลใจเกี่ยวรูปร่างของตนเอง จนเกิดเป็นการดัดแปลงร่างกายจนเกิดความพิการหรือผิดปกติไป ทั้งนี้ เกิดจากการทำศัลยกรรมกับศัลยแพทย์เถื่อนหรือสถานประกอบการด้านความงามที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดความพิการ เช่น ตาบอด ใบหน้าเสียโฉม วัตถุที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการศัลกรรมเกิดฉีกขาด หรือทะลุออกมาจากร่างกาย ส่งให้เกิดอาการห้อเลือด มีเลือดคั่ง บวม เป็นหนอง เน่า  จนถึงแก่ชีวิตเพราะการติดเชื้อ ในผู้ที่ได้รับผลจากการทำศัลยกรรมแล้วผิดพลาดก็ต้องรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ความงามตามที่ต้องการและต้องเสียใจกับการสูญเสียอวัยวะหรือการเสี่ยงต่อการเสียชีวิต


 
จะเห็นได้ว่า ค่านิยมและวาทกรรมเกี่ยวกับความงามแบบตะวันตกที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกได้ก่อให้เกิดความพิการทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้คนที่ไม่ได้มีลักษณะที่เข้ากับความงามแบบตะวันตกรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าลงไป บางคนเกิดความพิการทางจิตใจหรือโรคทางจิตเวชต่าง ๆ เช่น โรควิตกกังวล (Generalized Anxiety Disorder)โรคกลัวสังคม (Social Phobia) โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder) โรคซึมเศร้า (Depression) โรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia Nervosa) เป็นต้น และโรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้ส่งผลให้ผู้ป่วยหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ของตนเองมากขึ้น และไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในสังคมได้เป็นปกติ

 
และเป็นเวลาเนิ่นนานหลายศตวรรษที่เรื่องราวของกลุ่มผู้พิการถูกกดทับและถูกเล่าแทนด้วยเสียงของผู้มีอำนาจเหนือกว่าในสังคม ซึ่งนั่นก็คือ กลุ่มนายทุนผู้มีอำนาจในการสร้างวาทกรรม เพื่อปกปิดเรื่องราวของหลุ่มคนชายขอบ โดยเฉพาะคนพิการทำให้ผู้คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้รับรู้ความรู้สึกนึกคิดหรือการใช้ชีวิตของพวกเขา จึงเป็นเสมือนกันการปิดกั้นโอกาสในหลาย ๆ ด้านที่กลุ่มผู้พิการที่จะได้เข้าถึงสิทธิ์อื่น ๆ ที่พวกเขาควรจะได้รับจากภาครัฐและสังคม นอกเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การไม่มีพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้พิการในสังคม เท่ากับเป็นการเป็นการเพิกเฉยต่อการมีตัวตนของกลุ่มผู้พิการและหลงลืมความสำคัญของพวกเขา ทั้ง ๆ ที่พวกเขาก็เป็นพลเมืองและประชากรในสังคมเหมือนเช่นคนอื่น ๆ จึงสามารถเห็นได้ชัดว่า เมื่อสังคมส่วนใหญ่ขาดการรับรู้เกี่ยวกับกลุ่มผู้พิการนั้นส่งผลร้ายแรงอย่างไรต่อพวกเขาและสังคมโดยรวม
 
ความทุกข์ทรมานของหญิงสาวมากมายจากค่านิยมและวาทกรรมความงามที่มุ่งเชิดชูแต่ชนผิวขาวนั้น เมื่อเข้าสู่ยุคหลังสมัยใหม่ (Postmodern) ทำให้ผู้คนจึงได้เริ่มตั้งคำถามกับค่านิยมกระแสหลักและวาทกรรมต่าง ๆ เช่น ศาสนา การเมือง การปกครอง วาทกรรมชายเป็นใหญ่ วาทกรรมระบบทุนนิยม และหนึ่งในวาทกรรมเหล่านั้นก็คือ ความงามที่ถูกผลิตซ้ำในสังคมโลกมาเนิ่นนาน เมื่อเกิดการตั้งคำถามมากขึ้น ก็นำไปสู่การแสวงหาแง่มุมใหม่ ๆ กับการให้พื้นที่ ให้สิทธิ์ ให้โอกาสแก่กลุ่มคนชายขอบเพื่อพวกเขาจะได้มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวของพวกเขาเอง ซึ่งพบว่า มีผู้คนมากมาย โดยเฉพาะผู้พิการที่รู้สึกว่า ตัวพวกเขาเองนั้นก็รู้สึกภาคภูมิใจในความงามตามแบบฉบับของตัวเอง และไม่อยากถูกมองว่า เป็นคนที่น่าเกลียด ประหลาดหรือไม่เข้าเกณฑ์ความงามแบบชนผิวขาว จึงได้ก่อให้เกิดแนวคิดใหม่และวาทกรรมด้านความงามรูปแบบใหม่ที่น่าจับตามอง นั่นก็คือ ความงามที่แตกต่าง (Unique Beauty) ที่มุ่งเน้นให้ผู้คนมองเห็นความงามในตัวเองในแบบของตัวเองและเรียนรู้ที่จะยอมรับหรือเปิดใจให้กับความงามในรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือความงามแบบชนผิวขาว เช่น ผู้ที่มีลักษณะผิดปกติภายนอกต่าง ๆ (Physical Disabilities) ผู้ที่มีกลุ่มอาการออทิสติก (Autism) หรือผู้มีภาวะความบกพร่องทางสติปัญญา (ภาวะปัญญาอ่อน) (Down-Syndrome) โรคสังข์ทอง (Ectodermal Dysplasia) โรคด่างขาว (Vitiligo) สภาวะผิวเผือก (Albino) และสภาวะที่ทางการแพทย์ได้วินิจฉัยว่าเป็นความผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย

  

(อธิบายเพิ่มเติม)
ซ้าย - Nastya Kumarova นางแบบผู้มีสภาวะผิวเผือก 
กลาง - Winnie Harlow นางแบบผู้เป็นโรคด่างขาว
ขวา - Kate Grant นางแบบผู้มีสภาวะปัญญาอ่อน
 
ประกอบกับโลกของการเผยแพร่สื่อที่เปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยี ทำให้การควบคุมดูแลและอำนาจในการเผยแพร่สื่อไม่ได้อยู่ที่กลุ่มคนกลุ่มเดียวอีกแล้ว ดังนั้น กลุ่มผู้พิการจึงเลือกใช้ช่องทางในการเผยแพร่และบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาด้วยตัวเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ออกสู่สาธารณชนด้วยความภาคภูมิใจและยอมรับในตัวตนของพวกเขา โดยหลายคนไม่จำเป็นต้องพยายามที่จะทำตัวเองให้เป็นคนปกติ พวกเขาหลายคนเปิดเผยส่วนที่ผิดปกติหรือบกพร่องไปบนเรือนร่างของเธอ และโอบรับเอาลักษณะเหล่านั้นเอาไว้อย่างยินดี ในฐานที่ว่า สิ่งเหล่านี้ได้มอบความเป็นปกติอย่างที่สุดของมนุษย์ให้กับพวกเขา ซึ่งความปกตินี้ไม่ได้หมายถึงความสวยงามตามค่านิยม หากแต่เป็นการเข้าใจในธรรมชาติของชีวิตและตัวตนของตัวเอง พร้อมแสดงให้ผู้คนเห็นว่า ความงามไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบเดียว หากแต่ความงามนั้นขึ้นอยู่กับสายตาของผู้มองดู และมาตรฐานในการวัดด้วยกฎเกณฑ์ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกยุคสมัยเสมอไป เพราะในแต่ละยุคก็ของสังคมมนุษย์ ก็ล้วนแต่มีค่านิยมและวาทกรรมเกี่ยวกับความงามที่ต่างกันออกไป และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่สื่อนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ผู้พิการมากมายหลายคนได้รับโอกาสจากวงการบันเทิงและวงการแฟชั่นเพื่อใช้เรือนร่างพิเศษของพวกเขา สร้างงานศิลปะที่สวยงามโดยการเป็นนางแบบ - นายแบบให้กับแบรนด์เสื้อผ้า บางรายได้แสดงละครหรือภาพยนตร์ และนอกจากนี้ ในวงการผลิตสื่อบันเทิง ยังได้เริ่มมีการสร้างภาพยนตร์โดยมีตัวแสดงนำเป็นคนพิการหรือมีการสวมบทบาทเป็นคนพิการ ซึ่งเป็นการสร้างการรับรู้แก่ผู้ชมให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจสภาพชีวิตความเป็นอยู่ สภาพจิตใจและความคิดของคนพิการมากยิ่งขึ้น  เช่น ละครชุด (Series) เรื่อง American Horror Story: Freak Show อันกล่าวถึง ชีวิตของกลุ่มผู้พิการที่อาศัยอยู่ในคณะโชว์ตัวประหลาดที่มีกลิ่นไอของภาพยนตร์สยองขวัญและระทึกขวัญไปพร้อมกันด้วย โดยละครชุดเรื่องนี้ มีการเน้นย้ำภาพลักษณ์และมุมมองอีกด้านที่ผู้คนในสังคมไม่เคยรับรู้หรืออาจจะไม่เคยคำนึงถึง และภาพยนตร์เรื่อง The Shape of Water ที่เล่าเรื่องผ่านสายตาของหญิงสาวผู้เป็นใบ้ ซึ่งตกหลุมรักกับสัตว์ประหลาดที่ถูกนำตัวมาทดลองทางวิทยาศาสตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากจะสะท้อนความสามารถและการตัดสินใจในการจะดำเนินชีวิตในแบบของตนเองของผู้พิการแล้ว ยังเป็นการสะท้อนเรื่องสิทธิมนุษย์ชนสำหรับกลุ่มคนชายขอบอื่น ๆ ด้วย เช่น คนผิวสีและเพศที่สาม อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของความภาคภูมิใจในการเป็นตัวของตัวเองให้กับผู้พิการคนอื่น ๆ และยังเป็นการสร้างการรับรู้ของผู้คนในสังคมเกี่ยวกับภาพลักษณ์ใหม่ของผู้พิการที่ไม่จำเป็นต้องถูกทำให้ดูน่าสงสารเพราะมีชีวิตที่รันทดหดหู่อีกต่อไป



ภาพบน - Jyoti Amge ผู้หญิงที่ตัวเล็กที่สุดในโลก
และErika Ervin หญิงสาวข้ามเพศ ที่แสดงในละครชุด
American Horror Story: Freak Show



ภาพล่าง - Sally Hawkins รับบทบาท
หญิงสาวผู้เป็นใบ้ในภาพยนตร์เรื่อง The Shape of Water

 
และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ธรรมชาติได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้มีความหลากหลายตามสภาพแวดล้อม หากแต่สามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน ความแตกต่างหลากหลาย จึงถือได้ว่า เป็นความงามอย่างแท้จริงของธรรมชาติ ดังนั้น การเปิดใจยอมรับและเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายของชีวิตนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะนอกจากจะเป็นการทำความเข้าใจธรรมชาติของชีวิตมนุษย์และธรรมชาติของโลก อีกทั้งยังเป็นการมองเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันอีกด้วย

 




 

Create Date : 02 กันยายน 2564
0 comments
Last Update : 3 กันยายน 2564 11:28:19 น.
Counter : 246 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.