Group Blog
 
 
มิถุนายน 2564
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
24 มิถุนายน 2564
 
All Blogs
 

The Great Gatsby : เปลือกเปล่าอเมริกันชน



เมื่อสิ้นสุดสำเนียงเสียงปืนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เสียงซึ่งเป็นของทรัมเป็ต ทรอมโบน แซ็กโซโฟน คลาริเน็ต ดับเบิลเบส และกลอง ก็สอดประสานท่วงทำนอง ร้อยเรียงก่อกำเนิดดนตรีแจ๊ส (Jazz) ลำนำอันแผดเสียงคำรามแห่งชัยชนะกึกก้องกังวานไปทั่วดินแดนแห่งเสรีภาพ จึงทำให้ยุคนี้ เป็นยุคแห่งทองของอเมริกันชน (Roaring Twenties-Jazz Era : 1920-1930) 

และฉากของเรื่องราวต่อไปนี้ เอฟ. สก็อต ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) บัญญัติให้เกิดขึ้นใน กรุง New York เป็นเมืองเศรษฐกิจทางตะวันออกของประเทศที่เหล่าอเมริกันชนต่างมุ่งหน้าเข้าไปแสวงหาความมั่งคั่ง ตามค่านิยม "American Dream" อันเป็นคติสำหรับผู้คนทุกชนชั้น ทุกเชื้อชาติ ว่าด้วยปรัชญา "หากคุณมีความอดทน ขยันหมั่นเพียร ฉลาดรอบคอบ คุณจะสามารถกอบโกยเอาทุกสิ่งที่คุณต้องการได้เมื่อประสบความสำเร็จ" ดังนั้นแล้ว ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท (Wall Street New York Stock Exchange) จึงเป็นบ่อเงินบ่อทองสำหรับนักลงทุนทั้งมือใหม่และเจ้าเก่าให้ได้มาตักตวงกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
 
*มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์และหนังสือ
 


โดยเรื่องเล่านี้ ถูกเล่าผ่านมุมมองของ นิค คาราเวย์ (Nick Caraway) ชายหนุ่มใสซื่อในเรื่องการเข้าสังคม ผู้เคยมีความฝันอยากเป็นนักเขียน เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) จากนั้นก็ถูกส่งไปประจำการเป็นทหารในกองรบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ณ ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งถูกกระแสคลื่นความหื่นกระหายเงินทอง ในปี 1922 พัดพาไปอยู่ยังกรุงนิวยอร์ค และพบว่าตัวเองกำลังเรียนรู้ศาสตร์แห่งตลาดหุ้นและการลงทุนขั้นสูงอย่างจริงจัง นิคพำนักตัวอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่เวสต์เอก ลองไอส์แลนด์ (West Egg, Long Island) ท่ามกลางหมู่บ้านของเศรษฐีหน้าใหม่ (New Money) ผู้เข้ามาจับจองทำเลหรูริมอ่าวเพื่อประชันความรวยกับพวกผู้ดีเก่า (Old Money) ทาง อีสต์เอก (East Egg, Long Island) ซึ่งอยู่อีกฝั่งของเกาะ 


"คุณคาราเวย์ที่รัก ผมจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก 
หากคุณให้เกียรติมาร่วมงานสังสรรค์เล็กๆของผม
ด้วยความเคารพ จาก เจย์ แกตสบี้"

 
และทุกสัปดาห์ นิคจะได้ยินเสียงเพลงแจ๊สและแสงสีจากพลุไฟลั่นไปทั่วบริเวณ สิ่งเหล่านี้ดังมาจากคฤหาสน์หรูที่อยู่ข้างบ้านของเขา นิคไม่มีทางรู้เลยว่าเพื่อนบ้านผู้ลึกลับและเจ้าของปาร์ตี้ที่ยิ่งใหญ่นี้เป็นใคร จนวันหนึ่ง เมื่อเขาได้รับบัตรเชิญให้เข้าร่วมงานปาร์ตี้ข้างบ้านอย่างเป็นทางการ (แต่เพียงผู้เดียว) ลงชื่อจากชายนามว่า..เจย์ แกตสบี้ (Jay Gatsby) นั่นเองทำให้เขารู้ว่า เพื่อนบ้านที่ลึกลับคือคนคนนี้






เหล่าผู้คนจากทั่วสารทิศ ทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ที่เข้ามาร่วมงานปาร์ตี้ฟรีที่ยิ่งใหญ่ หรูหรา โออ่าของแกตสบี้ ไม่มีใครได้รับเชิญทั้งนั้น หลังจากได้พบและพูดคุยกันแล้ว นิครู้สึกประหลาดใจเมื่อรู้ว่า แกตสบี้จัดงานเลี้ยงนี้เพื่อรอคอยให้..หญิงสาวคนหนึ่ง..ซึ่งเขารักเธอมาตลอด เข้ามาร่วมงานเท่านั้นเอง 

หญิงสาวคนนี้ชื่อ เดซี่ บิวคาแนน (Daisy Buchanan) เป็นหญิงสาวในตระกูลผู้ดีเก่าซึ่งร่ำรวยมาก เธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของนิค คาราเวย์ และนิคยังได้รู้จักกับ จอร์แดน เบเกอร์ (Jordan Baker) เพื่อนรักสมัยเด็กของเดซี่ และสามีของเดซี่ ทอม บิวคาแนน (Tom Buchanan) ก็เป็นเศรษฐีเก่าเช่นกัน ทั้งสองแต่งงานกันด้วยเหตุผลของตระกูล "เอาเงินมาต่อเงิน"
 







แต่ในความร่ำรวย สวยงาม ระยับด้วยประกายของเงินทอง ก็แฝงไปด้วยความฟอนเฟะเละแหลก ทอมมีเมียเก็บชื่อว่า เมอร์เทิล วิลสัน (Myrtle Wilson) ซึ่งเธอก็เป็นเมียของช่างซ่อม จอร์จ วิลสัน (George Wilson) ในอู่ที่เปรอะไปด้วยฝุ่นควันและคราบน้ำมัน และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทอมพานิคไปจัดปาร์ตี้สุดเหวี่ยงในรังรักรังลับของเขากับเมอร์เทิล และเพื่อนๆของเธอ มันเริ่มทำให้นิคเข้าไปพัวพันกับความเน่าในของสังคมผู้ดีซึ่งเขาไม่เคยพบมาก่อน

 




จอร์แดนได้เล่าอดีตของเดซี่และแกสตบี้ให้ฟังว่า เธอและเขาพบกันในงานเลี้ยงที่คฤหาสน์ของเดซี่ ทั้งสองตกหลุมรักกัน จากนั้นแกตสบี้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ระยะเวลาอันยาวนานนั้น ทำให้เดซี่รอคอยต่อไปไม่ไหว จึงรับหมั้นกับทอมตามความตั้งใจของพ่อแม่ และเป็นชนวนก่อให้เกิดเรื่องเศร้ามากมายตามมาหลังจากนั้น ต่อมา แกสตบี้ได้ขอร้องให้นิคช่วยเชิญเธอมาดื่มชาที่กระท่อมของเขา การพบกันครั้งแรกในรอบ 5 ปีไม่เคยสายไปหากถ่านไฟเก่ายังคุ แกตสบี้นำเดซี่และนิคเข้าเยี่ยมชมคฤหาสน์ของเขา ความหรูหราอลังการทำให้เดซี่ตื่นตาตื่นใจ หวั่นไหวไปกับมัน และในที่สุดเธอกับแกตสบี้ก็ตกอยู่ในภวังค์รักอีกครั้ง

 



เรื่องราวบานปลายเมื่อทอมได้รับรู้ว่า ภรรยาของเขาเริ่มมีใจให้กับเศรษฐีหน้าใหม่ ผู้ที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ทอมแอบสืบมาจนได้รู้ว่า เจย์ แกตสบี้ ไม่ได้เป็นลูกผู้ดีเก่าเช่นเดซี่ จอร์แดน นิค หรือตัวเขาเอง แต่แกตสบี้นั้นเป็นลูกชาวนาฐานะยากจนจากรัฐ นอร์ธ ดาโกตา (North Dakota) ชื่อจริงของเขา ก็คือ เจมส์ แกตส์ (Jamaes Gatz) เขาไม่เคยพึงพอใจในชาติกำเนิดของเขา จึงใฝ่ฝันที่จะออกเดินทางเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว ต่อมาเขาได้ช่วยชีวิต แดน โคดี (Dan Cody) เศรษฐีรายหนึ่งเอาไว้ ต่อมาแดนได้รับเขาเข้ามาทำงานด้วยและได้ฝึกฝนแกตส์ให้เป็นสุภาพบุรุษชนชั้นสูง ทั้งวิธีการพูดจา การปฏิบัติตัวต่าง ๆ รวมถึงการศึกษาด้วย และแดนได้ยกทรัพย์สินจำนวนหนึ่งให้กับเขา แต่ก็ถูกลูกหลานของแดนฉกฉวยไปด้วยเล่ห์กลทางกฎหมาย แกตส์จึงได้เริ่มชีวิตใหม่โดยการเปลี่ยนชื่อนามสกุลเป็น เจย์ แกตสบี้ และไปสมัครเป็นทหาร แล้วระหว่างนั้นเขาก็ได้พบกับเดซี่ ทั้งสองกลายมาเป็นคู่รักกัน แต่เมื่อแกสบีกลับมาจากการรบ เขาทราบข่าวการแต่งงานของเดซี่กับทอม นั่นทำให้เขาคิดจะสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นใหม่ และกลายมาเป็นพ่อค้าเหล้าเถื่อน ซึ่งร่วมหุ้นกับนักธุรกิจเถื่อนอย่างวูลฟ์ชาม (Meyer Wolfsheim) เขากอบโกยกำไรมากมายจนกลายมาเป็นมหาเศรษฐี การที่คฤหาสน์ของแกตสบี้อยู่ตรงข้ามกับคฤหาสน์ของเดซี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาจงใจซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามกับคฤหาสน์บิวคาแนนเพื่อได้อยู่ใกล้ชิดเธอที่สุดและแกตสบี้ก็หวังว่า เขาจะสามารถกลับไปแก้ไขอดีตระหว่างเขากับเดซี่ได้อีกครั้ง 
 



ทอมกับแกตสบี้ประชันฝีปากฝีมือกันต่อหน้าเดซี่ในวันหนึ่งซึ่งนิคถูกเชิญให้มา แต่เมื่อความจริงทั้งหมดถูกเปิดโปง เดซี่กลับรู้สึกรังเกียจและถอยห่างจากแกตสบี้ออกไปเรื่อยๆ เมื่อไม่สามารถยุติการทะเลาะวิวาทระหว่างทอมกับแกตสบี้ เธอได้ขับรถหนีออกไปด้วยความเครียดจัด พร้อมกับมีแกตสบี้ที่วิ่งตามมานั่งอยู่ในรถด้วย 
 



พวกเขาขับผ่าน ณ ย่านคนจนที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ป้ายโฆษณาเก่าคร่ำคร่ารูปดวงตาของจักษุแพทย์มองลงมาอย่างสายตาของพระเจ้า ณ ที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรม ดุจจะเป็นพยานแห่งความเป็นไปของโลกมนุษย์

 
เดซี่ขับรถชนเมอร์เทิล ผู้เป็นชู้รักของทอมตายคาที่ 
เนื่องจากเมอร์เทิลวิ่งออกมาตัดหน้ารถเพราะคิดว่าเป็นรถของทอม

ทอมรู้สึกเศร้าเสียใจต่อการจากไปของชู้รัก
ด้วยจิตใจอันสกปรก เขาจึงได้ใช้มันเป็นเครื่องมือกำจัดแกตสบี้
ทอมเป่าหูวิลสันว่า ผู้ที่ขับรถชนเมอร์เทิล
คือแกตสบี้ เศรษฐีผู้จัดงานปาร์ตี้ริมอ่าวฝั่งเวสต์เอก

และแกสตบี้ได้จบชีวิตลงด้วยกระสุนปืนแห่งความหูเบาของวิลสัน





ในงานศพของแกตสบี้..

ไม่มีใครมางานศพของเขาแม้แต่คนเดียว...
ไม่มีแม้แต่เงาเหล่าผู้คนที่เคยมางานปาร์ตี้สุดหรู...
ไม่มีแม้แต่เงาของ เดซี่ จอร์แดน หรือทอม

ยกเว้น นิค คาราเวย์...และพ่อแท้ ๆ ของแกตสบี้

นิคจึงได้เรียนรู้บทเรียนอันยิ่งใหญ่จากสังคมผู้ดีจอมปลอม
ที่เงินซื้อได้แม้แต่ ความรัก อำนาจ วาสนา และชีวิตคน
ใช้เงินตรา ฉ้อฉล หลอกลวง เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความผิดใด ๆ ที่ก่อไว้
ความฟอนเฟะถูกบังหน้าด้วยภาพฉาบฉวยอันถูกปั้นแต่งไว้อย่างงามพร้อม
รอแค่วันที่ถูกสั่นคลอนให้เปลือกเปล่ากระเทาะออกจนเห็นเนื้อเน่าใน
เท่านั้นเอง...
 
"แกตสบี้ ผู้ยิ่งใหญ่"
 
จึงเป็นสมยานามของชายหนุ่มคนหนึ่ง
ผู้ซึ่งยึดมั่นในความรักอย่างสุดหัวจิตหัวใจ
และเป็นเพียงคนเดียวที่นิคจะยึดถือไว้ 
ให้เป็น "คนจริง" 
 
 


บทวิเคราะห์หลังอ่านและชม: บทบาทของเรื่องเล่าในฐานะสิ่งประกอบสร้างอัตลักษณ์และเครื่องมือทางการเมืองเรื่องอัตลักษณ์ภายในนวนิยายและภาพยนตร์เรื่อง The Great Gatsby


เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปแล้ว The Great Gatsby สะท้อนค่านิยมของสังคมอเมริกันในฐานะสิ่งที่ผลักดันให้ตัวละครในเรื่องเกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์หรือลำดับชั้นทางสังคมของตนเองเพื่อนำชีวิตไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิม เช่น แกตสบี้ ชายหนุ่มผู้เกิดมาจากครอบครัวชาวนาผู้ยากจน ได้ตัดสินออกเดินทางเพื่อแสวงหาเส้นทางชีวิตใหม่ของตนเองพร้อมกับใฝ่ฝันว่าจะต้องประสบความสำเร็จและมีฐานะร่ำรวย หรือ เมอร์เทิล หญิงสาวที่เบื่อหน่ายชีวิตที่ซ้ำซากจำเจในอู่รถซอมซ่อของวิลสัน เธอจึงตัดสินใจที่จะมีความสัมพันธ์ลับ ๆ กับทอม ผู้เป็นเศรษฐีจากตระกูลผู้ดีเก่าเพื่อเป็นการไต่เต้าไปสู่ชนชั้นทางสังคมที่สูงขึ้นด้วย
 
ดังนั้น ค่านิยมทางสังคมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการสร้างเรื่องเล่าอันนำไปสู่การประกอบสร้างอัตลักษณ์ของตัวละคร แกตสบี้ทราบว่า ถ้าเขาเปิดเผยเรื่องราวความเป็นมาที่แท้จริงของเขาต่อหน้าทุกคน แน่นอนว่า ย่อมไม่มีใครยอมรับตัวเขา ในยุคที่ชนชั้นทางสังคมยังคงเป็นสิ่งสำคัญมากพอ ๆ กับการแบ่งแยกสีผิวระหว่างชาวยุโรปหรือชาวอเมริกันผิวขาวกับชาวแอฟริกันอเมริกันที่ถูกมองว่า เป็นชาติพันธุ์ที่ด้อยกว่า และบรรดาเศรษฐีใหม่ก็มักถูกผู้คนจากตระกูลผู้ดีเก่าดูถูกเหยียดหยามว่า ไม่ได้มีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกับพวกเขา แม้ว่าค่านิยมของเหล่าอเมริกันชน (American Dream) จะเป็นเสมือนสิ่งที่ให้ความหวังแก่บรรดาผู้คนที่ต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ลึก ๆ แล้วในสังคมอเมริกันที่ดูเหมือนจะมีความเท่าเทียม แท้จริงแล้วก็ยังมีการแบ่งชนชั้นวรรณะกันอยู่นั่นเอง
 


ดังนั้น เขาจึงสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งเขาบอกข้อมูลเท็จนี้แก่นิคเป็นคนแรก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างความประทับใจ ยังสามารถสังเกตได้อีกว่า แกตสบี้มีความกังวลว่า นิคจะได้รับฟังเรื่องราวหรือข่าวลือที่เขาไม่ต้องการที่จะให้นิครับทราบ ซึ่งเรื่องราวเล่านั้นอาจทำให้เขาไม่สามารถควบคุมความคิดของนิคและความรู้สึกที่มีต่อตัวเขาได้ เนื่องจากนิค คือบุคคลที่สำคัญที่สามารถทำให้เขาพบกับเดซี่ได้อีกครั้ง นี่เองจึงเป็นอีกบทบาทของเรื่องเล่า ในฐานะสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะทางการเมือง อันใช้ประกอบสร้างอัตลักษณ์เพื่อบรรลุจุดประสงค์บางอย่าง

“นี่ พรรคพวก” เขาโพล่งขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด “คุณคิดยังไงเกี่ยวกับตัวผม”

ผมตกใจเล็กน้อย แล้วจึงเริ่มต้นประโยค ด้วยการเลี่ยงไปพูดในเรื่องทั่ว ๆ ไปให้สอดคล้องกับคำถามข้อนั้น

“คืองี้ ผมอยากจะเล่าชีวิตของตัวเองให้คุณฟัง” เขาขัดจังหวะ “ผมไม่อยากให้เรื่องทั้งหมดที่คุณฟังมาทำให้คุณมองผมผิด ๆ”

ถ้าอย่างนั้นเขาก็รู้เรื่องข้อกล่าวหาประหลาด ๆ ที่เพิ่มรสชาติในการสนทนาในห้องโถงที่บ้านของเขา (ฟิตซ์เจอรัลด์, หน้า 65)
 
โดยเขาสร้างข้อมูลเท็จที่ปะปนกับความจริงว่า เขาสืบเชื้อสายมาจากตระกูลผู้ดีเก่าในแถบภาคตะวันตกของอเมริกา เคยไปร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ประเทศอังกฤษ ใช้ชีวิตหรูหราราวกับเชื้อพระวงศ์ในประเทศทางยุโรป เข้าร่วมรบในกองทัพพร้อมได้รับเหรียญกล้าหาญจากประเทศมอนเตเนโกร ต่อมา แกตสบี้ได้พานิคไปพบกับวูลฟ์ชาม ผู้เป็นหุ้นส่วนในการทำกิจการร้านขายยากับเขา ซึ่งเป็นแค่ธุรกิจบังหน้าของกิจการค้าเหล้าเถื่อน วูลฟ์ชามยังได้เล่าให้นิคฟังเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เขาได้พบกับแกตสบี้ด้วย
 
 


เครื่องแบบทหารที่ดูภาคภูมิและมีเกียรติ ซึ่งแกตสบี้สวมใส่ในครั้งที่เขาพบเจอกับเดซี่ ก็เป็นไปได้ว่า อาจช่วยเล่าเรื่องและสร้างอัตลักษณ์ความเป็นวีรบุรุษสงครามและความเป็นชนชั้นสูงให้แก่เขา ซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เดซีเกิดตกหลุมรักแกตสบี้ก็เป็นได้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว หลังจากที่แกตสบี้ถูกลูกหลานของแดน โคดีโกงเอาทรัพย์สินส่วนของเขาไปจนหมด ทำให้เขาสิ้นเนื้อประดาตัว เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพ เพื่อให้มีที่พักพิงพร้อมทั้งอาหารประทังชีวิต ซึ่งหากลองคิดย้อนกลับไป ถ้าแกตสบี้ไม่ได้สวมเครื่องแบบทหารในวันนั้น เดซี่จะรักเขาหรือไม่ และแกตสบีเองก็ตระหนักได้ว่า เขาได้หลอกลวงเดซี่ให้รักเขาเช่นกัน เพราะเช่นนั้น ความรักที่ก่อตัวขึ้นมานี่เองจึงเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้เขาต้องการสร้างตัวเพื่อขึ้นมาอยู่ในชนชั้นระดับเดียวกันกับเดซี่

นั่นอีกคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของเครื่องแบบ ซึ่งช่วยบอกเล่าเรื่องราวและประกอบสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลหนึ่งให้ผู้คนได้ ซึ่งแม้ไม่ได้บอกเรื่องราวที่แท้จริงเกี่ยวกับตัวผู้สวมใส่ แต่ก็แสดงภาพลักษณ์ที่บุคคลนั้น ๆ ต้องการที่จะให้ผู้อื่นเห็นและเข้าใจว่าตนเองเป็นเช่นนั้น


 

ฉากงานเลี้ยงของแกตสบี้ ยังเป็นสิ่งที่มีประเด็นให้กล่าวถึงอยู่เช่นกัน นั่นก็คือ การที่แกตสบี้เปิดโอกาสให้ผู้คนจากทุกชนชั้นสามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงของเขาได้แม้จะไม่ได้เชิญใครเป็นพิเศษก็ตาม ซึ่งมีทั้งชนชั้นสูง ดารานักแสดง บัณฑิตปริญญาตรี ชาวต่างประเทศอย่างเช่น ชาวอังกฤษ  ชาวแอฟริกันอเมริกัน แม้แต่ชาวยิปซี ทุกคนล้วนสนุกสนานกับงานเลี้ยงและผู้คนจำนวนมากจนลืมตัวตนและชนชั้นของตนเองไปชั่วขณะ ดังนั้น งานเลี้ยงของแกตสบี้จึงเป็นงานสังคมที่ทำลายขอบเขตและชนชั้นของสังคมอเมริกัน เพราะงานเลี้ยงโดยปกติ นอกจากจะเป็นวัฒนธรรมของชาวยุโรปหรือชาวอเมริกัน เพื่อเป็นการพบปะสังสรรค์เฉพาะชนชั้นสูงด้วยกันเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์และทำความรู้จักกันแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความมั่งมีและร่ำรวยของเจ้าภาพ พร้อมทั้งการประกาศถึงความสำเร็จในการก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งทางชนชั้นของแกตสบี้อีกด้วย ดังนั้น งานเลี้ยงอันใหญ่โตเอิกเกริกของแกตสบี้จึงเป็นงานที่สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับการมองสังคมของเขาที่ไม่ยึดติดกับชนชั้นและสะท้อนอัตลักษณ์ที่เลื่อนไหลของเขานั่นเอง
 
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวละครแกตสบีอีกประเด็นก็คือ ความลึกลับของเขา ซึ่งทำให้ผู้คนที่ไม่รู้ที่มาที่ไป จึงพากันลือไปต่าง ๆ นานา และเปรียบเทียบเขากับบุคคลที่ชั่วร้ายในประวัติศาสตร์บ้าง หรือเปรียบเทียบกับปีศาจบ้าง ดังเช่นประโยคในหนังสือที่ว่า

“เขาขายของผิดกฎหมาย...ครั้งหนึ่งเขาเคยฆ่าคนที่รู้ว่าเขาเป็นหลานของ ฟอน ฮินเดนบวร์กและเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าปีศาจร้าย...” (ฟิตซ์เจอรัลด์, หน้า 61)

จึงอาจตีความได้ว่า ตัวตนของ เจย์ แกตสบี้ นั้นไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงตัวตนที่ เจมส์ แกตส์ สร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดชาติกำเนิดที่แท้จริงของตน และเนื่องจากเขาไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลใหญ่โตของสังคมด้วยนั่นเอง ทำให้เขาเป็นเพียงบุคคลที่ไม่มีตัวตนในสายตาของสังคมชนชั้นสูง จึงทำให้ไม่มีผู้ใดทราบประวัติความเป็นมาที่แท้จริงของเขาอย่างแน่ชัด นั่นเองจึงเป็นจุดกำเนิดของข่าวลือมากมายเกี่ยวกับตัวเขา
 

 

ประเด็นเรื่องการเมืองเรื่องอัตลักษณ์เห็นได้อย่างเด่นชัดขึ้น ในตอนที่เดซี่ขับรถชนเมอร์เทิลจนเสียชีวิต และทอมก็ได้บอกข้อมูลเท็จแก่วิลสันซึ่งกำลังเสียใจมากว่า แกตสบี้เป็นคนขับรถคันนั้นและเป็นชู้กับเมอร์เทิล ทำให้วิลสันอาฆาตแค้นและตามไปปลิดชีพแกตสบี้ แสดงให้เห็นถึงอำนาจของเรื่องเล่าอันเข้าไปรับใช้การเมืองระหว่างชนชั้น ทอมจึงเป็นตัวแทนของชนชั้นสูงหรือผู้ที่มีอำนาจในการสร้างวาทกรรมหรือเรื่องเล่าเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งกำจัดคนที่จะขึ้นมาเป็นคู่แข่งของเขา นั่นก็คือ แกตสบี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของเศรษฐีใหม่จากชนชั้นล่างของสังคม ที่พยายามจะทำลายความแตกต่างทางชนชั้นของสังคมอเมริกัน ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดยุคหลังสมัยใหม่ ตามทัศนะของ Stuart Hall (สุรเดช โชติอุดมพันธ์, หน้า 113) ที่เชื่อว่า อัตลักษณ์สามารถไหลเลื่อนได้ ไม่ตายตัว หากแต่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และการศึกษาอัตลักษณ์นั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่า เราเป็นใคร หากแต่เน้นย้ำในคำถามที่ว่า “เราอาจจะเป็นอะไร” “เราถูกนำเสนออย่างไร” หรือ “เรานำเสนอตัวเองอย่างไร” เช่นในตัวอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ในตอนที่แกสตบีถามนิคว่าคิดอย่างไรเกี่ยวกับตัวเขา และไม่อยากให้นิคไปฟังเรื่องราวของเขาจากคนอื่น ๆ นั่นก็แสดง ถึงความกังวลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของตันเอง เราจึงเห็นได้ว่า ค่านิยม American Dream นั้นไม่ได้ได้รับความนิยมหรือไม่ได้รับการเชิดชูในกลุ่มชนชั้นสูงมากนัก เนื่องจากมันเป็นการทำลายแนวคิดและค่านิยมดั้งเดิมของชนผิวขาว อีกทั้งยังทำลายอำนาจการควบคุมหรือทำลายความรู้สึกว่าเป็นเจ้านาย (Mastery) ของชนผิวขาวอีกด้วย อย่างที่ตัวบทได้กล่าวถึงสิ่งที่ทอมพูดอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์เพื่อต้องการทำให้แกตสบีเสียหน้า  
 
“เขาไม่ได้มาหาเรื่องอะไรทั้งนั้น” เดซีมองหน้าคนโน้นคนนี้ทีอย่างสิ้นหวัง “คุณนั่นแหละกำลังหาเรื่องทะเลาะ ควบคุมตัวเองหน่อยสิคะ 

“ควบคุมตัวเอง!” ทอมทวนคำอย่างไม่เลื่อมใส “ผมคิดว่า สิ่งสุดท้ายคือการนั่งคอยให้ไอ้นายอะไรก็ไม่รู้จากที่ไหนก็ไม่รู้ มาหลับนอนกับเมียของตัว เอาล่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็ตัดผมออกไปได้เลย ทุก ๆ วันนี้ ใคร ๆ ก็ชอบเหน็บแนมเรื่องชีวิตครอบครัวและเรื่องสถาบันครอบครัว จากนั้นพวกเขา ก็โยนทุกอย่างลงทะเล และคนขาวกับคนดำก็แต่งงานกัน”

หน้าตาเขาแดงก่ำกับการที่ตัวเองพูดพล่ามอย่างเผ็ดร้อน มองเห็นตัวเองยืนอยู่ตรงเส้นกั้นเขตแดนแห่งอารยธรรมอยู่ตามลำพังคนเดียว

“พวกเราที่นี่ผิวขาวกันทุกคน” จอร์แดนพึมพำ

“ผมรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นที่นิยมของคนทั่วไป ผมไม่ได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โต ในยุคปัจจุบันนี้ผมว่าคงต้องทำบ้านให้เป็นเล้าหมูมั้งถึงจะมีเพื่อนฝูง” (ฟิตซ์เจอรัลด์, หน้า 134)
 

 

จากตัวอย่างนี้ สังเกตเห็นได้ว่า ทอมพยายามที่จะอ้างศีลธรรมขึ้นมา เพื่อทำให้แกตสบี้และเดซี่รู้สึกอับอาย ทั้ง ๆ ที่เขาก็แอบลักลอบเป็นชู้กับเมอร์เทิลเช่นกัน ซึ่งการที่ทอมมีความสัมพันธ์กับเมอร์เทิลและหญิงสาวมากหน้าหลายตา ก็ยังสะท้อนความปรารถนาที่จะควบคุม ครอบครอง และต้องการความรู้สึกที่เหนือกว่า ซึ่งผลักดันให้เขามีความสัมพันธ์กับหญิงสาวที่อยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่าเขาทั้งสิ้น นี่เองจึงเป็นความแตกต่างของแกสตบี้และทอม ในขณะที่ทอมมีอำนาจอยู่ในตัวอยู่แล้ว ทั้งชื่อเสียง เงินทอง และหน้าตาทางสังคม เขากลับรู้สึกหวั่นไหวกับอำนาจและอัตลักษณ์ที่เขามี การได้ควบคุมหรือครอบครองสิ่งที่ด้อยกว่า หรือแม้แต่ทำลายคู่แข่งทางสังคมจึงทำให้เขารู้สึกมีอำนาจอยู่เสมอ ส่วนแกตสบี้นั้น เขารู้ตัวมาตลอดว่า เขาเป็นใคร มาจากไหน และเขารู้ว่า เงินคือสิ่งเดียวที่สามารถทำให้เขาได้มาซึ่งอำนาจและทำให้เขามีทุกสิ่งได้ และสิ่งที่เขานั้นก็คือ การพัฒนาตัวเองเพื่อผลักดันให้ตัวเองไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิม ดังที่ในตอนท้ายเรื่อง นายแกตส์ พ่อของแกสตบี้ได้มาร่วมงานศพของเขา และได้เผยให้นิคเห็นถึงตารางเวลาทำกิจกรรมพัฒนาตัวเองของแกตสบี้ในวัยเด็ก อันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน และรักความก้าวหน้ามาตั้งแต่ยังเด็ก ผลอันเกิดจากเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่ตัวละครหลาย ๆ ตัว เล่าเกี่ยวกับแกตสบี้นั้น ทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่มีมิติที่สุดภายในเรื่อง กล่าวคือ มีทั้งแง่ดีและแง่ร้าย มีเป้าหมายของชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งมีความสมจริงและเหมือนกับมนุษย์ผู้มีชีวิตจริง ๆ และอีกประเด็นสำคัญที่น่าคิดก็คือ สุดท้ายแล้ว เรื่องราวทั้งหมดที่นิคพยายามจะเล่าเรื่องราวของแกตสบี้ออกมา ก็อาจจะเป็นการเล่าเรื่องเพื่อรับมือกับความรู้สึกป่วยไข้หรือบาดแผลทางจิตใจ (Traumatic Narrative) ซึ่งเผชิญกับสภาวะที่สิ้นหวังและหมดศรัทธากับความไร้ศีลธรรมของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่เขาคบหาสมาคมด้วยมานาน
 


 

The Great Gatsby จึงเป็นนวนิยายและภาพยนตร์ที่สะท้อนให้ผู้อ่านตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องอัตลักษณ์ของตัวละครในเรื่องและแม้แต่ตั้งคำถามกับอัตลักษณ์ของตนเองหรือคนในสังคม ว่าท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะสามารถก้าวข้ามผ่านการกำหนดแบ่งชนชั้น ชาติพันธุ์ หรือฐานะได้จริง ๆ หรือไม่ ซึ่งมีเพียงค่านิยมทางสังคมที่ไม่เป็นจริงที่คอยหล่อเลี้ยงจิตใจให้ผู้คนในสังคมมีความหวังในการดำเนินชีวิต หรือสุดท้าย เราต้องยังคงต้องติดอยู่ในกรอบกฎของสังคมในเรื่องของชนชั้นอยู่นั่นเอง
 




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2564
4 comments
Last Update : 13 สิงหาคม 2564 21:55:54 น.
Counter : 282 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณเริงฤดีนะ, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณnewyorknurse, คุณ**mp5**

 

เรื่องราวมันช่างซับซ้อนจริงนะคะ
เป็นพวกชอบดูหนังเพื่อความบันเทิงค่ะ

 

โดย: หอมกร 25 มิถุนายน 2564 7:26:14 น.  

 

ทันดู The Great Gatsby ในโรงเครือสยาม
หนังเสียดสีสังคมอเมริกันชนในอดีตขณะนั้น
เป็นหนังในกระแสที่แรงส์มาก..
สาวๆที่ไม่สนเรื่องเนื้อหาเท่าใด
ยังชอบๆๆCostumeเสื้อผ้า หน้าผม ยุคGatsbyนี้

ทั้งพระเอกLeo สุดหล่อเกินกำลังฯ
ชอบๆๆ

 

โดย: เริงฤดีนะ 25 มิถุนายน 2564 8:52:01 น.  

 

ที่มาของมีมเท่ๆ อย่าง Dicaprio cheers เลยครับ 555555

 

โดย: จันทราน็อคเทิร์น 25 มิถุนายน 2564 16:14:56 น.  

 

สวัสดียามบ่ายครับ

 

โดย: **mp5** 30 มิถุนายน 2564 14:23:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.