สิงหาคม 2554

 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
แสบนักไม่ให้รักยังไงไหว1
ตอนที่ 1
จุดเริ่มแห่งความเลวร้าย(มั้ง)
แสงไฟยามค่ำคืนที่ส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้ากับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มยามราตรี ไม่ได้ทำให้หนุ่มร่างสูงที่กำลังนั่งอยู่ในร้านอาหารกึ่งคาราโอเกะรู้สึกดีขึ้นได้เลย คำบอกเล่าจากปากของเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับสิ่งที่เขาเห็นเมื่อซักชั่วโมงที่ผ่านมาสรุปได้ว่าผู้หญิงที่เขารักกำลังจะตีจากเขาไป แต่อย่าหวังเลย เพราะมันไม่มีทางจะเป็นเช่นนั้นแน่ ในเมื่อเขาทุ่มเทให้เธอขนาดนี้ ทั้งเงินทอง ข้าวของอีกหลายอย่าง ไหนจะทั้งตัวทั้งใจอีก จะให้หนีไปง่าย ๆ ได้อย่างไร

ตาคมที่แฝงแววกรุ่นโกรธเหลือบมองไปยังทางเข้าอยู่หลายครั้งแต่ก็ไร้วี่แววของคนที่เขากำลังรอ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนคิดคำนึงไปถึงวันแรกที่เขาเหยียบย่างเข้ามาในร้านนี้เมื่อห้าเดือนก่อน รุ่นพี่ที่จบการศึกษาและกำลังรอรับปริญญาในสาขาวิชาเดียวกันกับเขา มาฉลองการจบการศึกษาที่ร้านอาหารกึ่งคาราโอเกะแห่งนี้ และโชคชะตาก็ทำให้เขาได้พบกับหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งซึ่งทำหน้าที่เชียร์แขกอยู่ในร้านนี้ ครั้งแรกเขาก็มิได้สนใจเธอ จะมองก็ตามประสาผู้ชายทั่วไปที่มักจะชอบมองคนสวย และก็เป็นหญิงสาวนั่นแหละที่เป็นคนขอเข้ามาคุยกับเขาก่อน ขอเบอร์โทรจากเขาและติดต่ออยู่เรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ลงเอยกันบนเตียง ความเจนจัดของเธอทำให้เขาหลงรักหัวปักหัวปำ เขาไม่สนใจว่าเธอจะผ่านผู้ชายมากี่คนแล้ว คิดเพียงอย่างเดียวว่าถ้าเธอรักเขาและหยุดที่เขา เขาก็จะดูแลเธอตลอดไป

วรรณวลีคือชื่อของผู้หญิงคนนั้น เธอเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อแห่งหนึ่งที่เขารู้จักดี นักศึกษาสาว ๆ แต่ละคนถ้าไม่รวยล้นเพราะฐานะทางบ้านก็จะเป็นเด็กป๋าเลี้ยงซะส่วนใหญ่ วรรณวลีเป็นคนสวย ยิ้มง่ายและเอาใจเก่ง แรก ๆ หญิงสาวก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรจากเขา แต่มาพักหลัง ๆ นี่พอเห็นเขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้น เธอจะออดอ้อนเอาโน่นเอานี่จากเขาตลอด และชายหนุ่มก็ต้องสนองให้ทุกครั้ง

สะท้านกรุงเป็นลูกชายคนเดียวของดาริกาม่ายสาวผู้เป็นเจ้าของร้านเจลเวอรี่ชื่อดัง จนเมื่อเดือนก่อนหญิงสาวออดอ้อนเอารถจากเขาแล้วไม่ได้ เนื่องจากมารดาไม่ยอมซื้อให้เพราะชายหนุ่มมีรถขับอยู่แล้วจะเอาไปอีกทำไม และคาดคั้นจนได้ความว่าเขาจะซื้อไปให้วรรณวลี มารดาของเขาจึงลดเงินที่เคยให้แถมยังยึดบัตรเครดิตทั้งหมด แถมยังไม่ให้เขาได้ขับรถเอง เวลาไปไหนก็ต้องให้คนขับคอยตามรับตามส่ง สะท้านกรุงจึงไม่ได้มีโอกาสเจอเธออีกเลย เนื่องจากมารดาคุมตัวแจ แถมโทรไปหาหญิงสาวก็ไม่ยอมรับ เพราะเมื่อไม่ได้ดั่งใจวรรณวลีก็ตีตัวออกห่างจากเขา และไปควงลูกชายนักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่งแทน ทีแรกเพื่อนเขาบังเอิญไปเห็นเจ้าหล่อนหลาย ๆ ที่ก็นำมาเล่าให้เขาฟัง ชายหนุ่มก็ไม่ยอมเชื่อ จนเมื่อชั่วโมงที่แล้วขณะที่เขาซึ่งแอบหนีน้าเดชคนขับรถที่เขาหลอกว่าให้จอดรถในปั้มเพราะอยากเข้าห้องน้ำ และใช้ให้เขาไปซื้อน้ำดื่มภายในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ในปั้ม ขณะที่น้าเดชเข้าเดินเข้าไปในร้าน เขาก็แอบขึ้นแท็กซี่เพื่อมาหาเธอที่นี่ และช่วงติดไฟแดงแถวแยกบางนา สะท้านกรุงก็เหลือบไปเห็นวรรณวลีอยู่ในรถเก๋งสีดำแบบสปอร์ตคันหนึ่งกำลังอี๋อ๋ออยู่กับคนขับที่เป็นหนุ่มท่าทางนักเลง เขาจึงบอกให้รถแท็กซี่ตามไปแต่ก็ไม่ทันเนื่องจากรถติดไฟแดงซะก่อน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจมารอเธอที่นี่ แต่พอถามเด็กในร้านก็รู้ว่าเธอลาออกไปแล้ว ชายหนุ่มจึงไม่รู้ว่าจะไปตามเธอได้ที่ไหน เพราะวรรณวลีไม่เคยพาไปที่หอพักเลยซักครั้ง

สะท้านกรุงก้มดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่บ่งบอกว่าเป็นเวลาสามทุ่มถึงกับถอนหายใจ ร่างสูงเดินออกมาหน้าร้าน และระหว่างที่กำลังหันซ้ายหันขวาตัดสินใจว่าจะไปทางไหนนั้น ก็บังเอิญหันไปเจอหญิงสาวในชุดสีน้ำตาลเหมือนชุดพนักงานโรงงานคนหนึ่ง หอบข้าวของพะรุงพะรังอยู่ตรงป้ายรถเมล์ และปลายเท้าก็มีกระเป๋าเงินสีชมพูที่หญิงสาวทำหล่นออกมาจากกระเป๋าสะพายที่ไม่ได้รูดซิป ด้วยความหวังดีชายหนุ่มจึงรีบเดินเข้าไปหาเพื่อจะบอกให้เธอรู้ตัว แต่เขาก็ไปไม่ทันเมื่อหญิงสาวคนนั้นวิ่งขึ้นรถประจำทางไปก่อน สะท้านกรุงจึงรีบเดินเข้าไปหยิบกระเป๋าสตางค์สีชมพูนั้นขึ้นมาก่อนที่จะมีใครมาคว้าไป เพราะสำหรับเขาไม่มีวันเอาของใครไปใช้แน่ ขณะที่มือแกร่งกำลังจะเปิดดูหลักฐานที่อยู่ด้านใน ตาคมก็เหลือบไปเห็นวรรณวลีกับเจ้าหนุ่มท่าทางนักเลงกำลังเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามซะก่อน มือหนาจึงยัดกระเป๋าเงินที่เก็บได้ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง ก่อนจะวิ่งข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม

อาการที่ถูกกระชากต้นแขนอย่างแรง ทำให้ร่างของวรรณวลีถลาไปตามแรงดึงจนแทบหงายหลัง
“แม่งเอ้ย” หญิงสาวสบถอย่างหัวเสีย หันไปมองหน้าคนที่ดึงด้วยแววกรุ่นโกรธ แต่พอเห็นหน้าเขาดวงตาของหญิงสาวก็วูบไหวเล็กน้อย ก่อนทำท่าทีฉงน

“ไม่ทราบคุณมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ” ได้ฟังคำถามนั้นสะท้านกรุงถึงกับพูดไม่ออก

“หึ มีธุระอะไร คุณพูดกับผมแบบนี้หรือวลี”

“ฉันว่าคุณคงจำคนผิดแล้ว” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าธนดลคู่ขาคนใหม่ของเธอกำลังมองมาอย่างจับผิด วรรณวลีไม่อยากให้เขารู้เรื่องระหว่างเธอกับชายหนุ่มตรงหน้า เพราะกลัวว่าเงินก้อนโตที่จะได้จากเขา จะอันตรธานหายไป ผิดกับสะท้านกรุงที่เมื่อได้ยินประโยคนั้นจากปากวรรณวลี เขาก็โมโหสุดขีด เขย่าร่างของหญิงสาวจนหัวสั่นหัวคลอนพลางตะคอกถาม

“จำคนผิดงั้นหรือวลี คนที่เคยแนบร่างกันขนาดนั้น ผมไม่มีวันลืมง่าย ๆ หรอก” ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้โต้ตอบอะไร สะท้านกรุงก็ลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น พร้อมกับเลือดซิบตรงมุมปาก

“มันจะมากไปแล้วนะไอ้เ-ย.. นี่เยลลี่ผู้หญิงของกู ไม่ใช่วลีอะไรของมึง จำใส่กะโหลกไว้” ธนดลมองคนที่นั่งกองกับพื้นตาขวาง ถึงเขาจะไม่ได้รักใคร่ใยดีอะไรหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง แต่นี่คือของเล่นชิ้นใหม่ แล้วอีกอย่างไอ้หน้าอ่อนนี่มันเป็นใคร ถึงได้กล้ามาหาเรื่องกับคนอย่างเขา สะท้านกรุงเช็ดเลือดออกจากมุมปาก ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน หรี่ตามองไอ้หนุ่มนักเลงด้วยความไม่พอใจ

“จะเยลลี่อะไรกูไม่สน แต่กูจะบอกมึงว่านี่คือวลีผู้หญิงของกูเหมือนกัน” ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มยังยัดกำปั้นเข้าดั้งจมูกของธนดลอย่างจัง ด้วยความไม่ทันระวังตัวจึงทำให้ร่างของธนดลเซไปด้านหลังหลายก้าว

“ตายแล้ว คุณดล เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” วรรณวลีรีบวิ่งเข้าไปประคองหนุ่มผิวเข้มก่อนละล่ำละลักแก้ตัว

“คุณดลอย่าไปเชื่อเขาค่ะ เยลลี่ไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อนเลยนะคะ” หนุ่มผิวเข้มแกะมือวรรณวลีออก ก่อนจะเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อสะท้านกรุงแล้วเอ่ยปากท้าทาย

“มึงแน่มากใช่มั้ยไอ้หน้าอ่อน”

“แน่สิ ถ้ากูไม่แน่กูคงไม่มา”

“ได้ ที่นี่คนเยอะไม่สะดวก มึงกล้าไปตกลงกับกูที่อื่นมั้ย” มือแกร่งของสะท้านกรุงปัดมือหนาของธนดลออกจากคอเสื้อของตน ก่อนจะตอบกลับไป

“ถ้ามึงกล้า กูก็กล้า” สะท้านกรุงจ้องตอบอย่างไม่ลดละ

“งั้นมึงตามกูมา แล้วจะหาว่ากูไม่เตือน” ธนดลหันหลังกลับ เดินนำหน้าสะท้านกรุงไปยังรถเก๋งคนงามสีดำที่จอดอยู่ โดยมีวรรณวลีวิ่งตามไปติด ๆ

“คุณดลรอเยลลี่ด้วยสิคะ” วรรณวลีรีบเปิดประตูขึ้นไปนั่งคู่คนขับ เธอไม่มีวันปล่อยให้เขาหลุดมือได้แน่นอน เพราะชายหนุ่มเป็นถึงลูกนักการเมืองท้องถิ่นที่รวยล้น มีบ่อนการพนันอยู่หลายที่ ให้เธอได้อย่างที่เรียกร้อง สะท้านกรุงเห็นอาการนั้นถึงกับเดือดปุดพร้อมเจ็บปวดไปทั้งใจ ทำไมเขาถึงได้โง่เง่ามารักคนแบบนี้ได้นะ แต่ขณะนั้นความโกรธแค้นมีมากกว่า อยากจะสั่งสอนไอ้หนุ่มที่เป็นคนขับยิ่งนัก ชายหนุ่มจึงเปิดประตูขึ้นนั่งด้านหลัง มองผู้หญิงที่เคยรักด้วยดวงตาวาวโรจน์

รถกระบะสี่ประตูสีดำที่แล่นตามรถเก๋งคันงามของเธอเข้ามาภายในบริเวณบ้าน ทำให้ดาริกาม่ายสาวถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเพ่งมองอีกครั้งก็จำได้ว่าเป็นรถของหลานชาย เธอเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงสังสรรค์ในแวดวงไฮโซว์ ถึงจะไม่ค่อยชอบงานแบบนี้ แต่ม่ายสาวก็จำเป็นต้องไป เพราะว่ารายได้ส่วนใหญ่ของร้านจิวเวลลี่มาจากลูกค้าเหล่านี้ทั้งนั้น

ดาริกาจอดรถหน้าบ้านของตัวเองที่เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่แถวรังสิต ที่สามีผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้ สามีเธอเป็นคนเชียงราย ครอบครัวของสามีทำสัมปทานไม้และปลูกไม้สักขายในเนื้อที่พันกว่าไร่มาตั้งแต่รุ่นปู่ แต่เดี๋ยวนี้หันมาปลูกพืชเมืองหนาวเกือบหมดเนื่องจากเห็นคุณค่าของป่าไม้ อีกอย่างการปลูกต้นสักขายนั้น กว่าจะโตก็ต้องใช้เวลานาน เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของบิดามารดาที่เป็นเจ้าของจิวเวลลี่ชื่อดังย่านสีลม เมื่อแต่งงานกันแล้วสามีก็แยกตัวออกจากครอบครัวหันมาทำธุรกิจกับเธอแทน ส่วนที่เหลือก็ยกให้พี่ชายทำทั้งหมด

“อาดาสวัสดีครับ” เมื่อดาริกาลงจากรถมา อหังการ์ก็เดินมาหาพร้อมกับกระพุ่มมือไหว้ผู้เป็นอาสะใภ้

“สวัสดีจ๊ะ ไปยังไงมายังไงถึงได้มาเอาจนดึกป่านนี้ แล้วขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะเชิด ” ดาริการับไหว้หลานชายพร้อมกับเอ่ยถาม เพราะปกติแล้วชายหนุ่มมักจะมีงานยุ่งจนไม่ค่อยมีเวลาไปไหนมาไหน นอกจากอยู่ในไร่เท่านั้น

“มาได้สามวันแล้วครับ ผมขึ้นมาส่งคุณแม่แล้วก็เลยมาเยี่ยมพี่ฟ้าด้วย” อหังการ์พูดถึงรุ่งฟ้าพี่สาวคนเดียวของตัวเองที่แต่งงานจนมีลูกสามคน และมาอยู่กับสามีซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อดังอยู่ในกรุงเทพฯ หลังจากบิดาเสียชีวิตเมื่อสามปีก่อน มารดาของเขาก็มาอยู่กับพี่สาวเพื่อมาช่วยเลี้ยงหลาน ชายหนุ่มซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวก็เลยต้องรับภาระทุกอย่างในไร่แทนบิดา

“แล้วจะกลับเมื่อไหร่ล่ะ พักกับอาซักคืนมั้ย” อหังการ์เป็นลูกชายของทรนงพี่ชายของกำแหงสามีของดาริกา แต่สองพี่น้องถูกรถสิบล้อพุ่งชนรถเก๋งที่นั่งมาด้วยกันจนตกเหวแถวจังหวัดแพร่ในวันสงกรานต์เมื่อสามปีที่ผ่านมา เพราะทรนงกับอรพรรณผู้เป็นภรรยาขึ้นมาเยี่ยมลูกสาวเลยแวะมาหากำแหงน้องชายที่นี่ หลังจากนั้นก็ชวนกันกลับไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่แถวบ้าน พอหลังสงกรานต์ก็จะขึ้นมาส่งน้องชายพร้อมทั้งรับผู้เป็นภรรยาที่บ้านของลูกสาวด้วย แต่สุดท้ายทั้งสองก็ต้องมาเสียชีวิตซะก่อน

“ผมคิดว่าจะเข้ามาหาเจ้าจิ๊บซักหน่อย แล้วก็จะกลับเลย” อหังการ์พูดถึงสะท้านกรุงที่มีศักดิ์เป็นน้องชาย ชายหนุ่มอายุยี่สิบเก้าปีย่างเข้าสามสิบ เรียนจบด้านการบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ หลังจากเรียนจบแล้วก็ช่วยบิดาบริหารจัดการงานในไร่และศึกษาเกี่ยวกับการปลูกพืชเมืองหนาวไปด้วย เพราะหลังจากที่ล้มต้นสักขายจนหมดแล้ว บิดาของเขาก็ไม่ได้ปลูกอีก แต่หันมาทำการเกษตรแผนใหม่แทน

“เจ้าจิ๊บเหรอ น่าจะอยู่ในบ้านนะ เข้ามาข้างในก่อนสิ” ดาริกาเดินเข้าไปในบ้าน พร้อมกับเอ่ยชวนหลานชายไปด้วย

“ปีนี้ก็จบแล้วใช่หรือเปล่าครับจิ๊บน่ะ”

“ใช่จ๊ะ ไม่กี่เดือนเอง จบแล้วว่าจะให้ไปเรียนต่อต่างประเทศคงดี”

“อ้าวทำไมให้ไปเรียนไกลจังครับ”

“ก็อยากกันเจ้าจิ๊บกับแม่สาวที่เจ้าจิ๊บกำลังติดพันน่ะ”

“ใครครับอาดา”

“ไม่รู้เหมือนกัน อาไม่เคยเห็นหน้า แต่คงไม่ใช่คนดีหรอก ก็เล่นผลาญเงินกันซะขนาดนั้น คิดดูสิขอมาได้ยังไงรถเก๋งราคาเป็นล้าน เจ้าจิ๊บก็เหลือเกินยังจะซื้อให้อีก นี่ถ้าอาไม่หลอกถามเอาซะก่อนได้สูญเงินล้านแน่ ๆ ไม่รู้หลงอะไรกันนักหนา”

“แล้วผู้หญิงคนนี้ทำงานอะไรครับ”

“ไม่รู้เหมือนกันถามก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เห็นบอกแต่ว่าสวยมาก พักอยู่แถว ๆ บางนาอะไรนี่แหละ” อหังการ์ได้ฟังถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่ชอบใจ เพราะสมัยเรียนเขามักจะเจอผู้หญิงแบบนี้เสมอ ที่มักจะชอบเอาร่างกายปรนเปรอให้ผู้ชายหลงหัวปักหัวปำ หาแต่สิ่งอำนวยความสะดวกมาปรนเปรอ แล้วหลังจากนั้นก็เขี่ยทิ้ง เพื่อนของเขาก็โดนกันหลายคน แทบจะฆ่าตัวตายก็มี แล้วน้องชายของเขาก็เป็นพวกหัวอ่อน ไม่ทันคนซะด้วย

“แล้วตอนนี้จิ๊บอยู่ไหนครับ”

“นั่นสิ หรือว่ายังไม่กลับนะ รถของเดชอาก็ยังไม่เห็นเลย” พูดจบม่ายสาวก็เดินออกไปดูที่หน้าบ้าน ซึ่งจังหวะนั้นคมเดชก็ขับรถเข้ามาจอดด้านหน้าพอดี แต่ดาริกาก็เห็นเพียงคนขับลงมาคนเดียวเท่านั้น โดยไร้เงาของสะท้านกรุง ม่ายสาวจึงรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาคนขับทำหน้าตายุ่งกำลังเดินมาทางเธอ

“จิ๊บอยู่ไหนล่ะเดช”

“คุณจิ๊บหายไปไหนไม่ทราบครับ”

“ว่าไงนะเดช จิ๊บหายไป หายไปได้ยังไง” ดาริกาถามคนขับรถด้วยเสียงอันดัง

“ก็คุณจิ๊บบอกผมว่าปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำให้ผมจอดที่ปั๊ม แล้วใช้ให้ผมไปซื้อน้ำให้อีก พอผมซื้อเสร็จ มานั่งรอคุณจิ๊บที่รถ รอตั้งนานก็ไม่เห็นออกมาจากห้องน้ำ ผมเลยเข้าไปดู ปรากฏว่าไม่เจอใครซักคน ตามหาแถวนั้นก็ไม่มี จนผมจนปัญญา สงสัยจะไปตามหาคู่รักน่ะครับ”

“บ้าจริง ตาจิ๊บนะตาจิ๊บ จะติดใจแม่นั่นอะไรนักหนา เดชเคยเห็นหน้ามั้ย”

“ไม่เคยเห็นครับ ได้ยินคุณภพเพื่อนคุณจิ๊บบอกว่าสวย”

“สวยแต่รูปจูบไม่หอมน่ะสิ แล้วทีนี้เราจะไปตามหาที่ไหน”

“ผมลองโทรแล้วครับแต่คุณจิ๊บไม่ยอมรับสาย”

“โธ่ลูกหนอลูก เดชพอรู้จักเบอร์เพื่อนตาจิ๊บมั้ย”

“ไม่รู้จักครับ เคยเจอแต่ที่มหาวิทยาลัย”

“แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย” ม่ายสาวบ่นด้วยความร้อนใจ

“คุณดาลองโทรอีกทีสิครับ บางทีคุณดาโทรไป คุณจิ๊บอาจจะรับก็ได้”

“ฉันจะลองดู”

เพราะความเคียดแค้นที่กำลังสุมแน่นเต็มอก ทำให้สะท้านกรุงไม่สนใจถนนหนทางและบรรยากาศภายนอก ที่กำลังเปลี่ยนไป จากบ้านเรือนคนเยอะแยะ เข้ามายังถนนเปลี่ยว ไร้แสงไฟ ซึ่งคนขับปรายตามองไอ้หนุ่มหน้าโง่ที่บังอาจมาท้าทายคนอย่างเขา แล้วกูจะทำให้มึงเจ็บจนลืมกูไม่ลง

“ลงมาไอ้หน้าอ่อน เจ๋งมากหรือมึง” ธนดลที่พอจอดรถเสร็จก็เปิดประตูลงจากรถ อ้อมมาทางด้านหลังที่สะท้านกรุงนั่งอยู่ กระชากแขนชายหนุ่มที่กำลังเปิดประตู ลากลงมาจากรถ เมื่อเจอแบบนี้ชายหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของคู่กรณีพร้อมกับกระแทกกำปั้นไปที่ปากของคนอวดเก่งนั้นจนเลือดไหลออกจากมุมปาก ธนดลใช้หลังมือปาดเลือดออกจากมุมปาก ตาสีดำจ้องชายหนุ่มตรงหน้าเขม็ง ก่อนจะเดินไปเปิดหลังรถหยิบท่อนเหล็กขนาดข้อมือออกมา

สะท้านกรุงถอยหลังเตรียมตั้งหลักสู้ ตาคมจ้องมองหน้าของคนที่กำลังย่างสามขุมมาทางเขา พร้อมกับเหลือบมองไปด้านข้างตัว เพื่อหาอาวุธมาป้องกันตัว แต่ขณะนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีเงาดำวูบมาทางด้านหน้า ชายหนุ่มจึงยกมือขึ้นกันด้วยสัญชาตญาณ

“โอ้ย” แรงกระทบของท่อนเหล็กกับเนื้อมนุษย์ทำให้สะท้านกรุงทรุดฮวบ แต่ชายหนุ่มก็ไม่อาจตั้งตัวได้ทัน เมื่อธนดลกระหน่ำตีไม่ยั้ง ทั่วทั้งร่าง และสำนึกสุดท้ายก็ดับวูบ เมื่อเหล็กท่อนนั้นกระทบเข้ากับศีรษะอย่างจัง
ธนดลมองดูร่างที่หมอบอยู่แทบเท้าของเขา เลือดท่วมตัวด้วยความสะใจ แต่ขณะที่หนุ่มผิวเข้มกำลังจะหันหลังกลับขึ้นรถ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังมาจากร่างที่กองอยู่ซะก่อน เขาจึงล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เมื่อเห็นหน้าจอมือถือที่ขึ้นว่าคนโทรเข้าคือแม่ เขาจึงกดรับ

“ตาจิ๊บตอนนี้อยู่ที่ไหน”
“ผมจะบอกให้เอาบุญนะคุณนาย ว่าลูกชายคุณอยู่ที่ไหน” ได้ยินเสียงคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกชายดาริกาถึงกับอึ้ง แล้วไหนจะถ้อยคำแปลก ๆ นั่นอีกล่ะ

“คุณเป็นใคร แล้วตาจิ๊บอยู่ที่ไหน”

“ผมเป็นใคร ผมก็เป็นคนที่ใช้เหล็กขนาดเท่าแขนตีลูกชายคุณนายจนเลือดท่วมน่ะสิ โทษฐานที่บังอาจมายุ่งกับผู้หญิงของผม”

“นี่แก แกว่าแกทำอะไรลูกฉันนะ แล้วลูกฉันเป็นยังไงบ้าง”

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าไอ้หน้าอ่อนลูกชายหน้าโง่ของคุณนายมันเป็นยังไงบ้าง เพราะผมไม่สนใจ แต่ถ้ามันตายได้ยิ่งดี รีบมาดูหน่อยนะในซอยร้างแถว... ก่อนที่จะไม่ทันได้ดูใจมัน” ธนดลพูดจบก็ตัดสายทิ้ง ยิ้มด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม วรรณวลีที่ยืนตกตะลึงอยู่เมื่อครู่ถึงกับเสียวสันหลัง กับความโหดร้ายของธนดล ถ้าหากวันหนึ่ง เขาไม่พอใจเธอขึ้นมาจะทำยังไง ก่อนจะสะดุ้งเมื่อชายหนุ่มหันมาตะคอกถาม

“ตกลงเธอชื่ออะไรกันแน่ ห๊ะ”

“ชื่อเยลลี่จริง ๆ ค่ะ คุณดล” วรรณวลีตอบพร้อมกับหน้าที่ซีดเผือด ทุกครั้งเธอจะไม่ยอมบอกชื่อจริง ของตัวเอง ตอนทำงานเป็นพนักงานเชียร์เบียร์อยู่นั้นเธอก็ใช้ชื่อว่าแนน แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่เธอกำลังเข้าห้องน้ำที่โรงแรมหรูที่เข้าไปปรนเปรอรักให้กับสะท้านกรุง แม่ที่ติดการพนันงอมแงมของเธอโทรเข้าเครื่อง เมื่อชายหนุ่มรับก็ถามถึงเธอ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เรียกเธอว่าวลีตามแม่ตลอด

“อย่าให้ฉันรู้นะว่าเธอหลอกฉัน ไม่งั้นได้เห็นดีแน่”

“ใครจะกล้าหลอกคุณดลได้ล่ะคะ ไอ้บ้านี่มันคงเข้าใจผิดค่ะ”

“ให้มันแน่จริง ๆ เถอะ ไม่งั้นฉันเอาเธอตาย แล้วอย่าหวังนะว่าจะมาสลัดฉันง่าย ๆ เหมือนไอ้หน้าอ่อนนี่ เพราะถ้าฉันยังไม่เบื่อเธอก็อย่าหวัง” ธนดลพูดทิ้งท้ายพร้อมกับผลักร่างของวรรณวลีกระแทกกับรถจนหญิงสาวเจ็บ แล้วรีบเปิดประตูรถเข้าไปนั่งด้านหน้า ก่อนที่ชายหนุ่มจะทิ้งเธอไว้คนเดียวที่นี่

“เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน โธ่ตาจิ๊บ” หลังจากสายถูกตัดไปแล้วดาริกาถึงกับซวนเซเกือบล้มพับ ถ้าคมเดชไม่คว้าตัวไว้ทันซะก่อน

“คุณดาเกิดอะไรขึ้นกับคุณจิ๊บครับ” คมเดชถามเสียงดังด้วยความร้อนใจ เขาได้ยินบทสนทนาของนายสาว ถึงจะไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไร แต่เขาก็เดาได้จากอาการของดาริกา

“อาดาเกิดอะไรขึ้นหรือครับ” อหังการ์ที่นั่งอยู่ด้านใน แล้วได้ยินเสียงร้องลั่นของดาริกา พร้อมกับภาพที่คมเดชคนขับรถเก่าแก่ประคองอาสาวอยู่ก็รู้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ ๆ

“เรื่องมันเป็นยังไงน้าเดช” เมื่ออาสาวเอาแต่หน้าซีดเผือดทำท่าแต่จะเป็นลม

“คือว่าคุณจิ๊บหายไปครับ ผมตามหายังไงก็ไม่เจอ เลยกลับมาบอกคุณดาให้คุณดาลองโทรไปหาคุณจิ๊บ แล้วก็เป็นแบบนี้แหละครับ” ได้ฟังคำของคมเดชที่ให้ความกระจ่างอะไรไม่ได้ซักอย่างอหังการ์ถึงกับถอนใจเฮือกใหญ่

“อาดา ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ น้าเดชมียาดมมั้ย”

“มีครับมี” คมเดชยื่นยาดมในกระเป๋าเสื้อให้กับอหังการ์ ชายหนุ่มจึงรับมาแล้วจ่อไปที่จมูกของอาสะใภ้

“ค่อยยังชั่วแล้วนะครับ มีอะไรเกิดขึ้นกับจิ๊บ”

“อาโทรไปหาตาจิ๊บ แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งรับสายบอกว่าเป็นคนทำร้ายตาจิ๊บ เพราะว่าไปแย่งผู้หญิงของเขา ใช่สิเชิดช่วยน้าด้วยนะ มันบอกว่าให้ไปรับจิ๊บที่ซอยร้างแถว....”

“งั้นไปกันเถอะครับ ไอ้เจตน์แกไปนั่งข้างหลังเดี๋ยวฉันขับเอง น้าเดชไปนั่งด้านหน้ากับผม ช่วยบอกทางให้ด้วย ส่วนอาดานั่งด้านหลังนะครับ” อหังการ์ตะโกนบอกคนสนิทที่มักจะไปไหนมาไหนกับเขาเสมอ พร้อมกับจัดแจงทุกอย่างด้วยตัวเองหมด ร่างสูงใหญ่วิ่งไปที่รถกระบะของตัวเอง พร้อมกับดาริกาที่หายจากอาการหน้ามืดรีบขึ้นไปนั่งด้านหลัง ไม่ต่างจากคมเดชที่วิ่งหน้าตั้งไปนั่งด้านข้างคนขับด้วยเหมือนกัน



Create Date : 04 สิงหาคม 2554
Last Update : 4 สิงหาคม 2554 14:03:36 น.
Counter : 1455 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หนึ่งมณี
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]